สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

อุปสรรค 3 ประการที่ BTC และ ETH ต้องเจอในปี 2022

ผ่านไปเพียงครู่เดียว เราก็เดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2021 กันแล้ว ในปีนี้หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายในตลาดสกุลเงินดิจิทัล ในช่วงต้นปี การเติบโตของ DeFi เฟื่องฟูเป็นอย่างมาก ตามมาด้วยขาขึ้นของสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียม ที่ปีนี้เติบโตแซงหน้าบิทคอยน์ได้อย่างขาดรอย ก่อนที่จะมาปิดท้ายด้วยการลงทุนในโลก GameFi โลกที่เกมกับการทำงานสามารถกลายเป็นเรื่องเดียวกัน  ปี 2021 เป็นปีที่สกุลเงินดิจิทัลบิทคยอน์และอีเธอเรียมได้รับการยอมรับมากขึ้น การถือกำเนิดขึ้นของกองทุน ETF บิทคอยน์ได้ทำให้มูลค่าของบิทคอยน์ฟิวเจอร์สเคยสามารถขึ้นมายืนเหนือ $50,000 ในขณะที่อีเธอเรียมฟิวเจอร์สสามารถขึ้นมา $4,000 นี่คือช่วงเวลาที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปทศวรรษก่อน แต่พูดชื่อบิทคอยน์ก็ยังแทบไม่มีใครรู้จักเลย  จากวันนี้ไม่มีใครรู้จักคริปโตฯ มาถึงวันนี้การเติบโตของสกุลเงินดิจิทัลในปี 2021 กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปพูดถึงกันราวกับว่าได้เป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัลกันทุกคนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้เหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ยิ่งโลกคริปโตฯ เติบโตขึ้นมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ร้ายในสังคม และถูกจำกัดจากภาครัฐก็มีมากยิ่งขึ้น เรย์ ดาริโอ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังเจ้าของหนังสือ The Principles เคยกล่าวเอาไว้ว่า “การกำจัดสกุลเงินดิจิทัลของภาครัฐเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่ายมาก” ดังนั้นในปี 2022 ปีที่สกุลเงินดิจิทัลจะยิ่งเติบโตไปไกลมากกว่านี้ มีอุปสรรคอะไรบ้างที่รอโลกไร้พรมแดนแห่งนี้อยู่ ในบทความนี้เราจะพาไปดูกัน  ภาพรวมตลาดสกุลเงินดิจิทัล  ใครก็ตามที่ถือบิทคอยน์และอีเธอเรียมมาตั้งแต่วันที่วันที่ 31 ธันวาคมปี 2020 มาจนถึงตอนนี้เชื่อได้เลยว่าคงจะกลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว  BTCUSD Monthly 2010-2021  ที่มา: Barchart  รูปนี้คือกราฟบิทคอยน์ที่ปรับตัวขึ้นจาก $28,986.74 ในวันที่ 31 ธันวาคมปี 2020 ขึ้นมายัง $50,818 ในวันที่ 27 ธันวาคม 2021 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คิดเป็นมูลค่าการเติบโตมากกว่า 75%  ETHUSD Monthly 2010-2021  ที่มา: Barchart  หากคิดว่าบิทคอยน์ปรับตัวขึ้นมาเยอะแล้ว เราอยากให้ดูกราฟอีเธอเรียมในรูปนี้ก่อน ในช่วงสิ้นปี 2020 มูลค่าของสกุลเงินอีเธอเรียมเคยมีตัวเลขอยู่ที่ $738.912 แต่เมื่อมาถึงวันที่ 27 ธันวาคมปี 2021 มูลค่าของสกุลเงินอีเธอเรียมได้เปลี่ยนจาก $700 กว่า กลายมาเป็น $4,060 คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 449%  ถามว่าข้อมูลนี้สามารถบอกอะไรกับนักลงทุนได้บ้าง? ในปี 2020 บิทคอยน์เคยเติบโตขึ้นจาก $20,000 กว่าเหรียญขึ้นมายืนเหนือ $60,000 ได้ แสดงให้เห็นถึงการเข้าสู่โลกสกุลเงินดิจิทัลของนักลงทุนรายย่อยมากขึ้น แต่มาปีนี้ การที่มูลค่าของอีเธอเรียมสามารถเติบโตนำบิทคอยน์ได้นั้น แสดงให้เห็นว่าคนที่เข้ามาแล้ว ได้ศึกษาจนทราบว่าบิทคอยน์และอีเธอเรียมมีจุดประสงค์ในการใช้งานต่างกัน และมีโอกาสที่ในอนาคตโลกสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 16,000 เหรียญจะถูกต่อยอดผ่านอีเธอเรียมได้ง่ายกว่า  ถือเป็นเรื่องดีที่เราได้เห็นสกุลเงินดิจิทัลมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่ตลาดทุนแห่งนี้จะถูกควบคุมก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในความเห็นของผม ความเสี่ยงที่สกุลเงินดิจิทัลจะต้องเจอในปี 2022 มีดังนี้  1. ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถดูแลกระเป๋าเงินดิจิทัลได้  สำหรับคนที่มีความรู้คอมพิวเตอร์ และคุ้นชินกับการทำธุรกรรมกับสกุลเงินดิจิทัลเป็นอย่างดี เชื่อว่าพวกเขาคงจะไม่มีปัญหาอะไรกับการรักษาเงินในกระเป๋าดิจิทัล เพราะเรื่องนี้ถือเป็นพื้นฐานที่คงลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลจำเป็นต้องมี แต่หากสกุลเงินดิจิทัลคิดที่เป็นสกุลเงินกลางของโลก หมายความว่ามันต้องสามารถเข้าถึงแม้คนที่ไม่มีความรู้ด้านการเงินหรือเทคโนโลยีเลยก็ตาม  เพื่อแก้ไขปัญหานี้ แจ็ค ดอร์ซีย์ อดีต CEO ของทวิตเตอร์ที่ได้หันมาอุทิศชีวิตให้กับการสร้างกระเป๋ษสำหรับสกุลเงินดิจิทัลได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในตอนนี้เขาให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของกระเป๋าเงินดิจิทัลมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความรู้ด้านคริปโตฯ หรือคนที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน ต้องสามารถใช้กระเป๋าเงินของแจ็ค ดอร์ซีย์ได้ นั่นคือสิ่งที่เขาหวังเอาไว้  ในแง่ของการลงทุน ถึงภาครัฐจะไม่ได้ขัดขวางการลงทุนในตลาดสกุลเงินดิจิทัล แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจความซับซ้อนของการทำธุรกรรมผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลได้ ดังนั้นรัฐจึงอนุญาตให้ลงทุนในบิทคอยน์ผ่านกองทุน ETF สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลทางอ้อม แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงตรงๆ สามารถลงทุนผ่านกองทุน ETF ได้ ในปี 2022 ปีที่เราเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีใครตั้งคำถามว่าคริปโตฯ คืออะไรอีกแล้ว การถือครองสกุลเงินดิจิทัลไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลควรที่จะทำได้ง่ายมากกว่านี้  2. ความปลอดภัยยังคงเป็นประเด็นที่ถูกโจมตีอันดับหนึ่ง  การเติบโตทางเทคโนโลยีทำให้โลกของเราเติบโตได้เร็วขึ้นก็จริง แต่ก็แลกมาด้วยการโจมตีรูปแบบใหม่ที่มาในรูปแบบของการโจมตีไซเบอร์ หากยังจำกันได้ ในปี 2021 ได้มีกรณีแฮกเกอร์เข้าโจมตีท่อส่งน้ำมันของสหรัฐอเมริกา และเรียกเงินค่าไถ่เป็นสกุลเงินดิจิทัล ความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่สกุลเงินดิจิทัลมักจะถูกกล่าวหามาโดยตลอด และฝั่งที่สนับสนุนคริปโตฯ ก็ไม่เคยที่จะปฏิเสธได้เลย  เราจึงยังคงเชื่อว่าประเด็นเรื่องความสามารถในการรักษาความปลอดภัยของผู้ครอบครองสกุลเงินดิจิทัลยังคงจะเป็นประเด็นต่อไปในปี 2022 หากปีหน้า แฮกเกอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีฐานอำนาจของภาครัฐมากขึ้น และยิ่งเรียกค่าไถ่เป็นสกุลเงินดิจิทัล เชื่อได้เลยว่าภาครัฐจะต้องออกมาดำเนินการบางอย่างอย่างจริงจัง สำหรับตอนนี้ ความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล บริษัทตัวการการแลกเปลี่ยน และลูกค้าที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาเงินในกระเป๋าดิจิทัลตัวเองจึงเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด  3. การควบคุมจากภาครัฐ  สองประเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นปัญหาทางเทคนิคที่ยังพอจะสามารถใช้ความรู้ ความชำนาญในการแก้ไขปัญหา แต่สำหรับการควบคุมของรัฐบาลนั้นเป็นปัญหาทางการเมือง ที่แตกต่างออกไปตามสภาพเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิตของคนในประเทศนั้นๆ บางประเทศอย่างเช่นจีนเลือกที่จะห้ามใช้สกุลเงินดิจิทัลโดยเด็ดขาด ในขณะที่เอล ซัลลาดอร์เลือกที่จะใช้บิทคอยน์เป็นสกุลเงินประจำชาติ  ระบบการเงินถือเป็นการใช้อำนาจรูปแบบหนึ่ง ภาครัฐมีสิทธิ์ที่จะกำหนดปริมาณเงินและสภาพคล่องในระบบได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง และนั่นคือที่มาของความเสี่ยงทางการเงินในปัจจุบัน การที่เราต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในตอนนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินที่ถูกทำให้ผิดเพี้ยนจากรัฐบาล เมื่อการกู้ยืมสามารถทำได้อย่างไม่จำกัด เงินในระบบก็ยิ่งมีแต่จะเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ แต่รัฐก็ไม่เคยคิดที่จะยอมรับความผิดพลาดในการบริหารนี้  นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สร้างสกุลเงินดิจิทัลบิทคอยน์ ถึงกำนดให้บิทคอยน์มีจำนวนอยู่เพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น และมอบอำนาจการมีส่วนร่วมในระบบการเงินให้ผู้ที่ใช้งานมีสิทธิ์ได้ตัดสินใจ ไม่ใช่การตัดสินใจที่เป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีเมื่อทราบดีว่าประชาชนในอานัติของตนเริ่มมองเห็นกลลวงของพวกเขาแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐอยากจะกำจัดสกุลเงินดิจิทัลในฐานะคู่แข่งโดยตรงของพวกเขา  คริปโตฯ จะยังคงอยู่ต่อไป แต่จะมีความท้าทายที่ต้องเจอมากขึ้น  สัปดาห์ที่แล้ว มูลค่ารวมของตลาดสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดมีตัวเลขอยู่ที่ $2.38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขนี้คือมูลค่าตลาดที่เติบโตขึ้นมากกว่าสามเท่าจากตัวเลขในปี 2020 และมูลค่าตลาดในปี 2020 ก็เติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2019 เกือบสี่เท่า หากเอาโมเดลการเติบโตนี้มาจับกับการความเป็นไปได้ที่จะเติบโตของตลาดสกุลเงินดิจิทัลในปี 2022 มีความเป็นไปได้ที่เราอาจจะได้เห็นตัวเลขมูลค่าตลาดสูงเกือบ $5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ  แม้ว่าบางคนจะไม่เห็นด้วยกับสกุลเงินดิจิทัล แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับโอบรับบล็อกเชน ที่สามารถนำไปต่อยอดกับการเก็บข้อมูล ไฟล์เอกสาร หรือข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้

2021-12-28การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผยแนวโน้ม Metaverse ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2022

Yat Siu ผู้ก่อตั้งและประธานของ Animoca Brands เกมบล็อคเชนยูนิคอร์นในฮ่องกงได้เปิดเผยคำคาดการณ์ของเขาเกี่ยวกับทิศทางของ Metaverse ที่เขาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปี 2022 การก้าวเข้าสู่โลก Metaverse ของผู้คนนับล้าน เมื่อ Facebook ประกาศรีแบรด์เปลี่ยนชื่อเป็น Meta เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของบริษัทในการสร้างโลกเสมือนจริง metaverse ผู้คนต่างก็เริ่มตื่นตัวและทุ่มความสนใจให้กับเรื่องนี้  กราฟทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า เรากำลังอยู่ในวัฏจักรของ early adopter และเรากำลังก้าวไปสู่วัฏจักรนั้นในอัตราที่รวดเร็วอย่างน่าตก แม้กระทั่งผู้คนที่ไม่ได้อยู่แวดวงการเงิน ยังได้มีการพูดถึงศักยภาพของ metaverse ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในปี 2022 ผมคาดว่าจะเห็นได้ผู้คนนับล้านที่ก้าวเข้ามาสู่ภาคส่วนนี้ และโดยพื้นฐานแล้วผมเชื่อว่า metaverse จะเป็นโลกที่เปิดกว้างบนเครือข่ายบล็อกเชน“ Siu กล่าว จะไม่มีใครเป็นเจ้าของ Metaverse ได้ทั้งหมด ”ผมไม่คิดว่าจะมีใครหรือองค์กรใดหนึ่งเป็นเจ้าของ Metaverse ได้ทั้งหมด เพราะมันจะเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ ถ้าหากมันเป็นเช่นนั้นจริง และนั่นหมายความว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ เช่น ทางเลือก ความหลากหลาย และการทำงานร่วมกัน“ ”  สิ่งเหล่านี้จะตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน หากสภาพแวดล้อม Metaverse มีเพียงแค่แห่งเดียวเท่านั้น และสิ่งหนึ่งที่เรากังวลอยู่ก็คือเรื่องความเป็นเจ้าของดิจิทัลที่แท้จริง เพราะถ้าหากคุณมีสิทธิในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยในพื้นที่ดิจิทัล ไม่ว่าคุณจะอยู่บนเครือข่ายใดหรือ metaverse ใด จากที่นั่นรากฐานจะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นประเภทของสังคมที่มีสินทรัพย์อยู่จริง ซึ่งสิ่งนั้นจะก่อให้เกิดธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ ๆ“ ความเป็นเจ้าของทางดิจิทัลจะเป็นตัวกำหนด Metaverse แบบเปิด ”สำหรับผมนั่นคือคำมั่นสัญญาที่ยิ่งใหญ่ของ Metaverse แบบเปิด ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถสร้างโลกได้ในแบบเดียวกับโลกทางกายภาพ ทั้งในแง่ของนวัตกรรม ความคิด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ “ผมเชื่อว่าความเป็นเจ้าของนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ มันปลอดภัยและได้รับการพิสูจน์แล้ว และนั่นคือสัญลักษณ์ของ metaverse แบบเปิด ซึ่งบริษัท Metaverse แบบปิดจะไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ และเราคิดว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะล้มเหลว” ผมคิดว่าหัวข้อนี้เป็นกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งจะมีผู้ที่พยายามสร้าง metaverse แบบปิด และบริษัทอย่างเรา ๆ ที่พยายามสร้าง metaverse แบบเปิด และจะเป็นเช่นนั้นต่อไป

2021-12-28การวิเคราะห์เชิงลึก

นักลงทุนมหาเศรษฐี Ray Dalio กล่าวราคา Bitcoin ไปไม่ถึง 1 ล้านดอลลาร์แน่นอน

Bitcoin ได้กลายเป็นหัวข้อหลักที่ถูกกล่าวถึงอยากมากของอุตสาหกรรม cryptocurrency ด้วยเหตุผลหลายประการตั้งแต่การเพิ่มขึ้นของราคาจนไปถึงการยอมรับจากทั่วโลก ทั้งนี้ มหาเศรษฐี Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ได้กล่าวว่า “ Bitcoin อาจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด” ในขณะที่พอดแคสต์ของ Lex Fridman มหาเศรษญี Dalio ได้เน้นย้ำถึงการสนับสนุนอันยาวนานของเขาใน Bitcoin และกล่าวว่าตนเองเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกคริปโทเคอร์เรนซี่  ทั้งนี้เขาได้ตั้งข้อสังเกตว่า Bitcoin จะชนะใจเขาได้หากสามารถพิสูจน์ตนเองให้เห็นได้ ความจริงที่ว่าโปรโตคอลนี้ยังไม่เคยถูกแฮกได้กล่าวเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งนี้ทำให้ Dalio จัดอันดับ Bitcoin ไว้สูงมากเหนือสินทรัพย์อื่นที่เขาสนใจอย่างทองคำ นอกจากนี้ความจริงที่ว่า Bitcoin ได้รับมูลค่าอย่างมากจนมากกว่า Facebook และ Tesla (NASDAQ:TSLA) นั้นเกินกว่าที่เขาคาดไว้อย่างมาก และกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นหากเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามูลค่าของมันจะไปได้สูงขนาดไหน Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของอนาคต อีกแง่มุมหนึ่ง Bitcoin และ Cryptocurrency ได้กลายเป็นเงินทางเลือกตามการเน้นย้ำของ Dalio  โดยเขาได้เปิดเผยว่าโลกกำลังเอียงไปสู่การแข่งขันทางด้านการเงินไม่ใช่แค่สกุลเงินทั่วไปและสิ่งที่เกิดจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการพิมพ์เงินที่มากจเกินไป “ผมคิดว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคที่มีการแข่งขันด้านการเงินเนื่องจากการพิมพ์เงินและค่าเสื่อมราคาที่มากเกินไป ซึ่ง Bitcoin ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันนี้เช่นกัน รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่นเช่น CBDC และ NFT ด้วย” อย่างไรก็ตาม มหาเศรษฐยังคงเชื่อว่า Bitcoin จะกลายเป็นรูปแบบสูงสุดของเงินในการแข่งขันครั้งนี้ เนื่องจากแม้ว่าเขาจะยังคงถือทองคำอยู่บ้างในตอนนี้ก็ตาม แต่สำหรับ Dalio เขาคิดว่าทองคำมีคุณสมบัติบางอย่างที่ทำให้ดีกว่า Bitcoin เนื่องจากไม่ต้องตรวจสอบย้อนหลังและไม่ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายให้ยุ่งยาก ทั้งนี้เขาเชื่อว่า Bitcoin ไม่มีทางที่ราคาจะถึง 1 ล้านดอลลาร์หรือมีมูลค่าตลาดเกินทองคำที่ 10 ล้านล้านดอลลาร์

2021-12-28การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitcoin มีโอกาสราคาร่วงไปที่ 0 บาทไหม ?

Bitcoin มีโอกาสราคาร่วงไปที่ 0 บาทไหม ? อาจเป็นคำถามที่หลายคนกำลังสงสัยว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ไหม เพราะ Bitcoin อาจจะยังไม่มีมูลค่าที่เห็นได้ชัดจริงๆ วันนี้ WikiBit จะมาอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่าราคาไป 0 บาทนั้นยากมาก  1. โครงสร้างพื้นฐานของบล็อคเชน (Blockchain) ที่เป็นรากฐานของ Bitcoin นั้นแข็งแกร่งขึ้น  Bitcoin และสกุลเงินดิจิตอลเข้ารหัสทั้งหมดนั้นใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนซึ่งถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งที่สุด สามารถโต้แย้งได้ว่าธนาคารกลางไม่สามารถควบคุมการสร้างสกุลเงินได้ แต่นั่นเป็นแนวคิดของ Bitcoin แนวคิดจริง ๆ แล้วคือการยกเลิกการพิมพ์สกุลเงินตามคำสั่ง นอกจากนี้เมื่อบางสิ่งถูกป้อนเข้าไปในบล็อคเชนแล้ว จะไม่สามารถลบออกได้ตลอดชีวิต ในอนาคตจะถูกควบคุมอย่างไรต้องดูกันต่อไป!  2. ในที่สุด Bitcoin อาจกลายเป็นทางเลือกดิจิทัลแทนทองคำ  ทำไมทองคำถึงได้รับความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา? มีสามเหตุผล ข้อแรกคือ ทองคำที่เคยขุดในโลกนี้ยังคงมีอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง มันทำลายไม่ได้ซึ่งทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ข้อที่สอง แม้ว่าทองคำจะไม่ใช่สินทรัพย์พอร์ตโฟลิโอ แต่ก็เป็นแหล่งสะสมมูลค่าที่ดีเยี่ยม หากคุณดูทองคำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างน้อยก็สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้และสินทรัพย์อื่นๆ อีกจำนวนมากไม่สามารถทำตามได้ ข้อที่สาม ทองคำมีอุปทานจำกัด หากคุณนำมาเปรียบเทียบกับ Bitcoin แล้วจะพบว่ามันคล้ายกัน Bitcoin ถูกสร้างขึ้นในฐานข้อมูลที่ไม่สามารถทำลายได้ ดังนั้น Bitcoin ทั้งหมดจึงยังคงอยู่และอุปทานจึงถูกจำกัดโดยอัตโนมัติและมีหลักฐานการตรวจสอบที่เข้มงวด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bitcoin ให้ผลตอบแทนที่เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัฐนอกจากนี้ Bitcoin สามารถจัดเก็บและโอนได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับทองคำ  3. Bitcoin ไม่ใช่แค่อิสระเท่านั้น แต่ยังหายากมากอีกด้วย..  Bitcoin เป็นเพียงเครือข่ายที่ทรงพลังและกระจายอำนาจซึ่งเป็นจุดแข็งพื้นฐานของสกุลเงิน ไม่มีธนาคารกลางใดสามารถมีอิทธิพลต่อจำนวน Bitcoiทั้งหมดได้ จนถึงปัจจุบันมีเพียง 21 ล้าน Bitcoin เท่านั้นที่ถูกสร้างขึ้นและเป็นการจะขาดตลาดมากขึ้นจนทำให้ Bitcoin มีค่า เมื่อเทียบกับรูปแบบสกุลเงินอื่น ๆ นั้นบิทคอยน์จะหายากกว่ามาก ตัวเหรียญจึงมีแนวโน้มที่จะรักษาคุณค่าไว้ได้ตลอดไป นอกเหนือจากนั้นเนื่องจาก Bitcoin ไม่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางหรือรัฐบาล จึงไม่มีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อมากนัก  4. Bitcoin กำลังได้เป็นสกุลเงินในโลกความจริง  แม้ว่าธนาคารกลางจะพยายามอย่างหนักที่จะต่อต้านสกุลเงินดิจิตอล แต่ก็มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือร้านค้า โรงแรม ร้านอาหารที่ยินดีรับเงินเป็น Bitcoin มากขึ้นเรื่อยๆ ธนาคารต่างๆ ถึงแม้จะเริ่มออกเงินดิจิตอลในประเทศเอง (CBDC) แต่ยังมีนักลงทุนรายใหญ่มากมายที่แสดงตัวว่าเขานั้นชอบ Bitcoin รวมถึงกองทุนระดับโลกด้วย นั้นอาจจะทำให้ความคิดว่า Bitcoin จะลงไปที่ราคา 0 บาทนั้นมีโอกาสเกิดได้ยากขึ้น

2021-12-27การวิเคราะห์เชิงลึก

เหรียญคริปโตตัวหนึ่งมีราคาพุ่งขึ้นกว่า 4,000% หลัง Elon Musk โพสทวีต

ในขณะที่ ‘ปีแห่งมีม’ กำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุด ดูเหมือนว่ายังมีเหรียญมีมอีกเหรียญที่จู่ ๆ ก็กลายเป็นกระแสฮือฮาขึ้นมา หลังจาก Elon Musk ได้ออกมาโพสทวีตในวันเทศกาลคริสมาส Santa Floki (HOHOHO) ซึ่งเป็นเหรียญ BEP20 บน Binance Smart Chain ได้เห็นราคาที่พุ่งขึ้นกว่า 3,944% เมื่อช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ราคาเหรียญที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง เกิดหลังจาก Elon Musk CEO ของ Tesla ได้โพสต์รูป Floki ลูกสุนัข Shiba Inu ของเขาบนทวีต  ทวีตของ Musk กลายเป็นกระแสไวรัลในทันที และมียอดไลค์กว่า 240,000 ไลค์ในขณะที่รายนี้ รูปภาพนี้มาพร้อมกับคำบรรยายใต้ภาพที่ระบุว่า “Floki Santa” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อของเหรียญคริปโตดังกล่าว Santa Floki ถูกสร้างโดยนักพัฒนาที่ใช้นามแฝงว่า Parabolic8 โดยมีมุ่งจุดหมายที่จะสร้างเหรียญคริปโตเหรียญนี้ให้กลายเป็นโปรเจกต์เกี่ยวกับการกุศลบนเครือข่าย Binance Smart Chain

2021-12-27การวิเคราะห์เชิงลึก

ประกาศแล้ว แผนงานของ Cardano(ADA) ในปี 2022

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม Charles Horkinson ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ IOHK บริษัทที่สร้างโปรเจกต์ Cardano (ADA) ได้สรุปวิสัยทัศน์และเป้าหมายของ IOHK สำหรับ Cardano ในปี 2022 แผนงานในปี 2022 ตามรายงานของ The Daily Hodl ในวิดิโอบน Youtube ที่ได้มีการเผยแพร่ในวันคริสมาสต์อีฟ Charles ได้พูดเกี่ยวกับการหาแนวทางในครึ่งปีหลังของปี 2022 ว่าจะบรรลุการทำธุรกรรมการเงินรายย่อยแบบ end-to-end บน Cardano ได้อย่างไร  “เป้าหมายของผมสำหรับครึ่งหลังของปี 2022 คือการคิดหาวิธีนำส่วนยิบย่อยเข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรองรับการทำธุรกรรมการเงินรายย่อยแบบ end-to-end บน Cardano เพื่อให้คนที่อยู่ในประเทศเคนยาหรือที่ไหนก็ได้ที่มี บล็อกเชน” เขายังได้พูดถึงเหตุการณ์สำคัญทางเทคนิคในสำหรับปี 2022 “ปีหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจะมีการสร้างโครงสร้างโปรเจกต์ open-source อย่างเป็นทางการแบบเดียวกับ Hyperledger สู่ Linux เราได้เห็นสถาบันหลายแห่งมีการเชื่อมต่อเข้ามาและทุกคนที่กำลังทำงานอยู่นั้นก็จะได้รับการปรับปรุงไปทิศทางใหม่รวมถึงตัวของผมด้วย…”  “เมื่อคุณมองไปที่สิ่งต่าง ๆ เช่นการปรับปรุง (แพลตฟอร์ม smart contract ของ Cardano) Plutus (ข้อเสนอการปรับปรุง Cardano) ซึ่งมี CIPS 3 รายการอันเป็นผลมาจากงานที่เราร่วมกันทำกับนักพัฒนา” “เรามีการวางระบบที่จำเป็นที่ต้องนำเข้ามาผู้รับรองข้อมูลที่จำเป็นต้องนำเข้ามาขณะนี้ Peer-to-peer กำลังได้รับการทดสอบกับผู้ที่ทำการ stakef บนเครือข่ายทดสอบและมีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น” เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน Charles ได้พูดถึงแผนงานในปี 2022 ในส่วนของโปรเจกต์ที่น่าสนใจที่ถูกสร้างบน Cardano หนึ่งในนั้นคือ CardanoCube ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของ Cardano ตามที่ผู้ใช้ Twitter “Cardians” ได้ชี้ให้เห็นเมื่อวันก่อนช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมามีโปรเจกต์ที่เพิ่มมาอีกกว่า 150 โปรเจกต์ในระบบนิเวศของ Cardano

2021-12-27การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จัก “Tokenomics” เศรษฐศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซี

รู้จัก “Tokenomics” เศรษฐศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงที่ผ่านมา กระแสของคริปโทเคอร์เรนซีนั้น ร้อนแรงเป็นอย่างมากหลังจากมูลค่าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่ต้นปีBitcoin เคยราคาขึ้นไปมากกว่า 2,000,000 บาท Ethereum เคยราคาขึ้นไปมากกว่า 150,000 บาท แล้วเราเคยสงสัยไหมว่ามูลค่าเหล่านี้ มาจากไหน ? โดยเบื้องหลังมูลค่าเหล่านี้ เกิดขึ้นจากกลไกที่เรียกว่า “Tokenomics” หรือ “เศรษฐศาสตร์ของเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี” ในการช่วยสร้างมูลค่าให้กับมัน  แล้ว Tokenomics คืออะไร ?  จริง ๆ แล้ว มูลค่าของคริปโทเคอร์เรนซี หรือสิ่งต่าง ๆ บนโลกนั้น ถูกตั้งอยู่บนหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานอย่าง Demand และ Supply เมื่อสิ่งใดมีปริมาณน้อย หาได้ยาก ตอบโจทย์ และมีคุณค่า มันจะมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ในทางกลับกัน สิ่งใดมีปริมาณมาก หาง่าย และไม่ตอบโจทย์  ความต้องการก็จะลดลง ส่งผลให้มูลค่าลดลงตามไปด้วย Tokenomics คือการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ เพื่อช่วยให้เราเข้าใจมูลค่าของเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น  โดยเราสามารถเข้าไปศึกษาได้จาก “Whitepaper” ของโปรเจกต์ที่เราสนใจ รวมถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อื่น ๆ เพื่อทำความเข้าใจโปรเจกต์นั้นได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปใช้งานหรือลงทุนกับมันทีนี้ เราลองมาดูว่ามีเรื่องอะไรที่เราจะต้องคำนึงถึงบ้าง ? เริ่มต้นที่ “เหรียญนี้มีไว้เพื่ออะไร” ในบรรดาเหรียญที่เราอยากลงทุนนั้น เราควรมีความเข้าใจว่าเหรียญนั้น คืออะไร ใช้ทำอะไรและประโยชน์ของมันคืออะไร มีการใช้งานจริงหรือไม่ และทำไมคนถึงต้องใช้มัน  ยกตัวอย่างเช่น  Ethereum ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับ NFT แอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม Decentralised จำนวนมาก มูลค่าของสกุลเงินบนระบบอย่าง ETH จึงขึ้นอยู่กับการเติบโตของการใช้งาน เมื่อมีการใช้งานมากจึงเป็นที่ต้องการและมีมูลค่า อีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ “เหรียญนี้ มีปริมาณเท่าไร”  ก่อนอื่นก็ต้องดูว่าเหรียญที่เราศึกษานั้นมีปริมาณจำกัดหรือไม่ หรือสามารถผลิตออกมาได้เรื่อย ๆ มีการผลิตออกมาแล้วเป็นสัดส่วนเท่าไร มีกลไกในการผลิตอย่างไร มีกลไกในการควบคุมการเฟ้อหรือไม่ ปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระยะยาว  ยกตัวอย่างเช่น  Bitcoin ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้รักษามูลค่าของเงิน หรือช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินที่สะดวก รวดเร็ว และมีอิสระ เปรียบเสมือนทองคำดิจิทัล มี Tokenomics ที่จำกัดปริมาณหมุนเวียนทั้งระบบอยู่ที่ 21,000,000 เหรียญ โดยปัจจุบันมีการขุดสำเร็จแล้วราว 90% และจะมีอัตราการผลิตน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ต่อมา คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “เหรียญนี้อยู่ในมือใคร” การกระจายเหรียญถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โปรเจกต์ที่เราสนใจนั้นมีโครงสร้างในการกระจายเหรียญอย่างไรบ้าง สามารถสร้างแรงจูงใจให้ทีมงาน ที่ปรึกษา นักลงทุน พันธมิตร ชุมชน ได้หรือไม่ รวมถึงตัวเหรียญมีการปล่อยเหรียญออกมาก่อนหน้าสาธารณชนหรือไม่ หากเหรียญมีการกระจุกอยู่ที่รายใดรายหนึ่ง การเข้าควบคุมราคาหรือการชี้นำตลาดจะสามารถทำได้โดยง่าย  ยกตัวอย่างเช่น  Solana อีกหนึ่งบล็อกเชนโปรโตคอล ที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ด้วยค่าธรรมเนียมสบายกระเป๋า แต่มีโครงสร้างการกระจายเหรียญในวงแคบ โดยเน้นไปที่ทีมงาน นักลงทุน และพันธมิตรเป็นหลัก นอกจากนั้น เราก็ควรดูว่า “เหรียญนี้ มีความสามารถในการแข่งขันไหม” อีกหนึ่งจุดชี้เป็นชี้ตายที่อธิบายได้ว่าเหรียญนี้ควรมีมูลค่าเท่าไร คือความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขัน บนโลกที่ไร้ศูนย์กลางและมีการแข่งขันอย่างเสรี จริงอยู่ว่ามันจะมีโปรเจกต์ดาวรุ่งดวงใหม่เกิดขึ้นมา แต่มันก็จะมีดวงดาวที่ลับขอบฟ้า ในเวลาเดียวกัน เราจึงควรศึกษาว่าโปรเจกต์ที่เราสนใจ มีความสามารถพอที่จะแข่งขันในระยะยาวหรือไม่  ใครเป็นคู่แข่ง และใครจะเป็นผู้ชนะ ยกตัวอย่างเช่น  Binance กระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี แม้จะไม่ได้เก่าแก่ที่สุดและมีอายุเพียงแค่ราว 4 ปี แต่สามารถแซงหน้ากระดานเทรดชั้นนำอื่น ๆ ขึ้นมาเป็นกระดานเทรดอันดับ 1 ที่มีผู้ใช้งานจากทั่วทุกมุมโลกได้ ในขณะที่บางโปรเจกต์ แม้จะวางแผนโครงการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย หรือไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ ความสามารถในการแข่งขันและความดึงดูดจะน้อยลงตามไปด้วย หลักการทั้งหมดที่เล่ามานั้น ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำความรู้จักและเข้าใจในกลไกและความเสี่ยงของตัวเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่เราสนใจ ซึ่งนับเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่เราควรเข้าใจก่อนที่เราจะเริ่มต้นไปข้องเกี่ยว ใช้งาน หรือแม้แต่นำเงินของเราเข้าไปลงทุน..

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

เทียบกันชัด ๆ คริปโต vs Forex เหมือนกันจุดไหน ต่างกันยังไง!?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Cryptocurrency ได้กลายเป็นกระแสหลักของการลงทุน จนเทรดเดอร์หลายคนสงสัยว่าพวกเขาควรมุ่งเน้นไปที่ตลาดคริปโตแทน Forex หรือจะเทรดต่อทั้งสองตลาดเลย บทความนี้จะอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากที่สุด!   ? ความเหมือนตลาด ‘Crypto & Forex’  1. ราคาของคริปโต และ Forex กำหนดโดยกลไกตลาด เช่น อุปสงค์และอุปทาน เหมือนกัน  2. ทั้งการซื้อขายคริปโต และ Forex เทรดเดอร์ต้องมีความเข้าใจในตลาดที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี  3. การซื้อขายในทั้งสองตลาดนั้นง่ายต่อการดำเนินการ แค่ต้องมีบัญชีซื้อขาย และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก่อน เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต ก็ไปเทรดได้ ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่เช่นกัน  4. คุณสามารถซื้อขายใน Crypto และ Forex ออนไลน์ได้  5. ทั้งสองตลาดเริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักร้อยเท่านั้น   ? ความแตกต่างตลาด ‘Crypto & Forex’  1. ตลาดคริปโตค่อนข้างใหม่ ในขณะที่การตลาด Forex มีการซื้อขายมาอย่างยาวนานกว่ามาก นับตั้งแต่เรามีสกุลเงินประจำชาติที่แตกต่างกันแต่ละชาติ  2. ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงกว่า ด้วยปริมาณการซื้อขายที่มากกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คริปโตมีมูลค่าตลาดรวมของทั้งหมดน้อยกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์  3. สกุลเงินดิจิทัลมีความผันผวนสูงกว่า ขณะที่ Forex มักจะมีเสถียรภาพมากกว่า ทำให้การจัดการความเสี่ยงง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับคริปโต  4. ตลาด Crypto เปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน และในขณะ Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้น  5. ตลาดคริปโตยังค่อนข้างใหม่ เทรดเดอร์ Crypto อาจเผชิญกับความเสี่ยงจากคู่สัญญา เช่น การหลอกลวงและการแฮ็ก ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมการซื้อขาย Forex ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เป็นผลให้ Forex เสี่ยงน้อยกว่า  *อย่างไรก็ตาม การควบคุมนี้จะมีผลกับการเทรดกับโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้นนะ ซึ่งคุณสามารถไป ตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex อ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูลหมดไส้หมดพุง แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex  ส่วนสายคริปโต เราขอแนะนำ #WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน #ทั้ง2แอปดาวน์โหลดฟรีการันตีความปัง

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

นี่คือ 5 เหรียญคริปโตที่จะ 'จึ้ง' ที่สุดในปี 2022

ปีนี้เป็นปีแห่งสกุลเงินดิจิทัลอย่างแท้จริง Bitcoin คริปโตตัวแรกของโลกสร้างเศรษฐีได้มากมายเมื่อราคาพุ่งทะลุ 60,000 ดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่วันแรก Bitcoin เริ่มซื้อขายในปี 2010 ที่ประมาณ $0.08 เท่านั้น และเราก็ไม่คิดว่ากระแสของคริปโตจะจบลงเร็ว ๆ นี้หรอกนะ วันนี้จึงขอมาแนะนำ 5 เหรียญที่พร้อมจะพุ่งทะยานในปี 2022 จะมีเหรียญไหนบ้าง ไปดูกัน!   1. เหรียญ Cardano  แม้ว่าหลายคนจะบ่อยว่าติดดอยกับเหรียญนี้มาซักพักแล้ว แต่จริง ๆ เหรียญนี้ก็มีจุดเด่นหลายอย่างนะ คุณลักษณะที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมันคือวิธีการสร้างขึ้น Cardano โดยกำหนดแผนงานห้าขั้นตอนที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด: กลายเป็นระบบกระจายอำนาจแบบพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง แพลตฟอร์มเปิดตัวสัญญาอัจฉริยะในปีนี้ และตอนนี้งานมุ่งเน้นไปที่สองขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนา วิธีการต่าง ๆ ของ Cardano ทำให้เราเราสามารถคาดหวังคุณภาพจาก Cardano และนั่นทำให้เราจะมั่นใจในความสามารถของ Cardano ที่จะโดดเด่นในระยะยาว   2. เหรียญ Algorand  Algorand เป็นแชมป์เรื่องความเร็วในการทำธุรกรรม โดยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 1,000 รายการต่อวินาที และทำธุรกรรมเหล่านั้นให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาที ท้ายสุดแพลตฟอร์มจะสามารถประมวลผล 3,000 ต่อวินาที และเป้าหมายต่อไปคือมากกว่า 45,000 ต่อวินาที ซึ่งจะเร็วกว่าบัตรเครดิต Visa ที่กล่าวว่าสามารถรองรับธุรกรรมได้ 24,000 รายการต่อวินาที สัญญาอัจฉริยะที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์เกิดขึ้นในเลเยอร์ที่สองอย่างประสิทธิภาพนี้ อาจดึงดูดผู้ใช้และนักลงทุนมายัง Algorand มากขึ้นเรื่อย ๆ   3. เหรียญ Polkadot  ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งสำหรับคริปโตคือ แต่ละสกุลเงินทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีความสามารถในการแบ่งปันข้อมูลหรือโอนเหรียญจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง Polkadot มาปิดช่องโหว่ตรงนี้ ผ่านสะพานเชื่อม Parachains เหล่านี้เชื่อมต่อกับบล็อคเชนอื่น ๆ เช่น Ethereum เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัตินี้แหละอาจช่วยให้ Polkadot ก้าวไปสู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมคริปโต   4. เหรียญ Ethereum  Ethereum เป็นคริปโตที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกตามมูลค่าตลาด มีมาตั้งแต่ปี 2015 และปี 2022 อาจเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะจะมีการอัพเกรดครั้งสำคัญ Ethereum 2 จะแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ Ethereum เผชิญอยู่ในขณะนี้ และนั่นคือความเร็วของการทำธุรกรรม วันนี้ Ethereum ดำเนินการเพียงประมาณ 30 ธุรกรรมต่อวินาที แต่หลังจากอัปเกรดแล้ว อาจประมวลผลได้มากถึง 100,000 รายการ เปลี่ยนไปใช้วิธีการพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย (Proof of stake) ซึ่งลดการคำนวณที่ซับซ้อน แต่ให้อำนาจการตรวจสอบแก่ผู้ตรวจสอบตามเหรียญที่ถืออยู่ ทั้งนี้ Ethereum กำลังเพิ่ม shard chains เพื่อบรรเทาความแออัดในเครือข่ายหลักด้วย   5. เหรียญ Aave  Aave เป็นแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมแบบกระจายอำนาจที่สร้างขึ้นบน Ethereum คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มนี้ในการให้ยืม สร้างรายได้ผ่านการให้ยืม และยืม หรือคุณจะซื้อ Aave และถือไว้เพื่อการลงทุนก็ได้ หากคุณกำลังยืมหรือให้ยืม คุณสามารถเลือกสกุลเงินดิจิทัลได้ประมาณ 30 สกุล หากคุณให้ยืม คุณจะได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนร้อยละต่อปีมากกว่า 3% ตามอัตราปัจจุบัน Aave เหมาะกับผู้ใช้ในการสร้างรายได้แบบพาสซีฟ สำหรับผู้กู้ พวกเขาเองก็ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่หลากหลายและความเป็นไปได้ในการกู้ยืมที่หลากหลาย  อยากรู้จักเหรียญจึ้ง ๆ มากกว่านี้ ไปที่แอป WikiBit เลย! เพียงแค่กดค้นหาชื่อเหรียญ ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาให้ดูแบบจัดเต็ม! ทั้งนี้แอปของเรายังนำเสนอข่าวสารวงการคริปโตเป็นรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก ใครที่คิดจะลงทุนในวงการนี้ ดาวน์โหลดแอป WikiBit ไว้เลย จบครบเรื่องคริปโต ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี! #WikiBit

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

สายไปมั้ย ที่จะเริ่มซื้อ ‘บิทคอยน์’ เมื่อบิทคอยน์กำลังจะหมดโลก

บิทคอยน์ และเหรียญคริปโตอื่น ๆ มาแรงจริง ๆ หลายคนไม่เคยคิดจะแตะเจ้าเหรียญนี้ แต่ก็ทนความแรงไม่ไหว ต้องขอก้าวเข้ามาในโลกคริปโตกะเค้ามั่ง แต่บางส่วนก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้ว่าเข้ามาตอนนี้จะสายไปรึเปล่า ซึ่งจริง ๆ จะสายไปมั้ย ต้องพิจารณจาก 5 คำตอบนี้   1. ไม่มีใครรู้แน่ชัด  คุณจะไม่มีวันได้คำตอบที่แน่ชัดว่าสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Bitcoin จะไปในทิศทางใดในอีก 10 วันข้างหน้า นับประสากับ 10 ปี นั่นเป็นปริศนาที่สำคัญในการพิจารณาว่าการประเมินมูลค่าปัจจุบันของ Bitcoin จะทำให้นักลงทุนรายใหม่สามารถสร้างผลกำไรในอนาคตได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีวิธีการที่ตกลงกันในระดับสากลในการกำหนดมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ไม่ใช่บริษัทที่มีสินทรัพย์และการขายที่คุณสามารถนำไปใส่ในสูตรได้ ในทางกลับกัน มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่แน่นอน   2. ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคุณ  จากข้อมูลของ Investopedia บิทคอยน์เริ่มซื้อขายในเดือนกรกฎาคม 2010 ด้วยราคาต่ำสุดที่ $0.0008 แต่ในขณะที่เขียนตอนนี้ 1 BTC มีมูลค่าเกือบ 5 หมื่นดอลลาร์ หากคุณหวังจะซื้อ Bitcoin วันนี้และได้ผลตอบแทนแบบนั้น ความเห็นของเราคือสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin แต่หากคุณมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลมากกว่า อาจไม่สายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin และสร้างผลกำไรในระดับนึง   3. ถ้าคุณถามคำถามนี้ คุณอาจไม่เหมาะกับบิทคอยน์  ดูเหมือนว่า Bitcoin จะเป็นสินทรัพย์ที่เต็มไปความรู้สึก ความกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยอย่างสุดขีด สิ่งนี้จะกินคุณทั้งเป็น หากคุณถามว่า “สายเกินไปไหมที่จะซื้อ Bitcoin?” คือการที่คุณขาดศรัทธาใน Bitcoin เป็นการลงทุนระยะยาว เมื่อราคาของ Bitcoin กลับมา (เช่นเคยไม่ช้าก็เร็ว) คุณอาจจะแตกและตื่นตระหนกในการขาย ในขณะนั้น ดูเหมือนว่าความสนุกจะสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง   4. Bitcoin ถูกออกแบบให้ขุดได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างที่คุณอาจทราบดีว่าอุปทานของ Bitcoin นั้นจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ เมื่อขุดได้ทั้งหมดแล้ว ใครก็ตามที่ต้องการซื้อ Bitcoin จะต้องแข่งขันกันเพื่อชิงหนึ่งใน 21 ล้านเหรียญนั้น ในขณะที่เขียน มีการขุด Bitcoin ไปแล้วกว่า 18.8 ล้านครั้ง จากข้อมูลของ Investopedia การประมาณการในปัจจุบันระบุว่า Bitcoin ทั้งหมดจะถูกขุดภายในปี 2140 สัญญาณทั้งหมดชี้ไปที่ราคาของมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสมมติฐานนี้เป็นจริง เราอาจให้เหตุผลว่ายังไม่สายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin   5. Bitcoin เติบโตจากแรงของการเก็งกำไรล้วน ๆ  ราคาของ Bitcoin ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก ยิ่งมีคนอยากซื้อมาก ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น ผลกระทบประการหนึ่งคือราคาของ Bitcoin มักจะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการปรับปรุงที่สำคัญกับเทคโนโลยีพื้นฐานหรือการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนอกเหนือจากผู้ที่ซื้อมันเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเมื่อประเมิน Bitcoin ในบริบทของคำถามหลักของบทความนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า Bitcoin มีการเติบโตทางเทคโนโลยีอย่างมากก่ คุณเพียงแค่ต้องเชื่อว่าอุปทานของคนเต็มใจที่จะเก็งกำไรใน Bitcoin จะยังคงเติบโตต่อไป  สุดท้ายแล้ว จะสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แล้วก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วย! หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณกระจ่างใจขึ้นนะ ว่าตอนนี้ควรลงทุนในบิทคอยน์รึเปล่า?  หากสนใจเรื่องราวแบบนี้ กลับมาอ่านกันได้ทุกวันที่แอป WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7072
...
142