IMF เตือน Crypto อาจส่งผลกระทบต่อสเถียรภาพการเงินโลก

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ cryptocurrencies อย่างรุนแรง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาโดยกองทุนได้เรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ แบนการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล จนกระทั่งการนำ Bitcoin ไปใช้ล่าสุดของเอลซัลวาดอร์และรวมถึงแผนการทำพันธบัตร Bitcoin ได้ส่งผลทำให้ IMF ได้ออกคำเตือนใหม่ ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ของ Cryptocurrencies ในบล็อกโพสต์ของ IMF ที่ถูกเผยแพร่ไม่กี่วันที่ผ่านมา  ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) เตือนว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ cryptocurrencies ที่มีมูลค่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์นั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญ เช่น “ฟองสบู่ในสภาพแวดล้อมของการประเมินมูลค่าที่ยืดเยื้อ” โดยทาง IMF เน้นย้ำความเสี่ยงนี้โดยการอ้างอิงถึงการเทขาย BTC ของรายย่อยจากข่าวการระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่อย่าง Omicron ที่ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลง 25% จากจุดสูงสุด นอกเหนือจากประเด็นในการพิจารณาการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของ cryptocurrencies แล้ว  ทาง IMF ยังระบุถึงความเสี่ยงร้ายแรงอื่นๆ โดยกล่าวว่าสกุลเงินดิจิตอลนั้นยากสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลในการตรวจสอบและให้การคุ้มครองนักลงทุน เนื่องมาจากการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ออกเหรียญ กองทุนยังระบุถึงปัญหาของกระแสคริปโตที่ระบาดในประเทศกำลังพัฒนาอีกด้วย “ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา การถือกำเนิดของ crypto สามารถเร่งให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ”cryptoization“ – เมื่อสินทรัพย์เหล่านี้แทนที่สกุลเงินในประเทศและหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและข้อห้ามเกี่ยวกับการจัดการด้านบัญชีต่าง ๆ” ความเสี่ยงเหล่านี้รุนแรงขึ้นเนื่องจากขาดความพยายามในระดับสากลในการควบคุมเหรียญเหล่านี้  นอกจากนี้การไม่มีกฎหมายที่เป็นมาตรฐานโลกในการควบคุมมันจะส่งผลทำให้เงินในแต่ละประเทศไหลออกได้ ทำให้มีการกำกับดูแลทำงานในระดับสากล บล็อกโพสต์ของ IMF ได้เสนอองค์ประกอบ 3 ประการสำหรับการพัฒนากรอบการกำกับดูแลระดับโลก ประการแรกคือผู้บริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตที่เป็นประเภทผู้ให้บริการเก็บ, โอน และแลกเปลี่ยนควรถูกกำกับดูแลโดยมีใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย ข้อกำหนดที่สองคือพวกเขาควรได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยในตลาดดั้งเดิม ตัวอย่างเช่น stablecoin นั้นควรที่จะถูกกำกับดูแลในแบบเดียวกับผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของธนาคาร และมีมาตรฐานเดียวกันกับโบรคเกอร์หลักทรัพย์ IMF ตั้งข้อสังเกตว่า “หน่วยงานควรให้ข้อกำหนดที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถาบันการเงินที่มีการควบคุมเกี่ยวกับการเปิดเผยและการมีส่วนร่วมกับ crypto” เป็นข้อกำหนดที่สาม ขั้นตอนเสริมอื่น ๆ คือการปรับปรุงตามมาตรการการจัดการกระแสเงินทุนเพื่อยับยั้งผลกระทบของคริปโต นอกจากนี้ทาง IMF ยังได้กล่าวสรุปว่าพวกเขาจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงาน Financial Stability Board อีกด้วย

2021-12-13การวิเคราะห์เชิงลึก

อยากเป็นวัยรุ่นพันล้าน ทำไงดี ? ลงทุนอย่างไรไม่ให้เสี่ยง

2021-12-12การวิเคราะห์เชิงลึก

อดีตมิสซิสยูนิเวิร์ส พาเหยื่อลงทุนคริปโตฯแจ้งความ เสียหาย 500 ล้าน

วันที่ 27 ตุลาคม 2564 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) นางสาวกันธิชา หรือ ยุ้ย ฉิมศิริ อายุ 37 ปี อดีตมิสซิสยูนิเวิร์ส 2016 พร้อมแอดมินเพจ Chinese Asia Crypto Scams และกลุ่มผู้เสียหายกว่า 10 รายเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สุวรรณ สายยึด พนักงานสอบสวน บช.สอท. หลังถูกหลอกลงทุนเทรดดิจิทัลคริปโตเคอร์เรนซี มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท  แอดมิน “เจนนี่” เจ้าของเพจ Chinese Asia Crypto Scams กล่าวว่า วันนี้พาผู้เสียหายที่ถูกหลอกชักชวนให้ลงทุนผ่านไฮบิทสแกรม ซึ่งจะมีการแชตด้วยภาษาอังกฤษ บอกหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งก็จะมีการโน้มน้าวด้วยผลกำไรต่างๆ โดยเมื่อเริ่มแรกจะมีการชักชวนให้ลงในจำนวนเงินไม่มาก และได้ผลกำไรคืนในเวลาอันสั้น เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเพิ่มเงินลงทุนที่มากขึ้น ก็จะเริ่มมีการสร้างกฎเกณฑ์ในการถอนเงินออกมามากขึ้น เช่นอ้างว่าจะต้องลงทุนเพิ่มเท่านั้นเท่านี้ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อลงทุนเพิ่มอีก ก็จะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาให้ลงทุนเพิ่มไปอีก จนกระทั่งสูญเสียเงินจำนวนมากขึ้น  ในส่วนของเพจที่มีการรวบรวมมาพบมีผู้เสียหายที่ถูกหลอกในอินสตาแกรมแล้วกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท และก็ยังมีเหยื่อถูกหลอกเพื่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้กลุ่มมิจฉาชีพมักจะใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ในการเข้ามาพูดคุยกับเหยื่อ แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนามาหลอกคนไทยโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีคนไทยเป็นนกต่อในการเปิดบัญชีรับโอนเงิน และเป็นคอลเซนเตอร์ในการพูดคุยกับเหยื่อ ส่วนนี้ก็ได้นำหลักฐานเลขบัญชีที่รับโอนเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้แล้ว รวมถึงอยากจะให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามไปยังต้นตอซึ่งมาในรูปแบบเพจ หรือแอพพิเคชั่นต่างๆ มาดำเนินคดีให้ได้เพื่อไม่ได้กลับมาหลอกคนอื่นๆอีก  ด้านนางสาวกันธิชา กล่าวว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น ตนมีการติดต่อมาทางไอจี โดยเริ่มแรกพูดคุยกันปกติ หลังๆ มีการคุยสอนเทรดเงิน BCH ETH BTC และบิทคอยทั่วไปที่นิยมเล่นกัน ครั้งเรกลงทุนไป 1 หมื่นบาทได้กำไรมา 1,400 บาทในเวลาข้ามคืน จากนั้นลงทุนเพิ่มเป็น 120,000 บาท ได้กำไร 120,000 บาท ก็ถอนได้ปกติ ครั้งที่ 3 ลงทุนไป 300,000 บาท ได้กำไร 320,000 บาท ซึ่งมีการชักชวนให้ลงทุนเพิ่มเพื่อจะให้ได้กำไรเพิ่มก็เลยลงเพิ่มไปอีก 500,000 บาท จากนั้นก็มาคอลเซนเตอร์ทักมาให้ลงทุนเพิ่มอีก 50% ซึ่งเงินจะเข้าบัญชีภายใน 3 วัน แต่ปรากฏว่าไม่สามารถถอนเงินได้ แต่มีอีเมล์ส่งกลับมาโดยระบุให้เติมเงินเพิ่ม จึงเริ่มหาข้อมูลและมาทราบว่าถูกหลอก อยากเตือนหลายๆ คนที่ชอบเล่นเฟสบุ๊ก ไอจี หากมีใครมาชักชวนให้ลงทุน เทรดเงิน โดยที่ไม่เคยเห็นหน้าอย่าหลงเชื่อ เพราะอาจจะสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากๆ  ด้านพ.ต.ท.สุวรรณ กล่าวว่า เบื้องต้น หลัง ตำรวจรับเรื่องร้องเรียน จากนี้จะสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด เนื่องจากมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อเรียกเจ้าของบัญชีมาสอบสวน ก่อนจะดำเนินคดีต่อไป  อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคนเป็นคำที่พูดกันมาตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะเรื่องเงิน ถึงผู้อ่านทุกคน อยากเตือนภัยว่าการหลอกลงทุนในปี 2021 นั้นมีเกิดขึ้นเกือบทุกวัน โดยเฉพาะในตลาด Forex และ Crypto ก่อนที่คุณจะลงทุนต้องศึกษาให้ดี เช่น วิธีลงทุน ความเสี่ยง หรือ โบรกเกอร์ที่คุณกำลังเอาเงินไปฝาก ถ้าคุณเทรดได้กำไรดีแค่ไหน แต่ถ้าฝากเงินผิดโบรกเกอร์ยังไงกำไรที่ได้มาเท่ากับศูนย์อยู่ดี ฉะนั้นศึกษา ตรวจสอบ พิจารณาให้ดี แนะนำให้ใช้แอป WikiBit เพื่อดูข้อมูลแอปเทรดคริปโตที่น่าเชื่อถือ ฟรี ดาวน์โหลดเลย

2021-12-12การวิเคราะห์เชิงลึก

วงการแฟชั่นกำลังสั่นสะเทือนเพราะการมาของ NFTs!

กระแสของ Metaverse และ Web 3.0 ได้ลามมาถึงอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลกที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล การออกแบบแฟชั่นแบบดั้งเดิมสามารถเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์สวมใส่เสมือนจริงที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเทคโนโลยีความจริงเสริม (AR) และในชีวิตจริง  Megan Kaspar กรรมการผู้จัดการของ Magnetic Capital และสมาชิกของ Red DAO ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่เน้นด้านแฟชั่น กล่าวว่าเธอเชื่อว่าโทเค็นแฟชั่นดิจิทัล nonfungible หรือ NFT จะเป็นหมวดหมู่ NFT ที่ใหญ่ที่สุดยุคต่อไป  “NFT แฟชั่นดิจิทัลรวมถึงเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องประดับ และอื่น ๆ ที่สามารถสวมใส่ได้เสมือนจริงหรือภายในระบบนิเวศของเกม ปัจจุบันอุปกรณ์สวมใส่ดิจิทัลเหล่านี้กำลังถูกใช้เพื่อการลงทุนและการสะสมเพื่อเก็งกำไร เพื่อสวมอวตารในเกมกระจายอำนาจ สวมใส่ในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และซ้อนทับบนภาพถ่ายและวิดีโอ”  Wear-to-earn กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่น  Kaspar กล่าวเพิ่มเติมว่าโมเดล “wear-to-earn” กำลังจะเติบโตในม AR โดยสังเกตว่านักออกแบบ แบรนด์ และผู้ค้าปลีกจะสร้างเสื้อผ้าเพื่อรองรับตู้เสื้อผ้าดิจิทัล เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค  “แบรนด์ต่าง ๆ จะทำให้ลูกค้าสวมใส่เสื้อผ้าโดยไอเท็มพิเศษหรือ airdropping ชิ้นส่วนแฟชั่นนั้น ๆ ไปยังกระเป๋าเงินเสมือนจริงของพวกเขา ตามรายงานของ Kaspar ห้าง Dolce & Gabbana เครือแฟชั่นสุดหรูของอิตาลีจะเปิดตัว ”D&G Family“ ซึ่งเป็นการดรอป NFT ในชุมชนที่เกิดขึ้นในตลาดที่ดูแลโดย UNXD และ Dolce & Gabbana ก็เพิ่งเปิดตัวคอลเลกชัน NFT ”Collezione Genesi เพื่อเน้นย้ำถึงพลังของอุปกรณ์สวมใส่ metaverse  สัปดาห์ที่ผ่านมาโลกเพิ่งได้สัมผัสแฟชั่นโชว์เสมือนจริง ที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความยั่งยืนและเข้าถึงได้ง่ายกว่า ใน NFT Runway ซึ่งเป็นแฟชั่นโชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟที่ถ่ายทอดสดใน Metaverse พร้อมไอเท็มทางกายภาพเวอร์ชัน NFT ที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้เทคโนโลยี 3DREALtm ที่จดสิทธิบัตร ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมชมสามารถ กระโดดบน รันเวย์เพื่อดูแต่ละรายการในขณะที่บิดอวาตาร์ไปรอบ ๆ เพื่อดูเสื้อผ้าจากทุกมุม  ใครที่เป็นสายแฟชั่นก็ต้องไม่ตกเทรนด์ NFTs นะ เพราะนี่อาจจะเป็นประสบการณ์ใหม่ที่จะกลายมาเป็นกระแสหลักของวงการแฟชั่นเลยก็ได้! กลับมาติเเกาะข่าวสารแบบรวดเร็ว ถึงใจแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-12การวิเคราะห์เชิงลึก

Crypto Predictions: จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกคริปโตปี 2022​

2021 เป็นปีที่ยิ่งใหญ่ของโลก crypto อีกปีนึง หลายสื่อต่างก็คาดว่าโมเมนตัมนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงปีหน้า วันนี้เราจะขอพาทุกคนมาดูการคาดการณ์สิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2022 กันบ้าง โลกคริปโตจะไปในทิศทางไหน ไปดูกัน!   1. NFT เข้าสู่วัฒนธรรมกระแสหลัก  ถึงแม้ NFTs จะมาแรงมากในปี 2021 แต่เราเชื่อว่ามันยังไม่สุด ในมุมมองของเรา มีสองสิ่งที่ทำให้ NFT ยังไม่ถูกใช้ในวงกว้าง อย่างแรกคืออินเทอร์เฟซผู้ใช้ (UI) สำหรับแพลตฟอร์ม NFT จะต้องทำให้คนที่ไม่ได้เล่นคริปโตเข้าถึงได้ เช่น โปรเจ็ค TopShot ของ NBA ซึ่งทำ NFT ที่คนทั่วไปก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย ก้าวที่สองไปสู่การยอมรับอย่างแพร่หลาย คือกรณีการใช้งานที่นอกเหนือไปจากการถือสิ่งของในกระเป๋าเงินดิจิทัล เราเชื่อว่าการออกตั๋วกีฬา คะแนนสะสม และอีสปอร์ตจะกลายเป็น Product ยอดฮิตต่อไปใน NFTs   2. ETH อัปเกรดซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่  ETH จะย้ายออกจากการขุดที่ใช้พลังงานมาก และเพิ่ม Network capacity จากที่ทั้ง Bitcoin และ Ethereum ใช้กลไก Proof-of-Work (PoW) เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อกำหนดหรืองานที่ทำและป้องกันการโจมตีบางประเภท ในปี 2022 Ethereum วางแผนที่จะเปลี่ยนจาก PoW เป็น Proof-of-stake (PoS) ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในวงการเลยทีเดียว เนื่องจาก PoS นั้นใช้ทรัพยากรพลังงานน้อยกว่า PoW มาก เพราะไม่จำเป็นต้องใช้พลังการคำนวณสูง ๆ เพื่อแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์อีกต่อไป อีกทั้งยังมีความปลอดภัย และสามารถใช้กับระบบขนาดใหญ่ที่มีธุรกรรมจำนวนมากได้ดีกว่าแบบเดิม โดยแทนที่จะแข่งกันแก้โจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน สมาชิกในเครือข่ายจะประมวลผลธุรกรรมอย่างปลอดภัยโดยการเดิมพันว่า Block ไหนจะเป็น Block ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ และถ้าเดาถูกก็จะได้รางวัลเป็นผลตอบแทนไป ส่วนถ้าเดาผิดก็จะได้รับการลงโทษเช่นกัน ข้อเสียเปรียบหลักประการหนึ่งของการอัพเกรดคือ การขุด Ethereum จะไม่สร้างผลกำไรอีกต่อไป   3. บิทคอยน์จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง  BTC ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องใน โดยเฉพาะการยอมรับของสถาบันในวงกว้าง เนื่องจากประเทศในตลาดเกิดใหม่อาจประกาศ BTC เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ดังเช่น El Salvador ในขณะที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้างเติบโตขึ้น เราคาดว่าบริษัทจำนวนมากขึ้นจะนำ Bitcoin มาใช้เป็นสินทรัพย์ในงบดุลและตัวสร้างรายได้ที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเหมือง จากหลักฐานของเอลซัลวาดอร์ ประเทศตลาดเกิดใหม่บางแห่งอาจพบว่า Bitcoin มีประโยชน์ในฐานะเครื่องมือทางการเงิน และเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ในการหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบจากการพึ่งพา IMF หรือธนาคารโลกเพียงอย่างเดียวในการช่วยเหลือด้านหนี้   4. ธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตจะเปิดตัวมากขึ้น  ในปี 2022 ธุรกิจที่เน้นเรื่องคริปโตจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ดูจากแนวโน้มที่ของบริษัทจดทะเบียนใหม่ในปี 2021 พบว่ามีธุรกิจที่หลากหลายที่บริษัทคริปโตสามารถเข้าร่วมได้ ตั้งแต่ Exchange ไปจนถึง ผู้ขุดสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ตลาด crypto เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าตลาดจะเติบโตด้วยบริษัทใหม่ ๆ และพวกเขาน่าจะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้   5. บิทคอยน์เป็นตัวเร่งในการนำพลังงานสีเขียวมาใช้  ความกังวลเกี่ยวกับการใช้พลังงานในการขุด Bitcoin ยังเป็นพี่ถกเถียงต่อไป เราเชื่อว่านักขุดคริปโตจะเป็นผู้นำในด้านการนำพลังงานสีเขียวมาใช้ โดย Riot Blockchain ซึ่งเป็นบริษัทขุด Bitcoin ชั้นนำของสหรัฐ ได้เป็นผู้สนับสนุนในอุตสาหกรรมการขุด Bitcoin อย่างดุเดือด เป็นแรงผลักดันให้เกิดผลดีในการสนทนาเกี่ยวกับการใช้พลังงานที่ยั่งยืน Stronghold Digital Mining ซึ่งจดทะเบียนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 เป็นอีกหนึ่งบริษัทขุด Bitcoin ที่เน้นพลังงานสีเขียว เราคาดว่าบริษัทขุดคริปโตจะเน้นความยั่งยืน และจะยังคงขยายส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองต่อไป  ทิศทางของโลกคริปโตจะเป็นไปอย่างที่คาดการณ์หรือไม่? 2022 จะเป็นยังไง? มาเกาะข่าวสารแบบรวดเร็ว ถึงใจแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  [ขอบคุณข้อมูลจาก: vaneck.com]

2021-12-12การวิเคราะห์เชิงลึก

Dogecoin และ Shiba ยังคงเป็นเหรียญสายสุนัขที่ทรงพลังที่สุดในโลกคริปโต

พีอาร์ (PR) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในโลกของคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) ที่มีนักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากพยายามที่จะเป็นคนรวยที่ยิ่งใหญ่คนต่อไป แม้กระทั่งยอมลงทุนกับสกุลเงินรูปสุนัขตัวท็อป ก็สามารถเป็นกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้ในปีที่ผ่านมา การประชาสัมพันธ์ที่ดีสามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของโทเค็นใดๆ ก็ได้ แม้ว่าเหรียญนั้นๆ จะดูไม่น่าจะมีอะไรเลยก็ตาม  เมื่อพูดถึงการพีอาร์ในโลกคริปโตฯ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย ผู้คนจะหันไปหาคนๆ เดียวกัน จะมีใครที่เก่งเรื่องพีอาร์และสามารถ “ชี้นกเป็นนกชี้หมาเป็นมูลค่า” ได้เก่งเท่านายอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เทสลาอีก นอกจากบทความผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และผู้สร้างกระสวยอวกาศ เขายังเป็นฝ่ายสนับสนุนการใช้สกุลเงินดิจิทัลอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อมีคนไปถามเขาว่าคิดยังไงที่ภาครัฐพยายามเข้าไปยุ่งย่ามกับสกุลเงินดิจิทัล เขาก็ตอบกลับมาสั้นๆ ทันทีว่า “ปล่อยให้มันเป็นไป”  หากพูดถึงการพีอาร์ ที่มารวมกับอีลอน มัสก์ วีรกรรมที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเขาดีก็คือเขาเป็นคนที่สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล “โดจคอยน์” (DOGE) เป็นอย่างมากในตอนแรก เหรียญตัวนี้เกิดมาในฐานะสกุลเงินล้อบิทคอยน์ แต่ก็สามารถอยู่มาได้ด้วยฐานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าตัวผู้สร้างเหรียญเองจะทิ้งโดจคอยน์ของตัวเองไปแล้ว แต่อีลอน มัสก์ กลับโอบอุ้มมันขึ้นมา และพยายามที่จะสร้างอนาคตให้กับมัน  มาร์ก ทเวน นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงเคยเขียนคำคมเอาไว้ว่า “อารมณ์ขัน คือพรอันประเสริฐสุดของมนุษยชาติ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อบิทคอยน์เกิดขึ้นมาแล้วในปี 2009 ในปี 2013 วิศวกรซอฟต์แวร์สองคนนามบิลลี่ มาร์คัส และแจ็คสัน พาล์มเมอร์ จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลอย่างโดจคอยน์ขึ้นมาเพื่อล้อเลียนบ้าง ถ้าหากบิทคอยน์มีผู้สร้างเป็น “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขา/กลุ่มคนนี้เป็นใคร งั้นมาร์คัสก็จะขาเรียกตัวเองว่าเป็น “ชิบะโตชิ นากาโมโตะ”  กลับมาที่อีลอน มัสก์ ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่มีหน้ากากอยู่หลายหน้ามาก การสร้างกระแสของเขาในแต่ละวงการ บางคนก็มองว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์ จากความสำเร็จในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา บางคนก็มองว่านี่คือคนบ้า จากการเข้าไปอุ้มเหรียญอย่างโดจคอยน์ ที่มีมูลค่าจากเพียงความขำขันของผู้คน แต่ด้วยความสามารถในการพีอาร์ของเขา ต้องยอมรับว่าเขาคือคนที่ทำให้โดจคอยน์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในระยะหลังๆ ที่วงการคริปโตฯ เติบโตไปอย่างรวดเร็ว  ที่มา: India Today  นอกจากอีลอน มัสก์จะรักในโดจคอยน์แล้ว เขายังปกป้องมันราวกับลูก พร้อมซัดทุกคนที่เข้ามาต่อว่าโดจคอยน์ ในขณะเดียวกันเขาก็ให้ทุนสำหรับนักพัฒนาไปจัดการเปลี่ยนแปลงบล็อกเชนของโดจคอยน์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น อีลอน มัสก์วางแผนถึงขนาดว่าจะให้โดจคอยน์ขึ้งมาแทนที่บิทคอยน์เลยทีเดียวในแง่ของค่าธรรมเนียมและการทำธุรกรรมที่ไวกว่า  ที่มา: Twitter  ในเดือนกันยายนปี 2021 อีลอน มักส์ ได้โปรโมทโดจคอยน์ผ่านสุนัขของเขาที่มีชื่อว่า “Floki” ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ก็มีสกุลเงินดิจิทัลมากกว่าร้อยเหรียญ ที่มีสัญลักษณ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกับสุนัขชิบะ อินุ (อ้างอิงจาก CoinMarketCap) เกิดขึ้นมากมาย จนเรียกได้ว่าตอนนี้หากนึกถึงสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ ก็จะต้องนึกถึงวงการสกุลเงินดิจิทัลด้วย ถึงกระนั้นโดจคอยน์ก็ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อนึกถึงสุนัขชิบะ อินุอยู่ดี ในวันที่ 5 ธันวาคม ตอนนี้โลกของเรามีสกุลเงินดิจิทัลรวมแล้วทั้งหมด 15,189 เหรียญ โดจคอยน์เป็นสกุลเงินในลำดับที่ 11 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดทั้งหมด $21,560 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ที่ $0.1654  ที่มา: CoinMarketCap  กราฟรูปนี้แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่โดจคอยน์ปรับตัวขึ้นจากระดับราคา $0.00020 ในปี 2013 ขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ $0.6848 ในวันที่ 6 พฤษภาคมปี 2021 ถ้าหากลงทุนด้วยเงิน $100 ในปี 2013 ปัจจุบันเงินนั้นจะมีมูลค่ามากกว่า $340,000 (คำนวณจากจุดสูงสุดตลอดกาล)  สิ่งที่อีลอน มัสก์ ทำให้กับโดจคอยน์ นอกจากจะนำพาความรุ่งเรืองกลับมาสู่โดจคอยน์แล้ว ยังทำให้สกุลเงินดิจิทัลที่เป็นสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุเกิดขึ้นมากมาย และหนึ่งในสกุลเงินเงินดิจิทัลที่มีความเกี่ยวข้องกับสุนัขพันธุ์นี้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเหรียญที่มีชื่อว่า ชิบะ อินุ (SHIB) เหรียญตัวนี้ได้รับความนิยมจนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 13 ไม่ห่างจากโดจคอยน์เท่าไหร่ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม เหรียญชิบะ อินุมีมูลค่าหลักทรัพย์ทั้งหมดมากกว่า $18,520 เหรียญ มีราคาซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ $0.000034  ที่มา: CoinMarketCap  ความเสี่ยงในการลงทุนกับเหรียญสุนัขทั้งสอง  ถึงแม้ว่าจะมีสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างออกมาโดยใช้สุนัขพันธุ์ชิบะ อินุเป็นสัญลักษณ์ แต่ในบรรดาเหรียญเหล่านั้นทั้งหมด กลับมีเพียงโดจคอยน์และชิบะ อินุเท่านั้นที่โดดเด่น ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดที่เกิน $40,000 ล้านเหรียญไปแล้ว คงจะพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าเหรียญทั้งสองมาไกลเกินกว่าจะเป็นแค่การล้อเลียนของวงการ  อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสกุลเงินทั้งสอง (อันที่จริงต้องบอกว่าสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลทั้งวงการ) ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพราะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเป็นคนที่ลงทุน $100 ในวันนั้นแล้วกลายมาเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้ จงอย่าลงทุนด้วยเงินที่เกินตัว และมีโอกาสที่จะพาทั้งชีวิตเข้าสู่วังวนแห่งการล้มละลาย  ถึงแม้ว่าสุนัขในชีวิตจริงจะเป็นเพื่อนที่ดี และซื่อสัตย์ที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับสุนัขสกุลเงินดิจิทัลแล้ว หากไม่ระวัง มันก็อาจจะแว้งกลับมากัดมือคุณได้เสมอ  Dogecoin และ Shiba Inu ยังคงเป็นเหรียญดิจิทัลสายสุนัขที่ทรงพลังที่สุดในโลกคริปโต

2021-12-11การวิเคราะห์เชิงลึก

Binance กำลังเจรจากับธนาคารของอินโดนีเซียเพื่อจัดตั้งเว็บเทรด Crypto

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีรายงานว่า Binance กำลังเจรจากับ PT Bank Central Asia และ PT Telkom ของอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งกระดานแลกเปลี่ยน Crypto ในประเทศ อ้างอิงตามรายงานของ Bloomberg PT Bank Central Asia เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของอินโดนีเซียและเป็นเจ้าของโดยครอบครัวเศรษฐีพันล้านสองพี่น้อง Robert Budi Hartono  และ Michael Bambang Hartono ส่วน PT Telkom Indonesia นั้นเป็นหนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และเป็นบริษัทที่รัฐบาลของประเทศถือหุ้นไว้มากกว่าครึ่งหนึ่ง Yahoo Finance เปิดเผยว่า ทั้ง PT Bank Central Asia และ PT Telkom Indonesia เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 63,000 ล้านดอลลาร์และ 28,000 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ธนาคารอาจให้ความร่วมมือกับ Binance ผ่านทางหน่วยงานของตน ซึ่งหนึ่งในแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้บอกกับ Bloomberg ว่า การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและเงื่อนไขของข้อตกลงนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

2021-12-11การวิเคราะห์เชิงลึก

Ethereum กำลังจะมีการการอัพเกรดครั้งสำคัญในสัปดาห์นี้

Arrow Glacier เป็นการอัพเกรดเป็นเครือข่าย Ethereum ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 นี้การอัพเกรดที่กำลังจะเกิดขึ้น  การอัพเกรดนี้เป็นการผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “Difficulty Bomb” ซึ่งอาจทำให้การขุดบน Ethereum นั้นช้าลงหรืออาจจะหยุดนิ่ง โดย Tim Beiko ซึ่งเป็นผู้ประสานงานสำหรับนักพัฒนาโปรโตคอลของ Ethereum กล่าวกับ CNBC Make It ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นักพัฒนาหวังว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยน Ethereum จากการทำงานในแบบ Proof-of-Work ไปเป็น Proof-of-Stake ได้อย่างสมบูรณ์และไร้ปัญหา  Beiko กล่าวเสริมว่า “หลังจากการอัพเกรดดังกล่าว มันจะไม่มี ระเบิด(Bomb) บนเครือข่ายอีกต่อไป” โดยการอัพเกรด Arrow Glacier นี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนแต่จะส่งผลต่อการอัพเกรดไปสู่ Ethereum 2.0 ในอนาคต  อัพเกรดเพื่อรองรับการมาถึงของ Ethereum 2.0 เพื่อให้เข้าใจใน “Difficulty Bomb” คุณควรทราบเกี่ยวกับ Ethereum 2.0 หรือ Eth2 ก่อน ปัจจุบัน Ethereum นั้นดำเนินงานในรูปแบบของ Proof-of-Work ซึ่งนักขุดจะต้องแข่งขันกันเพื่อไขปริศนาที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม แต่รูปแบบการทำงานแบบนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลเป็นอย่างมาก  และในปี 2565 ที่กำลังจะมาถึง นักพัฒนาของ Ethereum ก็ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้การทำงานในรูปแบบ Proof-of-Stake ซึ่งผู้ใช้สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมตามจำนวนเหรียญที่มีการถืออยู่เท่านั้นและมันจะเข้ามาแทนที่การใช้คอมพิวเตอร์ในการขุดซึ่งใช้พลังงานสูงมากในปัจจุบัน Ethereum 2.0 จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งเครือข่าย เพราะมันจะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน Ethereum และทำให้การขุดกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยและจะหายไปจากระบบในที่สุด  นักพัฒนาจึงวางแผนที่จะแนะนำ “Difficulty Bomb” เพื่อกระตุ้นให้เหล่านักขุดนั้นเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบ Proof-of-Stake เพราะ Difficulty Bomb นั้นจะทำให้การทำงานแบบ Proof-of-Work นั้นทำได้ยากขึ้นอย่างมหาศาล การหน่วงเวลา ของ“ระเบิด” จะทำให้นักพัฒนามีเวลามากขึ้นในการทำงานเกี่ยวกับ Ethereum 2.0 ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น  เป้าหมายของ Ethereum 2.0 คือการทำให้ Ethereum นั้นสามารถปรับขนาดได้ รวมไปถึงการยกระดับความปลอดภัยและทำให้เครือข่ายยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานในรูปแบบ Proof-of-Stake ก็จะไม่ต้องใช้พลังงานในปริมาณที่สูงมากในการตรวจสอบธุรกรรมซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ Ethereum ได้ถึง 99% ผู้คนและนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนไปใช้ Ethereum 2.0 นั้นจะส่งผลกระทบต่อราคาของ ETH เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มันยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะอัพเกรดไปสู่ Ethereum 2.0 ได้อย่างสมบูรณ์

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก

คริปโตเคอเรนซี่ เล่นยังไง ให้ได้ผลกำไร วันนี้เรามีคำตอบ

การเทรดเหรียญ คริปโตเคอเรนซี่ จะเล่นยังไงให้ได้กำไร? ปัจจุบันนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเหรียญคริปโตด้วยวิธีการเก็งกำไร ซึ่งความผันผวนของราคาเหรียญสกุลต่างๆ นี้เองเป็นจุดที่สร้างผลกำไร-ขาดทุน แต่สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เพื่อใช้วิเคราะห์การหาจังหวะเข้าซื้อ-ขายเหรียญจึงหนีไม่พ้นปัจจัยมีผลต่อราคาซื้อ-ขายเหรียญคริปโต ได้แก่  อุปทาน  เหรียญคริปโตแต่ละเหรียญมีความแตกต่างเฉพาะตัว มีโครงสร้างระบบของเหรียญที่แตกต่างกัน คริปโตเคอเรนซี่สกุลหนึ่งและอัตราที่ปล่อย เสียหรือทำลายเหรียญจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาตลาด พูดง่ายๆ ก็คือ เหรียญหายากหรือหาง่ายก็จะมีผลต่อราคาซื้อ-ขายด้วย  ชื่อเสียงของเหรียญ  เช่นเดียวกันกับหุ้น ที่หากบริษัทมีชื่อเสียงที่ดีหรือมีข่าวดีราคาของหุ้นก็จะขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการติดตามข่าวสารของเหรียญสกุลต่างๆ เหรียญที่มีข่าวดี ก็จะทำให้เหรียญสกุลดังกล่าวเป็นที่ต้องการ เป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนในการเก็งกำไรด้วยนั่นเอง  เหตุการณ์สำคัญ  เหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับเปรียญสกุลใดสกุลหนึ่งย่อมส่งผลต่อราคาซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเหรียญสกุลนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เช่น การรั่วไหลด้านความปลอดภัย, ข่าวด่วน หรือ ICO (การระดมทุนผ่านเหรียญดิจิทัล) เป็นต้น  การใช้งานของเหรียญและโครงสร้างพื้นฐาน  ทำไม ETH จึงกลายมาเป็นเหรียญอันดับสองของโลกที่นักลงทุนให้ความสนใจ นั่นก็เพราะแพลทฟอร์ม Ethereum ที่มีความมั่นคงและนิยมใช้งานกันเป็นอันดับต้นๆ นั่นเอง ยิ่งคริปโตเคอเรนซี่สามารถนำมาใช้กับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่มากๆ ได้ เหรียญคริปโตสกุลนั้นก็จะมีความต้องการมากขึ้นและสามารถเพิ่มมูลค่าของคริปโตเคอเรนซี่ได้นั่นเอง  และแน่นอนว่าการลงทุนไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ชนิดใดย่อมมีความเสี่ยง แม้กระทั่ง ทอง ที่เป็น Safe Heaven ของการลงทุนเอง ซึ่งการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนล้วนมาจากความรู้ ความเข้าใจของนักลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์นั้นๆ หากคุณมีความเข้าใจในการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมากเพียงพอ รู้วิธีวิเคราะห์ และเลือกลงทุนผ่านแพลทฟอร์มที่ปลอดภัยได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ เพียงแค่เอาชื่อไปค้นหาในแอป WikiBit แอปที่พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวมถึงแหล่งรวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน และยังสามารถดาวน์โหลดได้แบบ ฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนก็จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงภายในกรอบที่ตัวเองรับได้ ได้อย่างแน่นอน ฟันธง!!

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้ก่อตั้งบริษัท Coinasset ชี้แจงถึงเหรียญ Jfin Coin ที่หายไป

ตัวแทนผู้เสียหายที่เคยลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกับบริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมผู้ก่อตั้งบริษัท Coinasset ได้โร่แจ้งรายการ ‘สถานีประชาชนไทยพีบีเอส’ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมเพื่อชี้แจงถึงกรณีของเหรียญ Jfin ของกลางที่หายจำนวนกว่า 700,000 เหรียญ ตัวแทนผู้เสียหายตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากแต่ละคนได้รับอีเมล์ จากบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่งที่เข้ามาเป็นคนกลางเพื่อคืนสินทรัพย์ดิจิทัล นับตั้งแต่บริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ปิดตัวลงไปไปเมื่อปี 2562 ก็ได้ให้แต่ละคนต้องแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของเหรียญ  ผู้เสียหายรายนี้กล่าวว่า เขาได้ส่งหลักฐานต่างๆและยืนยันตัวตน ส่งไปตามที่บริษัทกฎหมายแจ้งหลังจากดำเนินการเสร็จแล้วกลับไม่ได้รับเงินสินทรัพย์คืน จนกระทั่งต่อมาทราบว่าเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาบริษัทกฎหมายดังกล่าวประกาศยุติบทบาทการเข้ามาดูแลสินทรัพย์ดังกล่าว ทำให้ตัวแทนผู้เสียหายรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ข้อความบางส่วนที่ตัดตอนมาจากคำพูดของผู้เสียหายเล่าว่า : บริษัทกฎหมายได้มีการปฏิเสธการขอรับสินทรัพย์ของผมคืน และได้มีการบอกว่าเหรียญทั้งหมดบริษัทได้ขอคิดเป็นค่าบริการที่เขาดูแล ผมก็เลยบอกว่าคุณจะคิดค่าบริการจากสินทรัพย์ในส่วนตรงนี้ไม่ได้ เพราะสินทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในคู่สัญญาของคุณ  คุณไปสัญญากับทางคอยน์ แอสเซทเองว่าคุณจะดูแลเหรียญไว้เพื่อคืนให้กับเจ้าของตัวจริง แต่สุดท้ายคุณไม่ได้คืนมาที่เรา และกลับนำไปหักเป็นค่าบริการ ทางด้านนาย ศิวนัส ยามดี อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ได้ออกมายอมรับในความผิดพลาดในอดีตและเล่าถึงสาเหตุที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2562 เนื่องจากมีปัญหาภายในบริษัทและส่งผลให้ไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือก.ล.ต ด้วยเหตุนี้ทาง ก.ล.ต จึงได้สั่งให้บริษัทคอยน์ แอสเซทคืนสินทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุน ต่อมามีลูกค้ากล่าวว่ายังไม่ได้สินทรัพย์คืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินทรัพย์ที่ลูกค้าไม่ได้รับคืนเยอะที่สุดนั่นก็คือเหรียญ Jfin Token  ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเดินเรื่องฟ้องร้องบริษัท จนกระทั่งเมื่อปี 2563 บริษัทสามารถติดตามเหรียญดิจิทัลคืนมาได้ประมาณ 2 ล้านกว่าเหรียญโทเค็นและได้คืนกันในชั้นศาลโดยส่งมอบให้ทางบริษัทกฎหมายซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 รับหน้าที่ดูแลและดำเนินการส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่ทว่าล่าสุดกลับทราบว่า ผู้เสียหายบางส่วนยังไม่ได้รับสินทรัพย์ดังกล่าวคืนจึงขอคำชี้แจงจากบริษัทกฎหมายดังกล่าว และทราบภายหลังว่าได้มีการหักค่าดำเนินการหรือค่าบำเหน็จจากของกลางร้อยละ 10 ทุกเดือน ทั้งนี้นาย ศิวนัส ยามดีได้ออกมากล่าวชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวในระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการสถานีประชาชนไทยพีบีเอสว่า : ในสัญญาที่ผมไปคุยกับฝ่ายกฎหมายทุกคนมันไม่ชัดเจนเลย ทนายบางคนยังบอกว่ามันเป็นโมฆะด้วยซ้ำเพราะมันคือสัญญาประนีประนอมไม่ใช่สัญญาจ้างเรื่องแรก  เรื่องที่สองคือต่อให้มันเป็นสัญญาจ้างก็จริง คู่สัญญาก็คือผมกับบริษัทกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงต้องมาวางบิลมาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับผม และไม่มีสิทธิ์ไปหักเงินของกลาง เบื้องต้นทีมข่าวสถานีประชาชนไทยพีบีเอสได้ประสานไปยังตัวแทนบริษัทกฎหมายที่เข้ามาเป็นคนกลางในการคืนสินทรัพย์ดังกล่าวให้กับผู้เสียหายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทเล่าว่าได้มีการคืนสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับผู้เสียหายที่มีหลักฐานชัดเจนไปแล้วกว่า 20 คนและอ้างว่าเหรียญที่ได้รับมานั้นไม่เพียงพอที่จะคืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด ส่วนการเรียกเก็บค่าดำเนินการบริษัทกฎหมายอ้างว่าเขามีสิทธิ์หักค่าบำเหน็จสินจ้างร้อยละ 10 ทุกเดือน เพราะติดต่อไปยังทางนายศิวนัสไม่ได้ สุดท้ายนี้เราจะคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นในบ้านเรา

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7678
...
142