สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

Dogecoin และ Shiba ยังคงเป็นเหรียญสายสุนัขที่ทรงพลังที่สุดในโลกคริปโต

พีอาร์ (PR) เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในโลกของคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) ที่มีนักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากพยายามที่จะเป็นคนรวยที่ยิ่งใหญ่คนต่อไป แม้กระทั่งยอมลงทุนกับสกุลเงินรูปสุนัขตัวท็อป ก็สามารถเป็นกลยุทธ์ที่ทำกำไรได้ในปีที่ผ่านมา การประชาสัมพันธ์ที่ดีสามารถช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของโทเค็นใดๆ ก็ได้ แม้ว่าเหรียญนั้นๆ จะดูไม่น่าจะมีอะไรเลยก็ตาม  เมื่อพูดถึงการพีอาร์ในโลกคริปโตฯ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย ผู้คนจะหันไปหาคนๆ เดียวกัน จะมีใครที่เก่งเรื่องพีอาร์และสามารถ “ชี้นกเป็นนกชี้หมาเป็นมูลค่า” ได้เก่งเท่านายอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เทสลาอีก นอกจากบทความผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และผู้สร้างกระสวยอวกาศ เขายังเป็นฝ่ายสนับสนุนการใช้สกุลเงินดิจิทัลอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อมีคนไปถามเขาว่าคิดยังไงที่ภาครัฐพยายามเข้าไปยุ่งย่ามกับสกุลเงินดิจิทัล เขาก็ตอบกลับมาสั้นๆ ทันทีว่า “ปล่อยให้มันเป็นไป”  หากพูดถึงการพีอาร์ ที่มารวมกับอีลอน มัสก์ วีรกรรมที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเขาดีก็คือเขาเป็นคนที่สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล “โดจคอยน์” (DOGE) เป็นอย่างมากในตอนแรก เหรียญตัวนี้เกิดมาในฐานะสกุลเงินล้อบิทคอยน์ แต่ก็สามารถอยู่มาได้ด้วยฐานะนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าตัวผู้สร้างเหรียญเองจะทิ้งโดจคอยน์ของตัวเองไปแล้ว แต่อีลอน มัสก์ กลับโอบอุ้มมันขึ้นมา และพยายามที่จะสร้างอนาคตให้กับมัน  มาร์ก ทเวน นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงเคยเขียนคำคมเอาไว้ว่า “อารมณ์ขัน คือพรอันประเสริฐสุดของมนุษยชาติ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อบิทคอยน์เกิดขึ้นมาแล้วในปี 2009 ในปี 2013 วิศวกรซอฟต์แวร์สองคนนามบิลลี่ มาร์คัส และแจ็คสัน พาล์มเมอร์ จะสร้างสกุลเงินดิจิทัลอย่างโดจคอยน์ขึ้นมาเพื่อล้อเลียนบ้าง ถ้าหากบิทคอยน์มีผู้สร้างเป็น “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเขา/กลุ่มคนนี้เป็นใคร งั้นมาร์คัสก็จะขาเรียกตัวเองว่าเป็น “ชิบะโตชิ นากาโมโตะ”  กลับมาที่อีลอน มัสก์ ต้องยอมรับว่าเขาเป็นคนที่มีหน้ากากอยู่หลายหน้ามาก การสร้างกระแสของเขาในแต่ละวงการ บางคนก็มองว่าเป็นคนมีวิสัยทัศน์ จากความสำเร็จในการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา บางคนก็มองว่านี่คือคนบ้า จากการเข้าไปอุ้มเหรียญอย่างโดจคอยน์ ที่มีมูลค่าจากเพียงความขำขันของผู้คน แต่ด้วยความสามารถในการพีอาร์ของเขา ต้องยอมรับว่าเขาคือคนที่ทำให้โดจคอยน์กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในระยะหลังๆ ที่วงการคริปโตฯ เติบโตไปอย่างรวดเร็ว  ที่มา: India Today  นอกจากอีลอน มัสก์จะรักในโดจคอยน์แล้ว เขายังปกป้องมันราวกับลูก พร้อมซัดทุกคนที่เข้ามาต่อว่าโดจคอยน์ ในขณะเดียวกันเขาก็ให้ทุนสำหรับนักพัฒนาไปจัดการเปลี่ยนแปลงบล็อกเชนของโดจคอยน์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น อีลอน มัสก์วางแผนถึงขนาดว่าจะให้โดจคอยน์ขึ้งมาแทนที่บิทคอยน์เลยทีเดียวในแง่ของค่าธรรมเนียมและการทำธุรกรรมที่ไวกว่า  ที่มา: Twitter  ในเดือนกันยายนปี 2021 อีลอน มักส์ ได้โปรโมทโดจคอยน์ผ่านสุนัขของเขาที่มีชื่อว่า “Floki” ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ หลังจากนั้นไม่กี่เดือน ก็มีสกุลเงินดิจิทัลมากกว่าร้อยเหรียญ ที่มีสัญลักษณ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกับสุนัขชิบะ อินุ (อ้างอิงจาก CoinMarketCap) เกิดขึ้นมากมาย จนเรียกได้ว่าตอนนี้หากนึกถึงสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุ ก็จะต้องนึกถึงวงการสกุลเงินดิจิทัลด้วย ถึงกระนั้นโดจคอยน์ก็ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีถูกพูดถึงมากที่สุด เมื่อนึกถึงสุนัขชิบะ อินุอยู่ดี ในวันที่ 5 ธันวาคม ตอนนี้โลกของเรามีสกุลเงินดิจิทัลรวมแล้วทั้งหมด 15,189 เหรียญ โดจคอยน์เป็นสกุลเงินในลำดับที่ 11 ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดทั้งหมด $21,560 ล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ที่ $0.1654  ที่มา: CoinMarketCap  กราฟรูปนี้แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่โดจคอยน์ปรับตัวขึ้นจากระดับราคา $0.00020 ในปี 2013 ขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ $0.6848 ในวันที่ 6 พฤษภาคมปี 2021 ถ้าหากลงทุนด้วยเงิน $100 ในปี 2013 ปัจจุบันเงินนั้นจะมีมูลค่ามากกว่า $340,000 (คำนวณจากจุดสูงสุดตลอดกาล)  สิ่งที่อีลอน มัสก์ ทำให้กับโดจคอยน์ นอกจากจะนำพาความรุ่งเรืองกลับมาสู่โดจคอยน์แล้ว ยังทำให้สกุลเงินดิจิทัลที่เป็นสุนัขพันธุ์ชิบะ อินุเกิดขึ้นมากมาย และหนึ่งในสกุลเงินเงินดิจิทัลที่มีความเกี่ยวข้องกับสุนัขพันธุ์นี้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือเหรียญที่มีชื่อว่า ชิบะ อินุ (SHIB) เหรียญตัวนี้ได้รับความนิยมจนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในลำดับที่ 13 ไม่ห่างจากโดจคอยน์เท่าไหร่ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม เหรียญชิบะ อินุมีมูลค่าหลักทรัพย์ทั้งหมดมากกว่า $18,520 เหรียญ มีราคาซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ $0.000034  ที่มา: CoinMarketCap  ความเสี่ยงในการลงทุนกับเหรียญสุนัขทั้งสอง  ถึงแม้ว่าจะมีสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างออกมาโดยใช้สุนัขพันธุ์ชิบะ อินุเป็นสัญลักษณ์ แต่ในบรรดาเหรียญเหล่านั้นทั้งหมด กลับมีเพียงโดจคอยน์และชิบะ อินุเท่านั้นที่โดดเด่น ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดที่เกิน $40,000 ล้านเหรียญไปแล้ว คงจะพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งแล้วว่าเหรียญทั้งสองมาไกลเกินกว่าจะเป็นแค่การล้อเลียนของวงการ  อย่างไรก็ตาม การลงทุนในสกุลเงินทั้งสอง (อันที่จริงต้องบอกว่าสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลทั้งวงการ) ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพราะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีเป็นคนที่ลงทุน $100 ในวันนั้นแล้วกลายมาเป็นมหาเศรษฐีในวันนี้ จงอย่าลงทุนด้วยเงินที่เกินตัว และมีโอกาสที่จะพาทั้งชีวิตเข้าสู่วังวนแห่งการล้มละลาย  ถึงแม้ว่าสุนัขในชีวิตจริงจะเป็นเพื่อนที่ดี และซื่อสัตย์ที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่สำหรับสุนัขสกุลเงินดิจิทัลแล้ว หากไม่ระวัง มันก็อาจจะแว้งกลับมากัดมือคุณได้เสมอ  Dogecoin และ Shiba Inu ยังคงเป็นเหรียญดิจิทัลสายสุนัขที่ทรงพลังที่สุดในโลกคริปโต

2021-12-11การวิเคราะห์เชิงลึก

Binance กำลังเจรจากับธนาคารของอินโดนีเซียเพื่อจัดตั้งเว็บเทรด Crypto

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีรายงานว่า Binance กำลังเจรจากับ PT Bank Central Asia และ PT Telkom ของอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งกระดานแลกเปลี่ยน Crypto ในประเทศ อ้างอิงตามรายงานของ Bloomberg PT Bank Central Asia เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดอันดับสามของอินโดนีเซียและเป็นเจ้าของโดยครอบครัวเศรษฐีพันล้านสองพี่น้อง Robert Budi Hartono  และ Michael Bambang Hartono ส่วน PT Telkom Indonesia นั้นเป็นหนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย และเป็นบริษัทที่รัฐบาลของประเทศถือหุ้นไว้มากกว่าครึ่งหนึ่ง Yahoo Finance เปิดเผยว่า ทั้ง PT Bank Central Asia และ PT Telkom Indonesia เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 63,000 ล้านดอลลาร์และ 28,000 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ธนาคารอาจให้ความร่วมมือกับ Binance ผ่านทางหน่วยงานของตน ซึ่งหนึ่งในแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้บอกกับ Bloomberg ว่า การเจรจายังคงดำเนินต่อไปและเงื่อนไขของข้อตกลงนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

2021-12-11การวิเคราะห์เชิงลึก

Ethereum กำลังจะมีการการอัพเกรดครั้งสำคัญในสัปดาห์นี้

Arrow Glacier เป็นการอัพเกรดเป็นเครือข่าย Ethereum ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 นี้การอัพเกรดที่กำลังจะเกิดขึ้น  การอัพเกรดนี้เป็นการผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “Difficulty Bomb” ซึ่งอาจทำให้การขุดบน Ethereum นั้นช้าลงหรืออาจจะหยุดนิ่ง โดย Tim Beiko ซึ่งเป็นผู้ประสานงานสำหรับนักพัฒนาโปรโตคอลของ Ethereum กล่าวกับ CNBC Make It ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นักพัฒนาหวังว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยน Ethereum จากการทำงานในแบบ Proof-of-Work ไปเป็น Proof-of-Stake ได้อย่างสมบูรณ์และไร้ปัญหา  Beiko กล่าวเสริมว่า “หลังจากการอัพเกรดดังกล่าว มันจะไม่มี ระเบิด(Bomb) บนเครือข่ายอีกต่อไป” โดยการอัพเกรด Arrow Glacier นี้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนแต่จะส่งผลต่อการอัพเกรดไปสู่ Ethereum 2.0 ในอนาคต  อัพเกรดเพื่อรองรับการมาถึงของ Ethereum 2.0 เพื่อให้เข้าใจใน “Difficulty Bomb” คุณควรทราบเกี่ยวกับ Ethereum 2.0 หรือ Eth2 ก่อน ปัจจุบัน Ethereum นั้นดำเนินงานในรูปแบบของ Proof-of-Work ซึ่งนักขุดจะต้องแข่งขันกันเพื่อไขปริศนาที่ซับซ้อนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม แต่รูปแบบการทำงานแบบนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากต้องใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลเป็นอย่างมาก  และในปี 2565 ที่กำลังจะมาถึง นักพัฒนาของ Ethereum ก็ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้การทำงานในรูปแบบ Proof-of-Stake ซึ่งผู้ใช้สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมตามจำนวนเหรียญที่มีการถืออยู่เท่านั้นและมันจะเข้ามาแทนที่การใช้คอมพิวเตอร์ในการขุดซึ่งใช้พลังงานสูงมากในปัจจุบัน Ethereum 2.0 จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อทั้งเครือข่าย เพราะมันจะเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน Ethereum และทำให้การขุดกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยและจะหายไปจากระบบในที่สุด  นักพัฒนาจึงวางแผนที่จะแนะนำ “Difficulty Bomb” เพื่อกระตุ้นให้เหล่านักขุดนั้นเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทำงานแบบ Proof-of-Stake เพราะ Difficulty Bomb นั้นจะทำให้การทำงานแบบ Proof-of-Work นั้นทำได้ยากขึ้นอย่างมหาศาล การหน่วงเวลา ของ“ระเบิด” จะทำให้นักพัฒนามีเวลามากขึ้นในการทำงานเกี่ยวกับ Ethereum 2.0 ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น  เป้าหมายของ Ethereum 2.0 คือการทำให้ Ethereum นั้นสามารถปรับขนาดได้ รวมไปถึงการยกระดับความปลอดภัยและทำให้เครือข่ายยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานในรูปแบบ Proof-of-Stake ก็จะไม่ต้องใช้พลังงานในปริมาณที่สูงมากในการตรวจสอบธุรกรรมซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ Ethereum ได้ถึง 99% ผู้คนและนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนไปใช้ Ethereum 2.0 นั้นจะส่งผลกระทบต่อราคาของ ETH เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มันยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะอัพเกรดไปสู่ Ethereum 2.0 ได้อย่างสมบูรณ์

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก

คริปโตเคอเรนซี่ เล่นยังไง ให้ได้ผลกำไร วันนี้เรามีคำตอบ

การเทรดเหรียญ คริปโตเคอเรนซี่ จะเล่นยังไงให้ได้กำไร? ปัจจุบันนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเหรียญคริปโตด้วยวิธีการเก็งกำไร ซึ่งความผันผวนของราคาเหรียญสกุลต่างๆ นี้เองเป็นจุดที่สร้างผลกำไร-ขาดทุน แต่สิ่งที่นักลงทุนควรรู้เพื่อใช้วิเคราะห์การหาจังหวะเข้าซื้อ-ขายเหรียญจึงหนีไม่พ้นปัจจัยมีผลต่อราคาซื้อ-ขายเหรียญคริปโต ได้แก่  อุปทาน  เหรียญคริปโตแต่ละเหรียญมีความแตกต่างเฉพาะตัว มีโครงสร้างระบบของเหรียญที่แตกต่างกัน คริปโตเคอเรนซี่สกุลหนึ่งและอัตราที่ปล่อย เสียหรือทำลายเหรียญจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาตลาด พูดง่ายๆ ก็คือ เหรียญหายากหรือหาง่ายก็จะมีผลต่อราคาซื้อ-ขายด้วย  ชื่อเสียงของเหรียญ  เช่นเดียวกันกับหุ้น ที่หากบริษัทมีชื่อเสียงที่ดีหรือมีข่าวดีราคาของหุ้นก็จะขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการติดตามข่าวสารของเหรียญสกุลต่างๆ เหรียญที่มีข่าวดี ก็จะทำให้เหรียญสกุลดังกล่าวเป็นที่ต้องการ เป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนในการเก็งกำไรด้วยนั่นเอง  เหตุการณ์สำคัญ  เหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเกี่ยวกับเปรียญสกุลใดสกุลหนึ่งย่อมส่งผลต่อราคาซื้อ-ขายแลกเปลี่ยนเหรียญสกุลนั้นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เช่น การรั่วไหลด้านความปลอดภัย, ข่าวด่วน หรือ ICO (การระดมทุนผ่านเหรียญดิจิทัล) เป็นต้น  การใช้งานของเหรียญและโครงสร้างพื้นฐาน  ทำไม ETH จึงกลายมาเป็นเหรียญอันดับสองของโลกที่นักลงทุนให้ความสนใจ นั่นก็เพราะแพลทฟอร์ม Ethereum ที่มีความมั่นคงและนิยมใช้งานกันเป็นอันดับต้นๆ นั่นเอง ยิ่งคริปโตเคอเรนซี่สามารถนำมาใช้กับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่มากๆ ได้ เหรียญคริปโตสกุลนั้นก็จะมีความต้องการมากขึ้นและสามารถเพิ่มมูลค่าของคริปโตเคอเรนซี่ได้นั่นเอง  และแน่นอนว่าการลงทุนไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ชนิดใดย่อมมีความเสี่ยง แม้กระทั่ง ทอง ที่เป็น Safe Heaven ของการลงทุนเอง ซึ่งการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนล้วนมาจากความรู้ ความเข้าใจของนักลงทุนเกี่ยวกับสินทรัพย์นั้นๆ หากคุณมีความเข้าใจในการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมากเพียงพอ รู้วิธีวิเคราะห์ และเลือกลงทุนผ่านแพลทฟอร์มที่ปลอดภัยได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ง่าย ๆ เพียงแค่เอาชื่อไปค้นหาในแอป WikiBit แอปที่พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวมถึงแหล่งรวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน และยังสามารถดาวน์โหลดได้แบบ ฟรีๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมากน้อยแค่ไหน นักลงทุนก็จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงภายในกรอบที่ตัวเองรับได้ ได้อย่างแน่นอน ฟันธง!!

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้ก่อตั้งบริษัท Coinasset ชี้แจงถึงเหรียญ Jfin Coin ที่หายไป

ตัวแทนผู้เสียหายที่เคยลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกับบริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมผู้ก่อตั้งบริษัท Coinasset ได้โร่แจ้งรายการ ‘สถานีประชาชนไทยพีบีเอส’ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมเพื่อชี้แจงถึงกรณีของเหรียญ Jfin ของกลางที่หายจำนวนกว่า 700,000 เหรียญ ตัวแทนผู้เสียหายตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากแต่ละคนได้รับอีเมล์ จากบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่งที่เข้ามาเป็นคนกลางเพื่อคืนสินทรัพย์ดิจิทัล นับตั้งแต่บริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ปิดตัวลงไปไปเมื่อปี 2562 ก็ได้ให้แต่ละคนต้องแสดงหลักฐานการเป็นเจ้าของเหรียญ  ผู้เสียหายรายนี้กล่าวว่า เขาได้ส่งหลักฐานต่างๆและยืนยันตัวตน ส่งไปตามที่บริษัทกฎหมายแจ้งหลังจากดำเนินการเสร็จแล้วกลับไม่ได้รับเงินสินทรัพย์คืน จนกระทั่งต่อมาทราบว่าเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาบริษัทกฎหมายดังกล่าวประกาศยุติบทบาทการเข้ามาดูแลสินทรัพย์ดังกล่าว ทำให้ตัวแทนผู้เสียหายรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ข้อความบางส่วนที่ตัดตอนมาจากคำพูดของผู้เสียหายเล่าว่า : บริษัทกฎหมายได้มีการปฏิเสธการขอรับสินทรัพย์ของผมคืน และได้มีการบอกว่าเหรียญทั้งหมดบริษัทได้ขอคิดเป็นค่าบริการที่เขาดูแล ผมก็เลยบอกว่าคุณจะคิดค่าบริการจากสินทรัพย์ในส่วนตรงนี้ไม่ได้ เพราะสินทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในคู่สัญญาของคุณ  คุณไปสัญญากับทางคอยน์ แอสเซทเองว่าคุณจะดูแลเหรียญไว้เพื่อคืนให้กับเจ้าของตัวจริง แต่สุดท้ายคุณไม่ได้คืนมาที่เรา และกลับนำไปหักเป็นค่าบริการ ทางด้านนาย ศิวนัส ยามดี อดีตผู้ก่อตั้งบริษัทคอยน์ แอสเซท จำกัด ได้ออกมายอมรับในความผิดพลาดในอดีตและเล่าถึงสาเหตุที่ปิดตัวไปเมื่อปี 2562 เนื่องจากมีปัญหาภายในบริษัทและส่งผลให้ไม่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือก.ล.ต ด้วยเหตุนี้ทาง ก.ล.ต จึงได้สั่งให้บริษัทคอยน์ แอสเซทคืนสินทรัพย์ให้กับลูกค้าหรือนักลงทุน ต่อมามีลูกค้ากล่าวว่ายังไม่ได้สินทรัพย์คืนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสินทรัพย์ที่ลูกค้าไม่ได้รับคืนเยอะที่สุดนั่นก็คือเหรียญ Jfin Token  ซึ่งทำให้ผู้เสียหายเดินเรื่องฟ้องร้องบริษัท จนกระทั่งเมื่อปี 2563 บริษัทสามารถติดตามเหรียญดิจิทัลคืนมาได้ประมาณ 2 ล้านกว่าเหรียญโทเค็นและได้คืนกันในชั้นศาลโดยส่งมอบให้ทางบริษัทกฎหมายซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 รับหน้าที่ดูแลและดำเนินการส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย แต่ทว่าล่าสุดกลับทราบว่า ผู้เสียหายบางส่วนยังไม่ได้รับสินทรัพย์ดังกล่าวคืนจึงขอคำชี้แจงจากบริษัทกฎหมายดังกล่าว และทราบภายหลังว่าได้มีการหักค่าดำเนินการหรือค่าบำเหน็จจากของกลางร้อยละ 10 ทุกเดือน ทั้งนี้นาย ศิวนัส ยามดีได้ออกมากล่าวชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวในระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการสถานีประชาชนไทยพีบีเอสว่า : ในสัญญาที่ผมไปคุยกับฝ่ายกฎหมายทุกคนมันไม่ชัดเจนเลย ทนายบางคนยังบอกว่ามันเป็นโมฆะด้วยซ้ำเพราะมันคือสัญญาประนีประนอมไม่ใช่สัญญาจ้างเรื่องแรก  เรื่องที่สองคือต่อให้มันเป็นสัญญาจ้างก็จริง คู่สัญญาก็คือผมกับบริษัทกฎหมาย ดังนั้นเขาจึงต้องมาวางบิลมาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับผม และไม่มีสิทธิ์ไปหักเงินของกลาง เบื้องต้นทีมข่าวสถานีประชาชนไทยพีบีเอสได้ประสานไปยังตัวแทนบริษัทกฎหมายที่เข้ามาเป็นคนกลางในการคืนสินทรัพย์ดังกล่าวให้กับผู้เสียหายเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทเล่าว่าได้มีการคืนสินทรัพย์ดิจิทัลให้กับผู้เสียหายที่มีหลักฐานชัดเจนไปแล้วกว่า 20 คนและอ้างว่าเหรียญที่ได้รับมานั้นไม่เพียงพอที่จะคืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด ส่วนการเรียกเก็บค่าดำเนินการบริษัทกฎหมายอ้างว่าเขามีสิทธิ์หักค่าบำเหน็จสินจ้างร้อยละ 10 ทุกเดือน เพราะติดต่อไปยังทางนายศิวนัสไม่ได้ สุดท้ายนี้เราจะคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และผู้เสียหายจะได้รับเงินคืนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคดีตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นในบ้านเรา

2021-12-10การวิเคราะห์เชิงลึก

10 เหรียญคริปโตน่าซื้อ ในเดือนธันวาคม 2021

นิตยสาร Forbes ได้ออกมาเผยรายชื่อ พร้อมวิเคราะห์ ‘10 เหรียญคริปโตที่น่าซื้อมากที่สุด’ ในเดือนธันวาคมนี้ ส่งท้ายปีใครอยากซื้อคริปโตเก็บไว้เป็นของขวัญให้ตัวเอง ลองดูโผนี้เพื่อช่วยตัดสินใจกันได้เลย!   1. เหรียญ Bitcoin (BTC)  Bitcoin สร้างขึ้นในปี 2009 โดย Satoshi Nakamoto ซึ่ง Bitcoin (BTC) เป็นสกุลเงินดิจิทัลดั้งเดิม เหมือนกับ คริปโตส่วนใหญ่ BTC ทำงานบน blockchain หรือธุรกรรมการบันทึกบัญชีแยกประเภทที่กระจายไปทั่วเครือข่ายของคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่อง เนื่องจากการเพิ่มในบัญชีแยกประเภทต้องได้รับการตรวจสอบโดยการไขสมการคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่าการพิสูจน์การทำงาน Bitcoin จะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยและปลอดภัยจากมิจฉาชีพ   2. เหรียญ Ethereum (ETH)  Ethereum เป็นที่ชื่นชอบของนักพัฒนาโปรแกรมเนื่องจากสามารถใช้งานบนแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สัญญาอัจฉริยะที่ดำเนินการโดยอัตโนมัติเมื่อตรงตามเงื่อนไข และโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ (NFTs) Ethereum มีการเติบโตอย่างมากเในเวลาเพียงห้าปี ราคาของมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 11 ดอลลาร์เป็นมากกว่า 4,700 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 42,000%   3. เหรียญ Binance Coin (BNB)  Binance Coin เป็นสกุลเงินดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่คุณสามารถใช้เพื่อซื้อขายและชำระค่าธรรมเนียมใน Binance ซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บเทรด crypto ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเปิดตัวในปี 2017 จากนั้น Binance Coin ได้พัฒนาให้เหรียญใช้ได้หลากหลายมากขึ้น โดยตอนนี้สามารถใช้สำหรับการซื้อขาย ดำเนินการชำระเงิน หรือแม้แต่จองการเดินทาง นอกจากนี้ยังสามารถซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิตอลรูปแบบอื่น ๆ เช่น Ethereum หรือ Bitcoin   4. เหรียญ Tether (USDT)  Tether เป็นเหรียญ Stablecoin ซึ่งหมายความว่าได้ยึดกับสกุลเงิน fiat เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือยูโร และคงมูลค่าไว้เท่ากับเงินในสกุลเงินเหล่านั้นตามสมมุติฐาน ในทางทฤษฎี หมายความว่ามูลค่าของ Tether ควรจะมีความสอดคล้องกันมากกว่า cryptocurrencies อื่น ๆ และเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนที่ไม่ชอบความผันผวนที่รุนแรง   5. เหรียญ Solana (SOL)  Solana พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยขับเคลื่อนการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi) การใช้งานแอปกระจายอำนาจ (DApps) และสัญญาอัจฉริยะ Solana ทำงานบนกลไกการพิสูจน์ความเสี่ยงและการพิสูจน์ประวัติแบบไฮบริดที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งช่วยให้ประมวลผลธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย   6. เหรียญ Cardano (ADA)  ช่วงแรก ๆ Cardano ได้รับการยอมรับการเกี่ยวกับวิธี proof-of-stake หรือการพิสูจน์ด้วยการวางเงินเดิมพัน วิธีนี้ช่วยเร่งเวลาในการทำธุรกรรมและลดการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาของการตรวจสอบการทำธุรกรรมที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มในเหรียญอื่น ๆ เช่น Bitcoin ทั้งนี้ Cardano ยังทำงานเหมือน Ethereum เพื่อเปิดใช้งานสัญญาอัจฉริยะและแอปพลิเคชันกระจายอำนาจ ซึ่งขับเคลื่อนโดย ADA ซึ่งเป็นเหรียญดั้งเดิม   7. เหรียญ XRP (XRP)  XRP สร้างขึ้นโดยผู้ก่อตั้งรายเดียวกันกับ Ripple ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการประมวลผลการชำระเงิน คุณสามารถใช้ XRP บนเครือข่ายนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินประเภทต่าง ๆ รวมถึงสกุลเงิน fiat และสกุลเงินดิจิตอลที่สำคัญอื่น ๆ   8. เหรียญ U.S. Dollar Coin (USDC)  เหมือนกับ Tether เลย USD Coin (USDC) เป็น Stablecoin ที่ยึดกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และตั้งเป้าไว้ที่อัตราส่วน 1 USD ต่อ 1 USDC โดย USDC ขับเคลื่อนโดย Ethereum และคุณสามารถใช้ USD Coin เพื่อทำธุรกรรมทั่วโลกได้   9. เหรียญ Polkadot (DOT)  สกุลเงินดิจิทัลนั้นอาจใช้บล็อกเชนจำนวนเท่าใดก็ได้ แต่ Polkadot มีเป้าหมายที่จะรวมเข้าด้วยกันโดยการสร้างเครือข่ายสกุลเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อบล็อคเชนต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ การผสานรวมนี้อาจเปลี่ยนวิธีการจัดการสกุลเงินดิจิทัลและกระตุ้นการเติบโตที่น่าประทับใจ   10. เหรียญ Dogecoin (DOGE)  Dogecoin เหรียญที่ดังมาจากการพูดถึงของ Elon Musk โดย Dogecoin เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะเหรียญมีม ที่สร้างขึ้นมาขำ ๆ แต่โชคชะตาพาให้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่โดดเด่นอยู่ช่วงนึง Dogecoin ไม่มีการจำกัดจำนวน สร้างขึ้นได้เรื่อย ๆ ซึ่งทำให้สกุลเงินอ่อนแอ

2021-12-09การวิเคราะห์เชิงลึก

นักทำนายราคา Tom Lee กล่าวให้รอดูการเติบโตแบบพุ่งแรงของ Bitcoin

Tom Lee นักวิเคราะห์ชื่อดังของ Fundstrat ยังคงสนับสนุนการคาดการณ์ของเขาที่ว่าราคาดัชนีหุ้น S&P 500 จะพุ่งแตะระดับ 4,800 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ แม้จะมีแรงกดดันจากการเทขายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม อย่างไรก็ตามการจะไปถึงระดับนั้นได้ ราคาในปัจจุบันจะต้องเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4% ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับสื่อข่าว CNBC เมื่อช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Fundstrat Global Advisors ยังคงแนะนำให้ลงทุน Bitcoin ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเขากล่าวว่า Bitcoin ยังคงมีโอกาส “การเติบโตได้แบบทวีคูณ”  เนื่องจากปัจจุบันมันเริ่มถูกยอมรับในกระแสหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ Lee กล่าวยอมรับว่า การปรับฐานลดลงของราคา Bitcoin ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างความเจ็บปวดให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก แต่เขาเชื่อว่า นักลงทุนควรอดทนถือเหรียญคริปโตของพวกเขาต่อไปเพื่อผ่านความผันผวนนี้ไปให้ได้ “ในทุก ๆ ปี Bitcoin จะสามารถทำกำไรได้มากสุดภายในช่วง 10 วัน และหากคุณไม่ได้ถือ Bitcoin ในช่วง 10 วันนั้น กำไรคุณจะลดลงมากถึง 25% ต่อปี” Lee กล่าวอธิบาย “สำหรับผมแล้ว การสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นแสนเจ็บปวดใจ แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของตลาดคริปโต” เมื่อพูดถึงดัชนีหุ้น S&P 500, Lee ตระหนักดีว่าการไปถึงระดับราคา 4,800 ดอลลาร์ในเวลาไม่กี่สัปดาห์นั้นถือเป็น “เรื่องที่ท้าทาย” แต่เขาเชื่อว่าเงินสดจำนวนมากที่รออยู่ข้างสนามนั้น กำลังมองหาจังหวะดีดีที่จะถาโถมเข้ามาสู่ตลาด  Lee คิดว่าตลาดหุ้นจะเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งก็ต่อเมื่อเมื่อความกลัวเกี่ยวกับนโยบาย Federal Reserve และเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นั้นลดน้อยลง “เมื่อผมพิจารณาจากจำนวนเงินที่รออยู่ข้างสนาม ผมก็เริ่มคิดว่านักลงทุนนั้นค่อนข้างตื่นตระหนกเกี่ยวกับข่าวของ Fed และ Omicron ผมคิดว่า แนวโน้มขาขึ้นในช่วงสิ้นปีจะยังคงดำเนินต่อไป” เขากล่าว Lee กล่าวโต้แย้งอีกด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่สัญญาณเริ่มต้นและไม่สามารถชี้วัดได้ว่า Omicron เป็นตัวแทนของ COVID ในรูปแบบที่เป็นร้ายแรง ด้วยข้อโต้แย้งนี้เองที่ทำให้ Lee มองว่า พายุโหมกระหน่ำไปผ่านพ้นไปแล้ว และนี่จะเป็นโอกาสที่เราจะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ก่อนใคร  WikiBit คือแอปพลิเคชั่นตรวจสอบข้อมูลวงการ Exchange เหรียญ เว็บฟาร์ม Defi ต่าง ๆ รวมถึงแจ้งข้อมูลข่าวสารแชร์ลูกโซ่วงการคริปโต ดาวน์โหลดเลย ฟรี!!

2021-12-09การวิเคราะห์เชิงลึก

Binance เข้าซื้อหุ้นในบริษัทตสัญชาติสิงคโปร์ Hg Exchange

Binance Asia Services ซึ่งเป็นหน่วยงานในสิงคโปร์ของ Binance ประกาศเมื่อวันพุธว่ากำลังเข้าซื้อหุ้น 18% ใน Hg Exchange ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์เอกชนในสิงคโปร์ ยังไม่ชัดเจนว่า Binance Asia ลงทุนใน Hg มากเพียงใดเพื่อซื้อหุ้น โดยโฆษกของ Binance ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อ The Block หลัก ๆ ข้อตกลงนี้ยังอยู่ภายใต้การอนุมัติด้านกฎระเบียบ จึงทำให้ยังไม่มีการเผยรายละเอียดที่แน่ชัด  Hg Exchange (HGX) คือตลาดหลักทรัพย์แบบ private ที่สร้างขึ้นบนบล็อคเชนของ Zilliqa ซึ่งอำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นโทเค็นของบริษัทเอกชน โดย HGX กำลังมีแผนการลิสต์สินทรัพย์ดิจิทัลทางเลือก เช่น ไวน์, งานศิลปะ และอสังหาริมทรัพย์ Binance กล่าว Richard Teng CEO ของ Binance Singapore กล่าวว่า Crypto และข้อเสนอทางการเงินแบบดั้งเดิมยังคงมาบรรจบกัน ด้วยการลงทุนนี้ เราพยายามที่จะทำงานร่วมกับ HGX ในการปรับปรุงการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีบล็อคเชน Teng เป็นประธานของ HGX ก่อนเข้าร่วม Binance Singapore ในเดือนสิงหาคมปีนี้  ตามข้อมูลของเว็บไซต์ HGX HGX ได้รับอนุญาตและควบคุมโดย Monetary Authority of Singapore บริษัทมีใบอนุญาตผู้ดำเนินการตลาด (RMO) ที่เป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานที่มีอำนาจ ใบอนุญาต RMO ช่วยให้บริษัทสามารถซื้อขายโทเค็นดิจิทัลหรือหลักทรัพย์ได้ HGX ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 โดยสถาบันการเงินในสิงคโปร์ 3 แห่ง ได้แก่ PhillipCapital, PrimePartners และ Fundnel การซื้อหุ้นใน HGX ของ Binance เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานว่าพวกเขาอาจถอนคำขอจดทะเบียนในสิงคโปร์ หลังจากที่พยายามหาที่ตั้งสำนักงานใหญ่ โฆษกของ Binance ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในรายงานเหล่านี้ Binance Asia กำลังรอการอนุมัติจาก

2021-12-09การวิเคราะห์เชิงลึก

Dogecoin ติด Top4 การค้นหาข่าวบนกูเกิลปี64 ปังมาก

Dogecoin (DOGE) ติดอันดับคำค้นหาที่มีผู้ค้นหามากที่สุดในโลกในปี 2564 บน Google โดย Dogecoin เป็นข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับ 4 ทั้งทั่วโลกและในสหรัฐอเมริกา  เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Google ได้เปิดเผยรายการการค้นหาอันดับต้นๆ ประจำปี โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ รวมถึงการค้นหา ข่าวสาร ผู้คน เกม ภาพยนตร์ และอื่นๆ  ตาม “ปีในการค้นหา 2564 ของ Google Trends” Dogecoin เป็นคำค้นหาข่าวที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 4 ใน Google ในปี 2564 ทั้งในระดับโลกและในสหรัฐอเมริกา ข่าวที่เกี่ยวข้องกับคำถาม “Ethereum Price” อยู่ในอันดับที่ 10  เป็นที่น่าสังเกตว่า Bitcoin (BTC) ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุดในตลาด ไม่มีอยู่ในหมวดหมู่ใด ๆ ของ “ปีแห่งการค้นหา 2564” ทั้งทั่วโลกหรือในสหรัฐอเมริกา  Dogecoin เปิดตัวในปี 2556 เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปี 2564 โดยเข้าสู่รายชื่อ 10 อันดับแรกของสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดตามมูลค่าราคาตลาดเมื่อต้นปีนี้ ราคาของ DOGE พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ จากการสนับสนุนอย่างมากจากซีอีโอของเทสลาอย่าง Elon Musk ซึ่งเริ่มโปรโมท DOGE บน Twitter ในปี 2563

2021-12-09การวิเคราะห์เชิงลึก

ซื้อของด้วย ‘เงินแบบเดิมๆ vs บิทคอยน์’ แบบไหนดีกว่ากัน!?

หลังจากที่สกุลเงินดิจิทัลเข้ามาอยู่ในกระแสหลัก หลาย ๆ บริษัท ทั้งในไทยและต่างประเทศ ก็ต่างเริ่มประกาศรับชำระสินค้าเป็นบิทคอยน์กันแล้ว บางประเทศก็ถึงกับยอมรับบิทคอยน์ให้สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากเว่อ! แต่ยังไงเหรียญก็มี 2 ด้าน วันนี้เราจึงพามารู้จักข้อดีและข้อเสียของการจ่ายเงินซื้อสินค้าด้วยบิทคอยน์กัน!  ข้อดี  1. บิทคอยน์ปลอดภัยกว่าการชำระเงินแบบเดิม ๆ  โควิด-19 ทำให้เกิดการฉ้อโกงบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น มีปริมาณเม็ดเงินดอลลาร์ที่ถูกทำธุรกรรมฉ้อโกงเพิ่มขึ้น 35% ในเดือนเมษายน 2020 บัตรเครดิตและเดบิตเป็นสาเหตุของการฉ้อโกงส่วนใหญ่ในบรรดาวิธีการชำระเงินทั้งหมด  Cryptocurrency ถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตและเดบิต เนื่องจากคริปโตไม่จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม เมื่อลูกค้าชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัล ข้อมูลของพวกเขาจะไม่ถูกจัดเก็บในฮับแบบรวมศูนย์ ซึ่งมักเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิตอลของพวกเขา  2. บิทคอยน์ค่าธรรมเนียมต่ำกว่า  ปกติแล้ว ลูกค้ามีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม เช่น PayPal คิดค่าบริการเกือบ 4% ต่อธุรกรรม (บางครั้งก็มากกว่านั้น) แต่ Cryptocurrency เรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่ามาก ในการซื้อขาย Bitcoin Exchange บางแห่งมีค่าธรรมเนียมต่ำกว่า 1% หากธุรกิจของคุณให้บริการลูกค้าต่างประเทศ cryptocurrency สามารถช่วยหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการชำระเงินในสกุลเงินต่างประเทศได้ เนื่องจากคริปโตไม่ได้ผูกติดอยู่กับประเทศต้นทางหรือธนาคารระดับชาติ ส่งผลให้ธุรกิจไม่ต้องรอการชำระเงินเพื่อเคลียร์ธนาคารต่างประเทศหรือชำระค่าใช้จ่าย  3. บิทคอยน์มีมูลค่าเพิ่ม  เทรดเดอร์ส่วนมากต่างซื้อบิทคอยน์มาเพื่อเก็งกำไร เพราะนัยหนึ่งบิทคอยน์ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นทองคำดิจิทัล การใช้จ่ายด้วยบิทคอยน์บางครั้งเราจึงได้กำไรเพิ่มอย่างไม่รู้ตัว เช่น ถ้าเราซื้อ bitcoin มา 1 BTC ในราคา 1 ล้านบาท แล้วราคาตลาดขึ้นเป็น 1.5 ล้านบาท เราเอา 1 BTC ไปแลกนาฬิกา Rolex 1 เรือน ราคา 1.5 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเรามี “กำไร” 5 แสนบาท แต่ในทางกลับกัน มูลค่าก็มีความผันผวน ถ้าหากราคาบิทคอยน์ต่ำลง ข้อดีข้อนี้ก็จะกลายเป็นข้อเสียเช่นกัน  ข้อเสีย  1. จ่ายด้วยบิทคอยน์ ต้องจ่ายภาษีด้วย  cryptocurrency เป็น “ทรัพย์สิน” เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี ทุกครั้งที่คุณขาย ซื้อ หรือใช้ Bitcoin คุณต้องเสียภาษีกำไรจากการขาย (เหมือนที่อธิบายไว้ในข้อ 3) ซึ่งตามกฎหมายไทย กำหนดให้กำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ซื้อต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%   2. โอนผิดแล้วเอาคืนไม่ได้  ธุรกรรม Cryptocurrency ไม่สามารถย้อนกลับได้ เพราะธุรกรรมในโลกคริปโตไม่ได้ระบุตัวตน ไม่ได้ครอบงำภายใต้หน่วยงานไหน ความเป็นอิสระจึงเป็นดาบ 2 คม ถ้าโอนผิดคือผิด ไม่มีคืนเงิน ซึ่งต่างจากธุรกรรมในบัตรเครดิตที่สามารถยกเลิกได้ หรือโอนเงินผิดก็ไปแจ้งอายัดบัญชีปลายทางได้  3. ยังถือว่าเสี่ยงมาก  แฟน ๆ Crypto ต่างชื่นชมที่สกุลเงินนี้ปลอดจากภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลไม่สามารถจัดการมูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลได้ ซึ่งเป็นทั้งความเสี่ยงและผลประโยชน์ เพราะในทางกลับกัน มูลค่าของ bitcoin และ crypto อื่น ๆ มีความผันผวนอย่างมาก ความผันผวนของ Bitcoin สูงถึงเกือบ 8% ความคาดเดาไม่ได้ในระดับนั้น ทำให้สกุลเงินดิจิทัลป้องกันความเสี่ยงได้ยาก  ยังจะตัดสินใจใช้จ่ายอย่างไร ก็ลองชั่งน้ำหนักตามข้อดีข้อเสียที่ว่ามานะจ๊ะ แล้วกลับมาติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-08การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7678
...
142