Bitcoin ถูกปั่นราคาโดยบุคคลที่มีอำนาจได้ไหม ?

เมื่อไม่นานมานี้มีเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นบนสื่อโซเซียลมีเดียและดูเหมือนมันจะส่งผลกระทบต่อ Bitcoin และคริปโตโดยตรง จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าตลาดคริปโตนั่นมีเจ้ามือที่คอยปั่นราคาอยู่เบื้องหลังจริง ๆ หรือไม่ ก่อนหน้านี้เราได้เห็นการเคลื่อนไหวของนาย Elon Musk CEO ของ Tesla ที่ออกมาทวีตเกี่ยวกับเหรียญคริปโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Dogecoin หรือ Bitcoin ที่ต่างก็มีราคาขึ้นลงตามทวีตของเขา   ราวกับว่าเขามีเวทมนตร์วิเศษที่สามารถกำหนดทิศทางของตลาดได้ โดยในระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้นาย Magda Wierzycka CEO ของ Sygnia ได้ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์ CEO ของ Tesla ว่า : “สิ่งที่เราสังเกตเห็นก็คือ Bitcoin ถูกควบคุมราคาจากบุคคลที่มีอำนาจคนหนึ่ง” อย่างไรก็ตามไม่นานหลังจาก Musk ได้ออกมาตอบสนองต่อทวีตดังกล่าวทันทีและกล่าวอธิบายว่า : ข้อกล่าวหานี้ไม่ถูกต้อง Tesla ขายเหรียญ Bitcoin เพียง 10% ของการถือครองเท่านั้นเพื่อยืนยันว่าตลาดมีสภาพคล่องอยู่จริง และเมื่อไหร่ที่มีการยืนยันได้ว่าการขุด Bitcoin นั้นมาจากการใช้พลังงานสะอาดประมาณ 50% ของทั้งหมด   ทาง Tesla ก็จะกลับมารับการชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้ง“ เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความสัมพันธ์อยู่กับสิ่งต่าง ๆ จริงหรือไม่ เพราะล่าสุดมันได้แสดงให้เห็นถึงหลักฐานที่ตรงกันข้ามจากการทวีตของนาย Elon musk ในขณะเดียวกันนาย Thomas Lee จาก Fundstrat ได้ออกมาให้ความคิดเห็นถึงเรื่องนี้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบริษัทหรือตัวบุคคลนั้นเป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดจำเป็นต้องมีการพัฒนาต่อไป : ”การตอบสนองต่อราคาของ bitcoin และ crypto ที่มีต่อบริษัทหรือบุคคลนั้นแสดงให้เห็นแล้วว่า ตลาดแห่งนี้ยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปทั้งนี้คุณยังสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ในวงการคริปโตผ่านแอป WikiBit และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือเทคนิคต่างๆ ในการเทรดคริปโตผ่านฟีเจอร์ เว็บบอร์ดได้อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นห้องเรียนเล็กๆแต่ครบเครื่องจริงๆ ทั้งข้อมูล การตรวจสอบ ข่าวสาร และการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดีขนาดนี้ไม่ต้องรอห้องเรียนอัจฉริยะแล้ว โหลดเลย!!

2021-06-16การวิเคราะห์เชิงลึก

เปิดภาพไวรัล! ห้องเรียนเทรดคริปโตอัจฉริยะ จาก ‘UWA’

" /> โลกแห่งการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ในเมื่อปัจจุบันวงการคริปโตกำลังมาแรง การศึกษาและการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ต้องมาเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้ที่ University of Western Australia (UWA) คณะวิชาธุรกิจ ได้สร้างห้องเรียนอัจฉริยะสำหรับในการเทรดคริปโตขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับระบบการซื้อขายและการวิจัยที่ได้มาตรฐานต่ออุตสาหกรรม   โดย Prof. Caminschi ทีมงานของ UWA ที่เชี่ยวชาญด้าน AV และ IT ได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ 3D Audio Visual เพื่อตอบสนองความท้าทายในการแปลงพื้นที่จำกัดนี้ ให้เป็นห้องซื้อขายและห้องเรียนที่ใช้งานได้เต็มรูปแบบ พื้นที่มีพื้นคอนกรีตเรียบและความสูงของเพดานที่จำกัด ซึ่งช่วยลดความเป็นไปได้ในการใช้ระบบยกพื้นแบบเดิมเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินสายที่ซับซ้อน และไม่รวมการใช้ฝ้าเพดาน ติดตั้งเครื่องฉายวิดีโอ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการสอนอื่นๆ อีกมากมาย   ทั้งนี้ก่อนที่คุณจะเข้าไปในห้องเรียนอัจฉริยะ ตามทางเดิมจะเต็มไปด้วยภาพบรรยากาศของการซื้อขายที่วุ่นวาย ผ่านจอทีวีที่ติดตั้งอยู่ตามผนังด้านนอกของห้อง ทำให้ทุกคนในห้องโถง สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน โดยแหล่งที่มาของการนำเสนอข่าวสารการซื้อขายคริปโตทั้งหมด ได้มาจากฟีดเคเบิลทีวี ได้แก่ CNN, Bloomberg TV และ MSNBC News เป็นต้น   แม้ว่าเทคโนโลยีของห้องซื้อขายจะน่าประทับใจมากแค่ไหน แต่บทบาทเพียงอย่างเดียวของมันคือการจัดหาประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายสำหรับนักเรียน ตามที่ Prof. Caminschi กล่าวไว้ว่า: “แทนที่จะอ่านหนังสือเรียนแบบแห้งๆ ที่ดูความเคลื่อนไหวของตลาดในอดีต ห้องทดลองนี้ช่วยให้นักเรียนของเราทำงานกับเครื่องมือและข้อมูลล่าสุดเพื่อติดตามเหตุการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบเรียลไทม์” ถึงแม้ในประเทศไทยจะยังไม่มีห้องเรียนอัจฉริยะแบบนี้ให้สำหรับคนที่สนใจในการศึกษา แต่ในประเทศไทยยังมีแอป ‘Wikibit’ ที่เปรียบเสมือนห้องเรียนอัจฉริยะ หรือแหล่งข้อมูลเล็กๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงการใช้งานของมันได้ โดยตัวแอปนั้นได้เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อใช้ตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้คุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ปริมาณการซื้อขาย White paper การเยี่ยมชมบริษัทจาก เป็นต้น ทั้งนี้คุณยังสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ ในวงการคริปโต และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือเทคนิคต่างๆ ในการเทรดคริปโตผ่านฟีเจอร์ เว็บบอร์ดได้อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นห้องเรียนเล็กๆแต่ครบเครื่องจริงๆ ทั้งข้อมูล การตรวจสอบ ข่าวสาร และการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดีขนาดนี้ไม่ต้องรอห้องเรียนอัจฉริยะแล้ว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-15การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitcoin VS Altcoin ลงทุนตัวไหนดีกว่ากัน?

" />   ตอนนี้ตลาดคริปโตกำลัง Come back!! อีกครั้ง ทำให้นักลงทุนทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่ากำลังสงสัยว่าการลงทุนใน ‘Bitcoin’ หรือ ‘Altcoin’ อันไหนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ซึ่งเราจะมาดูกันว่ามีกลยุทธ์ไหนบ้างที่สามารถช่วยให้การลงทุนของคุณได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น   ‘Bitcoin’ นั้นเป็นโปรเจกต์เหรียญคริปโตที่มีความเป็น decentralize มากที่สุด มีผู้ใช้งานมากที่สุด และมีพื้นฐานแนวความคิดดีที่สุดอีกด้วย ในแง่ของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเครือข่าย นอกจากนี้ ‘Bitcoin’ ยังมีสภาพคล่องมาก และเป็นเครือข่ายที่มีปลอดภัยสูงด้วยกำลังขุด Hashrate จำนวนมหาศาลที่ใช้ในการตรวจสอบธุรกรรม   ในทางกลับกันเหรียญ ‘Altcoin’ หรือเหรียญคริปโตอื่นๆ เช่น ETH ADA XRP เป็นต้น ก็มักจะมีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงมากกว่า รวมถึงเรื่องความปลอดภัยและสภาพคล่องที่น้อยกว่า ‘Bitcoin’ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง ‘Altcoin’ มักถูกโจมตีอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีกำลังขุด hashrate ที่ต่ำกว่าหรือมีความปลอดภัยที่น้อยกว่า ‘Bitcoin’ แต่ถึงกระนั้นก็มีบางเหรียญที่ใช้อัลกอริทึ่มแบบ PoS หรือมี devs ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเราก็ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปและศึกษาอย่างละเอียดก่อนที่จะลงทุนทุกครั้ง  นักเทรด ‘Altcoin’ ส่วนใหญ่มักชื่นชอบความผันผวนของบรรดาเหรียญ ‘Altcoin’ เพราะพวกมันจะช่วยให้พวกเขาทำกำไรได้มากขึ้นหากโปรเจกต์ประสบความสำเร็จ และเหรียญ ‘Altcoin’ ส่วนใหญ่ก็มักจะมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อ ‘Bitcoin’ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือบางครั้งก็อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าตัว ‘Bitcoin’ เองเสียด้วยซ้ำ  หากว่าคุณกำลังวางแผนที่จะลงทุนในเหรียญ ‘Altcoin’ คุณควรต้องมีการทำวิจัยอยู่เสมอและควรรู้ไว้ด้วยว่าโปรเจกต์ ‘Altcoin’ นั้นมักมีการโฆษณาที่เกินจริงอยู่บ่อยครั้งและบริษัทที่อยู่เบื้องหลังโปรเจกต์ ‘Altcoin’ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกควบคุม แต่สำหรับ ‘Bitcoin’ นั้นไม่ใช่  ดังนั้น ‘Bitcoin’ จึงดูเหมือนว่าเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด เพราะนอกจากมันจะเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเก็บมูลค่าได้แล้ว มันยังเป็น cryptocurrency ตัวแรกของโลกที่นำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี blockchain อีกด้วย  ทั้งนี้ในการทำวิจัย หรือศึกษาข้อมูลของเหรียญนั้น คุณควรหาช่องทางการสืบค้นข้อมูลที่ดี และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งแอดขอแนะนำแอป ‘Wikibit’ หรือเจ้านกสีส้มนั่นเอง แอปนี้ถูกพัฒนาให้ใช้งานง่าย มันสามารถช่วยคุณในการตรวจสอบข้อมูลของ Exchange และ เหรียญคริปโต เพียงแค่คุณกดค้นหาชื่อเหรียญที่คุณสนใจเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏ ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป มูลค่าตลาด White paper และอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจในการลงทุนได้มากขึ้น   แต่ถ้าคุณยังงงๆ ยังไม่รู้ว่าจะลงทุนเหรียญตัวไหน หรือไม่มีเหรียญในดวงใจ แอป ‘Wikibit’ เขาสร้างฟีเจอร์ดีๆ อย่าง การจัดอันดับเหรียญ และ Exchange ไว้ให้คุณแล้ว โดยแอปได้ทำการจัดอันดับตั้งแต่สิ่งที่ดีที่สุด ได้รับความนิยมที่สุด ควรค่าแก่การลงทุน ไปยันสิ่งที่ห่วยที่สุด ไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักลงทุน และพบปัญหาการร้องเรียนอยู่บ่อยๆ จนโดนหักคะแนน อย่างไรก็ตามหากคุณได้เหรียญในดวงใจแล้ว อย่าลืมกดเข้าไปศึกษาข้อมูล และอ่าน White paper เพื่อทำความเข้าใจให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้งเสมอ!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-15การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitcoin ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนจับตาอัตราเงินเฟ้อ

Bitcoin พุ่งขึ้นเหนือ $40,000 ในวันจันทร์ เนื่องจากการขับเคลื่อนโดยอีลอน มัสก์ นักลงทุนบางคนยังคงชื่นชอบ Bitcoin ในฐานะทรัพย์สินป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ เนื่องจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจออกมาตรการรับมือช้าเกินไป  “ฉันชอบ Bitcoin ในฐานะทรัพย์สินกระจายความเสี่ยง” พอล ทูดอร์ โจนส์ จาก Tudor Investment Corp. กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC “สิ่งเดียวที่ฉันรู้แน่ชัด ฉันต้องการลงทุนในทองคำ 5%, Bitcoin 5%, เงินสด 5%, สินค้าโภคภัณฑ์ 5%”  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 แต่เฟดยังคงแนะนำว่าความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะควบคุมไม่ได้นั้นมีโอกาสต่ำ เนื่องจากปัจจัยที่หนุนราคานั้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว  ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) แสดงการตัดสินใจนโยบายการเงินและแนวโน้มล่าสุดในข้อมูลหลายจุด รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานในวันพุธ  หากเฟดระบุว่าไม่ลดอัตราเงินเฟ้อและยังคงแนะนำว่าจะรักษาสถานะที่เป็นอยู่ในนโยบาย โจนส์แนะนำว่าอาจถึงเวลาที่ต้องลงทุนอย่างหนักเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อ  “ถ้าพวกเขาพูดว่า เราอยู่บนเส้นทางนี้ อะไรๆ ก็ดี ฉันก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ” โจนส์กล่าว “ฉันอาจจะซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ ซื้อคริปโต ซื้อทองคำ”  การเข้าซื้อ Bitcoin เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจาก อีลอน มัสก์ CEO ของเทสล่ากลับจุดยืนของเขาเกี่ยวกับ Bitcoin โดยกล่าวว่าบริษัทเทสล่า จะรับธุรกรรม Bitcoin อีกครั้งในอนาคต  “เมื่อมีการยืนยันการใช้พลังงานสะอาดอย่างสมเหตุสมผล (ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์) โดยผู้ขุดและมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต Tesla จะกลับมาอนุญาตให้ทำธุรกรรม Bitcoin” เขากล่าวในทวีตเมื่อวันอาทิตย์  มัสก์ได้กลายเป็นทั้งฮีโร่และวายร้ายในช่วงที่ผันผวนของราคา Bitcoin ในปี 2021 การประกาศของเขาในเดือนกุมภาพันธ์ว่า Tesla ได้ซื้อ BTC มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อเก็บไว้ในคลัง ช่วยขับเคลื่อนคริปโตยอดนิยมไปสู่ระดับสูงสุดตลอดกาลที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน  BTC พุ่งขึ้นในไม่ช้าหลังจากนั้น เนื่องจากมัสก์เปิดเผยว่า เทสล่า ขาย Bitcoin มูลค่า 10% และจากนั้น CEO เริ่มกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้พลังงานที่นักขุดใช้เพื่อผลิต bitcoin  การเคลื่อนไหวที่ต่ำกว่านั้นยังรุนแรงขึ้นจากการปราบปรามด้านกฎระเบียบในประเทศจีนเกี่ยวกับกิจกรรมการซื้อขายและการขุดเหรียญคริปโต  แม้จะมีการเคลื่อนไหวล่าสุดใน bitcoin ที่สูงขึ้น แต่ความเชื่อมั่นโดยรวมเกี่ยวกับ BTC ยังคงทรงตัวได้ดี เนื่องจากนักลงทุนดูเหมือนจะอยู่ในโหมดจับตาเฝ้าระวัง โดยมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในตลาดสกุลเงินดิจิตอล

2021-06-15การวิเคราะห์เชิงลึก

แฉแอปเทรดคริปโต ‘CBMH’ โกง คนไทยต้องระวัง!

" />   ความเจ็บ ความช้ำ เกิดขึ้นอีกแล้วกับเทรดเดอร์คริปโตในไทย เพราะล่าสุดมีนักเทรดคนหนึ่งส่งภาพแชทที่ตนได้พูดคุยกับ ‘Exchange’ ที่ใช้ชื่อว่า ‘CBMH’ ถึงปัญหาการถอนเงิน โดยทางฝั่ง Exchange ตอบกลับมาว่า รอการตรวจสอบเพราะเข้าข่ายโกงในการเทรด สรุปทาง Exchange ให้จ่ายภาษีเพื่อถอนเงิน  Exchange : “สวัสดีค่ะ เรียนแจ้งจากทาง CBMH เนื่องจากรายการถอนของคุณลูกค้า ตรวจสอบการทำรายการผิดปกติ ทำให้ทางเราต้องอายัดบัญชีของท่านเพื่อป้องกันการฉ้อโกงและกระทำความผิด ขณะนี้ธุรกรรมทุกอย่างของคุณถูกระงับและทางเราตรวจสอบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีของท่าน ท่านอาจจะต้องทำรายการชำระค่าภาษีอากร จำนวน 25% ของจำนวนยอดทั้งหมดของท่าน เพื่อทำการรายการจ่ายภาษีและถอนอายัดบัญชีของท่าน เพื่อให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ”  นักลงทุน : “อะไรอีกคะ เงินถอนไม่ได้ แล้วจะต้องจ่ายค่าภาษีไป 25% เราสามารถร้องเรียนได้ที่ไหนได้มั่งคะ? บริษัทที่ไทยตั้งอยู่ไหนตอบได้ไหม (ถามย้ำหลายรอบมาก แต่อีกฝ่ายเลี่ยงในการตอบคำถามนี้) และค่าภาษีนี่ต้องจ่ายเท่าไหร่คะ?”  Exchange : “ลูกค้าสามารถทำรายการชำระผ่าน Binance หรือสามารถโอนเข้าบัญชีไทยของทางบริษัทเราได้ค่ะ ยอดจำนวน 25% คือ $1,940 ค่ะ”  นักลงทุน : “25% นี่คิดจากอะไรคะ เพราะยอดที่ถอนออกมีแค่ $7,577 และเราต้องการทราบรายละเอียดเรื่องการถอน ตอนนี้สั่งถอนไปนานแล้วทำไมเงินยังไม่เข้า ไม่มีการแจ้งเตือนใน Email และทำไมต้องจ่ายเพิ่ม 25%”  Exchange : “ลูกค้าต้องชำระภาษีอากรก่อน 25% นะคะถึงจะสามารถทำการถอนเงินได้”  ทั้งนี้แอดอยากจะบอกกับทุกคนให้ชัดๆ ว่า “จ่ายค่าภาษี ก่อนถอนเงินไม่มีอยู่จริง” เพราะปกติการจ่ายภาษีจะเป็นด้านนักลงทุนที่ถอนเงินมาแล้วทำเรื่องเองต่อกรมสรรพากร และไม่มีกฎหมายตัวไหนออกมาบอกเลยว่าต้องจ่ายค่าภาษีก่อนถอนเงิน ดังนั้นหากคุณพบเจอการตอบกลับมาในลักษณะนี้ เราขอฟันธงเลยว่าคุณกำลังโดน ‘Exchange’ นั้นโกง!!   จากการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ ‘CBMH’ บนแอปพลิเคชันของ ‘Wikibit’ พบว่า ‘CBMH’ เป็น Exchange ที่ยังไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ทั่วโลก หรือไม่มีใบอนุญาต มีความน่าเชื่อถืออยู่เพียง 1.78 คะแนน และไม่มีการเยี่ยมชมบริษัทจากทาง‘Wikibit’ ถือว่าเป็น Exchange ที่น่ากลัวมากๆ เพราะข้อมูลที่มีนั้นแสดงถึงความเสี่ยงในการลงทุน ดังนั้นใครที่กำลังลงทุนเทรดกับเจ้านี้อยู่หนีได้หนี อย่าไปเสียน้ำตาให้กับ Exchange แบบนี้   จากเหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้นักลงทุนได้รู้ และเล็งเห็นถึงความสำคัญในการตรวจสอบข้อมูล ก่อนลงทุนทุกครั้ง แอดมักจะย้ำเสมอว่าให้โหลดแอป ‘Wikibit’ ติดเครื่องไว้ เพราะเป็นแอปที่มีฟีเจอร์ตรวจสอบข้อมูล Exchange และ Token ที่ครบและจบในแอปเดียวมาก เพียงแค่คุณกดค้นหาชื่อ Exchange และ Token ที่คุณกำลังสนใจเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ที่สามารถให้คุณนำไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจก็จะปรากฏขึ้น ถ้าคุณไม่อยากเสียทั้งเงิน ทั้งเวลา และน้ำตาอย่างเคสดังกล่าวละก็ โหลดแอปนี้ไว้ตรวจสอบก่อนลงทุนทุกครั้งจะดีกว่านะขอบอก!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

วิจารณ์ยับ!! หลัง ก.ล.ต. ประกาศห้ามเทรดเหรียญ Meme (มีวิธีแก้ปัญหาให้)

" />    เมื่อไม่นานมานี้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 18/2564 ให้ ‘Exchange’ ทำตามกฎ 2 ข้อดังต่อไปนี้   1. ห้ามศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นำเหรียญที่มีลักษณะต่อไปนี้มาซื้อขาย   1.1 Meme Token เหรียญที่ไม่มีสิ่งใดมารองรับ ราคาขึ้นอยู่กับกระแสโซเชียล  1.2 Fan Token เหรียญที่เกิดจากกระแสความชื่นชอบส่วนบุคคล  1.3 Non-Fungible token(NFT) เหรียญที่แสดงสิทธิในของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบเจาะจง  1.4 เหรียญที่ออกโดยศูนย์ซื้อขาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการทำธุรกกรรมที่เกิดบนบล็อกเชน  2. ศูนย์ซื้อขายต้องมีข้อตกลงเหรียญที่เป็นศูนย์ซื้อขาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม White Paper และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในสาระสำคัญ มิฉะนั้นจะเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนจากการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายนั้นได้   หลังจากประกาศนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปสู่สังคม ส่งผลให้นักลงทุนต่างเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ถึงประกาศฉบับนี้กันอย่างดุเดือด ซึ่งเสียงส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการประกาศในครั้งนี้   ต่อมา นายวรภพ วิริยะโรจน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นถึงประกาศฉบับนี้ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยกล่าวว่า “ภาครัฐควรสนับสนุนนวัตกรรม มากกว่าการห้ามเทคโนโลยีใหม่ๆ บนบล็อกเชน” ส่งผลให้ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองในวงการคริปโตต่อไปว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นหรือไม่ หรือยังคงเป็นไปตามประกาศของ ก.ล.ต. ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมานี้ต่อไป   ทั้งนี้จากคอมเมนต์ยังคงมีคนสงสัยว่า “แล้วเราจะไปหา ‘White Paper’ อ่านได้จากที่ไหน” แอดขอแนะนำให้โหลดแอป ‘Wikibit’ และกดค้นหารายชื่อ ‘Token’ ที่คุณสนใจ ก่อนเข้าไปดูในส่วนของ ‘White Paper’ หากคุณเข้ามาในหน้านี้แล้ว คุณจะได้ทราบรายถึงละเอียดต่างๆ ที่ทางบริษัทได้สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างไว้เพื่อทำอะไร แก้ปัญหาในจุดไหน หรือโครงสร้างการทำงานของระบบที่เจ้าของโปรเจกต์ต้องการพัฒนาคืออะไร เป็นต้น   จากตัวอย่างแอดลองค้นหาชื่อเหรียญอย่าง BTC (Bitcoin) ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏนั้นเยอะมาก มีทั้งคะแนนจากแอป การเยี่ยมชม ปริมาณการซื้อขาย ข่าวสารที่เกี่ยวกับกับเหรียญนี้ ถือว่าดีมากๆ ดังนั้นหากใครอยากลองอ่าน ‘White Paper’ และเนื้อหาอื่นๆ เพื่อศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน บอกได้เลยว่า แอปนี้จัดเตรียมไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วโหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

นักลงทุนรวมตัวฟ้อง Kubswaps จากกรณี Rug Pull หลังสร้างความเสียหาย และปิดเว็บชิ่ง!!

เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดเหตุการณ์ Rug Pull บทแพลตฟอร์ม KubSwaps ซึ่งอยู่บน Bitkub Chain จนทำให้ผู้ที่เข้าไปลงทุนได้รับความเสียหายจากราคาเหรียญที่ร่วงลงมาอย่างรุนแรง โดยพฤติกรรมแล้วอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ Rug Pull เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เจ้าของโปรเจกต์ที่เดิมทีได้เติมสภาพคล่องของ KubSwaps เข้าไป ก่อนจะถอนสภาพคล่องเหล่านั้นออกมาในระหว่างที่ราคาเหรียญเริ่มพุ่งขึ้นไปสูงขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้ยังไม่ได้ทำให้ราคาเหรียญร่วงลงมา แต่เมื่อสภาพคล่องเหลือน้อย ทำให้แรงขายที่เกิดขึ้นเพียงน้อยนิด กดดันให้ราคาเหรียญร่วงลงแรงมาก และเกิด Panic Sell ตามมาในที่สุด  ทั้งนี้ การถอนสภาพคล่องของโปรเจกต์ DeFi เช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางกรณี เช่น โปรเจกต์ที่เริ่มมีสภาพคล่องจากคนทั่วไปเข้ามาเสริมจนมากพอแล้ว เจ้าของโปรเจกต์อาจจะถอนสภาพคล่องเริ่มต้นออกไป แต่ในกรณีนี้เพิ่งจะเปิดมาได้ไม่นานก็ดำเนินการถอนสภาพคล่องแล้ว และที่สำคัญการตัดสินใจปิดเว็บไซต์ของโปรเจกต์ลงไป ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะมีความผิดตามกฎหมายได้ ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวกันผ่าน Telegram ในกลุ่ม ‘รวมผู้เสียหายจาก KubSwaps’ โดยมีสมาชิกกว่า 1 พันคน (ในจำนวนนี้อาจจะไม่ใช่ผู้เสียหายทั้งหมด)  “จากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นคาดว่า กำไรที่เจ้าของโปรเจกต์ได้ไปจริงๆ อยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ส่วนความเสียหายต่อคนที่เข้ามาลงทุนอาจจะประเมินได้ยาก สำหรับคนที่ขายออกไปก่อนในช่วงแรกที่สภาพคล่องเริ่มถูกดึงออกไปก็อาจจะยังขายได้ในราคาที่สูง หากมีผู้ที่เสียหายไปฟ้องร้อง ทาง Bitkub ก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ และได้เตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้แล้ว แต่ไม่สามารถจะเปิดเผยต่อสาธารณะได้”  สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับกรณีนี้คือ KubSwaps ไม่ได้เปิดเผย Source Code ของโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดแปลกไปจากปกติ ในมุมของนักลงทุนควรจะเลือกลงทุนในแพลตฟอร์มที่เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ เพราะแต่ละคนสามารถช่วยกันตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจของแพลตฟอร์มนั้นๆ ได้   โดยเบื้องต้น Bitkub ได้ประสานกับทาง Inspex ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้ช่วยตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทาง Inspex ได้สรุปว่า เจ้าของแพลตฟอร์มได้รับผลตอบแทนจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปทั้งสิ้น 6.507005609824860844 kBNB หรือประมาณ 80,000 บาท นอกจากนี้ ทีมงาน Inspex พบว่า เจ้าของแพลตฟอร์ม KubSwaps ได้มีการเปิดอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า KubFarming อีกด้วย  สาเหตุหลักของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากช่องโหว่ใน Smart Contract แต่เป็นกระบวนการในการแจกจ่ายเหรียญและการสร้าง Pool ที่ไม่ยุติธรรม เนื่องจากเหรียญที่ใช้ในการวางสภาพคล่องในตอนแรกถูกสร้างขึ้นมาลอยๆ ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มมีสิทธิ์ในสภาพคล่องอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเจ้าของแพลตฟอร์มจำเป็นต้องทำลาย LP ที่ได้จากการวางสภาพคล่องทิ้ง เพื่อป้องกันเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นในครั้งนี้    สำหรับการแจกจ่ายเหรียญที่เป็นไปอย่างยุติธรรมและนิยมใช้กันมีดังนี้    1. เปิดขายเหรียญผ่านสาธารณะหรือเฉพาะกลุ่ม ผ่าน ICO หรือ IFO  2. เริ่มแจกเหรียญพร้อมกันด้วยวิธีการบางอย่าง เช่น ล็อกเหรียญ BNB เพื่อรับเหรียญจากฟาร์ม  การที่คุณจะเลือกลงทุนใน DeFi ตัวไหนก็ตาม ‘ข้อมูล’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างที่แอดเคยบอก “การลงทุนในลักษณะนี้มักได้ผลตอบแทนสูงก็จริง แต่มันมักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน” ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากพลาดเช็คให้ชัวร์ก่อนลงทุนได้ที่แอป ‘Wikibit’ ซึ่งในกรณีของ ‘KubSwaps’ เป็นแพลตฟอร์ม ‘DeFi’ ที่แอป ‘Wikibit’ ยังไม่มีข้อมูล เนื่องจากเว็บถูกเปิดขึ้นมาได้ไม่นาน และยังไม่ผ่านการตรวจสอบ หรือลงข้อมูลในแอป แต่เว็บดังกล่าวก็ได้ปิดตัวลงไปสะแล้ว    มากันที่การตรวจสอบหรือดูข้อมูล ‘DeFi’ ในแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ซึ่งแอดขอบอกว่า Easy มาก เพียงแค่คุณค้นหาชื่อ ‘DeFi’ ที่คุณสนใจ และเลือกไปที่ประเภท ‘แลกเปลี่ยน’ เท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ก็จะปรากฏให้คุณใช้ประกอบในการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลบริษัท ข้อมูลของเหรียญ ข้อมูลร้องเรียนจากผู้ที่เคยใช้งาน เป็นต้น    แถมความเลิศมันยังอยู่ตรงที่คะแนนความนิยม ซึ่งอยู่ในหมวดของผลกระทบเนี่ยแหละ เพราะมันสามารถบอกได้ว่าชื่อ ‘DeFi’ ที่คุณค้นหา ได้รับความนิยมมากน้อยแค่ไหน และมีประเทศไหนในโลกบ้าง ที่ใช้งานมันมากที่สุด โดยดูจากในรูปจะสังเกตได้ว่า Pancakeswap (ตัวอย่างในการค้นหา) นั้นได้รับความนิยมในไทยมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ในส่วนนี้มันสามารถสร้างความมั่นใจให้คุณเพิ่มขึ้นได้ว่า หากมีคนเลือกลงทุนเยอะ แสดงว่ามันอาจจะมีความปลอดภัยสูงในระดับหนึ่งนั่นเอง   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Thestandard

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

‘เทสลา’จะรับ‘บิทคอยน์’อีกครั้งถ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หลังจากบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเทสลาสร้างความฮือฮาเมื่อเดือน ก.พ. ด้วยการประกาศว่า สิ้นเดือน มี.ค. ลูกค้าสามารถซื้อรถด้วยคริปโตเคอเรนซีได้ แต่ต่อมาอีลอน มัสก์ซีอีโอเกิดเปลี่ยนใจ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม  ล่าสุดซีอีโอคนดังทวีตข้อความเมื่อวันอาทิตย์ (13 มิ.ย.) ตามเวลาสหรัฐ ว่าเทสลาจะกลับมารับชำระด้วยบิทคอยน์อีกถ้านักขุดใช้พลังงานสะอาดประมาณ 50% ราคาบิทคอยน์ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 39,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้านี้ ปัจจุบันการขุดบิทคอยน์ต้องใช้คอมพิวเตอร์กำลังแรงเพื่อแก้สมการ กระบวนการขุดจึงใช้ไฟฟ้ามหาศาล  เมื่อเร็วๆ นี้วารสารวิทยาศาสตร์ “เนเจอร์” เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาพบว่า การขุดบิทคอยน์ของจีนใช้พลังงานเกือบ 80% ของการค้าเงินเสมือนทั่วโลก ไฟฟ้าที่ใช้ส่วนหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เสี่ยงทำลายเป้าหมายลดโลกร้อนของจีน

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผยถึงวันสำคัญที่นักเทรด Bitcoin ควรจดบันทึกไว้ในปฏิทิน

Justin Bennett นักเทรดและนักวิเคราะห์ Crypto กำลังออกมาแสดงความเห็นให้แฟน ๆ Bitcoin จับตาดูวันสำคัญที่จะถึงนี้ เนื่องจากว่าโมเมนตัมของตลาดส่อแววซ้ำรอยของเดือนที่ผ่านมา ซึ่งก็คือขาขึ้นนั่นเอง  โดยอ้างอิงจากงานวิเคราะห์ใหม่ของเขานั้น นาย Bennett กล่าวว่าวันหมดอายุของฟิวเจอร์สรายเดือนมีส่วนสำคัญในการผลักดันราคาของ Bitcoin ซึ่งมักจะมีความเกี่ยวข้องกับการทำ local top และ local bottom ของราคาเสมอ เขาได้ทำการติดตามมันอย่างใกล้ชิด และตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการหมดอายุของสัญญาซื้อขาย Bitcoin Futures รายเดือนเมื่อไร มันอาจมีความสัมพันธ์กับการหมดอายุรายไตรมาส   เขาตั้งข้อสังเกตว่าในวันที่ 25 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ฟิวเจอร์สไตรมาส 2 ของตลาด BTC จะหมดอายุลง ซึ่งจุดนี้อาจเป็นจุดต่ำสุดของมันแล้วก็เป็นได้ ทฤษฎีของผมคือถ้าสัญญาซื้อขาย Bitcoin ฟิวเจอร์หมดอายุลงในแต่ละเดือน… ก็มีเหตุผลที่มันอาจจะส่งผลกระทบไปต่อการหมดอายุของฟิวเจอร์สรายไตรมาส และหากเป็นกรณีนี้ คือก่อนหน้านี้เราได้เห็นจุดสูงสุดใหม่ของราคาหลังจากเดือนเมษายนเริ่มต้นไม่นาน และหากทฤษฎีนี้ยังคงอยู่ เราจะเห็นตลาดคริปโตถึงจุดต่ำสุดประมาณวันที่ 25 มิถุนายน  นั่นคือตอนที่สัญญาซื้อขายฟิวเจอร์ของ Q2 หมดอายุ ดังนั้นวันที่ 25 มิถุนายนจะเป็นวันที่คุณควรจดไว้ในปฏิทิน และผมจะพูดต่อไปว่าตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน… ถึง 25 มิถุนายนจะเป็นช่วงที่ต้องจับตามอง“ Bennett มองว่าจนถึงตอนนั้น Bitcoin และตลาด crypto อื่น ๆ อาจเผชิญกับแรงกดดันที่ลดลง ”อย่างไรก็ตาม หากทฤษฎีนี้มีข้อดี สิ่งสำคัญคือต้องทราบด้วยก็คือตลาดคริปโตอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าจนถึงวันที่ 25 มิถุนายนก่อนที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะหมดอายุ… มันเป็นเพียงทฤษฎีของผม แต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เราเห็นจากการหมดอายุของฟิวเจอร์สรายเดือนที่ผ่านมาจนถึงปี 2021 ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจับตาดูการหมดอายุของ Q2 ก่อนสิ้นเดือนนี้ในวันที่ 25 มิถุนายน เพราะนั่นอาจเป็นเครื่องสัญญาณที่บ่งบอกว่าจุดต่ำสุดของตลาด crypto กำลังมา

2021-06-14การวิเคราะห์เชิงลึก

Bill Gates คิดว่า ความสำเร็จในชีวิตคนเรา ถูกกำหนดตั้งแต่ตอนที่เราเกิดมาแล้ว!

จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุด เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับคนหนึ่งคน จะประสบความสำเร็จได้ มหาเศรษฐีชื่อดัง เลือกหยิบยกคำว่า “ประเทศที่คุณเกิดมา” มาเป็นปัจจัยหลัก แน่นอนว่าเขาไม่ได้หยิบยกมาลอยๆ เพราะได้อ้างอิงถึงรายงานที่มูลนิธิของเขาทำการค้นคว้ามาอีกด้วย อย่างที่เรารู้กันว่า Bill Gates และภรรยา ร่วมมือกันสร้างมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในพื้นที่ยากไร้ โดยเฉพาะในแถบแอฟริกา เป้าหมายหลักของมูลนิธิ ไม่ใช่การเอาเงินลงไปช่วยเพียงครั้งคราวเพียงเท่านั้น แต่เป้าหมายก็คือการพัฒนาที่ตัวบุคคล สาธารณูปโภค การศึกษา และให้ตัวบุคคลนั้นกลับมาพัฒนาพื้นที่ของพวกเขา ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาในระยะยาว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจ และลดปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ลงให้ได้Bill และ Melinda Gatesความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับโลกของเรามาอย่างช้านาน แม้รายงานจากสหประชาชาติจะพบว่าความเหลื่อมล้ำนั้นน้อยลง สวนทางกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่มากขึ้นในช่วง 20-30 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหมดไปสักทีเดียว..และนี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bill คิดว่าเด็กที่เกิดมาในสถานที่ต่างกัน ก็จะถูกความเหลื่อมล้ำครอบงำเอาไว้ และคนที่อยู่ระดับล่าง ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนระดับบน ไม่ใช่เพียงเรื่องของฐานะการเงินที่กดพวกเขาไว้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องสาธารณสุข อาหาร และความรุนแรงด้วย  เขายกตัวอย่างจากกลุ่มประเทศแถบทะเลทรายซาฮาร่าในแอฟริกา ยกตัวอย่างเช่นมาลี ไนเจอร์ หรือชาด (ชื่อประเทศอาจจะฟังไม่ค่อยคุ้นหู) เด็กทั่วไปที่เกิดขึ้นมาในประเทศเหล่านั้น เมื่อเทียบกับเด็กในประเทศอย่างฟินแลนด์แล้ว พวกเขาแทบจะขาดโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี หรือกระทั่งเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเทียบอัตราการรอดชีวิตในวัยเด็ก หากเด็กฟินแลนด์เสียชีวิต 1 คน เด็กในกลุ่มประเทศเหล่านั้นจะเสียชีวิตไปแล้ว 55 คน เท่ากับว่า พวกเขาไม่มีแม้แต่จะมีโอกาสรอดชีวิต จนเติบโตไปเลือกทางเดินของตัวเองในอนาคตเสียด้วยซ้ำ…  สถานที่เกิด กับโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต… สิ่งที่ Bill Gates พูดนั้นอาจจะฟังดูมีเหตุผลมากขึ้น หากเราย้อนกลับมามองยังเหล่าคนที่ประสบความสำเร็จของโลก ถ้าเรามองว่า “คนรวย” คือคนที่ประสบความสำเร็จ ในการจัดอันดับคนที่รวยที่สุด 20 คนของโลก มีกลุ่มคนที่มีสัญชาติอเมริกันถึง 13 คน คิดเป็น 65% ซึ่งนั่นก็รวมถึงคนที่รวยจากธุรกิจด้านไอทีอย่าง Microsoft ซึ่งก็คือเขานั่นเอง ในส่วนประเทศอื่นๆ ประกอบด้วยฝรั่งเศส 2 คน และสเปน 1 คน ซึ่งสองประเทศนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่เหลือคือจีน 2 คน เม็กซิโก 1 คน และอินเดีย 1 คน แน่นอนว่า ไม่มีคนจากทวีปแอฟริกาติดเข้ามาเช่นกัน อันดับนี้จึงน่าจะพอสะท้อนสิ่งที่ Bill ต้องการสื่อออกมาได้เล็กน้อย  ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเกิดความเห็นแย้งว่า ในแต่ละประเทศที่ไม่ติดอันดับเข้ามา ก็มีกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว อย่างเช่นในไทย ก็มีตระกูลเจียรวนนท์, ตระกูลจิราธิวัฒน์ หรือตระกูลอยู่วิทยา ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ประสบความสำเร็จในระดับที่สูงมากเช่นกันตัวอย่างมหาเศรษฐีสัญชาติไทย กับทรัพย์สินของพวกเขา  แต่หากเราลองไปดูงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Georgetown ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน งานวิจัยดังกล่าวทำการค้นคว้าความสำเร็จในชีวิต ระหว่างคนที่มีผลการศึกษาดี และกลุ่มคนที่เกิดมาในครอบครัวฐานะดี พวกเขาพบว่า กลุ่มคนที่มีผลการเรียนดี หรือกลุ่มคนที่มากความสามารถในด้านต่างๆ มักจะมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน และถึงแม้พวกเขาเรียนจบไป ได้ทำงานในองค์กรที่ดี มีตำแหน่งหน้าที่ แต่ก็จะเป็นเพียงพนักงานที่ทำงานได้ดีเท่านั้น แต่พวกเขาจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้เท่ากับกลุ่มคนที่มีความสามารถกลางๆ (น้อยกว่าลงมาหน่อย) แต่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะดี พวกเขาจึงสรุปงานวิจัยว่า… การเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จ ได้มากกว่าผลการเรียนที่ดีเยี่ยม  

2021-06-13การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
137139
...
142