สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

วิจารณ์ยับ!! หลัง ก.ล.ต. ประกาศห้ามเทรดเหรียญ Meme (มีวิธีแก้ปัญหาให้)

" />    เมื่อไม่นานมานี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 18/2564 ให้ ‘Exchange’ ทำตามกฎ 2 ข้อดังต่อไปนี้   1. ห้ามศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นำเหรียญที่มีลักษณะต่อไปนี้มาซื้อขาย   1.1 Meme Token เหรียญที่ไม่มีสิ่งใดมารองรับ ราคาขึ้นอยู่กับกระแสโซเชียล  1.2 Fan Token เหรียญที่เกิดจากกระแสความชื่นชอบส่วนบุคคล  1.3 Non-Fungible token(NFT) เหรียญที่แสดงสิทธิในของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบเจาะจง  1.4 เหรียญที่ออกโดยศูนย์ซื้อขาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการทำธุรกกรรมที่เกิดบนบล็อกเชน  2. ศูนย์ซื้อขายต้องมีข้อตกลงเหรียญที่เป็นศูนย์ซื้อขาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม White Paper และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในสาระสำคัญ มิฉะนั้นจะเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนจากการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายนั้นได้   หลังจากประกาศนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สังคม ส่งผลให้นักลงทุนต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประกาศฉบับนี้กันอย่างดุเดือด ซึ่งเสียงส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการประกาศในครั้งนี้   ต่อมา นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นถึงประกาศฉบับนี้ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยกล่าวว่า “ภาครัฐควรสนับสนุนนวัตกรรม มากกว่าการห้ามเทคโนโลยีใหม่ๆ บนบล็อกเชน” ส่งผลให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองในวงการคริปโตต่อไปว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือไม่ หรือยังคงเป็นไปตามประกาศของ ก.ล.ต. ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมานี้ต่อไป   ทั้งนี้จากคอมเมนต์ยังคงมีคนสงสัยว่า “แล้วเราจะไปหา ‘White Paper’ อ่านได้จากที่ไหน” แอดขอแนะนำให้โหลดแอป ‘Wikibit’ และกดค้นหารายชื่อ ‘Token’ ที่คุณสนใจ ก่อนเข้าไปดูในส่วนของ ‘White Paper’ หากคุณเข้ามาในหน้านี้แล้ว คุณจะได้ทราบรายถึงละเอียดต่างๆ ที่ทางบริษัทได้สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างไว้เพื่อทำอะไร แก้ปัญหาในจุดไหน หรือโครงสร้างการทำงานของระบบที่เจ้าของโปรเจกต์ต้องการพัฒนาคืออะไร เป็นต้น   จากตัวอย่างแอดลองค้นหาชื่อเหรียญอย่าง BTC (Bitcoin) ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏนั้นเยอะมาก มีทั้งคะแนนจากแอป การเยี่ยมชม ปริมาณการซื้อขาย ข่าวสารที่เกี่ยวกับกับเหรียญนี้ ถือว่าดีมากๆ ดังนั้นหากใครอยากลองอ่าน ‘White Paper’ และเนื้อหาอื่นๆ เพื่อศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน บอกได้เลยว่า แอปนี้จัดเตรียมไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วโหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

นักลงทุนรวมตัวฟ้อง Kubswaps จากกรณี Rug Pull หลังสร้างความเสียหาย และปิดเว็บชิ่ง!!

เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุการณ์ Rug Pull บทแพลตฟอร์ม KubSwaps ซึ่งอยู่บน Bitkub Chain จนทำให้ผู้ที่เข้าไปลงทุนได้รับความเสียหายจากราคาเหรียญที่ร่วงลงมาอย่างรุนแรง โดยพฤติกรรมแล้วอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ Rug Pull เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของโปรเจกต์ที่เดิมทีได้เติมสภาพคล่องของ KubSwaps เข้าไป ก่อนจะถอนสภาพคล่องเหล่านั้นออกมาในระหว่างที่ราคาเหรียญเริ่มพุ่งขึ้นไปสูงขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้ยังไม่ได้ทำให้ราคาเหรียญร่วงลงมา แต่เมื่อสภาพคล่องเหลือน้อย ทำให้แรงขายที่เกิดขึ้นเพียงน้อยนิด กดดันให้ราคาเหรียญร่วงลงแรงมาก และเกิด Panic Sell ตามมาในที่สุด  ทั้งนี้ การถอนสภาพคล่องของโปรเจกต์ DeFi เช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางกรณี เช่น โปรเจกต์ที่เริ่มมีสภาพคล่องจากคนทั่วไปเข้ามาเสริมจนมากพอแล้ว เจ้าของโปรเจกต์อาจจะถอนสภาพคล่องเริ่มต้นออกไป แต่ในกรณีนี้เพิ่งจะเปิดมาได้ไม่นานก็ดำเนินการถอนสภาพคล่องแล้ว และที่สำคัญการตัดสินใจปิดเว็บไซต์ของโปรเจกต์ลงไป ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมีความผิดตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวกันผ่าน Telegram ในกลุ่ม ‘รวมผู้เสียหายจาก KubSwaps’ โดยมีสมาชิกกว่า 1 พันคน (ในจำนวนนี้อาจจะไม่ใช่ผู้เสียหายทั้งหมด)  “จากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นคาดว่า กำไรที่เจ้าของโปรเจกต์ได้ไปจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ส่วนความเสียหายต่อคนที่เข้ามาลงทุนอาจจะประเมินได้ยาก สำหรับคนที่ขายออกไปก่อนในช่วงแรกที่สภาพคล่องเริ่มถูกดึงออกไปก็อาจจะยังขายได้ในราคาที่สูง หากมีผู้ที่เสียหายไปฟ้องร้อง ทาง Bitkub ก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ และได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้แล้ว แต่ไม่สามารถจะเปิดเผยต่อสาธารณะได้”  สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับกรณีนี้คือ KubSwaps ไม่ได้เปิดเผย Source Code ของโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดแปลกไปจากปกติ ในมุมของนักลงทุนควรจะเลือกลงทุนในแพลตฟอร์มที่เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ เพราะแต่ละคนสามารถช่วยกันตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนั้นๆ ได้   โดยเบื้องต้น Bitkub ได้ประสานกับทาง Inspex ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้ช่วยตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง Inspex ได้สรุปว่า เจ้าของแพลตฟอร์มได้รับผลตอบแทนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปทั้งสิ้น 6.507005609824860844 kBNB หรือประมาณ 80,000 บาท นอกจากนี้ ทีมงาน Inspex พบว่า เจ้าของแพลตฟอร์ม KubSwaps ได้มีการเปิดอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า KubFarming อีกด้วย  สาเหตุหลักของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ใน Smart Contract แต่เป็นกระบวนการในการแจกจ่ายเหรียญและการสร้าง Pool ที่ไม่ยุติธรรม เนื่องจากเหรียญที่ใช้ในการวางสภาพคล่องในตอนแรกถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มมีสิทธิ์ในสภาพคล่องอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเจ้าของแพลตฟอร์มจำเป็นต้องทำลาย LP ที่ได้จากการวางสภาพคล่องทิ้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้    สำหรับการแจกจ่ายเหรียญที่เป็นไปอย่างยุติธรรมและนิยมใช้กันมีดังนี้    1. เปิดขายเหรียญผ่านสาธารณะหรือเฉพาะกลุ่ม ผ่าน ICO หรือ IFO  2. เริ่มแจกเหรียญพร้อมกันด้วยวิธีการบางอย่าง เช่น ล็อกเหรียญ BNB เพื่อรับเหรียญจากฟาร์ม  การที่คุณจะเลือกลงทุนใน DeFi ตัวไหนก็ตาม ‘ข้อมูล’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่แอดเคยบอก “การลงทุนในลักษณะนี้มักได้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่มันมักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน” ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากพลาดเช็คให้ชัวร์ก่อนลงทุนได้ที่แอป ‘Wikibit’ ซึ่งในกรณีของ ‘KubSwaps’ เป็นแพลตฟอร์ม ‘DeFi’ ที่แอป ‘Wikibit’ ยังไม่มีข้อมูล เนื่องจากเว็บถูกเปิดขึ้นมาได้ไม่นาน และยังไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือลงข้อมูลในแอป แต่เว็บดังกล่าวก็ได้ปิดตัวลงไปสะแล้ว    มากันที่การตรวจสอบหรือดูข้อมูล ‘DeFi’ ในแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ซึ่งแอดขอบอกว่า Easy มาก เพียงแค่คุณค้นหาชื่อ ‘DeFi’ ที่คุณสนใจ และเลือกไปที่ประเภท ‘แลกเปลี่ยน’ เท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ก็จะปรากฏให้คุณใช้ประกอบในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลบริษัท ข้อมูลของเหรียญ ข้อมูลร้องเรียนจากผู้ที่เคยใช้งาน เป็นต้น    แถมความเลิศมันยังอยู่ตรงที่คะแนนความนิยม ซึ่งอยู่ในหมวดของผลกระทบเนี่ยแหละ เพราะมันสามารถบอกได้ว่าชื่อ ‘DeFi’ ที่คุณค้นหา ได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน และมีประเทศไหนในโลกบ้าง ที่ใช้งานมันมากที่สุด โดยดูจากในรูปจะสังเกตได้ว่า Pancakeswap (ตัวอย่างในการค้นหา) นั้นได้รับความนิยมในไทยมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ในส่วนนี้มันสามารถสร้างความมั่นใจให้คุณเพิ่มขึ้นได้ว่า หากมีคนเลือกลงทุนเยอะ แสดงว่ามันอาจจะมีความปลอดภัยสูงในระดับหนึ่งนั่นเอง   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Thestandard

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

‘เทสลา’จะรับ‘บิทคอยน์’อีกครั้งถ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หลังจากบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาสร้างความฮือฮาเมื่อเดือน ก.พ. ด้วยการประกาศว่า สิ้นเดือน มี.ค. ลูกค้าสามารถซื้อรถด้วยคริปโตเคอเรนซีได้ แต่ต่อมาอีลอน มัสก์ซีอีโอเกิดเปลี่ยนใจ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม  ล่าสุดซีอีโอคนดังทวีตข้อความเมื่อวันอาทิตย์ (13 มิ.ย.) ตามเวลาสหรัฐ ว่าเทสลาจะกลับมารับชำระด้วยบิทคอยน์อีกถ้านักขุดใช้พลังงานสะอาดประมาณ 50% ราคาบิทคอยน์ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 39,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ ปัจจุบันการขุดบิทคอยน์ต้องใช้คอมพิวเตอร์กำลังแรงเพื่อแก้สมการ กระบวนการขุดจึงใช้ไฟฟ้ามหาศาล  เมื่อเร็วๆ นี้วารสารวิทยาศาสตร์ “เนเจอร์” เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาพบว่า การขุดบิทคอยน์ของจีนใช้พลังงานเกือบ 80% ของการค้าเงินเสมือนทั่วโลก ไฟฟ้าที่ใช้ส่วนหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เสี่ยงทำลายเป้าหมายลดโลกร้อนของจีน

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผยถึงวันสำคัญที่นักเทรด Bitcoin ควรจดบันทึกไว้ในปฏิทิน

Justin Bennett นักเทรดและนักวิเคราะห์ Crypto กำลังออกมาแสดงความเห็นให้แฟน ๆ Bitcoin จับตาดูวันสำคัญที่จะถึงนี้ เนื่องจากว่าโมเมนตัมของตลาดส่อแววซ้ำรอยของเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็คือขาขึ้นนั่นเอง  โดยอ้างอิงจากงานวิเคราะห์ใหม่ของเขานั้น นาย Bennett กล่าวว่าวันหมดอายุของฟิวเจอร์สรายเดือนมีส่วนสำคัญในการผลักดันราคาของ Bitcoin ซึ่งมักจะมีความเกี่ยวข้องกับการทำ local top และ local bottom ของราคาเสมอ เขาได้ทำการติดตามมันอย่างใกล้ชิด และตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการหมดอายุของสัญญาซื้อขาย Bitcoin Futures รายเดือนเมื่อไร มันอาจมีความสัมพันธ์กับการหมดอายุรายไตรมาส   เขาตั้งข้อสังเกตว่าในวันที่ 25 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ฟิวเจอร์สไตรมาส 2 ของตลาด BTC จะหมดอายุลง ซึ่งจุดนี้อาจเป็นจุดต่ำสุดของมันแล้วก็เป็นได้ ทฤษฎีของผมคือถ้าสัญญาซื้อขาย Bitcoin ฟิวเจอร์หมดอายุลงในแต่ละเดือน… ก็มีเหตุผลที่มันอาจจะส่งผลกระทบไปต่อการหมดอายุของฟิวเจอร์สรายไตรมาส และหากเป็นกรณีนี้ คือก่อนหน้านี้เราได้เห็นจุดสูงสุดใหม่ของราคาหลังจากเดือนเมษายนเริ่มต้นไม่นาน และหากทฤษฎีนี้ยังคงอยู่ เราจะเห็นตลาดคริปโตถึงจุดต่ำสุดประมาณวันที่ 25 มิถุนายน  นั่นคือตอนที่สัญญาซื้อขายฟิวเจอร์ของ Q2 หมดอายุ ดังนั้นวันที่ 25 มิถุนายนจะเป็นวันที่คุณควรจดไว้ในปฏิทิน และผมจะพูดต่อไปว่าตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน… ถึง 25 มิถุนายนจะเป็นช่วงที่ต้องจับตามอง“ Bennett มองว่าจนถึงตอนนั้น Bitcoin และตลาด crypto อื่น ๆ อาจเผชิญกับแรงกดดันที่ลดลง ”อย่างไรก็ตาม หากทฤษฎีนี้มีข้อดี สิ่งสำคัญคือต้องทราบด้วยก็คือตลาดคริปโตอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจนถึงวันที่ 25 มิถุนายนก่อนที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะหมดอายุ… มันเป็นเพียงทฤษฎีของผม แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เราเห็นจากการหมดอายุของฟิวเจอร์สรายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปี 2021 ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจับตาดูการหมดอายุของ Q2 ก่อนสิ้นเดือนนี้ในวันที่ 25 มิถุนายน เพราะนั่นอาจเป็นเครื่องสัญญาณที่บ่งบอกว่าจุดต่ำสุดของตลาด crypto กำลังมา

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

Bill Gates คิดว่า ความสำเร็จในชีวิตคนเรา ถูกกำหนดตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาแล้ว!

จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับคนหนึ่งคน จะประสบความสำเร็จได้ มหาเศรษฐีชื่อดัง เลือกหยิบยกคำว่า “ประเทศที่คุณเกิดมา” มาเป็นปัจจัยหลัก แน่นอนว่าเขาไม่ได้หยิบยกมาลอยๆ เพราะได้อ้างอิงถึงรายงานที่มูลนิธิของเขาทำการค้นคว้ามาอีกด้วย อย่างที่เรารู้กันว่า Bill Gates และภรรยา ร่วมมือกันสร้างมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในพื้นที่ยากไร้ โดยเฉพาะในแถบแอฟริกา เป้าหมายหลักของมูลนิธิ ไม่ใช่การเอาเงินลงไปช่วยเพียงครั้งคราวเพียงเท่านั้น แต่เป้าหมายก็คือการพัฒนาที่ตัวบุคคล สาธารณูปโภค การศึกษา และให้ตัวบุคคลนั้นกลับมาพัฒนาพื้นที่ของพวกเขา ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาในระยะยาว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจ และลดปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ลงให้ได้Bill และ Melinda Gatesความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับโลกของเรามาอย่างช้านาน แม้รายงานจากสหประชาชาติจะพบว่าความเหลื่อมล้ำนั้นน้อยลง สวนทางกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มากขึ้นในช่วง 20-30 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหมดไปสักทีเดียว..และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bill คิดว่าเด็กที่เกิดมาในสถานที่ต่างกัน ก็จะถูกความเหลื่อมล้ำครอบงำเอาไว้ และคนที่อยู่ระดับล่าง ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนระดับบน ไม่ใช่เพียงเรื่องของฐานะการเงินที่กดพวกเขาไว้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องสาธารณสุข อาหาร และความรุนแรงด้วย  เขายกตัวอย่างจากกลุ่มประเทศแถบทะเลทรายซาฮาร่าในแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่นมาลี ไนเจอร์ หรือชาด (ชื่อประเทศอาจจะฟังไม่ค่อยคุ้นหู) เด็กทั่วไปที่เกิดขึ้นมาในประเทศเหล่านั้น เมื่อเทียบกับเด็กในประเทศอย่างฟินแลนด์แล้ว พวกเขาแทบจะขาดโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี หรือกระทั่งเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเทียบอัตราการรอดชีวิตในวัยเด็ก หากเด็กฟินแลนด์เสียชีวิต 1 คน เด็กในกลุ่มประเทศเหล่านั้นจะเสียชีวิตไปแล้ว 55 คน เท่ากับว่า พวกเขาไม่มีแม้แต่จะมีโอกาสรอดชีวิต จนเติบโตไปเลือกทางเดินของตัวเองในอนาคตเสียด้วยซ้ำ…  สถานที่เกิด กับโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต… สิ่งที่ Bill Gates พูดนั้นอาจจะฟังดูมีเหตุผลมากขึ้น หากเราย้อนกลับมามองยังเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จของโลก ถ้าเรามองว่า “คนรวย” คือคนที่ประสบความสำเร็จ ในการจัดอันดับคนที่รวยที่สุด 20 คนของโลก มีกลุ่มคนที่มีสัญชาติอเมริกันถึง 13 คน คิดเป็น 65% ซึ่งนั่นก็รวมถึงคนที่รวยจากธุรกิจด้านไอทีอย่าง Microsoft ซึ่งก็คือเขานั่นเอง ในส่วนประเทศอื่นๆ ประกอบด้วยฝรั่งเศส 2 คน และสเปน 1 คน ซึ่งสองประเทศนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่เหลือคือจีน 2 คน เม็กซิโก 1 คน และอินเดีย 1 คน แน่นอนว่า ไม่มีคนจากทวีปแอฟริกาติดเข้ามาเช่นกัน อันดับนี้จึงน่าจะพอสะท้อนสิ่งที่ Bill ต้องการสื่อออกมาได้เล็กน้อย  ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเกิดความเห็นแย้งว่า ในแต่ละประเทศที่ไม่ติดอันดับเข้ามา ก็มีกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว อย่างเช่นในไทย ก็มีตระกูลเจียรวนนท์, ตระกูลจิราธิวัฒน์ หรือตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในระดับที่สูงมากเช่นกันตัวอย่างมหาเศรษฐีสัญชาติไทย กับทรัพย์สินของพวกเขา  แต่หากเราลองไปดูงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Georgetown ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน งานวิจัยดังกล่าวทำการค้นคว้าความสำเร็จในชีวิต ระหว่างคนที่มีผลการศึกษาดี และกลุ่มคนที่เกิดมาในครอบครัวฐานะดี พวกเขาพบว่า กลุ่มคนที่มีผลการเรียนดี หรือกลุ่มคนที่มากความสามารถในด้านต่างๆ มักจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน และถึงแม้พวกเขาเรียนจบไป ได้ทำงานในองค์กรที่ดี มีตำแหน่งหน้าที่ แต่ก็จะเป็นเพียงพนักงานที่ทำงานได้ดีเท่านั้น แต่พวกเขาจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เท่ากับกลุ่มคนที่มีความสามารถกลางๆ (น้อยกว่าลงมาหน่อย) แต่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี พวกเขาจึงสรุปงานวิจัยว่า… การเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จ ได้มากกว่าผลการเรียนที่ดีเยี่ยม  

2021-06-13การวิเคราะห์เชิงลึก

ประสบการณ์เทรดหมื่นครั้ง ของเทรดเดอร์แสนล้านในตำนาน ‘Paul Tudor Jones’

‘Paul Tudor Jones’ สุดยอดผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (กองทุนบริหารความเสี่ยง) ในยุคนี้ เจ้าของประสบการณ์เทรดมานับเป็นหมื่น ๆ ครั้ง ล้มบ้าง ดีบ้าง แต่วันนี้เขาคือหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ร่ำรวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีมูลค่าสุทธิ 6 พันล้านดอลลาร์ หรือราว ๆ 1.8 แสนล้านบาท Paul เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนทูดอร์ ฟิวเจอร์ (Tudor Futures Fund) ในเหตุการณ์ Black Monday เมื่อปี 1987 เป็นปีที่ล่มสลายของตลาดหุ้น แต่กองทุนของ พอล ทูดอร์ โจนส์ กลับบันทึกผลกำไรในปีนั้นถึง 62% จากการ Short หุ้น และ ซื้อพันธบัตร  Paul เป็นผู้จัดการกองทุนที่ใช้การผสมผสานระหว่าง การวิเคราะห์ทางพื้นฐานและเทคนิค ได้อย่างลงตัว ด้วยสไตล์การเทรดที่แตกต่างกับเทรดเดอร์คนอื่นอย่างสิ้นเชิง ทำให้เขาสามารถสร้างผลตอบแทนได้ 3 หลัก (+xxx%) ติดต่อกันถึง 5 ปี ในปัจจุบันกองทุนของเขา การนำเงินไปลงทุนของเขาแบ่งไปในหลายสินค้า Paul เริ่มต้นจากการทำธุรกิจโบรกเกอร์จนประสบความสำเร็จ โดยทำรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ จากนั้นได้ผันตัวไปเป็นเทรดเดอร์โดยเริ่มต้นจากตลาด “ฝ้าย” ที่นิวยอร์ก และเขาก็ประสบความสำเร็จในการเทรดอีกครั้ง โดยสามารถทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์    Paul เกิดในปี 2497 และได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์ในปี 2519 ที่น่าสนใจคือ Paul ปฏิเสธโอกาสในการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่าง ‘ฮาร์วาร์ด’ และเริ่มทำงานเป็นเทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ใน New York Cotton Exchange (NYSE) แทน ต่อมา Paul ได้ก่อตั้ง บริษัท Tudor Investment Corporation ของตัวเองและสามารถสร้างผลกำไรในช่วงที่ตลาดกำลังหมุนตัวลง ว่ากันว่า Paul ชอบเดิมพันกับความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย การเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนั้นไม่เพียงพอสำหรับ Paul เขายังเป็นคนใจบุญอีกด้วย โดยได้ก่อตั้งองค์กรการกุศล มูลนิธิโรบินฮู้ด ที่มุ่งเน้นไปที่การลดความยากจนทั่วโลก    Paul เล่าว่า กว่าจะมีวันนี้คนอย่างเขาก็เคยผิดพลาด “ในตลาดฝ้ายในปี 1979 ผมจำมันได้เพราะผมคิดว่าคนเราจะเรียนรู้ได้มากที่สุดจากความผิดพลาดไม่ใช่ความสำเร็จนะ” ในตอนนั้นผมยังเป็นโบรกเกอร์อยู่ เรามีบัญชีเก็งกำไรอยู่หลายบัญชีและผมได้เปิด long ไป 400 สัญญาในฝ้ายของเดือนกรกฎาคม ตลาดเทรดกันอยู่ในช่วงระหว่าง 82-86 เซนต์ และผมซื้อทุกๆ ครั้งเลยที่มันตกลงมาถึงบริเวณต่ำสุดของกรอบราคานั้น วันหนึ่ง ตลาดทะลุลงมาทำจุดต่ำสุดใหม่ กินจุดตัดขาดทุนแล้วรีบาวกลับขึ้นไปทันที 30-40 จุด ผมคิดว่าเหตุผลที่ตลาดมีพฤติกรรมแบบนั้นเพราะว่าความผันผวนของราคามันอยู่ใกล้กับจุดตัดขาดทุนที่ทุกคนเห็นได้ชัดเจน พอผมเห็นว่าราคาร่วงจนแตะจุดตัดขาดทุน มันก็คงถึงเวลาที่ตลาดจะวิ่งขึ้นไปแล้ว    ด้วยความบ้าบิ่น ผมบอกโบรกเกอร์ที่ฟลอร์ให้เข้าซื้อที่ 82.90 เซนต์เป็นจำนวน 100 สัญญาของเดือนกรกฎาคม ซึ่งในเวลานั้นถือว่าเป็นคำสั่งซื้อขนาดใหญ่มาก ผมจำได้ว่าโบรกเกอร์ของอีกบริษัทวิ่งมาพร้อมกับตะโกนว่า “ขาย” ผมรู้ทันทีว่าพวกเขาตั้งใจที่จะส่งมอบสัญญาเดือนกรกฎาคมที่กำลังเทรดกันอยู่ และยังทำให้ผมรู้ด้วยว่ารูปแบบราคาทั้งหมดที่เกิดขึ้นเริ่มบอกถึงการลงของตลาดครั้งต่อไป ผมมองเห็นทันทีว่าราคาฝ้ายกำลังจะลงไปที่ 78 เซนต์ และมันจะเป็นผมเองที่ต้องเลือดออกจนตาย ผมมีสัญญา long อยู่แล้ว 400 สัญญา เปิดเพิ่มไปอีก 100 สัญญาในการเล่นเดย์เทรด และก็อีก 100 สัญญาล่าสุดอันบ้าบิ่นที่ผมไม่ควรจะทำเลย  ประสบการณ์ทำให้พื้นฐานสไตล์การเทรดของเขาเปลี่ยนไป “ตอนนี้ผมใช้เวลาแต่ละวันพยายามจะทำให้ตัวเองมีความสุขและผ่อนคลายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าผมมีสถานะที่เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้ามกับผม ผมก็จะออกมา ถ้ามันยังไปได้ดีอยู่ ผมก็จะเก็บมันไว้” ทุกวันนี้ชื่อของ Paul ยังโลดแล่นอยู่ในตลาดการลงทุน และเขายังเป็นนักลงทุนที่น่าจับตามองเป็นอันดับต้น ๆ และกลายเป็นต้นแบบของเทรดเดอร์หลาย ๆ คน และหากคุณชอบที่จะเรียนรู้ชีวิตของไอดอลนักลงทุน เราพร้อมที่จะคัดสรรค์มานำเสนอให้ได้อ่านกันทุกวัน ดาวน์โหลด App WikiFX พี่รับเรื่องราวแบบนี้ได้ฟรี โหลดกันนะ : )

2021-06-13การวิเคราะห์เชิงลึก

เจ้ามือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลกช้อนซื้อ BTC เพิ่มอีก 4.4 พันล้านบาท

ดูเหมือนว่าเจ้ามือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จะเริ่มทำการเก็บสะสมเหรียญ BTC เพิ่มมากขึ้นแล้ว หลังจากที่ตลาดได้มีการปรับฐานราคาร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามข้อมูลของเว็บไซต์ Blockchain.com พบว่า กระเป๋าเงินที่เป็นเจ้าของ Bitcoin หลายหมื่น BTC เพิ่งได้รับเหรียญเพิ่มอีกกว่า 3,720 BTC และนี่อาจเป็นกลยุทธ์การช้อนซื้อเหรียญเพิ่มเมื่อราคาย่อตัวของนักลงทุนรายใหญ่   ที่น่าสนใจก็คือ การโอนเงินจากฝั่งกระเป๋าเงินต้นทางจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 0.005 BTC หรือประมาณ 189.6 ดอลลาร์ เท่านั้น ปัจจุบันกระเป๋าเงินดังกล่าวติดโผอยู่ในรายชื่อกระเป๋าเงินที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดเป็นอันดับ 4 โดยมีการถือครอง Bitcoin อยู่ที่จำนวน 112,593.6 BTC หรือคิดเป็นประมาณ 0.6% ของ BTC ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบทั้งหมด นอกจากนี้กระเป๋าเงินดังกล่าวยังเป็นกระเป๋าเงินที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บเทรดคริปโตเลยอีกด้วย ต่างจากกระเป๋าเงิน Bitcoin อีก 3 ใบที่เหลือที่ส่วนใหญ่นั้นเป็นเจ้าของโดยเว็บเทรด Binance, Bitfinex และ Huobi ตามลำดับ

2021-06-12การวิเคราะห์เชิงลึก

เปิดวีรกรรมกร้านโลกของกลุ่มแฮกเกอร์ ‘Anonymous’ ผู้ขู่ว่าจะเล่นงานอีลอน มัสก์!

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกลุ่มแฮกเกอร์ระดับโลกอย่าง ‘Anonymous’ ผู้ประกาศกร้าวว่าพวกเขาวางแผนจะโจมตี Elon Musk โทษฐานที่ทำให้ “มูลค่าของคริปโตดิ่งลงเพราะทวีตของเขา” นี่ไม่ใช่การโจมตีครั้งแรกของพวกเขา แฮกเกอร์สุดเกรียนนี้มีวีรกรรมมากมายทั่วโลก รวมทั้งในไทยของเราด้วย มารู้จักพวกเขาได้ในบทความนี้ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา Anonymous ได้โพสต์วิดีโอขู่โจมตีนี้ และมียอดผู้เข้าชมสูงกว่า 1 ล้านครั้งภายใน 24 ชั่วโมง โดยเป็นคลิปความยาว 3 นาที 47 วินาที โดยมีจึวามคำขู่ที่ว่า  “ดูเหมือนว่าเกมที่นายเล่นในตลาดคริปโตได้ทำลายชีวิตหลายชีวิต นายอาจคิดว่านายเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้องนี้ แต่ตอนนี้นายได้เจอคู่แข่งแล้ว เราคือ Anonymous เรามาเป็นกลุ่ม รอคอยเราได้เลย!”อย่างไรก็ตาม หลายแหล่งข่าวก็ออกมาบอกว่า คลิปนี้ไม่ใช่ความจริง เพราะบัญชีทวิตเตอร์ @YourAnonNews ซึ่งเป็นบัญชีทวิตเตอร์ที่อ้างว่าเป็นของกลุ่ม Anonymous และมีผู้ติดตามกว่า 6.7 ล้านบัญชี ได้ออกมากล่าวว่า วิดีโอดังกล่าวไม่ได้ถูกโพสต์โดยพวกเขา  คลิปวิดีโอนี้จะเชื่อถือได้จริงหรือไม่ต่างก็ไม่มีใครรู้คำตอบ เพราะกลุ่ม Anonymous เป็นกลุ่มอิสระที่มีแฮกเกอร์หลายกลุ่มมารวมกัน ฉะนั้นถึงแม้หนึ่งในกลุ่ม Anonymous จะออกมาปฏิเสธ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่คลิปนี้จะเป็นฝีมือของกลุ่มแฮกเกอร์อีกกลุ่มได้อยู่ดี Anonymous คือกลุ่มแฮกเกอร์นิรนาม เป็นเครือข่ายนักเจาะระบบคอมพิวเตอร์ระหว่างประเทศ ที่เคลื่อนไหวโดยมีจุดประสงค์ทางการเมือง มีฉายาว่าเป็น “โรบินฮู้ดแห่งศตวรรษ 21” จากตำนานโรบินฮู้ด ปล้นคนรวย ช่วยเหลือคนจน ทวงคืนอิสรภาพด้วยธนู Anonymous ก็ทำเช่นกันแต่เป็นการปล้นสิ่งมีค่าในโลกออนไลน์  - 2003 กลุ่มแฮกเกอร์รวมตัวกันผ่านเว็บบอร์ด 4chan เป้าหมายแฮกเพื่อความบันเทิง  - 2008 เริ่มมีส่วนร่วมทางการเมือง โจมตีบริษัทรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ VISA – MASTER CARD – PayPal – NASA  - 2009 ปิดเว็บไซต์รัฐบาลอิหร่านในขณะมีการเลือกตั้ง และปิดเว็บไซต์ ปธน.ออสเตรเลีย ต่อต้านนโยบายกรองเว็บไซต์ของรัฐบาล  - 2011 ปิดเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ตูนีเซีย ต่อต้านนโยบายการเซ็นเซอร์ที่เกินกว่าเหตุ  - 2015 เจาะฐานข้อมูล CAT Telecom เข้าถึงบัญชีลูกค้ามากกว่าพันราย ต่อต้านนโยบายซิงเกิล เกตเวย์    - 2016 ออกแถลงการณ์ต่อต้านรัฐบาลไทย “เราได้ติดตามสถานการณ์ในไทยมาตลอดหลายเดือนมีการจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นการประท้วง และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานต่อใครก็ตามที่ออกมาวิจารณ์คณะทหาร โครงการล่าสุดของรัฐบาลคือการเตรียมนำระบบซิงเกิลเกตเวย์มาใช้เพื่อควบคุม ดักข้อมูล และจับกุมใครก็ตามที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของคณะทหาร และสิ่งที่เรียกเอาเองว่าศีลธรรม”  - 2020 แฮกเว็บไซต์ของสหประชาชาติ (UN) และสร้างเพจสำหรับไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีที่นั่งใน UN มาตั้งแต่ปี 1971 หน้าที่ถูกแฮกนั้นมีธงชาติไต้หวัน สัญลักษณ์ KMT ธงอิสรภาพของไต้หวัน และโลโก้นิรนามพร้อมคำบรรยาย  - 2020 ปฏิบัติการไนจีเรีย ปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนขบวนการ #EndSARS ในไนจีเรีย การโจมตีของกลุ่มนี้ถูกทวีตโดยสมาชิกของกลุ่มนิรนามที่เรียกว่า LiteMods เว็บไซต์ของ EFCC, INEC และเว็บไซต์รัฐบาลไนจีเรียอื่น ๆ ถูกลบออกด้วยการโจมตี DDoS เว็บไซต์ของธนาคารบางแห่งถูกบุกรุก    ยังมีวีรกรรมอีกมากมายของ Anonymous ดูเหมือนว่าพวกเขาทำเพราะความหวังดี เขาทวงคืนสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลแก่ประชาชน การออกมาขู่อีลอนครั้งนี้ก็เป็นเหมือนการออกมาปกป้องนักลงทุนรายย่อยในโลกคริปโต แต่สุดท้ายนี่ก็เป็นการละเมิดข้อกฎหมาย ใช้คล้ายศาลเตี้ยที่ชี้ถูกผิดเพียงคนกลุ่มเดียว อันนี้จะมองมุมไหนก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคุณเอง วงการคริปโตทั่วโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุดจริง นักลงทุนอย่างจึงต้องไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว ตอนนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารในวงการคริปไทย และทั่วโลกได้ง่าย ๆ ผ่าน Facebook page: WikiBit.th ที่จะรันวงการไปกับคุณ พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อนก่อนลงุทน ผ่านแอป ‘WikiBit’ ที่ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-06-12การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำความรู้จัก อะไรคือ Defi ?

2021-06-12การวิเคราะห์เชิงลึก

มือใหม่ควรรู้!! 3 ปัจจัยที่ทำให้นักเทรดพอร์ตล่มง่ายๆ

ปัจจุบันมักมีนักลงทุนมือใหม่หลายคนที่เข้ามาเก็งกำไร โดยปราศจากการศึกษาความรู้พื้นฐานที่แน่นพอ ประกอบกับสถานการณ์การผันผวนของราคาตลาดอย่างรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้พอร์ตล่มกันไปหลายต่อหลายราย ดังนั้นในบทความนี้แอดขอนำเสนอ 3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้นักลงทุนพลาดจนทำให้เกิดความเสียหายกับพอร์ตการลงทุน  1. Poor Money Management หรือบริหารจัดการเงินลงทุนไม่เป็น    อันดับหนึ่งเลยคือเรื่องของการจัดการเงินลงทุน (Money Management) สำหรับการซื้อขายในตลาดคริปโต เช่น การแบ่งไม้ซื้อและแบ่งไม้ขาย ไม่ลงทุนแบบทุ่มหมดหน้าตัก หรือกู้เงินมาลงทุน ควรแบ่งเงินรายได้มาลงทุนทีละเล็กทีละน้อย และควรจะมีแนวทางวางไว้เรียบร้อยก่อน มีการแบ่งสัดส่วนการลงทุน ซื้อ ขายทำกำไร และซื้อระยะยาวให้ชัดเจน ไม่ใช่เข้าเพราะอารมณ์ หรือมองว่าตลาดมันขึ้นแล้ว รีบซื้ออย่าง FOMO หรือกลัวการพลาดโอกาสตามกระแส ซึ่งมันจะดอยยาว การใช้เทคนิคในการดูวอลุ่ม หรือราคาเริ่มนิ่ง เป็นตัวประกอบกับระบบที่คอยตรวจสอบและแจ้งเตือนหรือ Whale Alert ถึง Transaction ใหญ่ๆ ที่มีการโอนย้ายระหว่างกระเป๋า (Wallet) และ Exchange  2. ไม่รู้ทันถึง Technology, Keyword และเหตุการณ์ต่างๆ ในวงการคริปโตฯ    นอกเหนือจากราคาที่พุ่งขึ้น และร่วงลงจากการแห่ซื้อและเทขายแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาของเหรียญคริปโต ดังนั้นเราควรจะรู้จัก Technology ของแต่ละเหรียญ รวมไปถึง Keyword ในวงการ และเหตุการณ์สำคัญ เช่น การ Fork ของเหรียญ การ Halving ซึ่งความเคลื่อนไหวในวงการคริปโต มักจะมาเร็วไปเร็วเสมอ และทุกความเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็มักจะส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกเตือนมาตลอด ว่าพื้นฐานยังไม่อ่านกันเลย ลงทุนแบบไม่ศึกษาความรู้อะไรเลย แห่ตามกระแสแล้ว All in จะเจ็บหนัก ต้องเข้าใจว่าการเลือกลงทุนในเหรียญคริปโต ไม่ได้พิจารณาจากผลประกอบการทางธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนที่จะต้องพิจารณาในเทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นจากการนำเหรียญสกุลนั้นๆ มาใช้  3. ไม่ศึกษาผู้พัฒนาเหรียญนั้นๆ หลงเชื่อการชวนเชิญของทีมงานโปรเจกต์เหรียญบนเว็บไซต์ออนไลน์    การเทรดเหรียญเล็กๆ ที่ถูกลิสต์เพียงไม่กี่กระดานเทรด ซึ่งอาจเป็นเหรียญปั่นราคาก็เป็นได้ โดยให้สังเกตจากวอลุ่มที่สูงผิดปกติ หรือราคาผันผวนอย่างรุนแรง โดยนักลงทุนมือใหม่ควรเทรดเหรียญบนกระดานเทรดที่เชื่อถือได้ หรือเทรดเหรียญที่ถูกลิสต์บนหลายกระดานเทรดที่มีความน่าเชื่อถือจะดีกว่า อะไรที่ยังไม่ได้เริ่มศึกษา ไม่ควรรีบลงทุน โดยเฉพาะโปรเจกต์เหรียญต่างๆ บนเว็บไซต์ที่อ้างอิงถึงทีมงานที่เก่งๆ จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลก ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าโปรเจกต์นั้นจะให้ผลตอบแทนเราอย่างไร มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด มีแผนระยะยาวอย่างไร โปรเจกต์เหล่านี้มักจะเชิญชวนในลักษณะที่ว่าเทคโนโลยีของเขาดีกว่า Ethereum หรือดีกว่าบิตคอยน์ ซึ่งเป็นคำพูดเชิงมาร์เก็ตติ้งทั้งหมด โดยไม่มีหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน  ช่วงที่ตลาดคริปโตฯ ร้อนแรง มีมิจฉาชีพมากมายที่ใช้โอกาสจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องการลงทุนในคริปโตฯ ดีพอ หลอกลวงนักลงทุน ดังนั้นจะต้องระมัดระวังให้มาก การลงทุนสินทรัพย์ทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง ควรศึกษาหาความรู้ให้เข้าใจเพื่อป้องกันความเสี่ยง ที่สำคัญคือต้องใช้สติ และวิจารณญาณในการลงทุน และจะซื้อขายให้ปลอดภัย ต้องผ่านเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ทางแอป ‘Wikibit’ เพียงแค่ค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้น รับรองโหลดแอปนี้ไว้! ลงทุนได้อย่างอุ่นใจแน่นอน!  ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Thestandard

2021-06-12การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
137139
...
142