สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

“ปรมินทร์ อินโสม” ชี้อนาคต “คริปโทฯ” สิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี

เวลานี้เป็นช่วงเวลา “การรีบาลานซ์” จะเห็นได้ว่าทุกคนพยายามโยกย้ายสินทรัพย์หลากหลายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น รองรับการมาของเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากเรื่อยในปีนี้ คือ “คริปโทเคอเรนซี่”  ปัจจุบันมูลค่าตลาดคริปโทฯ เติบโตอย่างมาก และมาพร้อมกับ ราคาบิตคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีนี้ และปัจจุบันยัง “All Time High” เป็นประวิติศาตร์ ที่ 60,000 ดอลลาร์ แม้จะมีช่วงปรับฐานลง แต่เมื่อมีพัฒนาการใหม่ของตลาดคริปโท ไม่ว่าจะเป็น Defi NFT CBDC หรือล่าสุด Metaverse ทำให้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ“All Time High” อีกครั้งในปัจจุบันอยู่ที่ 61,000 -62,000 ดอลลลาร์ และมองก้าวข้ามโลกการเก็งกำไร ไปสู่โลกอนาคตที่ทุกคนต้องมีคริปโทฯกันแล้ว   แล้วทำไมในโลกอนาคต “คริปโทฯ” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี หนึ่งในกูรูวงการคริปโทฯ “ปรมินทร์ อินโสม” ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเว็บเทรด Satang Pro ฉายภาพให้เห็นชัดถึง “10 ประเด็น” ที่สนับสนุนการมาของคริปฯ ที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดโอกาสในโลกอนาคต  “10 ประเด็น” คริปโทฯ สิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องในอนาคต ดังนี้   1. ตลาดคริปโทฯ มีฟันไดเมนต์ทัลดีกว่ามากเมื่อเวลาผ่านไป ส่งผลต่อราคาบิทคอยน์จะมีความผันผวนลดลง ปัจจุบันเริ่มสะท้อนได้จากแม้จะมีข่าวใหญ่ๆ ก็ไม่มีผลกระทบเหมือนในอดีต ยกเว้นข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลแต่ละประเทศ อย่างเช่นการแบนคริปโทฯ ของรัฐบาลจีน ปัจจุบันยังส่งผลต่อราคาบิทคอยน์ แต่ผลกระทบต่อราคาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดรับรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   2. สเตรเบิ้ลคอยน์ (Stable coins) สามารถมีบทบาทสำคัญ ทำให้ตลาดคริปโทฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถ้าหาก เทเทอร์ (tether) ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะสามารถมาแทนที่ CBDC ได้นั้น ก็อาจดึงราคาคริปโทฯ ทั้งตลาดลดลงได้  3. การแข่งขันของสัญญาอัจริยะ (Smart contact) ที่เพิ่มขึ้น เป็นเทรนด์ที่รออยู่ข้างหน้า   4. Meme Tokens หรือ Tokens กับชมชุน แม้จะมีพื้นฐานมาจากความสนุกที่ทุกคนชื่นชอบ แต่ก็มีชุมชนในสังคมนี้เป็นจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้ของเหรียฯก็เพิ่มความสนุกและใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ต้องติดตามตต่อว่าราคาจะไปต่อถึงจุดไหน   5. สหรัฐ กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อตลาดคริปโทฯ มากที่สุด โดยเฉพาะสินทรัพย์เข้ารหัสแบบรวมศูนย์ หรือ คริปโทฯไมเนอร์   6. ฟิวเจอร์และออฟชั่น จะเป็นตลาดหลักของนักลงทุนระดับมืออาชีพทั่วโลก   7. Decentralized Exchange (DEX) ตลาดการซื้อขายที่ไร้ตัวกลาง จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในอนาคตที่จะเกิดขึ้น   8. เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคริปโทฯ จะเป็นประเด็นของโลกในอนาคต โดยทุกคนจะต้องนำ คริปโทฯ เข้าไปมีส่วนร่วม   9. เมทาเวิร์ส (Metaverse) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะรวม “บล็อกเชนและคริปฯ” ทุกอย่างเข้าด้วยกัน และทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนเข้าถึงมากขึ้น ในตอนนี้ “เมทาเวิร์ส” ทำให้ทุกคนมองข้ามการเก็งกำไรบิทคอยน์หรือคริปโตฯไปแล้ว  10.ทางด้านข้อกฎหมายและการกำกับ ยังมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณา เพื่อเป็นกลไกปกป้องตลาดคริปโทฯ และนักลงทุนด้วย แม้ว่าในเรื่องของเทคโนโลยีจริงๆจะทำให้ตลาดคริปโทฯ ไปได้ไกลมากแล้วก็ตาม   ขณะที่ คริปโทฯ ในยุคต่อจากนี้ หน้าตาจะเป็นอย่างไรนั้น   “ปรมินทร์” กล่าวว่า ในภาวะที่ “เงินเฟ้อ”มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต ทุกคนจะรีบาลานซ์พอร์ตลงทุน เริ่มกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น ทอง และบิทคอยน์ มากขึ้นอย่างในตอนนี้ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดว่า ถ้าเงินเฟ้อสูง จะมีผลดีต่อราคาบิทคอยน์ หรือไม่ เพราะอาจทำให้มีแรงเทขายออกมาได้เหมือน   แต่ “คน” ที่เข้ามาในตลาดคริปโทฯ ทุกวันนี้ มีความเป็นมืออาชีพหรือเป็นนักลงทุนระยะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต่างจากเมื่อ4 ปีหรือ 8 ปีก่อนที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแบบเก็งกำไร และราคาบิทคอยน์มีความผันผวนลดลงเมื่อมูลค่าตลาดคริปโทฯ ใหญ่ขึ้น จากปัจจุบัน 2.6 พันล้านดอลลาร์   ประกอบกับ “ความก้าวหน้าเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว” ไม่ว่าจะเป็น DeFi หรือ Decentralized Finance (Defi) ที่เกิดจากการรวมตัวของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่าง ๆ , Non-Fungible Token (NFT) คือคริปโทฯ ประเภทหนึ่งที่แสดงความเป็น “เจ้าของ” ของสินทรัพย์ เช่น เกมหรือผลงานศิลปิน และล่าสุดเมื่อ เมทาเวิร์ส (Metaverse) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะหลอมหลวมทุกอย่างเข้าด้วยกันบนเทคโลยีบล็อกเชน และทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน

2021-11-07การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จักมหาเศรษฐีหมื่นล้านวัย 27 เจ้าของเหรียญ Ethereum ‘Vitalik Buterin’

Vitalik Buterin คือโปรแกรมเมอร์ชาวรัสเซีย-แคนาดา วัย 27 ปี เขาได้สร้าง Ethereum ในปี 2013 เมื่ออายุ 19 ปี และเปิดตัวขึ้นในปี 2015 และตอนนี้ Buterin มีข้อมูลว่าเขามี Ethereum อยู่ 333,500 เหรียญในกระเป๋า ซึ่งหากคิดมูลค่าตอนนี้เขาจะมีสินทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท!  Buterin เกิดในปี 1994 ในเมือง Kolomna นอกกรุงมอสโก หลังจากนั้นเขาย้ายไปแคนาดากับครอบครัวและเติบโตในโตรอนโต เมื่ออายุได้ 18 ปี Buterin ได้ร่วมก่อตั้งและเขียนบทความให้กับ Bitcoin Magazine กับ Mihai Alisie สื่อสิ่งพิมพ์ที่ครอบคลุมทั้ง Bitcoin และ Cryptocurrencies อื่น ๆ ในปี 2014 เขาได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ Thiel Fellowship ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างโดยมหาเศรษฐี Peter Thiel ซึ่ง “มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับคนหนุ่มสาว ที่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ ๆ แทนที่จะนั่งอยู่ในห้องเรียน” 1 ปีหลังจากจบการศึกษาจาก Stanford University ผู้ประกอบการชาวรัสเซีย-แคนาดาคนนี้และทีมพัฒนาก็ได้เปิดตัว Ethereum ขึ้น  ราคาอีเธอร์เพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่าในปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 375% ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองตามมูลค่าตลาด ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าตลาดของ Bitcoin เล็กน้อย มูลค่ารวมของ Ethereum ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ตาม CoinMarketCap แม้ว่านักลงทุนจะซื้อและขาย Cryptocurrencies หลายพันสกุล แต่ อีเธอร์และบิทอคยน์ก็คิดเป็นเกือบสองในสามของตลาด Crypto ทั่วโลกที่มีมูลค่าทั้งหมดกว่า 2.74 ล้านล้านดอลลาร์  ผู้สนับสนุน Cryptocurrency ใช้เวลาหลายปียืนยันว่า Ethereum, Bitcoin และเหรียญดิจิทัลอื่น ๆ จะสามารถปฏิวัติโลกแห่งการเงิน จนมูลค่าในทุกวันนี้ยืนยันแล้วว่าพวกเขาคิดไม่ผิด  ส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคา Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเหรียญนี้ได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สนับสนุน NFT (เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนกันได้) ซึ่งใช้เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของงานศิลปะดิจิทัล และของสะสมอื่น ๆ ที่เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบได้ที่ไม่เหมือนใครและง่าย และซื้อขายบนบล็อกเชน  Ethereum เหมือนจะเป็นเหรียญที่อนาคตไกลสุด ๆ เพราะหลังจากที่ Metaverse เป็นที่พูดถึงอย่างมาก เนื่องจาก Facebook ปล่อยข่าวว่าตัวเองจะรีแบรนด์ มุ่งเน้นสร้างโลกเสมือนจริง นั่นทำให้ชื่อของ Ethereum กลายมาผู้ท้าชิงในการเป็นผู้นำสกุลเงินดิจิทัลที่จะใช้ในโลก Metaverse ซึ่งทาง Buterin เอง ก็ได้ออกมาประกาศกร้าวว่าจะทำให้ Ethereum เป็นผู้นำของโลก Metaverse ภายใน 5-10 ปี ซึ่งที่ผ่านมา Ethereum ก็เป็นตัวกลางทำให้เกิด Used-case ในวงการคริปโตมากมาย ทำใหเกิดเหรียญใหม่ ๆ มี Smart Contract ต่าง ๆ และเป็นการเก็บสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับโลก Metaverse  การเดินทางของ Buterin ยังอีกยาวไกล และเขาน่าจะพัฒนาอะไร ๆ ที่น่าตื่นเต้นออกมาอีกมากมาย ซึ่งคุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต และพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้จัดการโกดังแห่งหนึ่งเกษียณตัวเอง หลังกำไรเหรียญ SHIB อย่างมหาศาล

ผู้ลงทุนเหรียญมีม Shiba Inu (SHIB) รายหนึ่งได้ทำการเกษียณตัวเองแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้ลงทุนในเหรียญดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยเงินเพียงแค่ไม่กี่พันดอลลาร์เท่านั้น  โดยอ้างอิงจากนิตยสาร Fortune ผู้จัดการคลังสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตอายุ 35 นามว่า Rob เผยว่าเขาได้ลงทุน 8,000 ดอลลาร์ (265,840 บาท) ใน Shiba Inu (SHIB) เมื่อราคาอยู่ที่ประมาณ $0.0000001 ทำให้เขาได้รับเหรียญดังกล่าวมาถึง 800 พันล้านเหรียญ ในเดือนพฤษภาคม เมื่อราคาโทเค็นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่มากกว่า $0.000035 Rob ตัดสินใจได้ถอนเงินบางส่วนจากพอร์ตของเขามาเป็นจำนวน 500,000 (16 ล้านบาท) ดอลลาร์เข้าบัญชีธนาคารของเขา  นาย Rob นั้นยังคงมีเหรียญ SHIB มูลค่ามากกว่า 1 ล้านเหรียญที่ถืออยู่ตอนนี้ หลังจากที่ราคาโทเค็นพุ่งสูงขึ้นในเดือนตุลาคม ด้วยเงินดังกล่าวทำให้เขาลาออกจากงานที่มีค่าจ้างรายปีอยู่ที่ $68,000 และกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกชายของเขา และเข้าร่วมในการอภิปรายออนไลน์เกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SHIB นอกจากนี้เขายังวางแผนที่จะ HODL โทเค็นที่เหลืออยู่ของเขาอีกด้วย  “เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเหรียญ Shiba ยังมีอะไรที่ต้องไขว่คว้าให้สำเร็จอีกมาก” ร็อบกล่าว “ผมจะไม่ขายเหรียญทั้งหมดออกจากพอร์ตของผม”  นาย Rob นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ crypto รุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเศรษฐี ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่นักถือ Bitcoin (BTC) เป็น หลังจากที่ราคา BTC พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2017 โดยในขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ ราคาของ SHIB อยู่ที่ 0.000058 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,799,999,900% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020  ผู้ถือโทเค็นบางรายที่ซื้อเหรียญดังกล่าวเหมือนกับ Rob เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาตอนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีและวาฬรายใหม่ในวงการคริปโต อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือส่วนใหญ่ยังคงเทขายเหรียญดังกล่าวเรื่อย ๆ อาจทำให้ราคาของ SHIB ดิ่งลงเหมือนในเดือนพฤษภาคมอีกก็เป็นได้

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ต้องการให้ชุมชน Shiba Inu เลิกยุ่งกับเขา

Billy Markus นักวิศวะกรซอฟต์แวร์และผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ได้โพสต์ทวีต Twitter บอกกับชุมชนเหรียญ Shiba Inu ให้เลิกยุ่งกับเขา เนื่องจากเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับโปรเจกต์เหรียญมีมตัวใหม่ที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในปัจจุบัน Markus อ้างว่า เขาจำเป็นต้องลบแบบฟอร์มการติดต่อออกจากหน้าเว็บไซต์ของเขา  เนื่องจากมันมีข้อความสแปมจำนวนมากที่ถูกส่งมาจากแฟนคลับของเหรียญ Shiba Inu ผู้ก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ไม่ได้ร่ำรวยจากการเพิ่มขึ้นของราคา แม้ว่าเหรียญ Dogecoin นั้นจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำผู้ร่วมก่อตั้งร่ำรวยขึ้นมาจากเหรียญมีมที่เขาสร้าง ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ Markus เปิดเผยว่าเขาได้ขายเหรียญ Dogecoin ทั้งหมดของเขาไปในปี 2015 เพื่อซื้อ Honda Civic มือสอง หลังจากที่เขาตกงานและประสบปัญหาทางการเงิน อย่างไรก็ตาม  โปรแกรมเมอร์วัย 38 ปียังคงมีส่วนร่วมในชุมชนคริปโตบน Twitter โดยใช้ชื่อว่า “Shibetoshi Nakamoto” แม้จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ในโปรเจกต์แล้วก็ตาม บัญชีของเขามีผู้ติดตามมากกว่า 678,000 คน หนึ่งในนั้นรวมถึงนาย Elon Musk ซีอีโอของ Tesla (NASDAQ:TSLA) ที่มักจะโต้ตอบทวีตกับเขาอยู่บ่อย ๆ เป็นที่สังเกตว่าผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin คนอื่น ๆ อย่างนาย Jackson Palmer นั้นกลับเลือกที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเหรียญ Dogecoin และชุมชน cryptocurrency โดยสมบูรณ์

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

สายคริปโตกังวลภาษี อยากย้ายไปแอปเทรดคริปโตไหนดีที่นี่มีคำตอบ!

เดือนนี้สายคริปโตบ่นกันหนาหูเลยว่า อยากย้าย Exchange อยากเปลี่ยน Exchange!! ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าคุณอยากย้ายก็จงย้าย เพราะมันคงไม่ได้เสียหายอะไรถ้าไปเจอ Exchange ที่ดี ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณต้องหนีเสือปะจระเข้ วันนี้ WikiBit จึงขอเสนอ 5 Exchange คริปโตระดับท็อปของโลก ย้ายไปทั้งทีมีแต่ปังๆๆๆ   1. Exchange: coinbase  Exchange ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในโผนี้ เปิดตัวในปี 2012 ถือใบอนุญาตมากถึง 6 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 2 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีลูกค้ากว่า 68 ล้านคน ในร้อยกว่าประเทศ จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.58/10   2. Exchange: OKEX  Exchange นี้จดทะเบียนในเซเชลส์ เปิดตัวในปี 2017 ถือใบอนุญาตมากถึง 6 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 3 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีลูกค้ากว่า 20 ล้านรายในกว่า 180 ประเทศ จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.34/10   3. Exchange: BINANCE  Exchange กำเนิดขึ้นในประเทศจีน และจดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมน เป็น Exchange ที่นิยมอย่างมากในหมู่คนไทย เปิดตัวในปี 2017 และถือใบอนุญาต 3 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 2 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีวอลุ่มการซื้อขายคริปโตมากที่สุดในโลก จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.16/10   4. Exchange: Bitstamp  Exchange จดทะเบียนในลักเซมเบิร์ก เปิดตัวในปี 2011 เป็น Exchange คริปโตที่มีความเก่าแก่ที่สุดโลก ถือใบอนุญาต 4 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก และทุกใบอนุญาตทุกใบยังอยู่ในสถานะปกติ จัดเป็น Exchange ระดับ AA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.14/10   5. Exchange: UPbit  Exchange จากเกาหลีใต้ ได้ชื่อว่าเป็น Exchange อันดับ 1 ของเอเชีย ถือใบอนุญาต 3 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก และเป็น Exchange เดียวในโผนี้ที่ไห้รับใบอนุญาตจาก กลต. ของไทย จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 8.95/10  บน WikiBit ยังมีข้อมูล Exchange คริปโตอีกมากมายทั่วโลกให้คุณได้ค้นหา ซึ่งมาพร้อมกับบริการตรวจสอบข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-11-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ชาวเน็ตจีนแทบทรุด เทรด Future ติดลบกว่า 5 หมื่นล้านบาท!

ชาวเทรดเดอร์จากประเทศจีนได้แชร์ภาพพอร์ตในการ Short เหรียญ Shib ของตัวเองและกลายเป็นติดลบไปมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท  การเทรดคริปโตนั้นว่ายากแล้ว แต่การเทรดแบบฟิวเจอส์นั้นยากกว่ามาก เพราะมันค่อนข้างผันผวนรุนแรงและการเทรดฟิวเจอส์จะทำให้คุณใจเต้นไป 200 ในทุก ๆ ครั้งได้เลย  และนี้ก็เป็นภาพสุดสยองของการเทรดฟิวเจอร์บน Binance ในคู่เหรียญ Shib/Usdt ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเทรดฟิวเจอส์ถ้าเงินทุนเยอะคงจะดีสินะ เงินทุนหนาล้างพอร์ตยากกว่า หรือเสียนิดหน่อย 100-200 usd ก็คงไม่เป็นไรมาก แต่ถ้าได้เห็นภาพนี้แล้วอาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้  ภาพนี้มีการใข้ทุนวางไว้ที่ราว 1 พันล้านบาทในโหมด Cross (โหมดนี้คือเป็นการรวมเงินในพอร์ตทั้งหมดมาเล่น เพื่อกันพอร์ตแตกยากกว่าโหมด Isolate) ซึ่งจากในรูป Liq อยู่ที่เพียง 0.068 ซึ่งราคาที่เปิดออเดอร์คือ 0.47 หมายความว่าห่างจากจุดพอร์ตแตกไม่ไกลกันมาก อีกทั้งก่อนหน้านี้ Shib เคยทำจุดสูงสุดไปที่ 0.080 นั้นหมายความว่าอาจจะพอร์ตแตกไปแล้ว หรืออาจจะยัง  ถ้าพอร์ตยังไม่แตกก็ดีไป แต่ก็อยากจะถามว่า ถ้าเป็นคุณเงินติดลบขนาดนี้ คุณรับได้หรือเปล่า ?

2021-11-05การวิเคราะห์เชิงลึก

‘บิตคอยน์’ร่วงเกือบ3%เคลื่อนไหวที่ 61,000 ดอลล์

‘บิตคอยน์’ปรับตัวร่วงลง 2.97% เคลื่อนไหวในช่วงเช้าวันนี้ที่ราคา 61,000 ดอลล์ ถือเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องจากวันพฤหัสบดีที่ร่วงลง 52% ราคาบิตคอยน์ เทรดที่เว็บไซต์อินเวสต์ติง ดอท คอม เมื่อเวลา 05.23 น.ของวันนี้ (5พ.ย.)ปรับตัวลง 2.97% เคลื่อนไหวที่ 61,249.8 ดอลลาร์

2021-11-05การวิเคราะห์เชิงลึก

Ethereum เข้าสู่สัปดาห์ภาวะเงินฝืดเป็นสัปดาห์แรก

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แรกที่อุปทานการออกเหรียญบนเครือข่ายของ Ethereum นั้นเริ่มติดลบ นับตั้งแต่ที่มีการนำกลไกการเบิร์นค่าธรรมเนียมมาใช้ Ethereum (EIP-1559) มาใช้บนเครือข่าย ตามข้อมูลของ Watch the Burn พบว่าในช่วง 7 วันที่ผ่านมา มีการ Burn เหรียญ Ethereum บนเครือข่ายไปเป็นจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 100,000 ETH ในขณะที่มี การขุด Ethereum ขึ้นมาเพิ่มเพียง 93,000 ETH ในช่วงเวลาเดียวกัน  ดังนั้นอุปทานการออกเหรียญทั้งหมดของ Ethereum จึงติดลบอยู่ที่ประมาณ 7,000 ETH คิดเป็นเงินประมาณ 14 ล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกับข้อมูลจาก Ultrasound.money ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลของ Ethereum พบว่าในสัปดาห์นี้เพียงสัปดาห์เดียวมีเหรียญ Ethereum ถูก Burn ไปแล้วกว่า 99,796 ETH คิดเป็นมูลค่าราว ๆ 450 ล้านดอลลาร์ โดยกรณีใช้การงานที่ส่งผลให้เกิดการ Burn เหรียญมากที่สุดนั่นมาจากแพลตฟอร์ม Uniswap V2, การโอนเหรียญ Eth และการโอนเหรียญ Tether ( USDT) บนเครือข่าย  ในปัจจุบันอัตราการ Burn ของ Ethereum นั้นอยู่ที่ประมาณ 8 ETH/นาที และมีมูลค่าการ Burn เฉลี่ยของบล็อกเดียวที่สูงกว่า 1 ETH ในขณะที่ Supply ที่เกิดขึ้นใหม่ในแต่ละปีของ Ethereum จะอยู่ที่ 5 ล้าน ETH นั่นหมายความว่าปัจจุบันอัตราการออกเหรียญใหม่นั้นเริ่มเติบโตน้อยอัตรา Burn เหรียญบนเครือข่าย และในที่สุด Ethereum นั้นอาจกลายเป็นสินทรัพย์เงินฝืดอย่างสมบูรณ์

2021-11-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ฝรั่งขอรีวิว ‘ซื้อบิทคอยน์ผ่านตู้ ATM ในไทย’ ทำยังไง มาดู!

วันนี้ WikiBit จะพาไปดูคลิปที่ Youtuber ชาวต่างชาติท่านหนึ่งจากช่อง ‘Frazer Hatyai’ ที่ได้ทำคลิปรีวิวการซื้อบิทคอยน์ผ่านตู้ ATM ในไทย ทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบแบบจัดเต็ม จะเป็นยังไงไปดูกัน! คลิปนี้ถูกโพสต์ขึ้นในปี 2019 ช่วงนั้นบิทคอยน์ยังมีมูลค่าประมาณ 10,000 เหรียญ ฝรั่งในหาดใหญ่คนนี้ได้เล่าว่าการซื้อบิทคอยน์ผ่านตู้ ATM ในไทยนั้นง่ายมาก  Step 1: หา Exchange ในไทยก่อน ซึ่งเจ้าของคลิปแนะนำ Exchange ที่ชื่อว่า BX เพราะเขาให้มันเทรดคริปโตมากว่า 5 ปีแล้ว และที่นี่เปลี่ยนเงินบาทเป็นบิทคอยน์ได้เร็วมาก (ซึ่งตอนนี้ BX ปิดไปแล้ว) จากนั้นก็ลงทะเบียนในเว็บของ Exchange ซะ ซึ่งขั้นตอนนี้คุณต้องกรอกบัญชีธนาคารในไทยของคุณด้วย และรอระบบตรวจสอบ  Step 2: ฝากเงินเข้าบัญชีที่คุณเลือก ซึ่งปกติเราจะทำผ่าน Internet Banking ก็ได้ แต่วันนี้เราจะใช้วิธี ไปที่ตู้ ATM เลย โดยเดินทางไปที่ตู้ ATM ธนาคารที่คุณใช้ที่ใกล้ที่สุด จากนั้นไปกดทำรายการฝากเงินเข้า Exchange ที่คุณเลือก  Step 3: ถ่ายสลิปที่ได้ไปอัปโหลดลงในเว็บของ Exchange ประมาณ 30 นาที-2 ชั่วโมง คุณก็จะมีเงินในบัญชี พร้อมเอาไปซื้อบิทคอยน์ หรือเหรียญคริปโตอื่น ๆ  Step 4: กลับเข้าไปที่เว็บของ Exchange ไปที่ Trading จากนั้นให้เลือกเหรียญที่ต้องการเทรดใน ดูกราฟ ดูแนวโน้มต่าง ๆ แล้วจัดการซื้อขายได้เลย  วิธีนี้เหมือนจะเป็นวิธีที่เชย และไม่ค่อยมีใครทำกันแล้วแหละเนอะ เพราะเกือบทุกคนก็คงมี Internet Banking กันหมดแล้ว แต่สำหรับที่ยังไม่มี หรือไม่สะดวกก็ลองกลับไปใช้วิธีดั้งเดิมที่ตู้ ATM กันได้ ใครอยากดูคลิปเต็ม ตามไปได้ที่ช่อง ‘Frazer Hatyai’ นะจ๊ะ  แล้วกลับมาติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต และพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-11-04การวิเคราะห์เชิงลึก

นักเขียนชื่อดังกล่าว ทำไมเกม NFT ถึงเป็นแชร์ลูกโซ่ ?

นักเขียนสาย IT คริปโทได้ออกมาโพสต์ Facebook พูดเรื่องเกมในวงการคริปโทว่าทำไมมันถึงแชร์ลูกโซ่ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย และอยากให้ทุกคนที่ได้อ่านใช้พิจารณาในการลงทุนและระมัดระวังถึงความเสี่ยงให้ดี   ถ้าปีที่แล้วจนถึงต้นปีนี้เป็นยุคของ DeFi ตอนนี้ก็คงบอกได้ว่าเป็นยุคของ GameFi เรียบร้อยแล้ว เกมผุดมาไม่หยุดทุกวัน ดีบ้างแย่บ้างตามประสา แต่ก็ออกมาเยอะจริง ๆ ผลก็ออกมาหลายรูปแบบ บางคนก็ร่ำรวยกันไปในขณะที่บางคนก็เจ๊งระนาว สาเหตุก็ไม่ต่างอะไรกับยุค DeFi คือน้อยคนนักที่มี “ความเข้าใจในกลไกทางเศรษฐศาสตร์ของตัวโปรดักส์” ซึ่งสำคัญมาก ๆ นะ เพราะตลาดนี้มันเป็น Zero Sum Game มีทั้งคนได้และคนเสีย คำถามคือจะทำยังไงให้เป็นคนได้ไม่ใช่คนเสีย ?  ก็ต้องเข้าใจ “พื้นฐาน” ของสิ่งที่เรากำลังจะเข้าไปเล่นอยู่นั่นเองครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนกว่านั้น แล้วอะไรคือพื้นฐานของเกม NFT ทุกวันนี้หละ ? ความจริงบอกไปหลายรอบแล้วแต่ก็ขอเน้นย้ำอีกทีเพราะน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนว่า พื้นฐานของเกม NFT เป็น “แชร์ลูกโซ่ (Ponzi)” ครับ  ทำไมเกม NFT ถึงเป็นแชร์ลูกโซ่ ?   ถามว่าทำไม ? ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจนิยามของแชร์ลูกโซ่กันก่อน แชร์ลูกโซ่คือ “เงินลงทุนของคนที่มาหลังถูกจ่ายให้เป็นรายได้ของผู้ลงทุนที่มาก่อน” มันถึงเรียกว่าแชร์ลูกโซ่ เพราะตราบใดที่ยังหาคนมาต่อลูกโซ่ได้เรื่อย ๆ ทุกคนที่อยู่ก่อนก็จะยังได้เงินอยู่เรื่อย ๆ แต่พอถึงจุดที่ไม่มีใครมาต่อแล้ว แชร์ลูกโซ่ก็จะแตก คนที่คืนทุนแล้วก็สบายไปแต่คนที่เข้ามาใหม่ก็จ่ายรอบวงนั่นเอง แล้วทำไมเกม NFT ถึงเป็นแชร์ลุกโซ่หละ ? คำถามนี้สามารถตอบได้จากคำถามที่ง่ายกว่า “คิดว่าที่เล่นเกมแล้วได้เงินเนี่ย เงินที่ได้กันเนี่ยมาจากไหน ?”  หากไล่เรียงทำความเข้าใจ สุดท้ายก็จะรู้ว่าเงินพวกนั้นก็มาจากคนที่เข้ามาใหม่เอาเงินมาลงนั่นเอง หรือไม่ก็คนเก่าเอาเงินมาลงเพิ่ม แบบ เล่น Axie แล้วได้ SLP มาขาย คิดว่าใครซื้อ ? ก็คือคนที่จะ Breed สร้าง Axie ตัวใหม่ แล้ว Axie ที่เกิด ๆ มาไปไหน ? ก็เอาไปวางขายให้คนเข้าใหม่ไง ตามนั้น หรือไม่ว่าจะเกมอะไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ทุกตัวเข้าข่าย Ponzi Scheme ทั้งสิ้น เพราะยังไม่มีเกมไหนที่ Generate รายได้จากภายนอกเพื่อ Feed เข้าระบบเลย เป็นการเอาเงินลงทุนจากคนใหม่ไปจ่ายให้คนเก่าทั้งสิ้น ตอนนี้ก็มีบางเกมพยายามสร้างรายได้จากภายนอกอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เสร็จสักตัว จนถึงตอนนี้เล่นมาหลายสิบเกมก็ต้องบอกว่าไ่ม่ว่าจะออกแบบตัวเกมเป็นอย่างไรแต่สุดท้ายทุกตัวก็ตกเป็นแบบเดียวกันหมด ยังไงหากมีเกมไหนที่ Launch แล้วแต่ไม่ได้มีเศรษฐศาสตร์แบบนี้ก็ฝากบอกด้วยครับ อยากลองไปศึกษาเพิ่มดู  ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วก็ต้องเริ่มยอมรับกันว่าเกมที่เรากำลังจะก้าวเข้าไปเนี่ยมันคือแชร์ลูกโซ่นะ ใช่ครับ แชร์ลูกโซ่แบบแม่มณีหรืออะไรที่มีผู้เสียหายมากมายนั่นแหละ ไม่ต่างกัน   เป็นแชร์ลูกโซ่แล้วไงต่อ ?  ถามว่าห้ามเล่นมั้ย ? ก็บอกว่าไม่ แต่ถ้าจะเล่นก็ต้องทำความเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงกันก่อนจะเข้าเล่น “ลุกช้าจ่ายรอบวง” เป็น Concept ของทุกเกมที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้  หากอยากเล่นจริง ๆ ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงกันนะและก็อย่าลืมทำความเข้าใจ Mechanic เบื้องหลังของเศรษฐศาสตร์แบบนี้กันด้วย เพราะถ้าเข้าใจก็ได้เปรียบ แต่ถ้าไม่เข้าใจก็เป็นเหยื่อ ถ้าจะเล่นก็อย่าลงเยอะ อย่า All In ประเมินความเสี่ยงและแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  ด้วยความปรารถนาดี  ฝากไว้ในวันที่ GameFi กลายเป็น Norm ของวงการ

2021-11-04การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
8789
...
142