ประกาศแล้ว แผนงานของ Cardano(ADA) ในปี 2022

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม Charles Horkinson ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ IOHK บริษัทที่สร้างโปรเจกต์ Cardano (ADA) ได้สรุปวิสัยทัศน์และเป้าหมายของ IOHK สำหรับ Cardano ในปี 2022 แผนงานในปี 2022 ตามรายงานของ The Daily Hodl ในวิดิโอบน Youtube ที่ได้มีการเผยแพร่ในวันคริสมาสต์อีฟ Charles ได้พูดเกี่ยวกับการหาแนวทางในครึ่งปีหลังของปี 2022 ว่าจะบรรลุการทำธุรกรรมการเงินรายย่อยแบบ end-to-end บน Cardano ได้อย่างไร  “เป้าหมายของผมสำหรับครึ่งหลังของปี 2022 คือการคิดหาวิธีนำส่วนยิบย่อยเข้ามารวมเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรองรับการทำธุรกรรมการเงินรายย่อยแบบ end-to-end บน Cardano เพื่อให้คนที่อยู่ในประเทศเคนยาหรือที่ไหนก็ได้ที่มี บล็อกเชน” เขายังได้พูดถึงเหตุการณ์สำคัญทางเทคนิคในสำหรับปี 2022 “ปีหน้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจะมีการสร้างโครงสร้างโปรเจกต์ open-source อย่างเป็นทางการแบบเดียวกับ Hyperledger สู่ Linux เราได้เห็นสถาบันหลายแห่งมีการเชื่อมต่อเข้ามาและทุกคนที่กำลังทำงานอยู่นั้นก็จะได้รับการปรับปรุงไปทิศทางใหม่รวมถึงตัวของผมด้วย…”  “เมื่อคุณมองไปที่สิ่งต่าง ๆ เช่นการปรับปรุง (แพลตฟอร์ม smart contract ของ Cardano) Plutus (ข้อเสนอการปรับปรุง Cardano) ซึ่งมี CIPS 3 รายการอันเป็นผลมาจากงานที่เราร่วมกันทำกับนักพัฒนา” “เรามีการวางระบบที่จำเป็นที่ต้องนำเข้ามาผู้รับรองข้อมูลที่จำเป็นต้องนำเข้ามาขณะนี้ Peer-to-peer กำลังได้รับการทดสอบกับผู้ที่ทำการ stakef บนเครือข่ายทดสอบและมีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น” เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน Charles ได้พูดถึงแผนงานในปี 2022 ในส่วนของโปรเจกต์ที่น่าสนใจที่ถูกสร้างบน Cardano หนึ่งในนั้นคือ CardanoCube ที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศของ Cardano ตามที่ผู้ใช้ Twitter “Cardians” ได้ชี้ให้เห็นเมื่อวันก่อนช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมามีโปรเจกต์ที่เพิ่มมาอีกกว่า 150 โปรเจกต์ในระบบนิเวศของ Cardano

2021-12-27การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จัก “Tokenomics” เศรษฐศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซี

รู้จัก “Tokenomics” เศรษฐศาสตร์ของคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงที่ผ่านมา กระแสของคริปโทเคอร์เรนซีนั้น ร้อนแรงเป็นอย่างมากหลังจากมูลค่าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมหาศาลตั้งแต่ต้นปีBitcoin เคยราคาขึ้นไปมากกว่า 2,000,000 บาท Ethereum เคยราคาขึ้นไปมากกว่า 150,000 บาท แล้วเราเคยสงสัยไหมว่ามูลค่าเหล่านี้ มาจากไหน ? โดยเบื้องหลังมูลค่าเหล่านี้ เกิดขึ้นจากกลไกที่เรียกว่า “Tokenomics” หรือ “เศรษฐศาสตร์ของเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี” ในการช่วยสร้างมูลค่าให้กับมัน  แล้ว Tokenomics คืออะไร ?  จริง ๆ แล้ว มูลค่าของคริปโทเคอร์เรนซี หรือสิ่งต่าง ๆ บนโลกนั้น ถูกตั้งอยู่บนหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานอย่าง Demand และ Supply เมื่อสิ่งใดมีปริมาณน้อย หาได้ยาก ตอบโจทย์ และมีคุณค่า มันจะมีความต้องการมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น ในทางกลับกัน สิ่งใดมีปริมาณมาก หาง่าย และไม่ตอบโจทย์  ความต้องการก็จะลดลง ส่งผลให้มูลค่าลดลงตามไปด้วย Tokenomics คือการนำความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาใช้ เพื่อช่วยให้เราเข้าใจมูลค่าของเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น  โดยเราสามารถเข้าไปศึกษาได้จาก “Whitepaper” ของโปรเจกต์ที่เราสนใจ รวมถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อื่น ๆ เพื่อทำความเข้าใจโปรเจกต์นั้นได้ด้วยตัวเอง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าไปใช้งานหรือลงทุนกับมันทีนี้ เราลองมาดูว่ามีเรื่องอะไรที่เราจะต้องคำนึงถึงบ้าง ? เริ่มต้นที่ “เหรียญนี้มีไว้เพื่ออะไร” ในบรรดาเหรียญที่เราอยากลงทุนนั้น เราควรมีความเข้าใจว่าเหรียญนั้น คืออะไร ใช้ทำอะไรและประโยชน์ของมันคืออะไร มีการใช้งานจริงหรือไม่ และทำไมคนถึงต้องใช้มัน  ยกตัวอย่างเช่น  Ethereum ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้กับ NFT แอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม Decentralised จำนวนมาก มูลค่าของสกุลเงินบนระบบอย่าง ETH จึงขึ้นอยู่กับการเติบโตของการใช้งาน เมื่อมีการใช้งานมากจึงเป็นที่ต้องการและมีมูลค่า อีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึง ก็คือ “เหรียญนี้ มีปริมาณเท่าไร”  ก่อนอื่นก็ต้องดูว่าเหรียญที่เราศึกษานั้นมีปริมาณจำกัดหรือไม่ หรือสามารถผลิตออกมาได้เรื่อย ๆ มีการผลิตออกมาแล้วเป็นสัดส่วนเท่าไร มีกลไกในการผลิตอย่างไร มีกลไกในการควบคุมการเฟ้อหรือไม่ ปริมาณเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระยะยาว  ยกตัวอย่างเช่น  Bitcoin ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินที่ใช้รักษามูลค่าของเงิน หรือช่องทางการเคลื่อนย้ายเงินที่สะดวก รวดเร็ว และมีอิสระ เปรียบเสมือนทองคำดิจิทัล มี Tokenomics ที่จำกัดปริมาณหมุนเวียนทั้งระบบอยู่ที่ 21,000,000 เหรียญ โดยปัจจุบันมีการขุดสำเร็จแล้วราว 90% และจะมีอัตราการผลิตน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป ต่อมา คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “เหรียญนี้อยู่ในมือใคร” การกระจายเหรียญถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โปรเจกต์ที่เราสนใจนั้นมีโครงสร้างในการกระจายเหรียญอย่างไรบ้าง สามารถสร้างแรงจูงใจให้ทีมงาน ที่ปรึกษา นักลงทุน พันธมิตร ชุมชน ได้หรือไม่ รวมถึงตัวเหรียญมีการปล่อยเหรียญออกมาก่อนหน้าสาธารณชนหรือไม่ หากเหรียญมีการกระจุกอยู่ที่รายใดรายหนึ่ง การเข้าควบคุมราคาหรือการชี้นำตลาดจะสามารถทำได้โดยง่าย  ยกตัวอย่างเช่น  Solana อีกหนึ่งบล็อกเชนโปรโตคอล ที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ด้วยค่าธรรมเนียมสบายกระเป๋า แต่มีโครงสร้างการกระจายเหรียญในวงแคบ โดยเน้นไปที่ทีมงาน นักลงทุน และพันธมิตรเป็นหลัก นอกจากนั้น เราก็ควรดูว่า “เหรียญนี้ มีความสามารถในการแข่งขันไหม” อีกหนึ่งจุดชี้เป็นชี้ตายที่อธิบายได้ว่าเหรียญนี้ควรมีมูลค่าเท่าไร คือความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขัน บนโลกที่ไร้ศูนย์กลางและมีการแข่งขันอย่างเสรี จริงอยู่ว่ามันจะมีโปรเจกต์ดาวรุ่งดวงใหม่เกิดขึ้นมา แต่มันก็จะมีดวงดาวที่ลับขอบฟ้า ในเวลาเดียวกัน เราจึงควรศึกษาว่าโปรเจกต์ที่เราสนใจ มีความสามารถพอที่จะแข่งขันในระยะยาวหรือไม่  ใครเป็นคู่แข่ง และใครจะเป็นผู้ชนะ ยกตัวอย่างเช่น  Binance กระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี แม้จะไม่ได้เก่าแก่ที่สุดและมีอายุเพียงแค่ราว 4 ปี แต่สามารถแซงหน้ากระดานเทรดชั้นนำอื่น ๆ ขึ้นมาเป็นกระดานเทรดอันดับ 1 ที่มีผู้ใช้งานจากทั่วทุกมุมโลกได้ ในขณะที่บางโปรเจกต์ แม้จะวางแผนโครงการไว้แล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย หรือไม่ได้เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวังเอาไว้ ความสามารถในการแข่งขันและความดึงดูดจะน้อยลงตามไปด้วย หลักการทั้งหมดที่เล่ามานั้น ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำความรู้จักและเข้าใจในกลไกและความเสี่ยงของตัวเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่เราสนใจ ซึ่งนับเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญที่เราควรเข้าใจก่อนที่เราจะเริ่มต้นไปข้องเกี่ยว ใช้งาน หรือแม้แต่นำเงินของเราเข้าไปลงทุน..

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

เทียบกันชัด ๆ คริปโต vs Forex เหมือนกันจุดไหน ต่างกันยังไง!?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Cryptocurrency ได้กลายเป็นกระแสหลักของการลงทุน จนเทรดเดอร์หลายคนสงสัยว่าพวกเขาควรมุ่งเน้นไปที่ตลาดคริปโตแทน Forex หรือจะเทรดต่อทั้งสองตลาดเลย บทความนี้จะอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ทั้งสองประเภทนี้ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากที่สุด!   ? ความเหมือนตลาด ‘Crypto & Forex’  1. ราคาของคริปโต และ Forex กำหนดโดยกลไกตลาด เช่น อุปสงค์และอุปทาน เหมือนกัน  2. ทั้งการซื้อขายคริปโต และ Forex เทรดเดอร์ต้องมีความเข้าใจในตลาดที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี  3. การซื้อขายในทั้งสองตลาดนั้นง่ายต่อการดำเนินการ แค่ต้องมีบัญชีซื้อขาย และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก่อน เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต ก็ไปเทรดได้ ทำให้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่เช่นกัน  4. คุณสามารถซื้อขายใน Crypto และ Forex ออนไลน์ได้  5. ทั้งสองตลาดเริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักร้อยเท่านั้น   ? ความแตกต่างตลาด ‘Crypto & Forex’  1. ตลาดคริปโตค่อนข้างใหม่ ในขณะที่การตลาด Forex มีการซื้อขายมาอย่างยาวนานกว่ามาก นับตั้งแต่เรามีสกุลเงินประจำชาติที่แตกต่างกันแต่ละชาติ  2. ตลาด Forex มีสภาพคล่องสูงกว่า ด้วยปริมาณการซื้อขายที่มากกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่คริปโตมีมูลค่าตลาดรวมของทั้งหมดน้อยกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์  3. สกุลเงินดิจิทัลมีความผันผวนสูงกว่า ขณะที่ Forex มักจะมีเสถียรภาพมากกว่า ทำให้การจัดการความเสี่ยงง่ายกว่ามากเมื่อเทียบกับคริปโต  4. ตลาด Crypto เปิดให้ซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน และในขณะ Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้น  5. ตลาดคริปโตยังค่อนข้างใหม่ เทรดเดอร์ Crypto อาจเผชิญกับความเสี่ยงจากคู่สัญญา เช่น การหลอกลวงและการแฮ็ก ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมการซื้อขาย Forex ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดีและมีการควบคุมอย่างเข้มงวด เป็นผลให้ Forex เสี่ยงน้อยกว่า  *อย่างไรก็ตาม การควบคุมนี้จะมีผลกับการเทรดกับโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้นนะ ซึ่งคุณสามารถไป ตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex อ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูลหมดไส้หมดพุง แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex  ส่วนสายคริปโต เราขอแนะนำ #WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน #ทั้ง2แอปดาวน์โหลดฟรีการันตีความปัง

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

นี่คือ 5 เหรียญคริปโตที่จะ 'จึ้ง' ที่สุดในปี 2022

ปีนี้เป็นปีแห่งสกุลเงินดิจิทัลอย่างแท้จริง Bitcoin คริปโตตัวแรกของโลกสร้างเศรษฐีได้มากมายเมื่อราคาพุ่งทะลุ 60,000 ดอลลาร์ ทั้ง ๆ ที่วันแรก Bitcoin เริ่มซื้อขายในปี 2010 ที่ประมาณ $0.08 เท่านั้น และเราก็ไม่คิดว่ากระแสของคริปโตจะจบลงเร็ว ๆ นี้หรอกนะ วันนี้จึงขอมาแนะนำ 5 เหรียญที่พร้อมจะพุ่งทะยานในปี 2022 จะมีเหรียญไหนบ้าง ไปดูกัน!   1. เหรียญ Cardano  แม้ว่าหลายคนจะบ่อยว่าติดดอยกับเหรียญนี้มาซักพักแล้ว แต่จริง ๆ เหรียญนี้ก็มีจุดเด่นหลายอย่างนะ คุณลักษณะที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมันคือวิธีการสร้างขึ้น Cardano โดยกำหนดแผนงานห้าขั้นตอนที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด: กลายเป็นระบบกระจายอำนาจแบบพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง แพลตฟอร์มเปิดตัวสัญญาอัจฉริยะในปีนี้ และตอนนี้งานมุ่งเน้นไปที่สองขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนา วิธีการต่าง ๆ ของ Cardano ทำให้เราเราสามารถคาดหวังคุณภาพจาก Cardano และนั่นทำให้เราจะมั่นใจในความสามารถของ Cardano ที่จะโดดเด่นในระยะยาว   2. เหรียญ Algorand  Algorand เป็นแชมป์เรื่องความเร็วในการทำธุรกรรม โดยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 1,000 รายการต่อวินาที และทำธุรกรรมเหล่านั้นให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงห้าวินาที ท้ายสุดแพลตฟอร์มจะสามารถประมวลผล 3,000 ต่อวินาที และเป้าหมายต่อไปคือมากกว่า 45,000 ต่อวินาที ซึ่งจะเร็วกว่าบัตรเครดิต Visa ที่กล่าวว่าสามารถรองรับธุรกรรมได้ 24,000 รายการต่อวินาที สัญญาอัจฉริยะที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นและการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์เกิดขึ้นในเลเยอร์ที่สองอย่างประสิทธิภาพนี้ อาจดึงดูดผู้ใช้และนักลงทุนมายัง Algorand มากขึ้นเรื่อย ๆ   3. เหรียญ Polkadot  ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งสำหรับคริปโตคือ แต่ละสกุลเงินทำงานด้วยตัวเองโดยไม่มีความสามารถในการแบ่งปันข้อมูลหรือโอนเหรียญจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง Polkadot มาปิดช่องโหว่ตรงนี้ ผ่านสะพานเชื่อม Parachains เหล่านี้เชื่อมต่อกับบล็อคเชนอื่น ๆ เช่น Ethereum เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัตินี้แหละอาจช่วยให้ Polkadot ก้าวไปสู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมคริปโต   4. เหรียญ Ethereum  Ethereum เป็นคริปโตที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกตามมูลค่าตลาด มีมาตั้งแต่ปี 2015 และปี 2022 อาจเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะจะมีการอัพเกรดครั้งสำคัญ Ethereum 2 จะแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ Ethereum เผชิญอยู่ในขณะนี้ และนั่นคือความเร็วของการทำธุรกรรม วันนี้ Ethereum ดำเนินการเพียงประมาณ 30 ธุรกรรมต่อวินาที แต่หลังจากอัปเกรดแล้ว อาจประมวลผลได้มากถึง 100,000 รายการ เปลี่ยนไปใช้วิธีการพิสูจน์ว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย (Proof of stake) ซึ่งลดการคำนวณที่ซับซ้อน แต่ให้อำนาจการตรวจสอบแก่ผู้ตรวจสอบตามเหรียญที่ถืออยู่ ทั้งนี้ Ethereum กำลังเพิ่ม shard chains เพื่อบรรเทาความแออัดในเครือข่ายหลักด้วย   5. เหรียญ Aave  Aave เป็นแพลตฟอร์มการให้กู้ยืมแบบกระจายอำนาจที่สร้างขึ้นบน Ethereum คุณสามารถใช้แพลตฟอร์มนี้ในการให้ยืม สร้างรายได้ผ่านการให้ยืม และยืม หรือคุณจะซื้อ Aave และถือไว้เพื่อการลงทุนก็ได้ หากคุณกำลังยืมหรือให้ยืม คุณสามารถเลือกสกุลเงินดิจิทัลได้ประมาณ 30 สกุล หากคุณให้ยืม คุณจะได้รับประโยชน์จากผลตอบแทนร้อยละต่อปีมากกว่า 3% ตามอัตราปัจจุบัน Aave เหมาะกับผู้ใช้ในการสร้างรายได้แบบพาสซีฟ สำหรับผู้กู้ พวกเขาเองก็ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่หลากหลายและความเป็นไปได้ในการกู้ยืมที่หลากหลาย  อยากรู้จักเหรียญจึ้ง ๆ มากกว่านี้ ไปที่แอป WikiBit เลย! เพียงแค่กดค้นหาชื่อเหรียญ ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาให้ดูแบบจัดเต็ม! ทั้งนี้แอปของเรายังนำเสนอข่าวสารวงการคริปโตเป็นรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก ใครที่คิดจะลงทุนในวงการนี้ ดาวน์โหลดแอป WikiBit ไว้เลย จบครบเรื่องคริปโต ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี! #WikiBit

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

สายไปมั้ย ที่จะเริ่มซื้อ ‘บิทคอยน์’ เมื่อบิทคอยน์กำลังจะหมดโลก

บิทคอยน์ และเหรียญคริปโตอื่น ๆ มาแรงจริง ๆ หลายคนไม่เคยคิดจะแตะเจ้าเหรียญนี้ แต่ก็ทนความแรงไม่ไหว ต้องขอก้าวเข้ามาในโลกคริปโตกะเค้ามั่ง แต่บางส่วนก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่รู้ว่าเข้ามาตอนนี้จะสายไปรึเปล่า ซึ่งจริง ๆ จะสายไปมั้ย ต้องพิจารณจาก 5 คำตอบนี้   1. ไม่มีใครรู้แน่ชัด  คุณจะไม่มีวันได้คำตอบที่แน่ชัดว่าสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า Bitcoin จะไปในทิศทางใดในอีก 10 วันข้างหน้า นับประสากับ 10 ปี นั่นเป็นปริศนาที่สำคัญในการพิจารณาว่าการประเมินมูลค่าปัจจุบันของ Bitcoin จะทำให้นักลงทุนรายใหม่สามารถสร้างผลกำไรในอนาคตได้หรือไม่ นอกจากนี้ยังไม่มีวิธีการที่ตกลงกันในระดับสากลในการกำหนดมูลค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ไม่ใช่บริษัทที่มีสินทรัพย์และการขายที่คุณสามารถนำไปใส่ในสูตรได้ ในทางกลับกัน มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่แน่นอน   2. ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคุณ  จากข้อมูลของ Investopedia บิทคอยน์เริ่มซื้อขายในเดือนกรกฎาคม 2010 ด้วยราคาต่ำสุดที่ $0.0008 แต่ในขณะที่เขียนตอนนี้ 1 BTC มีมูลค่าเกือบ 5 หมื่นดอลลาร์ หากคุณหวังจะซื้อ Bitcoin วันนี้และได้ผลตอบแทนแบบนั้น ความเห็นของเราคือสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin แต่หากคุณมีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลมากกว่า อาจไม่สายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin และสร้างผลกำไรในระดับนึง   3. ถ้าคุณถามคำถามนี้ คุณอาจไม่เหมาะกับบิทคอยน์  ดูเหมือนว่า Bitcoin จะเป็นสินทรัพย์ที่เต็มไปความรู้สึก ความกลัว ความไม่แน่นอน และความสงสัยอย่างสุดขีด สิ่งนี้จะกินคุณทั้งเป็น หากคุณถามว่า “สายเกินไปไหมที่จะซื้อ Bitcoin?” คือการที่คุณขาดศรัทธาใน Bitcoin เป็นการลงทุนระยะยาว เมื่อราคาของ Bitcoin กลับมา (เช่นเคยไม่ช้าก็เร็ว) คุณอาจจะแตกและตื่นตระหนกในการขาย ในขณะนั้น ดูเหมือนว่าความสนุกจะสิ้นสุดลงอย่างแท้จริง   4. Bitcoin ถูกออกแบบให้ขุดได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างที่คุณอาจทราบดีว่าอุปทานของ Bitcoin นั้นจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ เมื่อขุดได้ทั้งหมดแล้ว ใครก็ตามที่ต้องการซื้อ Bitcoin จะต้องแข่งขันกันเพื่อชิงหนึ่งใน 21 ล้านเหรียญนั้น ในขณะที่เขียน มีการขุด Bitcoin ไปแล้วกว่า 18.8 ล้านครั้ง จากข้อมูลของ Investopedia การประมาณการในปัจจุบันระบุว่า Bitcoin ทั้งหมดจะถูกขุดภายในปี 2140 สัญญาณทั้งหมดชี้ไปที่ราคาของมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสมมติฐานนี้เป็นจริง เราอาจให้เหตุผลว่ายังไม่สายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin   5. Bitcoin เติบโตจากแรงของการเก็งกำไรล้วน ๆ  ราคาของ Bitcoin ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานเป็นหลัก ยิ่งมีคนอยากซื้อมาก ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น ผลกระทบประการหนึ่งคือราคาของ Bitcoin มักจะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการปรับปรุงที่สำคัญกับเทคโนโลยีพื้นฐานหรือการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนอกเหนือจากผู้ที่ซื้อมันเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเมื่อประเมิน Bitcoin ในบริบทของคำถามหลักของบทความนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อว่า Bitcoin มีการเติบโตทางเทคโนโลยีอย่างมากก่ คุณเพียงแค่ต้องเชื่อว่าอุปทานของคนเต็มใจที่จะเก็งกำไรใน Bitcoin จะยังคงเติบโตต่อไป  สุดท้ายแล้ว จะสายเกินไปที่จะซื้อ Bitcoin หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แล้วก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วย! หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณกระจ่างใจขึ้นนะ ว่าตอนนี้ควรลงทุนในบิทคอยน์รึเปล่า?  หากสนใจเรื่องราวแบบนี้ กลับมาอ่านกันได้ทุกวันที่แอป WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

ธปท.เตรียมเปิดใช้ ‘เงินบาทดิจิทัล’ คนไทยต้องรู้!

นายกษิดิศ ตันสงวน รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการ Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดย ธปท. ในส่วนของ Retail CBDC ที่ออกมาใช้กับภาคประชาชนนั้น  ล่าสุด ธปท.คาดว่า จะสามารถเปิดให้ประชาชนเริ่มทดลองใช้ CBDC ในวงจำกัดได้ ภายใต้ครึ่งปีหลัง 2565 ได้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือกับผู้เข้าร่วมทดสอบ รวมถึงนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาปรับใช้ ก่อนที่จะสามารถเปิดให้บริการได้  โดยการนำ CBDC มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องเข้าสู่แผนการทดสอบ 2 ส่วนสำคัญ ด้านแรกคือ การรองรับการใช้งานพื้นฐาน (Foundation track) เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ และมีความปลอดภัยในการใช้บริการ  อีกส่วนคือ Innovation track คือ การต่อยอดบริการไปสู่ การโอน จ่าย ถอน ซึ่งต้องประเมินว่าหากเอกชนทำแล้วจะกระทบความเสี่ยงด้านใดบ้าง  “การทดสอบในช่วงแรก หากทำออกมาได้ดี ต่อยอดบริการได้ง่าย ก็จะเข้าสู่การขยายวงกว้าง ก่อนนำออกไปใช้จริงได้ ส่วนรูปแบบการใช้ ยังไม่ได้กำหนด อาจจะมีซูเปอร์แอพพลิเคชั่น หรือต้องมีบัญชีแยกของ CBDC กับเงินฝาก ซึ่งด้านรายละเอียดต้องมาดูอีกครั้ง”  ด้านนายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า การพัฒนา Retail CBDC นั้นธปท.ไม่ได้ต้องการทำมาแข่งกับ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เช่น Stable Coin หรือ Cryptocurrency แต่จุดประสงค์ก็เพื่อเติมเต็มในเรื่องของเงินสด ให้มีความหลากหลายมากขึ้น  โดยเปลี่ยนจากการใช้ธนบัตร มาอยู่ในรูปของดิจิทัล หรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยลดต้นทุน และให้เกิดการต่อยอดในการให้บริการเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า  “การพัฒนา Retail CBDC ในกรณีของไทย จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมาทดแทนการบริการชำระเงินที่มีอยู่เดิมหรือการให้บริการของภาคเอกชน แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการต่อยอดนวัตกรรมการเงินของภาคธุรกิจและประชาชนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางในเรื่องนี้ของธนาคารกลางอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา”  สำหรับ CBDC นั้นมีหลักๆ แล้ว มีคุณสมบัติเหมือนเงินบาทหรือธนบัตร เพียงแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามกฎหมาย และสามารถรักษามูลค่าให้ไม่ผันผวนได้  ซึ่งแตกต่างกับ cryptocurrency ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งมักมีมูลค่าที่ผันผวน และความเสี่ยงจะขึ้นกับผู้ออกเหรียญ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ  ขณะที่ stablecoin แม้ว่าจะมีเงินสกุลปกติ หลักทรัพย์ หรือทรัพย์สิน เช่น ทองคำ ค้ำประกันให้มูลค่าไม่ผันผวนมากนัก แต่ยังมีความเสี่ยงจากผู้ออกอยู่เช่นกัน

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

คำเตือนจากลุงโฉลก ราคาบิทคอยน์กำลังจะ...!?

หลังจากที่ราคาบิทคอยน์ตกเอา ๆ พวกเราได้ไปเที่ยวดอยอันหนาวเหน็บกันมาซักพัก จนหลายคนทนไม่ไหวใจจดใจจ่อ นั่งนับวันรอลงดอยกันไม่หยุด แต่จะได้ลงดอยจริง ๆ มั้ย หรือหนาวไปอีกนาน วันนี้เราจะพาไปฟังการวิเคราะห์จาก #ลุงโฉลก ปรมาจารย์การลุงทุนขวัญใจชาวเรา!  ใจมันมา ใจมันขึ้น! ล่าสุดลุงโฉลกได้ให้สัมภาษณ์กับช่องฐานเศรษฐกิจออนไลน์ว่า “ใกล้คอนเฟิร์มเวฟ 5 ของบิทคอยน์แล้ว ย้ำรอบนี้ห้ามตกรถ” ลุงกล่าวว่าที่ผ่านมาเป็นเวฟ 3 เวฟ 4 ซึ่งจบลงแล้ว และใกล้เข้าเวฟ 5 หลังจากนี้บิทคอยน์จะปรับฐานอีกนิดหน่อย ไม่ต้องแพนิคไป พอจบตรงนี้ราคาจะไปไกลเลย ห้ามตกรถเด็ดขาด ซึ่ง Target ต่อไปอยู่ที่ 9 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งก็เคยบอกแล้วว่าบิทคอยน์แสนนึง ไปถึงแน่ ๆ  หลายเดือนก่อน ช่วงที่บิทคอยน์อยู่ที่จุด 6 หมื่นดอลลาร์ ลุงเคยออกมาพูดว่า อนาคต (ระยะสั้น) หลังจากนี้บิทคอยน์จะ ‘ราคาลง’ อีกครั้งหนึ่ง ลงไปไม่ต่ำขนาดครั้งที่แล้ว แต่ก็น่าตกใจ เพราะอาจตกไปที่ระดับ 3-4 หมื่นดอลลาร์ ใครที่เล่นระยะสั้นก็ควรจะ Take Profit ทั้งนี้ขอย้ำว่าวิเคราะห์ตามแนวโน้มนะ ไม่จำเป็นว่าพอถึงจุดที่ตั้งเป้าไว้แล้ว ราคาจะตกเสมอ มันอาจจะทะลุขึ้นไปอีกก็ได้ แต่ถ้าราคาบิทคอยน์ลงไปที่ 3-4 หมื่นดอลลาร์ครั้งต่อไป นั่นจะเป็นการลงครั้งสุดท้าย แล้วหลังจากนี้เราจะไม่เห็นอีกแล้วบิทคอยน์ราคาหลักหมื่น เราพูดกันที่ระดับเป็นแสนเป็นล้าน ราคาร้อยล้านดอลลาร์นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย  ผ่านมาไม่กี่เดือนเราก็พบว่าบิทคอยน์ราคาร่วงลงมามาก จนเราติดดอยกันซักพักเหมือนกัน ต่อจากนี้ก็มาดูกันต่อว่าราคาบิทคอยน์จะเป็นไปตามที่ลุงวิเคราะห์หรือไม่ ลุงพูดเสมอว่า “ไม่มีสินทรัพย์ไหนน่าลงทุนเท่าบิทคอยน์แล้ว แต่อยากให้รีบศึกษาว่ามันคืออะไร เพราะบิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงหากไม่ศึกษาให้ดี”  ทั้งนี้ บทความนี้สรุปจากคำพูดของลุงโฉลกที่ได้วิเคราะห์ไว้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด วอนนักลงทุนต้องศึกษารายละเอียดด้วยตนเองอย่าถี่ถ้วนนะ  คุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต และพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  [ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube ช่อง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์]

2021-12-25การวิเคราะห์เชิงลึก

ก.ล.ต. สั่งปรับ"บิทาซซ่า-บิทคับ-สตางค์"

คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปรียบเทียบปรับ บริษัทประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 3 บริษัท ประกอบด้วย  บริษัท บิทาซซ่า จำกัด จำนวน 3,564,000 บาท เนื่องจากระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (“บิทาซซ่า”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเมื่อทำธุรกรรมเท่านั้น (“cold wallet”) น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าทั้งหมดที่เก็บรักษาไว้ และไม่นำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปฝากไว้กับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด เป็นเวลา 185 วัน  2.บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรับจำนวน 4,656,000 บาท เนื่องจาก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (“สตางค์”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเมื่อทำธุรกรรมเท่านั้น (“cold wallet”) น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าทั้งหมดที่เก็บรักษาไว้ และไม่นำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปฝากไว้กับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด เป็นเวลา 212 วัน  3.บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด 8 กรณี รวมมูลค่า 3,971,500 บาท ดังนี้ 1. ระหว่างวันที่ 2 -21 มกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ระบบรับฝากและถอนทรัพย์สิน และระบบการแสดงยอดทรัพย์สินของลูกค้า ไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บิทคับประกอบธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยปรับ 305,000 บาท  2.ในช่วงเดือนมกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รายงานเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศที่มีความสำคัญ ประเภทระบบหยุดชะงัก (system disruption) ต่อสำนักงานล่าช้ากว่าระยะเวลาที่ประกาศกำหนด เป็นจำนวน 6 ครั้ง เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 454,000 บาท  3.ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่รองรับการรวบรวมและประเมินข้อมูลลูกค้าไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บริษัท บิทคับ ประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับเป็นเงิน 398,500.00 บาท  4.ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่เกี่ยวกับการรับและจัดการข้อร้องเรียน และการจัดให้มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า รวมทั้งจำนวนและความรู้ความสามารถของบุคลากรไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บิทคับประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับเป็นเงิน 160,500.00 บ  5.ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่ช่วยเสริมสร้างและรักษากลไกการทำงานของระบบซื้อขายให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย(surveillance) ไม่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้บิทคับทราบธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายเป็นการผลักดันราคาจากการแจ้งเตือนของระบบในทันที โดยปรับเป็นเงิน 1,265,000.00 บาท  6.ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (compliance) ไม่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้บริษัท บิทคับ สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่กำกับดูแลให้ฝ่ายผลิตภัณฑ์ติดตามคุณสมบัติของเหรียญดิจิทัลสกุล CTXC จึงไม่ได้ update

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผยแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ Bitcoin ในปี 2022

Anita Posch ผู้แต่งหนังสือ “(L)earn Bitcoin: Become Financially Sovryn” และเป็นเจ้าของช่องพอดคาสต์ The Anita Posch Show ได้เผยคำคาดการณ์ใหม่ของเธอเกี่ยวกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับ Bitcoin ในปี 2022 โดย Posch ตั้งข้อสังเกตว่าขนาดของเครือข่าย Bitcoin Lightning Network ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งปีก่อน และในขณะนี้มี Bitcoin อยู่ราว ๆ 3,000 Btc ที่กาลังใช้งานบนเครือข่าย และนั้นหมายถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ข้อดีของเครือข่าย Lightning Network จะช่วยให้ทำผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมในหน่วยเล็ก ๆ และทำได้อย่างรวดเร็ว  โดยแทบไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่าง เอลซัลวาดอร์หรือประเทศในแอฟริกาหรือละตินอเมริกา เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาสามารถใช้เครือข่าย Lightning Network ได้เพียงแค่ทางเลือกเดียวเท่านั้น เพราะในบางครั้งการทำธุรกรรม Bitcoin บนบล็อคเชนหลักนั้นมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง การคาดการณ์สำหรับปี 2022 ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถรับ Bitcoin ผ่านเครือข่าย Lightning ได้โดยตรง  เราได้เห็นรูปแบบการสร้างรายได้ใหม่ ๆ มากมายสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ในทั่วโลก และสิ่งนี้ทำให้ฉันคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ผู้คนในแอฟริกาหรือละตินอเมริกา เอเชีย จะมีอาชีพทำงานออนไลน์และรับรายได้เป็น Bitcoin“ ”บางทีในปานามา เอกวาดอร์ อาจเริ่มใช้ Bitcoin เป็นเงินที่สื่อเป็นกลางสำหรับอำนาจอธิปไตยของตน เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงไม่เพียงแต่จะถูกใช้สำหรับบุคคลเช่นคุณและฉันเท่านั้น  แต่รัฐชาติก็สามารถได้รับอำนาจอธิปไตยในตนเองมากขึ้นได้ และนั่นคือสิ่งที่เอลซัลวาดอร์พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน“ อัตราเงินเฟ้อสนับสนุนการยอมรับ Bitcoin ”ทุกคนกำลังบอกเราว่า ‘อัตราเงินเฟ้อเป็นแค่เรื่องชั่วคราว’ และทันใดนั้นเองพวกเขาก็กระเสือกกระสนพร้อมกับพูดว่า ‘ไม่ มันไม่ใช่เรื่องชั่วคราว มันจะขยายตัวเพิ่มขึ้นและเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับมัน’… ฉันกลัวว่าเราจะได้เห็นอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ผู้คนจะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้และพวกเขาอาจจะเลือก Bitcoin เพราะมันไม่มีอัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

CEO Ripple กล่าวยืนยันว่า “ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของ XRP” แม้บริษัทจะถูกฟ้องคดีจาก SEC

แม้จะมีการดำเนินคดีกันอย่างต่อเนื่องระหว่าง Ripple ( XRP) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) แต่ XRP ก็ยังคงเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple ได้มีการโพสต์เล่าเรื่องราวบน Twitter เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทในช่วงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา  “วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว @SECgov ได้ยื่นฟ้อง @Ripple, Chrislarsen และผมถูกกล่าวหาว่า XRP ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตที่มีการซื้อขายในตลาดตั้งแต่ปี 2013 ควรมีการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์” Garlinghouse ยังคงเน้นย้ำถึงสิ่งที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ มีความต้องการที่จะบ่อนทำลาย Crypto และไม่ใช่เพียงแค่กับบริษัท Ripple เท่านั้น ปี 2021 เป็นปีที่ดีที่สุดของ XRP แม้จะมีการต่อสู้คดีทางกฎหมายที่ยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน แต่ Garlinghouse กล่าวเสริมว่าปี 2021 นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นปีแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโตอย่างแท้จริง  Garlinghouse กล่าวว่า ในปีนี้ XRP และ RippleNet ได้เห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพคล่องตามความต้องการ (ODL) ที่สามารถเข้าถึงได้ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า ธุรกรรมบน RippleNet ได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สามของปี 2020, ธุรกรรม ODL เพิ่มขึ้น 130% ในทุกไตรมาส และธุรกรรม ODL ยังคิดเป็น 25% ของปริมาณเงินดอลลาร์ทั้งหมดทั่วทั้งเครือข่ายในช่วงไตรมาสที่สาม สุดท้ายนี้แม้ว่ากระแส ODL ของ XRP ในสหรัฐฯ ซบเซาลง เนื่องจากความคลุมเครือในด้านกฎระเบียบ แต่ปริมาณ ODL ในทั่วโลกยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7173
...
142