ข่าวดี!! ‘Defi DoubleMoon Fintech’ จับมือ ‘Seeder.finance’

สายฟาร์มเตรียมเฮ!! เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ของ DoubleMoon Fintech ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถฟาร์มเหรียญ DBM (DoubleMoon) รวมถึงเหรียญอื่น ๆ บนแพลตฟอร์มของ Moon Farms เพื่อรับเหรียญ DMC (DoubleMoon Cat) เป็นรางวัลและสร้างรายได้แบบ Passive Income กันได้แล้ว  และล่าสุดทาง Double moon ยังคงมีการอัพเดตความคืบหน้าของโปรเจกต์อย่างต่อเนื่อง โดยพวกเขาได้ประกาศจับมือกับโปรเจกต์ Defi น้องใหม่อีกเจ้า seeder.finance ฟาร์มน้องกระทิงชื่อไมค์ แสนน่ารักที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเน้นย้ำความแข็งแกร่งของ Double Moon Ecosystem  สำหรับการร่วมมือกันในครั้งนี้ทาง DoubleMoon Fintech เปิดเผยว่า มันเป็นความพยายามที่จะช่วยให้นักลงทุน Defi ชาวไทยที่มีเหรียญ LEAF token มาเล่นบน Moon Lucky Stake Pool ได้เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน และเพิ่มการใช้งานเหรียญ DBM ให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน  นอกเหนือจากการร่วมมือกับทาง seeder.finance แล้ว ทางแพลตฟอร์ม DoubleMoon ยังได้สร้างความร่วมมือจากฟาร์มอื่น ๆ อีกหลายเจ้า ไม่ว่าจะเป็น DINO Park หรือแม้แต่ Safe BSC Farm เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโปรดักส์และผู้ให้บริการ DEFI Platfrom ที่แข็งแกร่งในอนาคต  ต่อให้จะมีข่าวดีแบบนี้อีกกี่ครั้ง แต่สิ่งที่นักลงทุนทีดีควรทำอยู่เสมอนั้นก็คือ การตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง ดังนั้นแอดขอแนะนำแอป ‘Wikibit’ เพราะสามารถใช้ดูข้อมูล Defi ได้ แถมยังใช้ตรวจสอบข้อมูล Exchange และ Token เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหา ข้อมูลต่างๆ ที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป ใบอนุญาต โครงการต่างๆ เป็นต้น ถ้าไม่อยากเสียน้ำตา โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-10การวิเคราะห์เชิงลึก

ระวัง!! 6 ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นกับนักเทรดคริปโต Spot

ส่วนใหญ่นักเทรดคริปโตมือใหม่ ที่เข้าวงการนี้มาเพื่อหวังแต่ผลกำไร โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูล และคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น มักจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมากกว่าสิ่งที่หวัง ดังนั้นเรามาเช็คกันดีกว่าว่าคุณมีลักษณะของนักลงทุนที่มักทำผิดพลาดในการเทรดคริปโต 6 ข้อนี้ไหม ถ้ามีรีบปรับตัวสะ!! ก่อนจะหาว่าแอดไม่เตือน!!   1. เทรดโดยไม่มีแผนล่วงหน้า : เมื่อคุณจะทำการซื้อขาย Bitcoin คุณต้องมีกฎที่คุณจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เช่น จุดเข้า , stops และจุดที่จะออก ซึ่งสิ่งที่จำเป็นก็คือคุณควรยึดมั่นตามแผนที่วางเอาไว้และอย่าเบี่ยงเบนไปจากมัน การวางแผนการซื้อขายจะช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจของคุณให้มีจุดหมายที่แน่นอนและไม่โลภจนมากเกินไป   2.ชอบ FOMO : FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out ซึ่งผลของมันมักจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด นักเทรดมือใหม่มักโดดเข้าไปซื้อเมื่อเห็นราคากำลังพุ่งขึ้น จากนั้นก็จะสูญเสียเงินเมื่อเทรนด์มันตีกลับ ตลาด Bitcoin เป็นตลาดที่ซื้อขายกัน 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ดังนั้นคุณสามารถรอเวลาที่เหมาะสมในการทำการซื้อขายของคุณได้ ดังนั้นอย่า FOMO   3.นั่งดูราคาตลอด 24 ชั่วโมงจนเครียด : หากคุณนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อดูกราฟ Bitcoin อาจทำให้มีแนวโน้มที่จะทำให้ตัวเองเครียด ซึ่งความเครียดนั้นไม่ดีสำหรับคุณและคนรอบข้าง และนั่นก็จะวกกลับมาที่ข้อ 1 อีกแล้ว นั่นคือหากคุณมีการวางแผนการเทรด และไม่วอกแวก คุณก็สามารถออกไปเดินเล่นรับอากาศข้างนอกบ้าน หรือใช้เวลากับคนที่คุณรักเพื่อให้คุณผ่อนคลาย และไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียเงินอีกด้วย  4.ชอบสวนเทรนด์ : นักเทรดมือใหม่จำนวนมากมักชอบสวนเทรนด์ ซึ่งการเทรดลักษณะนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก นักเทรดที่มีประสบการณ์มักจะรู้ว่าตอนไหนควรออกหรือควรเข้าซึ่งมือใหม่มักไม่ทราบ และชอบลองของสวนเทรนด์และมักจะจบลงด้วยการโดน liquidated ไปตามระเบียบ   5.ปล่อยให้ความกลัวหรือความโลภเข้าครอบงำ : นักเทรดมือใหม่มักมีความวิตกกังวลหรือมีความโลภเกี่ยวกับ position ปัจจุบันของตน ซึ่งนี่เป็นสัญญาณที่อาจทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ และนี่จึงเหตุผลที่เราต้องมีข้อ 1 นั่นคือการวางแผน เพื่อไม่ให้อารมณ์เข้าครอบงำเราจนทำอะไรลงไปโดยไม่คิด  6.ขาดความอดทน : เมื่อตลาดเข้าสู่ช่วง sideways มักไม่สามารถจะทำกำไรได้ตามต้องการ สิ่งที่ควรทำคือการรอเวลาให้เกิดการ breakout เสียก่อนที่จะเริ่มทำการซื้อขายครั้งต่อไป อย่า overtrade และอย่าซื้อขายในสภาวะตลาดที่ไม่ค่อยดี เพราะมันอาจทำให้มือใหม่ขาดทุนไปทีละน้อย ๆ ได้   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-10การวิเคราะห์เชิงลึก

จะเกิดอะไรขึ้น หากราคาบิทคอยน์แซงทองคำได้?

บิทคอยน์ถูกสถาปนาจากนักลงทุนหลายคนว่าเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ แม้ว่าบิทคอยน์จะเป็นตลาดที่มีความผันผวนบ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีเสถียรภาพ และคนเชื่อมั่นในเหรียญนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลกระทบต่อตลาดโลหะมีค่า โดยเฉพาะทองคำ น่าคิดว่านอกเหนือจากการเพิ่มหรือลดความสนใจในทองแล้ว บิทคอยน์ยังส่งผลกระทบต่อราคาทองคำด้วยหรือไม่ แล้วถ้าหากบิทคอยน์ชนะในเกมส์นี้ และมาแทนที่ทองคำได้จริง ๆ ทองคำจะเป็นยังไงต่อไป?  Bitcoin ยังห่างไกลจากมูลค่าตามราคาตลาดของทองคำ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าบิทคอยน์มี “ความแข็งแกร่ง” ที่จะมาแทนที่ทองคำในวันหนึ่งในฐานะ Store of value จากสถิติของปีก่อน ตอนนั้นค่าเงินเฟียตกำลังอ่อนตัวลง จากการเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐดูเหมือนจะมีมูลค่าลดลง ในขณะนั้น Bitcoin และทองคำกลับมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในทั่วโลกและความไม่แน่นอนทางด้านเศรษฐกิจ  เมื่อพิจารณาจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคา Bitcoin สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเชิงบวกเกี่ยวกับการซื้อขายเหรียญในอนาคตและมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าของตลาด Bitcoin จะแซงหน้าตลาดทองคำได้ทันเวลา (ก่อนปี 2029) ถ้าแซงได้แล้วไงต่อ? แน่นอนว่าทองคำอาจเสียสถานะ Store of value ทางด้าน Mark Cuban มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เคยออกบอกว่า “อย่าลืมว่าทองเป็น Store of value ที่สร้างขึ้นจากเทคโนโลยีตั้งแต่พลั่วไปจนถึงการขุด ใครก็ตามที่สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อค้นหาและขุดได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดก็จะได้รับรางวัลมากที่สุด เช่นเดียวกับ Crypto ตอนนี้ทองคำตายไปแล้ว”  Store of value คือ เครื่องรักษามูลค่า มันมีมูลค่าได้เพราะผู้คนเห็นว่ามันมีค่า มันเป็นสินทรัพย์ที่คนจำนวนมากต้องการมันเลยมีค่า ถ้าวันนึงทองเสียสถานะนี้ไป ราคาตกลงเรื่อย ๆ ผู้คนไม่ศรัทธาที่จะเก็บมูลค่าไว้ที่ทองแล้ว ทองอาจจะหายไปจากตลาด จากสินทรัพย์ที่มีค่าอาจกลายเป็นหินธรรมดา ๆ ที่มีความแวววาวเฉย ๆ ก็เป็นได้ ต้องบอกว่าที่เล่าไปคือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนนะ ไม่ได้ชี้นำใด ๆ และที่พูดถึงข้างต้นน่ะ แค่ยกตัวอย่างกรณีที่เลวร้ายที่สุดนะ เพราะจริง ๆ ต้องยอมรับว่ามันมีโอกาสขึ้นน้อยมากกกกกกกกกกกกกก ทองอยู่คู่กับมนุษย์มาเป็นหมื่น ๆ ปี ทองผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ ต้องเผชิญกับปัญหาของตัวเองในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงปลายทศวรรษปี 1933 ยุค bimetallism การผูกเงินดอลลาร์สหรัฐกับมาตรฐานทองคำหรือกฎหมายปี 1974 ที่แยกมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐออกจากมาตรฐานทองคำ เรียกได้ว่าทองคำผ่านมาทุกยุค ก็อยู่รอดทุกยุค และอยู่แบบดีด้วย  ในท้ายที่สุด ตอนนี้ Bitcoin อาจส่งผลกระทบเล็กน้อยต่อราคาทองคำ แต่ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมูลค่าขนาดนั้น ในฐานะน้องใหม่ในโลกการลงทุน Bitcoin ก็ยังคงต้องต่อสู้พอสมควร การที่ Bitcoin จะล้มทองได้จริง ๆ ถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แม้จะล้มไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นนักลงทุนต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ราคาทองเป็นยังไง มีแววจะล้มหรือไม่? แต่ไม่ว่าราคาทองคำจะขึ้นหรือลง นักเทรดทองก็ไม่หวั่น เพราะเราเทรดได้ทั้งสองทาง! ตลาด Forex เราได้มีการนำ ‘ราคาทองคำ’ มาใช้เก็งกำไร โดยไม่ต้องครอบครองทองคำจริง ๆ ซึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การเทรดทอง’ โดยใช้ส่วนต่างของราคาซื้อ-ขายในมาเก็งกำไร น่าสนใจใช่มั้ยล่ะ?  หากอยากลงทุนเทรดทองต้องเริ่มจากการศึกษาข้อมูล และเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่เปิดให้บริการเทรดทองด้วย ต้องเลือกโบรกที่มีใบอนุญาต มีค่าสเปรดที่คุ้มค่ากับการลงทุนของคุณซึ่ง WikiFX มีข้อมูลเปรียบเทียบให้เห็นจะจะเลย ว่าค่าสเปรดโบรกไหนปังโบรกไหนพัง คุณสามารถดูได้ง่าย ๆ เพียงแค่เปิดแอป WikiFX แล้วเข้าไปที่ “ตารางเปรียบเทียบค่าสเปรด” ก็จะมีรายชื่อทุกโบรกพร้อมกับค่าสเปรดแบบเรียลไทม์เลย ดาวน์โหลด WikiFX แล้วไปดูเลยตอนนี้ โหลดฟรี!  

2021-06-10การวิเคราะห์เชิงลึก

การลงพื้นที่สำรวจ ‘Crypto Exchange’ มีความสำคัญอย่างไร?

นักลงทุนทุกคนทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่า มักสงสัยว่าความสำคัญของการเข้าเยี่ยมชมสำนักงาน หรือบริษัท ‘Crypto Exchange’ มีความสำคัญอย่างไร ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนมากน้อยแค่ไหน วันนี้แอดจะมาแถลงให้ฟัง   ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าการลงทุนทุกครั้งของคุณนั้นล้วนต้องใช้ ‘เงินทุน’ และทุกคนต่างหวังใน ‘ผลกำไร’ กันทั้งนั้น ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนว่ามีความน่าเชื่อมากพอต่อการลงทุนหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นหากเกิดการฉ้อโกงเกิดขึ้นผลตอบแทนที่คุณจะได้รับก็คือ ‘เสียเงิน’ และ ‘น้ำตา’ แทนกำไรนั่นเอง  การสำรวจเยี่ยมชมสำนักงานหรือบริษัท ‘Crypto Exchange’ มีจุดประสงค์เพื่อเช็คให้ชัวร์ว่าบริษัทนั้นๆ มีอยู่จริงในโลกนี้ไม่โมเมขึ้นมา เพราะเวลาที่บริษัทขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะต้องส่งตำแหน่งที่อยู่ เพื่อยืนยันตัวตนว่ามีอยู่จริง ทั้งนี้การเยี่ยมชมจึงเป็นอีก 1 ทาง ที่จะสามารถยืนยันให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าบริษัทนี้มีอยู่จริง ไม่มีการโมเม และยืนยันว่าใบอนุญาตที่บริษัทนั้นๆ ได้มาเป็นของจริงไม่ใช่ของปลอม ดังนั้นหากตรวจสอบแล้วว่ามีใบอนุญาต อย่าลืมตรวจสอบการเยี่ยมชม เพื่อความชัวร์ในการตัดสินใจลงทุน  เมื่อรู้แบบนี้แล้วหลายๆ คนอาจเกิดคำถามว่า “แล้วเราจะดูข้อมูลการสำรวจเยี่ยมชมได้จากที่ไหน” คำตอบคือง่ายมาก เพราะการสำรวจเยี่ยมชมบริษัท ‘Crypto Exchange’ นั้นเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ของแอป ‘Wikibit’ ที่คอยให้ข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับ ‘Exchange’ และ ‘Token’ รวมไปถึงการเปิดโปงเว็บเถื่อน ให้คนที่ประสบพบเจอเรื่องราวเลวร้าย มาร้องเรียนกับทาง ‘Wikibit’ ได้ โดยปัจจุบันมีบริษัท ‘Crypto Exchange’ ในประเทศไทยที่รับการเยี่ยมชมจาก ‘Wikibit’ แล้วมากมาย บางบริษัทมีตัวตนอยู่จริงถูกต้องตามกฎหมาย อาทิ ‘Bitkub’ ผ่านการเยี่ยมชมมาแล้ว 1 ครั้ง ‘Stang’ ผ่านเยี่ยมชมมาแล้ว 1 ครั้ง และ ‘Crypto Exchange’ อื่นๆ   (ภาพการเยี่ยมชมบริษัท ‘Crypto Exchange’ ของ Stang และ Bitkub)   ทั้งนี้คุณรู้ไหมว่าไม่ใช่ทุกครั้งที่ทาง ‘Wikibit’ ไปสำรวจเยี่ยมชมบริษัท ‘Crypto Exchange’ แล้วจะเจอบริษัทนั้นจริงๆ เพราะหลายครั้งที่ไปสำรวจบริษัท ‘Crypto Exchange’ ชื่อดังมากมายตามที่อยู่ในใบอนุญาต แต่กลับไม่พบ ซึ่งแสดงถึงการไม่มีตัวตนอยู่จริง หรือการให้ข้อมูลเทจเสี่ยงต่อการฉ้อโกง แถมแอป ‘Wikibit’ ยังครอบคลุมพื้นที่การสำรวจ ‘Crypto Exchange’ ไปทั่วโลกอีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากเสียน้ำตา อย่าลืมไปตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน  วิธีตรวจสอบการสำรวจเยี่ยมชมบริษัทบนแอป ‘Wikibit’  Step 1 : ค้นหาชื่อ ‘Exchange’ ที่คุณสนใจแล้วกดค้นหา Step 2 : เลือกรายการ ‘Exchange’ ที่คุณต้องการ หลังจากนั้นแอปจะขึ้นข้อมูลมาให้ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ปริมาณมูลค่าตลาด ใบอนุญาต โครงการต่างๆ เป็นต้น  Step 3 : ไปที่การเยี่ยมชมบริษัท (หากไม่มีการเยี่ยมชม แอปจะไม่ขึ้นข้อมูลให้) เราสามารถเข้าไปดูข้อมูลการเยี่ยมชมเพิ่มเติมได้ Step 4 : ขอต้อนรับรับเข้าสู่ข้อมูลการเยี่ยมชม ในนี้จะบอกข้อมูลที่ตั้งของบริษัททั้งหมด ว่าเป็นอย่างไร เป็นตึกแบบไหน มีกี่ชั้น มีพนักงานกี่คน เป็นต้น    ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-10การวิเคราะห์เชิงลึก

บิทคอยน์พุ่ง 13% ‘รับข่าวดี’จากเอลซัลวาดอร์

บิทคอยน์ราคาพุ่งขึ้น 13% ทะยานเหนือ 37,000 ดอลลาร์ หลังเอลซัลวาดอร์ออกกฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้ถูกต้องตามกฎหมาย  ข้อมูลจากเว็บไซต์คอยน์เดสก์ เมื่อเวลา 23.42 น. วันพุธ (9 มิ.ย.) ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือ 10.42 น. ตามเวลาประเทศไทย ราคาซื้อขายบิทคอยน์อยู่ที่ 37,176.44 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% จาก 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น อานิสงส์จากเมื่อวันพุธ ส.ส.เอลซัลวาดอร์ ประเทศในอเมริกากลางผ่านกฎหมายอนุญาตให้ใช้บิทคอยน์ได้ หมายความว่าตอนนี้ราคาสินค้าแสดงเป็นหน่วยบิทคอยน์ และสามารถชำระภาษีด้วยเงินเสมือนสกุลนี้ได้

2021-06-10การวิเคราะห์เชิงลึก

‘GMM’ ประกาศชัด!! เร่งเตรียมออกเหรียญคริปโต ‘NFT’ ภายในปีนี้

ตอนนี้การเทรดคริปโตกำลังมาแรง จึงไม่แปลกที่ธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทย จะปรับตัวโดยการนำคริปโตเข้ามาเป็นตัวแปร เพื่อหาโอกาสในการสร้างกำไร โดยล่าสุด ‘จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ ได้ออกมาประกาศชัดแล้วว่า จะเร่งศึกษาการออก Non Fungible Token หรือ NFT คาดได้ข้อสรุปและออกเหรียญได้ในปีนี้ มั่นใจผลการดำเนินการปีนี้ดีกว่าปีก่อน แม้โควิด-19 ระลอก 3 กดดันธุรกิจจัดคอนเสิร์ตและกิจกรรมบันเทิง ระบุแนวโน้มธุรกิจเพลงยังเติบโตได้ดี อีกทั้งยังมี O Shopping ช่วยเสริมมาร์จิ้น เตรียม M&A กับพันธมิตรอีก 2 รายเพื่อผลักดันการเติบโตในอนาคต  ธนากร มนูญผล รองกรรมการผู้อำนวยการ หน่วยงาน Group Investment บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ หรือ GRAMMY ให้ข้อมูลผ่านกิจกรรม Opportunity Day ว่า GRAMMY อยู่ระหว่างศึกษาการออก Non Fungible Token หรือ NFT โดยอาศัยจุดเด่นของกลุ่มบริษัทที่เป็น Content Provider รายใหญ่ของประเทศ โดยครอบครองลิขสิทธิ์เพลงเกือบ 30,000 เพลง หรือคิดเป็น 60% ของตลาดเพลงรวมในประเทศไทย   “เราสนใจในเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) และกำลังศึกษาว่าจะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างไรบ้างในฐานะที่เป็น Content Provider รายใหญ่ และสนใจในการทำธุรกิจใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงได้ศึกษาร่วมกับพาร์ตเนอร์เรื่องการออก NFT คาดว่าจะได้ข้อสรุปและออกโทเคนภายในปีนี้”   สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2564 จะดีกว่าปี 2563 เนื่องจากธุรกิจหลักต่างๆ จะปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ หลังจากกลุ่มบริษัทได้ดำเนินการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2563 ที่ต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์ประเทศ 100% เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง โดยกลุ่มบริษัทได้เร่งปรับตัวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงรองรับกับสภาวะอุตสาหกรรมเพลงและความบันเทิงทั่วโลกที่มุ่งเข้าสู่ยุคดิจิทัล     สำหรับงบลงทุน (CAPEX) โดยรวมในปีนี้ จัดสรรไว้ 300-400 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะทยอยลงทุนและใช้จ่ายเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/64 GRAMMY มีรายได้จากการดำเนินงานเท่ากับ 981.8 ล้านบาท ลดลง 24.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การจัดกิจกรรมของบริษัทที่มีการรวมตัวของคนหมู่มากยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ   อย่างไรก็ดีบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 1,365.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เป็นผลมาจากการรับรู้และการวัดมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินสิทธิการซื้อหุ้น บมจ.โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ KISS จำนวน 369.5 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาส 1/64 เท่ากับ 398.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีผลกำไรอยู่ที่ 41 ล้านบาท   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-09การวิเคราะห์เชิงลึก

3 ช่องโหว่สัญญา ที่คุณคิดว่าเป็น ‘DeFi Hack’ มีอะไรบ้าง?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนคริปโตในรูปแบบ ‘DeFi’ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศไทย เพราะได้ผลกำไรดีๆ ใครๆ ก็อยากลอง แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ต้องการแต่ผลกำไร จนละเลยการศึกษาข้อมูลให้ดีนั้น เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็มักจะโทษว่าตนนั้น ‘DeFi Hack’   ก่อนอื่นอยากให้ทำความเข้าใจก่อนว่าการ ‘DeFi Hack’ นั้นไม่มีอยู่จริงเพราะทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของ Smart Contract ทั้งหมด โดยพื้นฐานแล้ว Smart Contract นั้นก็คือโค้ดหรือคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งที่ทำงานอยู่บน Blockchain และด้วยการที่ Blockchain นั้นเป็นฐานข้อมูลที่แทบจะไม่สามารถแก้ไขได้ในทางปฏิบัตินั้นทำให้เงื่อนไขคำสั่งที่เขียนอยู่บน Blockchain จะมีความคงทนไม่สามารถแก้ไขได้คล้ายกับสัญญา เพราะฉะนั้นจริงๆสิ่งที่เราพูดว่า ‘DeFi Hack’ จึงไม่มีอยู่จริงครับ เพราะเวลาที่เราจะ Interact กับแพลตฟอร์ม DeFi ใดๆมันจะมีให้เรากด Accept เงื่อนไขสัญญา และเงินที่เป็นคริปโตก็คือการทำตามเงื่อนไขนั้น  ดังนั้นคำว่า ‘DeFi Hack’ ไม่มีอยู่จริง เป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือช่องโหว่ของสัญญาที่คุณเซ็นต์ มันไม่ใช่การที่คุณเซ็นต์สัญญาไปแล้ว คุณมาพบทีหลังว่าสัญญาที่คุณเซ็นต์นั้นถูกฉีกหรือแก้ไข ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ด้วยระบบ Smart Contract โดยเราจะแบ่งได้ดังนี้   1 การที่เจ้าของตั้งใจเขียน Contract แบบที่ล้วงเงินเราได้    กรณีแรกถ้าให้เปรียบเทียบกับชีวิตจริงคือการที่เรายอมเซ็นต์สัญญาแบบไม่อ่าน แล้วในสัญญาเขียนว่า เจ้าของโครงการสามารถเข้าถึงเงินของคุณได้ แน่นอนว่าในความเป็นจริงจะมีใครบ้างหละที่มีความสามารถในอ่าน Contract ได้จนจบ เรียกได้ว่ามีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย หรือบางทีต่อให้คุณเป็นคนที่ความสามารถในการอ่านโค๊ดก็ไม่ได้แปลว่าคุณจะรอดเสมอไปเช่นในกรณี MeerKat ที่เจ้าของโครงการได้เปลี่ยนโค้ดแค่ตัวเดียวจาก “O” เป็น “0” ต่อให้คุณจะสามารถอ่านโค้ดได้คุณก็อาจจะพลาดได้ นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมแพลตฟอร์มที่ยังไม่มี audit ถึงอันตรายมากสำหรับคนหน้าใหม่   2 การที่เจ้าของเขียน Contract อย่างถูกต้องแต่ใช้การทุบเหรียญ    ถ้าคุณเคยได้ยินเรื่อง KubSwap ที่เพิ่ง Rug Pull ไปนี่คือลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้น คือโดยตัวแพลตฟอร์มนั้นเขียน Contract ขึ้นมาอย่างถูกต้องทุกอย่างทำให้ไม่มีทางที่เจ้าของจะขโมยเงินของเราได้ แต่แน่นอนว่าคนที่เล่นแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ยินดีที่จะเสียงซื้อเหรียญ Governance หรือทำการ Provide สภาพคล่องในคู่ที่เป็นเหรียญ Governance นั้นก็แปลว่าคุณมีความเสี่ยงในการที่เหรียญ Governance จะขึ้นหรือจะลง ซึ่งในส่วนนี้โครงการน้ำดีต่างๆก็จะมีการกำหนดระยะเวลาปล่อยเหรียญที่ทางผู้สร้างควรจะได้รับเป็น Smart Contract อย่างถูกต้อง ซึ่งถ้าเจ้าของโครงการไม่ทำมันก็คือความเสี่ยงแบบหนึ่งที่คุณต้องรู้ไว้ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ว่าคุณต้องอาศัยความเชื่อใจเอาเอง  โดยส่วนใหญ่แล้วในกรณีแบบนี้จะทำคล้ายๆกันคือ Contract เขียนมาถูกพอมีคนลง LP เหรียญหรือซื้อเหรียญสักพักก็ทำการทุบเหรียญทิ้ง ถ้าหนักๆหน่อยอาจจะมีการปิดหน้าเว็บ เพื่อให้คนที่ไม่มีความรู้ กดถอน LP ไม่ทันตัวเองจะได้ทุบเหรียญก่อนใคร ซึ่งในรูปแบบนี้คุณอาจจะคิดว่ามันโกงก็ได้แต่จริงๆ มันคือกติกาที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว คุณสามารถตรวจสอบ Code ได้ถ้าคุณมีความรู้ คำถามคือ คุณรู้อยู่แล้วว่ากติกาเป็นแบบนี้ หรือคุณไม่รู้กติกาแต่ก็คิดจะใส่เงินเข้าไปโดยไม่รู้ความเสี่ยงกันแน่   3 เจ้าของมีความตั้งใจดีแต่ว่ามีช่องโหว่ของสัญญา    นี่เป็นกรณีสุดท้ายที่ต้องเรียกได้ว่าจริงๆแล้วอาจจะน่าเห็นใจด้วยซ้ำเนื่องจากโครงการน้ำมีความตั้งใจในการทำในการที่จะเขียน Contract อย่างถูกต้อง แต่สุดท้ายแล้วความผิดพลาดมันก็เป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ นั้นเป็นเหตุผลที่บนโลก ‘DeFi’ ไม่มีคำว่า 100% แพลตฟอร์มใดก็ตามที่มันไม่มี Bug ในวันนี้มันก็ไม่ได้แปลว่าในอนาคตมันจะไม่เกิด Bug เลยไม่ว่าจะมันจะทำงานอย่างราบรื่นเพียงใดก็ตาม เป็นไปได้ว่ายังไม่มีใครค้นพบช่องว่างเหล่านั้นก็เท่านั้น  ทั้งนี้แม้จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีการ Audit แล้วก็ตามมันก็ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้ยิ่งถ้าเกิดโครงการนั้นเป็นโครงการที่มีแนวคิดใหม่ ที่บางทีมันใหม่มากจนตัว Audit เองก็ไม่ได้มีความรู้มากพอ ซึ่งในกรณีแบบนี้ไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากลองให้ Product ลงสนามจริงแล้วดูไปเรื่อยๆว่าจะมี Bug ไหม ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ Ethereum พัฒนาได้ช้ามากเพราะเหตุนี้คนที่พัฒนาโค้ดของ Ethereum คิดของใหม่ขึ้นมาแล้วใครหละที่จะมีความสามารถพอที่จะ Audit ของใหม่นี้คำตอบมันก็คือไม่มีนั่นแหละ ต้องทดสอบไปเรื่อยๆ  โดยในแพลตฟอร์มน้ำดีส่วนใหญ่จะมีการคาดการณ์ในจุดนี้ ในหลายแพลตฟอร์มมีเงินทุนสำรอง มีเงินประกัน หรือแม้แต่ในกรณีที่ไม่มีทีมก็หาหนทางในการกอบกู้โครงการและเยียวยานักลงทุนเท่าที่เป็นไปได้ไม่ได้ปล่อยให้ล้มหายตายจาก โครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ถ้าโดนโจมตีจะไม่ได้เกิดความเสียหายแบบ 100% แต่จะเป็นแค่บางส่วนแค่ 10-20% เท่านั้นเพราะได้มีการประเมินความเสี่ยงและช่องโหว่แล้วว่าไม่มีจุดไหนที่ถ้าพังขึ้นมาแล้วเงินทั้งโครงการจะหายไปนั่นเอง  และนี่แหละคือโลก Decentralized หากคุณอยากได้ผลตอบแทนที่สูงโดยไม่ยอมศึกษาอะไรสุดท้ายคุณก็จะผิดพลาดเข้าสักวัน และถ้าคุณคิดว่าคุณอยากจะได้ผลตอบแทนและจะไม่ศึกษาอะไร คุณไม่ควรยุ่งกับ DeFi แต่คุณควรกินดอกเบี้ยเงินฝาก 0.5% ของธนาคารแทน  แต่ถ้าคุณต้องการทำให้เรื่องนี้มันง่าย คุณก็แค่นำชื่อเหรียญที่คุณต้องการลงทุนในแบบ ‘DeFi’ มาค้นหาข้อมูลในแอป ‘Wikibit’ เพราะเรามีฟีเจอร์ดีๆ สำหรับนักลงทุนในการตรวจสอบข้อมูล DeFi, Excaheng และ Token เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ที่คุณควรรู้ก็จะปรากฎขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป การเยี่ยมชมสำนักงานจากเจ้าหน้าที่ว่ามีบริษัทนี้อยู่จริงไม่โมเมขึ้นมาแน่นอน ความน่าเชื่อถือ ข้อมูลโครงการต่างๆ มูลค่าในตลาด รวมไปถึงการร้องเรียนปัญหาจากเพื่อนนักลงทุนของคุณอีกด้วย เพียงเท่านี้คุณก็จะมีข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างสบายใจแล้ว   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร

2021-06-09การวิเคราะห์เชิงลึก

กลโกง!! เด็ก 17 แฮก Twitter ชิ่ง Bitcoin เสียหายหลายล้าน

“การลงทุนมีความเสี่ยง” ประโยคนี้ได้เสมอในกลุ่มนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดคริปโตนั้น เมื่อคุณคิดที่จะลงทุนแล้ว คุณต้องยอมรับความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นให้ได้ เช่น เสี่ยงที่จะขาดทุน เสี่ยงที่ติดดอย ไม่เว้นแต่เสี่ยงที่จะโดนแฮก  อีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่นักลุงทุนคริปโตหน้าใหม่ควรเรียนรู้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือแค่ไหนก็มีความเสี่ยงที่จะโดนแฮกได้ทั้งนั้น อย่างปีที่แล้วมีข่าวเด็ดข่าวดังสะเทือนวงการคริปโตเป็นอย่างมาก เมื่อเหล่าคนดังบนโลกทวิตเตอร์โดนแฮกกันยกใหญ่ เพื่อทวิตข้อความสแปมขอเงิน ‘Bitcoin’ โดยอ้างว่าหากโอนเงิน ‘Bitcoin’ ให้ จะได้ผลตอบแทนคืน 2 เท่า ชิ่งเงินหนีไปจำนวนหลายล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายนั้นมีแต่ผู้มีชื่อเสียงมากมาย เช่น Elon Musk, Bill Gate, Kanye West, Barack Obama และแม้แต่บัญชีทางการของ Apple เอง   ต่อมาตำรวจฟลอริดา และหน่วยงานรักษากฎหมายระดับประเทศของสหรัฐอเมริกา USSS ได้เข้าจับกุมนาย Graham Ivan Clark อายุเพียง 17 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งเป็นคนวางแผนการแฮกครั้งใหญ่นี้ และตอนนี้โดนข้อหาไปทั้งหมดกว่า 30 กระทง  หลังจากนั้นไม่นาน Mason Sheppard อายุ 19 ปี หนึ่งในกลุ่มของอาชญากรรมครั้งนี้ก็ถูกจับกุมได้ในเมือง Bognor Regisประเทศอังกฤษ โดนจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดในการฉ้อโกง, ฟอกเงิน และเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และสุดท้ายก็คือนาย Nima Fazeli อายุ 22 ปี ถูกจับในเมือง Orlando รัฐฟลอริดาเช่นกัน ถูกตั้งข้อหา สมรู้ร่วมคิด และเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต  โดย เชปพาร์ด และ เฟซิลี ดูเหมือนจะเป็นแค่นกต่อของอาชญากรรมครั้งนี้ ซึ่งทั้งสองคนนี้ถูกผู้ใช้งาน Discord ที่ชื่อ Kirk#5270 อ้างตัวว่าเป็นพนักงานของ Twitter เข้ามาติดต่อทั้งคู่เพื่อหาคนเข้ากลุ่ม แต่ถึงจะแบบนั้น ก็ยังไม่ชัดเจนว่า คลาร์ก นี้คือ Kirk#5270 จริง ๆ หรือเปล่า และ FBI ก็กำลังมองหาหลักฐาน และผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมคนเข้ากลุ่ม แต่ถึงจะแบบนั้น ก็ยังไม่ชัดเจนว่า คลาร์ก นี้คือ Kirk#5270 จริง ๆ หรือเปล่า และ FBI ก็กำลังมองหาหลักฐาน และผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกด้วย   เมื่อจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วทาง Twitter เองก็ออกมาพูดอะไรบางอย่างผ่านบัญชีทางการของตัวเองว่า “เรารู้สึกปลื้มมาก กับการจับกุมที่รวดเร็วในการสืบสวนครั้งนี้ และเราจะยังคงให้ความร่วมมือต่อความคืบหน้าของคดีต่อไป ส่วนในตอนนี้ เราต้องการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะคอยอัปเดตข้อมูลต่อไป”  จากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ชั้นดี ที่ทำให้นักลุงทุกคนต่างตระหนักถึงกลโกงต่างๆ ในโลกคริปโตเคอเรนซี่ ดังนั้นนักลงทุนหน้าใหม่ที่กำลังเริ่มเทรดคริปโต นอกจากจะศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ดีแล้ว การศึกษากลโกงในรูปแบบต่างๆ จะทำให้คุณมีภูมิต้านทานในการลงทุนมากขึ้น หรือหากคุณเป็นหนึ่งในผู้เสียหายจากการโกงแล้วละก็ อย่าอยู่เฉย มาร่วมแฉ และแชร์ประสบการณ์การถูกโกงได้ที่แอป ‘Wikibit’   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-09การวิเคราะห์เชิงลึก

วาฬแห่ช้อน Bitcoin หลังเม่าน้อยตกใจเทขาย

ดูเหมือนว่ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่หรือที่เรามักเรียกว่าว่า “วาฬ” จะเริ่มช้อนซื้อ Bitcoin เพิ่มตั้งแต่ราคาร่วงทะลุต่ำกว่าระดับ 40,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนที่แล้ว   และตอนนี้พวกเขาเก็บสะสม BTC ได้มูลค่าเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์แล้ว หรือคิดเป็นจำนวน Bitcoin ประมาณ 50,000 BTC ตามข้อมูลของ Santiment กระเป๋าเงินที่ถือ BTC อยู่ที่ระหว่าง 100 ถึง 10,00 BTC ขึ้นไป (3.2 ล้านถึง 328 ล้านดอลลาร์) เริ่มเก็บสะสม Bitcoin เพิ่มหลังจากที่ราคาร่วงลงไปแตะ 37,000 – 39,000 ดอลลาร์ Santiment ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่วาฬกำลังเก็บสะสม BTC เพิ่มเติมอยู่นั้น นักลงทุนรายย่อยก็เริ่มตื่นตระหนกและแห่เทขายการถือครองพวกเขา   ตามข้อมูลของบริษัทระบุว่า กระเป๋าเงินที่ถือเหรียญมากกว่า 1,000 BTC ขึ้นไป ตอนนี้ถือครองมากกว่า 7.88 ล้าน BTC ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม และเป็นที่สังเกตว่าการเก็บสะสมของวาฬนั้นดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่กระเป๋าเงินที่ถือ Bitcoin จำนวน 10 BTC หรือน้อยกว่า มีเหรียญสะสมน้อยกว่า 2.65 ล้าน BTC ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา   ซึ่งหลังจากที่ราคา Bitcoin ไม่สามารถฟื้นตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 40,000 ดอลลาร์ได้ ราคาก็ค่อย ๆ ลดกลับลงมาอยู่ที่ 33,000 ดอลลาร์อีกครั้ง ในขณะที่เขียนรายงานอยู่นี้ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ามูลค่าของ Bitcoin ยังคงสามารถเพิ่มขึ้นไปเป็นตัวเลข 6 หลักได้ในปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ของ JPMorgan กล่าวว่า แม้การปรับฐานราคาในครั้งนี้อาจยังไม่จบ แต่ในระยะยาวมูลค่าของ BTC จะสามารถเพิ่มขึ้นเป็น $ 145,000 ได้อย่างแน่นอน  บทความดี ๆ โดย Siam Blockchain

2021-06-09การวิเคราะห์เชิงลึก

‘บิทคอยน์’ ร่วงเกือบ 8% หลัง FBI ตามยึดค่าไถ่โคโลเนียล ไปป์ไลน์

บิทคอยน์ดิ่งลงเกือบ 8% ใกล้หลุดระดับ 1,000,000 บาทในวันนี้ หลังมีข่าวว่าสหรัฐสามารถยึดคืนบิทคอยน์ สกุลเงินดิจิทัลปลอดภัยที่สุดในโลกสำเร็จ กรณีบริษัทโคโลเนียล ไปป์ไลน์จ่ายเป็นค่าไถ่ให้กับกลุ่มแฮกเกอร์  การที่สหรัฐสามารถยึดคืนบิทคอยน์ที่บริษัทโคโลเนียล ไปป์ไลน์จ่ายเป็นค่าไถ่ให้กับกลุ่มแฮกเกอร์ ส่งแรงสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในตลาดสกุลเงินคริปโต ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองกันว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย และยากต่อการตรวจสอบ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของวงการแฮกเกอร์ เนื่องจากเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถแกะรอยและยึดเงินคืนได้ เมื่อเวลา 17.30 น.ตามเวลาไทย บิตคอยน์ร่วงลงเกือบ 8% สู่ระดับ 32,817 ดอลลาร์ หรือราว 1,027,200 บาท ในการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม Coin Metrics  กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) สามารถยึดบิตคอยน์มูลค่ากว่า 2.3 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทโคโลเนียล ไปป์ไลน์จ่ายเป็นค่าไถ่ให้แก่กลุ่มแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ จากเงินค่าไถ่ทั้งหมดราว 4.4 ล้านดอลลาร์ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเจาะรหัสผ่านเข้าไปยังเป๋าตัง (wallets) ที่ใส่เงินบิตคอยน์ของแฮกเกอร์ ท่อส่งน้ำมันโคโลเนียล ไปป์ไลน์ ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในปริมาณ 2.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็น 45% ของปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล, น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงอากาศยานในฝั่งตะวันออกของสหรัฐ

2021-06-09การวิเคราะห์เชิงลึก