เจาะทุกมุมในโพสต์เดียว ‘Crypto vs Forex’ เหมือนกันจุดไหน ต่างกันยังไง?

วันนี้เราจะพามาสำรวจโลกการลงทุนแห่งยุค ‘Forex & Crypto’ ว่ามีความคล้าย และแตกต่างกันยังไงบ้าง? แม้กรกระแส Forex ลดลง จากการที่สกุลเงินดิจิทัลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ตลาด Forex ก็ยังถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ดี ตอนนี้เทรดเดอร์หลายคนลังเลว่าควรโฟกัสไปที่ตลาดไหนดี ถ้ายังคิดไม่ออก มาหาคำตอบได้ในบทความนี้  สิ่งที่ตลาด Crypto และ Forex เหมือนกัน  ใครก็ตามที่ต้องการเริ่มต้นซื้อขายจะต้องมีบัญชีซื้อขาย และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก่อน เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต ผู้ที่เข้าใจพื้นฐานของการซื้อขาย Crypto แล้ว จะพบว่าการเปลี่ยนไปใช้การซื้อขาย Forex เป็นเรื่องง่าย และเช่นเดียวกันกับเทรดเดอร์ Forex ที่ต้องการลองซื้อขาย Crypto  ตลาดทั้งสองแห่งถูกกำหนดโดยความสมดุลของอุปสงค์และอุปทาน ราคาจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีเทรดเดอร์ที่ซื้อมากกว่าขาย และราคาจะลดลงเมื่อเทรดเดอร์ขายมากกว่าซื้อ สิ่งนี้ทำให้เทรดเดอร์เปลี่ยนจาก Crypto เป็น Forex ได้ง่ายเนื่องจากตัวบ่งชี้และกราฟมีความคล้ายคลึงกัน    สิ่งที่ตลาด Crypto และตลาด Forex ต่างกัน  1. ความแตกต่างในตราสารที่เปิดให้ซื้อขาย  เทรดเดอร์ Forex มักจะเน้นที่คู่สกุลเงินหลักตามเวลาตลาด แต่ Cryptocurrencies มีมากกว่า 11,000 สกุล การซื้อขาย Crypto ส่วนใหญ่จะซื้อขายใน Bitcoin หรือ Ethereum เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะไปติดตามทุกสกุลเงินดิจิทัล ดังนั้นเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะเลือกแค่เหรียญสองสามเหรียญเพื่อติดตามเท่านั้น  2. สภาพคล่อง  ด้วยปริมาณการซื้อขายที่มากกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2019 ตลาด Forex จึงมีสภาพคล่องสูง ขณะที่ Cryptocurrencies มีมูลค่าตลาดรวมของทั้งหมดน้อยกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ และ Bitcoin กินพื้นที่มากกว่า 45% ของมูลค่าตลาดนี้ ด้วยเหตุนี้สกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ จึงมีการซื้อขายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Bitcoin  3. ความผันผวน  สกุลเงินดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูง ในขณะที่ตลาด Forex มักจะมีเสถียรภาพมากกว่า อาทิ Bitcoin ที่เริ่มต้นปีที่ 29,000 ดอลลาร์และขยับขึ้นไปที่ระดับ 65,000 ดอลลาร์ก่อนที่จะดึงกลับไปที่ 30,000 ดอลลาร์ และดีดตัวขึ้นสู่ 45,000 ดอลลาร์ รวมทั้ง Cryptocurrencies ขนาดเล็กเป็นที่รู้จักกันว่ามีความผันผวนสูงภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งแตกต่างจากตลาด Forex ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในคู่ที่แปลกใหม่ ทำให้การจัดการความเสี่ยงง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับคริปโต  4. ชั่วโมงการซื้อขาย  ตลาด Crypto เปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ และในขณะที่ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้น ทำไมสิ่งนี้จึงสร้างความแตกต่าง?  นักเทรด Forex สามารถใช้เวลาช่วงสุดสัปดาห์อย่างผ่อนคลาย แต่นักเทรดคริปโตมักจะติดต่อกับตลาดเนื่องจากวันหยุดสุดสัปดาห์มักจะเป็นช่วงที่สกุลเงินดิจิทัลเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ เนื่องจากการซื้อขาย Forex นั้นขับเคลื่อนโดยสถาบันขนาดใหญ่ซึ่งนำไปสู่กิจกรรมในตลาด Forex สิ่งนี้แตกต่างอย่างมากจากตลาด Crypto เนื่องจากเหรียญจำนวนมากถูกขับเคลื่อนโดยเทรดเดอร์รายย่อยหรือบริษัทลงทุน Crypto ขนาดเล็ก แทนที่จะเป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้น  5. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย  เนื่องจากตลาดคริปโตยังค่อนข้างใหม่ กฎระเบียบจำนวนมากจึงยังคงได้รับการพัฒนาทั่วโลก นั่นหมายความว่าผู้ค้า Crypto อาจเผชิญกับความเสี่ยงจากคู่สัญญา เช่น การหลอกลวงและการแฮ็ก  ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมการซื้อขาย Forex ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เป็นผลให้การซื้อขาย Forex เผชิญกับความเสี่ยงน้อยลง และการหลอกลวงได้ถูกกำจัดออกไปเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การควบคุมนี้จะมีผลกับการเทรดกับโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้นนะ ซึ่งคุณสามารถไป ตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex อ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูลหมดไส้หมดพุง แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรีด้วยนะ!  แล้วสรุปคุณควรเลือกแบบไหน?  คำตอบคือขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงิน เงินทุนที่มีอยู่ รูปแบบการซื้อขาย และความต้องการในไลฟ์สไตล์ของคุณ สิ่งที่สมเหตุสมผลที่ควรทำคือ ‘ลองทั้งการซื้อขาย Crypto และ Forex’ ด้วยบัญชีขั้นต่ำ เพื่อดูว่าบัญชีใดเหมาะกับคุณที่สุด เพื่อที่จะตัดสินใจเลือกอย่างมีข้อมูล คุณสามารถตัดสินใจซื้อขายทั้งสองตลาดได้หากคุณพร้อม!  สำหรับสายคริปโต แอปพลิเคชัน WikiBit ก็พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรีเช่นกัน!

2021-11-08การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitcoin ฟื้นตัวยืนเหนือ $65,000 ตลาดมีความหวัง

ตลาดคริปโตเริ่มกลับกลายเป็นสีเขียวอีกครั้ง ในวันจันทร์แรกของสัปดาห์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการ หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดคริปโตมีความผันผวนอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากข่าวการประชุมของ Fed ที่ส่งผลทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลดลงถึงระดับ 60,000 ดอลลาร์ ในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาในวันนี้  แม้จะมีความกังวลว่าบางส่วนที่มองว่าราคา Bitcoin จะร่วงลงต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์ แต่วอลุ่มตลาดคริปโตทั้งหมดก็ยังสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์ในวันนี้ อ้างอิงข้อมูลตาม CoinMarketCap Bitcoin พบแนวรับสำคัญที่ระดับ $60,000 หลังจากเผชิญกับการปรับฐานราคาอย่างรุนแรงเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา Bitcoin ก็ได้ค้นพบแนวรับสำคัญที่ประมาณ 60,000 ดอลลาร์  ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ชื่อดัง Michael van de Poppe ได้มีคาดการณ์ว่า ราคา Bitcoin มีแนวโน้มที่ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์เล็กน้อย ก่อนที่ภายหลังจากนั้นมันจะกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นครั้งใหญ่และมุ่งหน้าไปสู่ระดับ 90,000 ดอลลาร์ต่อไป ในขณะที่เขียนรายงานอยู่นี้ Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 65,125 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อ้างอิงข้อมูลจาก Coinmarketcap

2021-11-08การวิเคราะห์เชิงลึก

FBI ออกคำเตือน ! ระวังถูกหลอกให้โอน Bitcoin ผ่านตู้ ATM

เมื่อไม่นานมานี้สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ได้เตือนสาธารณชนว่า ผู้กระทำผิดกำลังใช้ตู้ Bitcoin ATM (BTC) และรหัส QR Code เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ ตามประกาศระบุว่า หน่วยงานได้เห็นเหตุการณ์ที่เพิ่มขึ้นของนักต้มตุ๋นที่หลอกให้เหยื่อไปที่ตู้ Crypto ATM และฝากเงิน โดยใช้รหัส QR Code ที่เชื่อมโยงอยู่กับกระเป๋าเงินดิจิทัลของนักต้มตุ๋น  FBI กล่าวว่า ผู้ไม่หวังดีเหล่านี้ได้เรียกร้องเงินจากเหยื่อของพวกเขาผ่านแผนการฉ้อโกงต่าง ๆ เช่น แผนการแอบอ้างเป็นบุคคลดังผ่านสื่อโซเซียล แผนการหลอกด้วยเสน่ห์หา หรือแผนการหลอกด้วยเงินรางวัลจากลอตเตอรี่ จากนั้นนักต้มตุ๋นจะให้เหยื่อไปที่ตู้ Crypto ATM เพื่อฝากเงิน ซื้อสกุลเงินดิจิทัล และใช้รหัส QR Code ที่ให้มาเพื่อกรอก Address ของผู้รับโดยอัตโนมัติ  บ่อยครั้งที่นักต้มตุ๋นจะสื่อสารกับเหยื่อทางออนไลน์ในขณะที่ดำเนินการและให้คำแนะนำทีละขั้นตอนจนกว่าการชำระเงินจะเสร็จสิ้น“ ”หน่วยงานกล่าวว่า คุณสมบัติของการกระจายอำนาจที่มีอยู่ในสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะกู้เงินคืนให้กับเหยื่อ เนื่องจากเงินที่ถูกขโมยไปส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังต่างประเทศทันที“ ”สิ่งนี้แตกต่างจากการโอนเงินผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมหรือการโอนเงินผ่านวิธีของธนาคาร ที่ต้องใช้เวลา 1 ถึง 2 วันก่อนที่การดำเนินการชำระเงินจะเสร็จสมบูรณ์ ทำให้กระบวนการกู้เงินคืนของผู้บังคับใช้กฎหมายนั้นทำได้ยากมากขึ้นและอาจทำให้มีเหยื่อเป็นจำนวนมากต้องสูญเสียเงินทางการเงิน

2021-11-08การวิเคราะห์เชิงลึก

“จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ชี้ NFT เครื่องมือใหม่ “สร้างเงินในอากาศ”

“กฎของโลกธุรกิจ” ในอนาคตเปลี่ยนไปแล้ว หลังจาก “บล็อกเชน” ซึ่งเป็นอินเทอร์เน็ตเจนเนอร์เรชั่นที่มาดิสรับ “อินเทอร์เน็ต” เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการถ่ายโอนมูลค่าทุกอย่างรอบตัวเราเข้าไปในโลกดิจิทัล โดย “NFT” เป็นเครื่องมือสร้างเงินให้กับธุรกิจในโลกใหม่  สำหรับในโลกดิจิทัล ที่เรียกว่า “โลกยุคใหม่” หรือ “โทเคนไนเซชั่น” และ“โลกเสมือน” จะมาแน่นอนในอีก 10 ปีข้างหน้า และ ในโลกอนาคต “เศรษฐกิจกิจิทัล” ก็จะใหญ่กว่า เศรษฐกิจปัจจุบัน และเงินจะหมุนเร็วขึ้นมากกว่าปัจจุบันมาก  และเมื่ออินฟราสตักเตอร์เทคโนโลยีใหม่ ปกติจะเกิดขึ้นทุก 10 ปี เข้ามาทำให้ทุกวงการทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนเปลง แล้วตอนนี้ “ทุกอุตสาหกรรมเรียลเซ็กเตอร์จะต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง” นั้น  “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” Group CEO ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า ด้วยกฎของธุรกิจที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกยุคใหม่  แน่นอนสิ่งที่เรียกว่า “NFT” หรือ Non-Fungible Token จะเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากในโลกอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า ที่ภาคธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  “NFT” ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ คริปโทเคอเรนซี่ประเภทหนึ่ง เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ ต่อให้มีการก๊อบปี้ไป แต่ต้นฉบับของจริงจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนโทเคน NFT ก็เป็นเหมือนโฉนด เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ชิ้นนี้  “จิรายุส” กล่าวว่า ส่วนตัวชื่นชอบ NFT มาก เนื่องจากมองว่า “ NFT” เป็นเครื่องมือใหม่ที่ไม่ได้เป็นการไปแย่งเงินจากใคร แต่เป็นการ “สร้างเงินในอากาศ” เหมือนเราหยิบเพชรในอากาศ โดยมี NFT เป็นตัวขัดเพรชนั้นให้มีมูลค่าเกิดขึ้นออก โดยที่ไม่มีใครเสียเปรียบหรือได้เปรียบ ทุกฝ่าย WIN-WIN  ตัวอย่างที่เกิดขึ้นชัดเจนแล้วในปัจจุบัน อย่างเช่น บิทคับ ร่วมมือ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ (Miss Universe Thailand 2021) เพื่อออก “NFT Card” โดยมองว่า NFT สามารถต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมบันเทิง เช่น ในสิงคโปร์ที่ใช้ NFT ในลักษณะสัญญาซื้อขายบ้าน รถยนต์ รวมถึงตราสารเครดิต (ใบ L/C) ต่างๆ ที่เป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว (Unique Asset)  ขณะเดียวกันมองว่า NFT สามารถช่วยสร้างอาชีพใหม่ เช่น คนดูโฆษณา คนเล่นเกม หรือคนไปทำกิจกรรมต่างๆ หรือเกิด Use case NFT ในแง่ของการระดมทุนให้กับศิลปิน เช่น การปั้นศิลปินหน้าใหม่ ที่มีแววเป็นซุปตาร์ในอนาคต ก็สามารถออก NFT Card ซึ่งจะมีการเก็งกำไรในชื่อเสียงล่วงหน้า นี่คือจุดเปลี่ยของนวงการเอ็นเทอร์เทนเม้นต์ที่เกิดขึ้นอย่างแน่อน  อีกทั้ง NFT ยังเข้ามาเปฏิวัติวงการเกม และในปีหน้า จะเป็นปีทองของ NFT เกม ที่สามารถซื้อขายเกมไอเทม ข้ามเซิฟเวอร์ ตอนนี้เกมทุกเจ้ามาติดต่อบิทคับ ดังนั้นเมื่อวงการเกม จะเป็นฟรอนเอ็นท์ สิ่งสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่อไป เช่น การเชื่อมกับวงการการเงิน ในระบบหลังบ้าน ก็สามารถปล่อยกู้กับผู้เล่นเกม  และล่าสุด เมตาเวิร์ส (Metaverse) กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักลงทุนและบริษัทต่าง ๆ หลังเฟซบุ๊กประกาศรีแบรนด์ ลุยสร้างเมตาเวิร์ส จริงๆ แล้วตอนนี้โลกเสมือนจริงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายที่ดิน แมว หรือแม้แต่หิน ใครจะเชื่อว่า มูลค่าการซื้อขายหินในโลกเสมือนจริงมีมูลค่ากว่า 33 ล้านบาทหรือ มากกว่าในโลกปัจจุบันแล้ว ดังนั้นหลังจากโลกเสมือนจริงจะมาสร้างการเติบโตให้กับโลก 5-10 ปีข้างหน้า ด้วยอัตราการเติบโตยกกำลังสองทุกๆ สองปี  “ ในโลกยุคอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า NFT จะมาสร้างธุรกิจใหม่ให้กับประเทศไทย ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ส่วนตัวยอมรับตื่นเต้นมากกับ NFT ที่จะเข้ามาปฏิวัติในหลากหลายวงการ หรือแม้แต่ธุรกิจที่เป็นเรียลเซ็กเตอร์ ”  สิ่งที่ทุกคนต้องเจอ คือ “โลกดิจิทัล” จะมาเชื่อมกับ “ โลกเรียลเซ็กเตอร์” และ คนเราจะมีสองชีวิต ใน “โลกความเป็นจริง” และ “โลกเสมือน” สิ่งที่กล่าวมานั้นจะเกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ใช่จิตนาการ ตอนนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วและการเกิดจะเร็วขึ้นอีกหลังจากนี้ด้วย NFT

2021-11-07การวิเคราะห์เชิงลึก

โปรโตคอล DeFi ชื่อดัง bZx ถูกแฮ็ค

bZx ซึ่งเป็นโปรโตคอล DeFi ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้สูญเสียเงิน 55 ล้านดอลลาร์ให้กับแฮ็กเกอร์ที่ไม่รู้จัก โดยพวกเขาอ้างว่าแฮ็คเกอร์รายดังกล่าวนี้สามารถเข้าถึง private key ของพวกเขาได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าได้ไปได้อย่างไร นักแฮ็คถอนเงินออก หลังได้ Private Key ไป bZx ซึ่งเป็นโครงการ DeFi แบบ multi-chain นั้นได้รายงานว่า private key ที่รักษาความปลอดภัยสัญญาอัจฉริยะบน Polygon และ Binance Smart Chain (BSC) ถูกขโมยไป ดูเหมือนว่า private key ที่ควบคุมการปรับใช้ Polygon และ BSC นั้นถูกบุกรุก  ซึ่งทำให้เงินนั้นถูกขโมยไป ทีมงานยืนยันในโพสต์ Twitter หลังจากขโมย pricate key ไปได้แล้ว แฮ็กเกอร์ดังกล่าวก็ได้ทำการระบายทรัพย์สินมูลค่า 55 ล้านดอลลาร์จาก liquidity pool ตามการคาดการณ์ของ Slow Mist ประมาณ 25% ของจำนวนเงินนี้หายไปจาก wallet และส่วนที่เหลือเป็นของผู้ใช้งาน ภายหลังจากนั้นทางทีมงานได้ขอให้ผู้ใช้เพิกถอน permission ออกจาก wallet เพื่อป้องกันการสูญเสียเพิ่มเติม ทีมเสริมว่าสัญญาอัจฉริยะ Ethereum ไม่ได้รับผลกระทบจากการแฮ็ก  เนื่องจาก private key ในการปรับใช้ Ethereum ของ bZx นั้นได้รับการคุ้มครองโดยสัญญาหลายฝ่ายและควบคุมผ่าน DAO ทีมงานยังไม่ได้อธิบายว่าแฮกเกอร์ขโมย private key เพื่อไปควบคุมสัญญา Polygon และ BSC ได้อย่างไร โดยคาดการณ์ว่าพวกเขาจะออกมาเผยรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในอีกไม่นาน เป็นที่น่าสังเกตว่า bZx ถูกโจมตีเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน ต่อมาทางทีมงานอ้างว่าสามารถกู้เงินคืนได้ในขณะนั้น เหตุการณ์เช่นการแฮ็ก bZx ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโครงการที่สร้างบน Binance Smart Chain และ Polygon เนื่องจากทั้งสองเป็นบล็อกเชนที่ใช้ EVM และถูกโจมตีหลายครั้งในปีที่แล้ว

2021-11-07การวิเคราะห์เชิงลึก

“ปรมินทร์ อินโสม” ชี้อนาคต “คริปโทฯ” สิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี

เวลานี้เป็นช่วงเวลา “การรีบาลานซ์” จะเห็นได้ว่าทุกคนพยายามโยกย้ายสินทรัพย์หลากหลายเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น รองรับการมาของเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยหนึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากเรื่อยในปีนี้ คือ “คริปโทเคอเรนซี่”  ปัจจุบันมูลค่าตลาดคริปโทฯ เติบโตอย่างมาก และมาพร้อมกับ ราคาบิตคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีนี้ และปัจจุบันยัง “All Time High” เป็นประวิติศาตร์ ที่ 60,000 ดอลลาร์ แม้จะมีช่วงปรับฐานลง แต่เมื่อมีพัฒนาการใหม่ของตลาดคริปโท ไม่ว่าจะเป็น Defi NFT CBDC หรือล่าสุด Metaverse ทำให้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ“All Time High” อีกครั้งในปัจจุบันอยู่ที่ 61,000 -62,000 ดอลลลาร์ และมองก้าวข้ามโลกการเก็งกำไร ไปสู่โลกอนาคตที่ทุกคนต้องมีคริปโทฯกันแล้ว   แล้วทำไมในโลกอนาคต “คริปโทฯ” จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องมี หนึ่งในกูรูวงการคริปโทฯ “ปรมินทร์ อินโสม” ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัทสตางค์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเว็บเทรด Satang Pro ฉายภาพให้เห็นชัดถึง “10 ประเด็น” ที่สนับสนุนการมาของคริปฯ ที่ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดโอกาสในโลกอนาคต  “10 ประเด็น” คริปโทฯ สิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องในอนาคต ดังนี้   1. ตลาดคริปโทฯ มีฟันไดเมนต์ทัลดีกว่ามากเมื่อเวลาผ่านไป ส่งผลต่อราคาบิทคอยน์จะมีความผันผวนลดลง ปัจจุบันเริ่มสะท้อนได้จากแม้จะมีข่าวใหญ่ๆ ก็ไม่มีผลกระทบเหมือนในอดีต ยกเว้นข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลแต่ละประเทศ อย่างเช่นการแบนคริปโทฯ ของรัฐบาลจีน ปัจจุบันยังส่งผลต่อราคาบิทคอยน์ แต่ผลกระทบต่อราคาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดรับรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   2. สเตรเบิ้ลคอยน์ (Stable coins) สามารถมีบทบาทสำคัญ ทำให้ตลาดคริปโทฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถ้าหาก เทเทอร์ (tether) ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เพราะสามารถมาแทนที่ CBDC ได้นั้น ก็อาจดึงราคาคริปโทฯ ทั้งตลาดลดลงได้  3. การแข่งขันของสัญญาอัจริยะ (Smart contact) ที่เพิ่มขึ้น เป็นเทรนด์ที่รออยู่ข้างหน้า   4. Meme Tokens หรือ Tokens กับชมชุน แม้จะมีพื้นฐานมาจากความสนุกที่ทุกคนชื่นชอบ แต่ก็มีชุมชนในสังคมนี้เป็นจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้ของเหรียฯก็เพิ่มความสนุกและใช้เทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม ต้องติดตามตต่อว่าราคาจะไปต่อถึงจุดไหน   5. สหรัฐ กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อตลาดคริปโทฯ มากที่สุด โดยเฉพาะสินทรัพย์เข้ารหัสแบบรวมศูนย์ หรือ คริปโทฯไมเนอร์   6. ฟิวเจอร์และออฟชั่น จะเป็นตลาดหลักของนักลงทุนระดับมืออาชีพทั่วโลก   7. Decentralized Exchange (DEX) ตลาดการซื้อขายที่ไร้ตัวกลาง จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในอนาคตที่จะเกิดขึ้น   8. เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคริปโทฯ จะเป็นประเด็นของโลกในอนาคต โดยทุกคนจะต้องนำ คริปโทฯ เข้าไปมีส่วนร่วม   9. เมทาเวิร์ส (Metaverse) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่จะรวม “บล็อกเชนและคริปฯ” ทุกอย่างเข้าด้วยกัน และทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนเข้าถึงมากขึ้น ในตอนนี้ “เมทาเวิร์ส” ทำให้ทุกคนมองข้ามการเก็งกำไรบิทคอยน์หรือคริปโตฯไปแล้ว  10.ทางด้านข้อกฎหมายและการกำกับ ยังมีความจำเป็นที่ต้องพิจารณา เพื่อเป็นกลไกปกป้องตลาดคริปโทฯ และนักลงทุนด้วย แม้ว่าในเรื่องของเทคโนโลยีจริงๆจะทำให้ตลาดคริปโทฯ ไปได้ไกลมากแล้วก็ตาม   ขณะที่ คริปโทฯ ในยุคต่อจากนี้ หน้าตาจะเป็นอย่างไรนั้น   “ปรมินทร์” กล่าวว่า ในภาวะที่ “เงินเฟ้อ”มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต ทุกคนจะรีบาลานซ์พอร์ตลงทุน เริ่มกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น ทอง และบิทคอยน์ มากขึ้นอย่างในตอนนี้ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ชัดว่า ถ้าเงินเฟ้อสูง จะมีผลดีต่อราคาบิทคอยน์ หรือไม่ เพราะอาจทำให้มีแรงเทขายออกมาได้เหมือน   แต่ “คน” ที่เข้ามาในตลาดคริปโทฯ ทุกวันนี้ มีความเป็นมืออาชีพหรือเป็นนักลงทุนระยะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต่างจากเมื่อ4 ปีหรือ 8 ปีก่อนที่ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนแบบเก็งกำไร และราคาบิทคอยน์มีความผันผวนลดลงเมื่อมูลค่าตลาดคริปโทฯ ใหญ่ขึ้น จากปัจจุบัน 2.6 พันล้านดอลลาร์   ประกอบกับ “ความก้าวหน้าเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว” ไม่ว่าจะเป็น DeFi หรือ Decentralized Finance (Defi) ที่เกิดจากการรวมตัวของคอมมูนิตี้ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่าง ๆ , Non-Fungible Token (NFT) คือคริปโทฯ ประเภทหนึ่งที่แสดงความเป็น “เจ้าของ” ของสินทรัพย์ เช่น เกมหรือผลงานศิลปิน และล่าสุดเมื่อ เมทาเวิร์ส (Metaverse) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะหลอมหลวมทุกอย่างเข้าด้วยกันบนเทคโลยีบล็อกเชน และทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคน

2021-11-07การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จักมหาเศรษฐีหมื่นล้านวัย 27 เจ้าของเหรียญ Ethereum ‘Vitalik Buterin’

Vitalik Buterin คือโปรแกรมเมอร์ชาวรัสเซีย-แคนาดา วัย 27 ปี เขาได้สร้าง Ethereum ในปี 2013 เมื่ออายุ 19 ปี และเปิดตัวขึ้นในปี 2015 และตอนนี้ Buterin มีข้อมูลว่าเขามี Ethereum อยู่ 333,500 เหรียญในกระเป๋า ซึ่งหากคิดมูลค่าตอนนี้เขาจะมีสินทรัพย์กว่า 5 หมื่นล้านบาท!  Buterin เกิดในปี 1994 ในเมือง Kolomna นอกกรุงมอสโก หลังจากนั้นเขาย้ายไปแคนาดากับครอบครัวและเติบโตในโตรอนโต เมื่ออายุได้ 18 ปี Buterin ได้ร่วมก่อตั้งและเขียนบทความให้กับ Bitcoin Magazine กับ Mihai Alisie สื่อสิ่งพิมพ์ที่ครอบคลุมทั้ง Bitcoin และ Cryptocurrencies อื่น ๆ ในปี 2014 เขาได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของ Thiel Fellowship ซึ่งเป็นโครงการที่สร้างโดยมหาเศรษฐี Peter Thiel ซึ่ง “มอบเงิน 100,000 ดอลลาร์ให้กับคนหนุ่มสาว ที่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ ๆ แทนที่จะนั่งอยู่ในห้องเรียน” 1 ปีหลังจากจบการศึกษาจาก Stanford University ผู้ประกอบการชาวรัสเซีย-แคนาดาคนนี้และทีมพัฒนาก็ได้เปิดตัว Ethereum ขึ้น  ราคาอีเธอร์เพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่าในปี 2564 โดยเพิ่มขึ้น 375% ปัจจุบันสกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองตามมูลค่าตลาด ซึ่งน้อยกว่ามูลค่าตลาดของ Bitcoin เล็กน้อย มูลค่ารวมของ Ethereum ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านดอลลาร์ตาม CoinMarketCap แม้ว่านักลงทุนจะซื้อและขาย Cryptocurrencies หลายพันสกุล แต่ อีเธอร์และบิทอคยน์ก็คิดเป็นเกือบสองในสามของตลาด Crypto ทั่วโลกที่มีมูลค่าทั้งหมดกว่า 2.74 ล้านล้านดอลลาร์  ผู้สนับสนุน Cryptocurrency ใช้เวลาหลายปียืนยันว่า Ethereum, Bitcoin และเหรียญดิจิทัลอื่น ๆ จะสามารถปฏิวัติโลกแห่งการเงิน จนมูลค่าในทุกวันนี้ยืนยันแล้วว่าพวกเขาคิดไม่ผิด  ส่วนหนึ่งที่ทำให้ราคา Ethereum เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะเหรียญนี้ได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สนับสนุน NFT (เหรียญที่ไม่สามารถทดแทนกันได้) ซึ่งใช้เพื่อยืนยันการเป็นเจ้าของงานศิลปะดิจิทัล และของสะสมอื่น ๆ ที่เปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ตรวจสอบได้ที่ไม่เหมือนใครและง่าย และซื้อขายบนบล็อกเชน  Ethereum เหมือนจะเป็นเหรียญที่อนาคตไกลสุด ๆ เพราะหลังจากที่ Metaverse เป็นที่พูดถึงอย่างมาก เนื่องจาก Facebook ปล่อยข่าวว่าตัวเองจะรีแบรนด์ มุ่งเน้นสร้างโลกเสมือนจริง นั่นทำให้ชื่อของ Ethereum กลายมาผู้ท้าชิงในการเป็นผู้นำสกุลเงินดิจิทัลที่จะใช้ในโลก Metaverse ซึ่งทาง Buterin เอง ก็ได้ออกมาประกาศกร้าวว่าจะทำให้ Ethereum เป็นผู้นำของโลก Metaverse ภายใน 5-10 ปี ซึ่งที่ผ่านมา Ethereum ก็เป็นตัวกลางทำให้เกิด Used-case ในวงการคริปโตมากมาย ทำใหเกิดเหรียญใหม่ ๆ มี Smart Contract ต่าง ๆ และเป็นการเก็บสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับโลก Metaverse  การเดินทางของ Buterin ยังอีกยาวไกล และเขาน่าจะพัฒนาอะไร ๆ ที่น่าตื่นเต้นออกมาอีกมากมาย ซึ่งคุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต และพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้จัดการโกดังแห่งหนึ่งเกษียณตัวเอง หลังกำไรเหรียญ SHIB อย่างมหาศาล

ผู้ลงทุนเหรียญมีม Shiba Inu (SHIB) รายหนึ่งได้ทำการเกษียณตัวเองแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้ลงทุนในเหรียญดังกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยเงินเพียงแค่ไม่กี่พันดอลลาร์เท่านั้น  โดยอ้างอิงจากนิตยสาร Fortune ผู้จัดการคลังสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตอายุ 35 นามว่า Rob เผยว่าเขาได้ลงทุน 8,000 ดอลลาร์ (265,840 บาท) ใน Shiba Inu (SHIB) เมื่อราคาอยู่ที่ประมาณ $0.0000001 ทำให้เขาได้รับเหรียญดังกล่าวมาถึง 800 พันล้านเหรียญ ในเดือนพฤษภาคม เมื่อราคาโทเค็นพุ่งสูงขึ้นอย่างมากจนแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่มากกว่า $0.000035 Rob ตัดสินใจได้ถอนเงินบางส่วนจากพอร์ตของเขามาเป็นจำนวน 500,000 (16 ล้านบาท) ดอลลาร์เข้าบัญชีธนาคารของเขา  นาย Rob นั้นยังคงมีเหรียญ SHIB มูลค่ามากกว่า 1 ล้านเหรียญที่ถืออยู่ตอนนี้ หลังจากที่ราคาโทเค็นพุ่งสูงขึ้นในเดือนตุลาคม ด้วยเงินดังกล่าวทำให้เขาลาออกจากงานที่มีค่าจ้างรายปีอยู่ที่ $68,000 และกลับมาอยู่บ้านเพื่อดูแลลูกชายของเขา และเข้าร่วมในการอภิปรายออนไลน์เกี่ยวกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SHIB นอกจากนี้เขายังวางแผนที่จะ HODL โทเค็นที่เหลืออยู่ของเขาอีกด้วย  “เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเหรียญ Shiba ยังมีอะไรที่ต้องไขว่คว้าให้สำเร็จอีกมาก” ร็อบกล่าว “ผมจะไม่ขายเหรียญทั้งหมดออกจากพอร์ตของผม”  นาย Rob นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ crypto รุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการเป็นเศรษฐี ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับที่นักถือ Bitcoin (BTC) เป็น หลังจากที่ราคา BTC พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2017 โดยในขณะที่รายงานข่าวอยู่นี้ ราคาของ SHIB อยู่ที่ 0.000058 ดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 5,799,999,900% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2020  ผู้ถือโทเค็นบางรายที่ซื้อเหรียญดังกล่าวเหมือนกับ Rob เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาตอนนี้กลายเป็นมหาเศรษฐีและวาฬรายใหม่ในวงการคริปโต อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือส่วนใหญ่ยังคงเทขายเหรียญดังกล่าวเรื่อย ๆ อาจทำให้ราคาของ SHIB ดิ่งลงเหมือนในเดือนพฤษภาคมอีกก็เป็นได้

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ต้องการให้ชุมชน Shiba Inu เลิกยุ่งกับเขา

Billy Markus นักวิศวะกรซอฟต์แวร์และผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ได้โพสต์ทวีต Twitter บอกกับชุมชนเหรียญ Shiba Inu ให้เลิกยุ่งกับเขา เนื่องจากเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับโปรเจกต์เหรียญมีมตัวใหม่ที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในปัจจุบัน Markus อ้างว่า เขาจำเป็นต้องลบแบบฟอร์มการติดต่อออกจากหน้าเว็บไซต์ของเขา  เนื่องจากมันมีข้อความสแปมจำนวนมากที่ถูกส่งมาจากแฟนคลับของเหรียญ Shiba Inu ผู้ก่อตั้งเหรียญ Dogecoin ไม่ได้ร่ำรวยจากการเพิ่มขึ้นของราคา แม้ว่าเหรียญ Dogecoin นั้นจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ แต่นั้นก็ไม่ได้ทำผู้ร่วมก่อตั้งร่ำรวยขึ้นมาจากเหรียญมีมที่เขาสร้าง ย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ Markus เปิดเผยว่าเขาได้ขายเหรียญ Dogecoin ทั้งหมดของเขาไปในปี 2015 เพื่อซื้อ Honda Civic มือสอง หลังจากที่เขาตกงานและประสบปัญหาทางการเงิน อย่างไรก็ตาม  โปรแกรมเมอร์วัย 38 ปียังคงมีส่วนร่วมในชุมชนคริปโตบน Twitter โดยใช้ชื่อว่า “Shibetoshi Nakamoto” แม้จะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ ในโปรเจกต์แล้วก็ตาม บัญชีของเขามีผู้ติดตามมากกว่า 678,000 คน หนึ่งในนั้นรวมถึงนาย Elon Musk ซีอีโอของ Tesla (NASDAQ:TSLA) ที่มักจะโต้ตอบทวีตกับเขาอยู่บ่อย ๆ เป็นที่สังเกตว่าผู้ร่วมก่อตั้งเหรียญ Dogecoin คนอื่น ๆ อย่างนาย Jackson Palmer นั้นกลับเลือกที่จะตัดขาดความสัมพันธ์กับเหรียญ Dogecoin และชุมชน cryptocurrency โดยสมบูรณ์

2021-11-06การวิเคราะห์เชิงลึก

สายคริปโตกังวลภาษี อยากย้ายไปแอปเทรดคริปโตไหนดีที่นี่มีคำตอบ!

เดือนนี้สายคริปโตบ่นกันหนาหูเลยว่า อยากย้าย Exchange อยากเปลี่ยน Exchange!! ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าคุณอยากย้ายก็จงย้าย เพราะมันคงไม่ได้เสียหายอะไรถ้าไปเจอ Exchange ที่ดี ดังนั้นเพื่อไม่ให้คุณต้องหนีเสือปะจระเข้ วันนี้ WikiBit จึงขอเสนอ 5 Exchange คริปโตระดับท็อปของโลก ย้ายไปทั้งทีมีแต่ปังๆๆๆ   1. Exchange: coinbase  Exchange ชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในโผนี้ เปิดตัวในปี 2012 ถือใบอนุญาตมากถึง 6 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 2 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีลูกค้ากว่า 68 ล้านคน ในร้อยกว่าประเทศ จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.58/10   2. Exchange: OKEX  Exchange นี้จดทะเบียนในเซเชลส์ เปิดตัวในปี 2017 ถือใบอนุญาตมากถึง 6 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 3 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีลูกค้ากว่า 20 ล้านรายในกว่า 180 ประเทศ จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.34/10   3. Exchange: BINANCE  Exchange กำเนิดขึ้นในประเทศจีน และจดทะเบียนในหมู่เกาะเคย์แมน เป็น Exchange ที่นิยมอย่างมากในหมู่คนไทย เปิดตัวในปี 2017 และถือใบอนุญาต 3 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก (ใบอนุญาต 2 ใบมีการแจ้งเตือนว่าได้ละเมิดสิทธิ์เกินขอบเขตที่กำหนด) มีวอลุ่มการซื้อขายคริปโตมากที่สุดในโลก จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.16/10   4. Exchange: Bitstamp  Exchange จดทะเบียนในลักเซมเบิร์ก เปิดตัวในปี 2011 เป็น Exchange คริปโตที่มีความเก่าแก่ที่สุดโลก ถือใบอนุญาต 4 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก และทุกใบอนุญาตทุกใบยังอยู่ในสถานะปกติ จัดเป็น Exchange ระดับ AA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 9.14/10   5. Exchange: UPbit  Exchange จากเกาหลีใต้ ได้ชื่อว่าเป็น Exchange อันดับ 1 ของเอเชีย ถือใบอนุญาต 3 ใบ จากหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก และเป็น Exchange เดียวในโผนี้ที่ไห้รับใบอนุญาตจาก กลต. ของไทย จัดเป็น Exchange ระดับ AAA บนแอป WikiBit ด้วยคะแนน 8.95/10  บน WikiBit ยังมีข้อมูล Exchange คริปโตอีกมากมายทั่วโลกให้คุณได้ค้นหา ซึ่งมาพร้อมกับบริการตรวจสอบข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-11-05การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
8789
...
142