สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

ธปท.เตรียมเปิดใช้ ‘เงินบาทดิจิทัล’ คนไทยต้องรู้!

นายกษิดิศ ตันสงวน รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการ Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดย ธปท. ในส่วนของ Retail CBDC ที่ออกมาใช้กับภาคประชาชนนั้น  ล่าสุด ธปท.คาดว่า จะสามารถเปิดให้ประชาชนเริ่มทดลองใช้ CBDC ในวงจำกัดได้ ภายใต้ครึ่งปีหลัง 2565 ได้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือกับผู้เข้าร่วมทดสอบ รวมถึงนำข้อเสนอแนะต่างๆ มาปรับใช้ ก่อนที่จะสามารถเปิดให้บริการได้  โดยการนำ CBDC มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องเข้าสู่แผนการทดสอบ 2 ส่วนสำคัญ ด้านแรกคือ การรองรับการใช้งานพื้นฐาน (Foundation track) เพื่อให้ระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ และมีความปลอดภัยในการใช้บริการ  อีกส่วนคือ Innovation track คือ การต่อยอดบริการไปสู่ การโอน จ่าย ถอน ซึ่งต้องประเมินว่าหากเอกชนทำแล้วจะกระทบความเสี่ยงด้านใดบ้าง  “การทดสอบในช่วงแรก หากทำออกมาได้ดี ต่อยอดบริการได้ง่าย ก็จะเข้าสู่การขยายวงกว้าง ก่อนนำออกไปใช้จริงได้ ส่วนรูปแบบการใช้ ยังไม่ได้กำหนด อาจจะมีซูเปอร์แอพพลิเคชั่น หรือต้องมีบัญชีแยกของ CBDC กับเงินฝาก ซึ่งด้านรายละเอียดต้องมาดูอีกครั้ง”  ด้านนายสักกะภพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า การพัฒนา Retail CBDC นั้นธปท.ไม่ได้ต้องการทำมาแข่งกับ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เช่น Stable Coin หรือ Cryptocurrency แต่จุดประสงค์ก็เพื่อเติมเต็มในเรื่องของเงินสด ให้มีความหลากหลายมากขึ้น  โดยเปลี่ยนจากการใช้ธนบัตร มาอยู่ในรูปของดิจิทัล หรืออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยลดต้นทุน และให้เกิดการต่อยอดในการให้บริการเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า  “การพัฒนา Retail CBDC ในกรณีของไทย จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อมาทดแทนการบริการชำระเงินที่มีอยู่เดิมหรือการให้บริการของภาคเอกชน แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการต่อยอดนวัตกรรมการเงินของภาคธุรกิจและประชาชนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางในเรื่องนี้ของธนาคารกลางอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา”  สำหรับ CBDC นั้นมีหลักๆ แล้ว มีคุณสมบัติเหมือนเงินบาทหรือธนบัตร เพียงแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามกฎหมาย และสามารถรักษามูลค่าให้ไม่ผันผวนได้  ซึ่งแตกต่างกับ cryptocurrency ที่ออกโดยภาคเอกชน ซึ่งมักมีมูลค่าที่ผันผวน และความเสี่ยงจะขึ้นกับผู้ออกเหรียญ จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระค่าสินค้าและบริการ  ขณะที่ stablecoin แม้ว่าจะมีเงินสกุลปกติ หลักทรัพย์ หรือทรัพย์สิน เช่น ทองคำ ค้ำประกันให้มูลค่าไม่ผันผวนมากนัก แต่ยังมีความเสี่ยงจากผู้ออกอยู่เช่นกัน

2021-12-26การวิเคราะห์เชิงลึก

คำเตือนจากลุงโฉลก ราคาบิทคอยน์กำลังจะ...!?

หลังจากที่ราคาบิทคอยน์ตกเอา ๆ พวกเราได้ไปเที่ยวดอยอันหนาวเหน็บกันมาซักพัก จนหลายคนทนไม่ไหวใจจดใจจ่อ นั่งนับวันรอลงดอยกันไม่หยุด แต่จะได้ลงดอยจริง ๆ มั้ย หรือหนาวไปอีกนาน วันนี้เราจะพาไปฟังการวิเคราะห์จาก #ลุงโฉลก ปรมาจารย์การลุงทุนขวัญใจชาวเรา!  ใจมันมา ใจมันขึ้น! ล่าสุดลุงโฉลกได้ให้สัมภาษณ์กับช่องฐานเศรษฐกิจออนไลน์ว่า “ใกล้คอนเฟิร์มเวฟ 5 ของบิทคอยน์แล้ว ย้ำรอบนี้ห้ามตกรถ” ลุงกล่าวว่าที่ผ่านมาเป็นเวฟ 3 เวฟ 4 ซึ่งจบลงแล้ว และใกล้เข้าเวฟ 5 หลังจากนี้บิทคอยน์จะปรับฐานอีกนิดหน่อย ไม่ต้องแพนิคไป พอจบตรงนี้ราคาจะไปไกลเลย ห้ามตกรถเด็ดขาด ซึ่ง Target ต่อไปอยู่ที่ 9 หมื่นดอลลาร์ ซึ่งก็เคยบอกแล้วว่าบิทคอยน์แสนนึง ไปถึงแน่ ๆ  หลายเดือนก่อน ช่วงที่บิทคอยน์อยู่ที่จุด 6 หมื่นดอลลาร์ ลุงเคยออกมาพูดว่า อนาคต (ระยะสั้น) หลังจากนี้บิทคอยน์จะ ‘ราคาลง’ อีกครั้งหนึ่ง ลงไปไม่ต่ำขนาดครั้งที่แล้ว แต่ก็น่าตกใจ เพราะอาจตกไปที่ระดับ 3-4 หมื่นดอลลาร์ ใครที่เล่นระยะสั้นก็ควรจะ Take Profit ทั้งนี้ขอย้ำว่าวิเคราะห์ตามแนวโน้มนะ ไม่จำเป็นว่าพอถึงจุดที่ตั้งเป้าไว้แล้ว ราคาจะตกเสมอ มันอาจจะทะลุขึ้นไปอีกก็ได้ แต่ถ้าราคาบิทคอยน์ลงไปที่ 3-4 หมื่นดอลลาร์ครั้งต่อไป นั่นจะเป็นการลงครั้งสุดท้าย แล้วหลังจากนี้เราจะไม่เห็นอีกแล้วบิทคอยน์ราคาหลักหมื่น เราพูดกันที่ระดับเป็นแสนเป็นล้าน ราคาร้อยล้านดอลลาร์นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย  ผ่านมาไม่กี่เดือนเราก็พบว่าบิทคอยน์ราคาร่วงลงมามาก จนเราติดดอยกันซักพักเหมือนกัน ต่อจากนี้ก็มาดูกันต่อว่าราคาบิทคอยน์จะเป็นไปตามที่ลุงวิเคราะห์หรือไม่ ลุงพูดเสมอว่า “ไม่มีสินทรัพย์ไหนน่าลงทุนเท่าบิทคอยน์แล้ว แต่อยากให้รีบศึกษาว่ามันคืออะไร เพราะบิทคอยน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงหากไม่ศึกษาให้ดี”  ทั้งนี้ บทความนี้สรุปจากคำพูดของลุงโฉลกที่ได้วิเคราะห์ไว้เท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด วอนนักลงทุนต้องศึกษารายละเอียดด้วยตนเองอย่าถี่ถ้วนนะ  คุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต และพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  [ขอบคุณข้อมูลจาก Youtube ช่อง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์]

2021-12-25การวิเคราะห์เชิงลึก

ก.ล.ต. สั่งปรับ"บิทาซซ่า-บิทคับ-สตางค์"

คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปรียบเทียบปรับ บริษัทประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล จำนวน 3 บริษัท ประกอบด้วย  บริษัท บิทาซซ่า จำกัด จำนวน 3,564,000 บาท เนื่องจากระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 บริษัท บิทาซซ่า จำกัด (“บิทาซซ่า”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเมื่อทำธุรกรรมเท่านั้น (“cold wallet”) น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าทั้งหมดที่เก็บรักษาไว้ และไม่นำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปฝากไว้กับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด เป็นเวลา 185 วัน  2.บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปรับจำนวน 4,656,000 บาท เนื่องจาก ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (“สตางค์”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าในระบบที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเมื่อทำธุรกรรมเท่านั้น (“cold wallet”) น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าทั้งหมดที่เก็บรักษาไว้ และไม่นำสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าไปฝากไว้กับผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนด เป็นเวลา 212 วัน  3.บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด 8 กรณี รวมมูลค่า 3,971,500 บาท ดังนี้ 1. ระหว่างวันที่ 2 -21 มกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย ระบบรับฝากและถอนทรัพย์สิน และระบบการแสดงยอดทรัพย์สินของลูกค้า ไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บิทคับประกอบธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยปรับ 305,000 บาท  2.ในช่วงเดือนมกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล รายงานเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสารสนเทศที่มีความสำคัญ ประเภทระบบหยุดชะงัก (system disruption) ต่อสำนักงานล่าช้ากว่าระยะเวลาที่ประกาศกำหนด เป็นจำนวน 6 ครั้ง เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 454,000 บาท  3.ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่รองรับการรวบรวมและประเมินข้อมูลลูกค้าไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บริษัท บิทคับ ประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับเป็นเงิน 398,500.00 บาท  4.ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่เกี่ยวกับการรับและจัดการข้อร้องเรียน และการจัดให้มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า รวมทั้งจำนวนและความรู้ความสามารถของบุคลากรไม่เหมาะสมและเพียงพอให้บิทคับประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับเป็นเงิน 160,500.00 บ  5.ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานที่ช่วยเสริมสร้างและรักษากลไกการทำงานของระบบซื้อขายให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย(surveillance) ไม่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้บิทคับทราบธุรกรรมที่อาจเข้าข่ายเป็นการผลักดันราคาจากการแจ้งเตือนของระบบในทันที โดยปรับเป็นเงิน 1,265,000.00 บาท  6.ระหว่างวันที่ 8 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2564 บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (“บิทคับ”) ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล มีระบบงานในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (compliance) ไม่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้บริษัท บิทคับ สามารถประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ ไม่กำกับดูแลให้ฝ่ายผลิตภัณฑ์ติดตามคุณสมบัติของเหรียญดิจิทัลสกุล CTXC จึงไม่ได้ update

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผยแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ Bitcoin ในปี 2022

Anita Posch ผู้แต่งหนังสือ “(L)earn Bitcoin: Become Financially Sovryn” และเป็นเจ้าของช่องพอดคาสต์ The Anita Posch Show ได้เผยคำคาดการณ์ใหม่ของเธอเกี่ยวกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับ Bitcoin ในปี 2022 โดย Posch ตั้งข้อสังเกตว่าขนาดของเครือข่าย Bitcoin Lightning Network ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนับตั้งปีก่อน และในขณะนี้มี Bitcoin อยู่ราว ๆ 3,000 Btc ที่กาลังใช้งานบนเครือข่าย และนั้นหมายถึงสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ข้อดีของเครือข่าย Lightning Network จะช่วยให้ทำผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมในหน่วยเล็ก ๆ และทำได้อย่างรวดเร็ว  โดยแทบไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่าง เอลซัลวาดอร์หรือประเทศในแอฟริกาหรือละตินอเมริกา เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว พวกเขาสามารถใช้เครือข่าย Lightning Network ได้เพียงแค่ทางเลือกเดียวเท่านั้น เพราะในบางครั้งการทำธุรกรรม Bitcoin บนบล็อคเชนหลักนั้นมีค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง การคาดการณ์สำหรับปี 2022 ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถรับ Bitcoin ผ่านเครือข่าย Lightning ได้โดยตรง  เราได้เห็นรูปแบบการสร้างรายได้ใหม่ ๆ มากมายสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ในทั่วโลก และสิ่งนี้ทำให้ฉันคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ผู้คนในแอฟริกาหรือละตินอเมริกา เอเชีย จะมีอาชีพทำงานออนไลน์และรับรายได้เป็น Bitcoin“ ”บางทีในปานามา เอกวาดอร์ อาจเริ่มใช้ Bitcoin เป็นเงินที่สื่อเป็นกลางสำหรับอำนาจอธิปไตยของตน เพราะฉะนั้น Bitcoin จึงไม่เพียงแต่จะถูกใช้สำหรับบุคคลเช่นคุณและฉันเท่านั้น  แต่รัฐชาติก็สามารถได้รับอำนาจอธิปไตยในตนเองมากขึ้นได้ และนั่นคือสิ่งที่เอลซัลวาดอร์พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน“ อัตราเงินเฟ้อสนับสนุนการยอมรับ Bitcoin ”ทุกคนกำลังบอกเราว่า ‘อัตราเงินเฟ้อเป็นแค่เรื่องชั่วคราว’ และทันใดนั้นเองพวกเขาก็กระเสือกกระสนพร้อมกับพูดว่า ‘ไม่ มันไม่ใช่เรื่องชั่วคราว มันจะขยายตัวเพิ่มขึ้นและเราจะต้องทำอะไรบางอย่างกับมัน’… ฉันกลัวว่าเราจะได้เห็นอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ผู้คนจะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้และพวกเขาอาจจะเลือก Bitcoin เพราะมันไม่มีอัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

CEO Ripple กล่าวยืนยันว่า “ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุดของ XRP” แม้บริษัทจะถูกฟ้องคดีจาก SEC

แม้จะมีการดำเนินคดีกันอย่างต่อเนื่องระหว่าง Ripple ( XRP) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) แต่ XRP ก็ยังคงเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศ เมื่อเร็ว ๆ นี้ Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple ได้มีการโพสต์เล่าเรื่องราวบน Twitter เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบริษัทในช่วงตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา  “วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว @SECgov ได้ยื่นฟ้อง @Ripple, Chrislarsen และผมถูกกล่าวหาว่า XRP ซึ่งเป็นเหรียญคริปโตที่มีการซื้อขายในตลาดตั้งแต่ปี 2013 ควรมีการจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์” Garlinghouse ยังคงเน้นย้ำถึงสิ่งที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ มีความต้องการที่จะบ่อนทำลาย Crypto และไม่ใช่เพียงแค่กับบริษัท Ripple เท่านั้น ปี 2021 เป็นปีที่ดีที่สุดของ XRP แม้จะมีการต่อสู้คดีทางกฎหมายที่ยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน แต่ Garlinghouse กล่าวเสริมว่าปี 2021 นั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นปีแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโตอย่างแท้จริง  Garlinghouse กล่าวว่า ในปีนี้ XRP และ RippleNet ได้เห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพคล่องตามความต้องการ (ODL) ที่สามารถเข้าถึงได้ในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า ธุรกรรมบน RippleNet ได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สามของปี 2020, ธุรกรรม ODL เพิ่มขึ้น 130% ในทุกไตรมาส และธุรกรรม ODL ยังคิดเป็น 25% ของปริมาณเงินดอลลาร์ทั้งหมดทั่วทั้งเครือข่ายในช่วงไตรมาสที่สาม สุดท้ายนี้แม้ว่ากระแส ODL ของ XRP ในสหรัฐฯ ซบเซาลง เนื่องจากความคลุมเครือในด้านกฎระเบียบ แต่ปริมาณ ODL ในทั่วโลกยังคงเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สามของปีที่แล้ว

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคาเหรียญ Defi ขวัญใจชาวไทยร่วงกว่า 97% หลังมีมือดีเห็นบางอย่าง

ราคาเหรียญ Defi ขวัญชาวไทยที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ‘DOPX’ ได้เห็นร่วงลงของราคากว่า 97% ภายในวันเดียว ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีมือดีสังเกตเห็นเหรียญถูก mint เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา Dopple Finance เป็นโปรเจกต์เหรียญ Defi ที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่ยุคที่ DeFi เฟื่องฟู แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหรียญ Governance Token ของแพลตฟอร์ม  จะได้เห็นมูลค่าที่ร่วงลงกว่า 97% ภายในวันเดียว ทำให้หลายคนตั้งคำถามกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เบื้องต้นทางผู้ก่อตั้งโปรเจกต์คุณ โกวิท เจริญรัชตพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดเป็นผลมาจากการประกาศปิดฟาร์มสภาพคล่อง ทำให้นักลงุทนเกิดความตื่นตระหนก แห่เทขายเหรียญหนีตายจ้าละหวั่น นอกจากนี้แล้วยังมีมือดีสังเกตเห็นว่าเหรียญ DOPX ได้ถูกเสกขึ้นมาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงเมื่อวานนี้ จนหตอนนี้ Total Supply ของเหรียญได้พุ่งทะลุระดับ 500 ล้านเหรียญไปเป็นที่เรียบร้องแล้ว (เป็นที่สังเกตว่าใน CMC มี Limit ไว้แค่ 62ิ ล้านเหรียญ) ล่าสุดทาง Coinmarket ได้ให้เครื่องหมายแจ้งเตือนแล้วว่า  ทางทีมงานของ CMC ไม่มีการได้ตรวจสอบอุปทานหมุนเวียนของเหรียญ DOPX ด้วยตัวเอง และปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวอิงตามรายงานของทางโปรเจกต์ DOPX โดยตรง ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืนเมื่อวานนี้ มีมือดีสังเกตเห็นเหรียญ DOPX ถูกเสกขึ้นมาเพิ่มขึ้นจำนวนกว่า 3 แสนเหรียญ และหลังจากไม่นานเหรียญ DOPX ก็ถูกเสกขึ้นมาเพิ่มขึ้นจำนวนกว่า 6 แสนเหรียญในช่วงเวลาประมาณตีสอง ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดขึ้นห่างกันเพียงแค่ 2 ชม. เท่านั้น การเสกเหรียญขึ้นมาในครั้งนี้ คาดว่าเพื่อนำ DOPX ไปใช้ตรึงมูลค่ากับเหรียญ Stable coin อย่าง KUSD เพื่อให้ราคาคงที่อยู่ที่ $1 เช่นเดียวกับโมเดลของโปรเจกต์ Iron และ Titan อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เราได้เห็นไปแล้วว่าโมเดลดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล จนทำให้เกิดการล่มสลายของโปรเจกต์ในที่สุด

2021-12-24การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมคนรุ่นใหม่ชอบคิดว่าการซื้อ ‘คริปโต’ ดีกว่าซื้อ ‘ที่ดิน’

เป็นที่ถกเถียงไปทั้งโซเชียล เมื่อหนุ่มจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ออกมาตั้งคำถามถึงคนรุ่นใหม่ว่า ทำไมคิดว่าการซื้อ #คริปโต ถึงดีกว่าซื้อ #ที่ดิน ทั้ง ๆ ที่ดินรายได้มั่นคงกว่าคริปโต คุณคิดว่าเพราะอะไร? #WikiBit คิดว่าเพราะ 5 ข้อนี้ ⬇️   1. คริปโตใช้เงินน้อยกว่ามาก มี 100 บาท ก็ซื้อได้  แต่ก่อนจะลงทุนอะไรคุณก็ต้องมีเงินหมื่นเงินแสน จะซื้อที่ดินก็ต้องมีเงินก้อนใหญ่พอสมควร คุณไม่สามารถไปขอแบ่งซื้อแค่เสี้ยวเดียวของที่ดิน แต่สามารถไปซื้อเสี้ยว ๆ ของบิทคอยน์ได้ มีเงินไม่ถึงร้อยก็ครอบครองบิทคอยน์ได้แล้ว คริปโตทำให้การลงทุนใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นวัยที่ส่วนมากยังไม่ได้มีเงินถุงเงินถังมากมาย   2. คริปโตซื้อง่ายกว่าที่ดินมาก!  คริปโตซื้อง่ายมาก แค่โทรศัพท์เครื่องเดียว เปิดบัญชีกับเว็บเทรด ฝากเงินเข้าไป ซื้อเหรียญ ไม่กี่นาทีก็ได้เหรียญมาครอบครอง ขั้นตอนการทำธุรกรรมคือสั้นและง่ายมาก ขณะที่การซื้อที่ดิน คุณต้องไปธนาคาร ต้องไปกรมที่ดิน มีขั้นตอนการโอนต่าง ๆ นา ๆ ที่ยุ่งยากกว่า   3. คริปโตขายง่ายกว่าที่ดินมาก!  ถ้าคุณมีที่ดินราคาประเมิน 15 ล้าน ประกาศขาย 10 ล้าน 3 ปีบางทีก็ยังขายไม่ออก แถมยังขอต่อราคาอีก กว่าจะมีคนสนใจ กว่าจะนัดไปดู มันไม่ได้ขายง่าย ๆ นะ ขณะที่บิทคอยน์มูลค่าเป็นล้านเนี่ย ขายไม่ถึงวันก็ออกหมดแล้ว เรียกว่าซื้อง่ายขายคล่องกว่ามาก   4. กำไรมหาศาล ในเวลาสั้น ๆ  จะซื้อบิทคอยน์คุณต้องมีเย็น แต่ถ้าซื้อที่ดิน คุณต้องมีเงินที่โคตรเย็น เพราะราคาที่ดินจะค่อย ๆ ขึ้นตามเวลา ถ้ามีเงินต้น 1 ล้าน คงหาที่ดินที่ได้กำไร 12% ต่อปีได้ยาก ต้องรอว่าจะมีโครงการอะไรผุดขึ้นแถวนั้น มีรถไฟฟ้าผ่าน หรือมีหน่วยงานอะไรมาตั้ง ซึ่งถ้าต้องรอขนาดนั้นคนรุ่นใหม่อาจจะรอไม่ไหว เอาเงินมาเทรดบิทคอยน์ ซื้อมาเดือนนี้ เดือนหน้าก็อาจได้กำไรเละแล้ว  ภาพรวมของตลาดคริปโต ค่อนข้างถูกจริตกับคนรุ่นใหม่ ที่ชอบอะไรเร็ว ๆ ซื้อง่ายขายคล่อง สร้างกระแสเงินสดได้เร็วกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับว่าตลาดคริปโตยังใหม่ ความผันผวนก็สูงมาก ความเสี่ยงมากกว่าที่ดิน เรียกได้ว่า High Risk High Return ดังนั้นจะลงทุนอะไรก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ด้วย  ถ้าอยากลงทุนคริปโตก็ต้องศึกษาตลาดให้ดี เลือกเหรียญที่ปลอดภัย เทรดกับ Exchange ที่ไว้ใจได้ ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบข้อมูลเหรียญ และค้นหา Exchange ที่มีใบอนุญาตได้ที่ แอป WikiBit เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-23การวิเคราะห์เชิงลึก

Mike Novogratz ลั่นจะสักโลโก้เหรียญ Luna บนตัวหากราคาพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์

Terra (Luna) ได้ทำลายจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์และสร้างสถิติใหม่ไว้ที่ 95.14 ดอลลาร์ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap โดย Mike Novogratz CEO ของ Galaxy Digital ผู้ถือครอง Luna มาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิได้คาดว่าเหรียญดังกล่าวจะแตะ 100 ดอลลาร์ในไม่ช้านี้ LUNA กับเรื่องราวรอยสักของ Novogratz ในปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา  Mike Novogratz อดีตผู้จัดการสินทรัพย์ของ Goldman Sachs และ CEO ของ Galaxy Digital ได้พูดคุยผ่านบอดแคสต์ใหม่ที่มีชื่อว่า “Next with Novo” โดยแขกรับเชิญรายการได้แก่ Do Kwon หัวหน้าผู้บริหารของเหรียญ Terra (Luna) โดย Novo เป็นที่รู้จักกันอย่างดีว่าเป็นแฟนตัวยงของเหรียญดังกล่าวนอกเหนือ Bitcoin และ Ethereum ตามทวีตของ Novogratz ได้กล่าวว่า เขาตั้งใจจะทำรอยสักโลโก้เหรียญ LUNA เมื่อเหรียญมีมูลค่าถึง 100 ดอลลาร์ โดยเขาได้เปิดโพลบน Twitter สำหรับผู้ติดตามของเขาและมีผู้คนมากกว่า 79% โหวตว่าราคาจะเพิ่มขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ภายในปีนี้ Novogratz ได้กล่าวว่าเขากำลังเลือกรอยสักเมื่อราคาของ Luna ยังคงซื้อขายอยู่ที่ 33 ดอลลาร์  แต่ตอนนี้ราคาได้เข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ซึ่งเติบโตขึ้นมากกว่า 16% ในชั่วข้ามคืน ทำให้ผู้ใช้งาน Twitter หลายบัญชีได้เตือน Novo เกี่ยวกับคำมั่นสัญญา Novo ยังเชื่อว่าในถือเป็นโอกาสที่ดีที่เหรียญดังกล่าวมีสิทธิพุ่งขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ในสัปดาห์สุดท้ายของปีโดยเขาได้กล่าวบนทวีตเตอร์ว่า “ผมควรเข้าร่วมกับความยินดีนี้” LUNA ทะยานสู่ ATH ในเดือนธันวาคม ตั้งแต่เดือนกันยายน LUNA ได้ซื้อขายอยู่ในช่วง 40 ดอลลาร์ บางครั้งอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 50 ดอลลาร์ ก่อนจะทำราคาร่วงลงเหลือเพียง 25-36 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามในวันสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน

2021-12-23การวิเคราะห์เชิงลึก

ประธานาธิบดีเอลซัลวาดอร์ซื้อบิทคอยน์เพิ่มอีก 21 Bitcoin

เอลซัลวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศให้บิทคอยน์เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ล่าสุดประธานาธิบดี Nayib Bukele ประกาศว่า ประเทศได้ซื้อเพิ่มอีก 21 BTC เพื่อฉลองวันที่ 21 เดือนสุดท้ายของปีที่ 2021 และของศตวรรษที่ 21  เอลซัลวาดอร์ยังคงซื้อบิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง  ประธานาธิบดี Nayib Bukele ได้เริ่มเผยบน Twitter ว่าเอลซัลวาดอร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ประมาณ 21,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอุปทานของบิทคอยน์ก็มีจำนวน 21 ล้าน BTC เช่นกัน ก่อนที่เขาจะเปิดเผยในภายหลังว่า พวกเขาได้ทำการซื้อ BTC ในวันที่ 21:21:21 และประธานาธิบดี Bukele ยืนยันการซื้อของพวกเขาในทวีต  ประเทศในอเมริกากลางแห่งนี้ได้ซื้อบิทคอยน์เมื่อราคาย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่พวกเขาประกาศให้ BTC ถูกต้องตามกฎหมายในเดือนกันยายน การซื้อครั้งล่าสุดนั้นอาจจะไม่มากนัก แต่เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแก่โอกาสนี้มากกว่า  บิทคอยน์ได้รับการยอมรับในเอลซัลวาดอร์  การตัดสินใจให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกกฎหมายของเอลซัลวาดอร์ ได้รับคำเตือนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ IMF ได้ออกคำเตือนหลายครั้งเกี่ยวกับการใช้ BTC ในการชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลางกำลังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการนำสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง  ประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในเรือ่งการโอนเงิน โดยที่ตู้ ATM บิทคอยน์ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักสำหรับการโอนและรับเงินในต่างประเทศ นอกจากนี้กำไรจากการซื้อขาย BTC ยังช่วยประเทศสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนใหม่อีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีการต่อต้านจากฝ่ายค้านในประเทศที่ทำให้ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย  การซื้อครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 16 วัน หลังจากการซื้อครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี Bukele เปิดเผยว่า ประเทศได้ซื้อ Bitcoin เพิ่มไปอีก 150 BTC ขณะที่ราคาย่อตัวลงมา  ในขณะที่รายงาน ราคา BTC/USD กำลังซื้อขายอยู่ที่ 49,200 ดอลลาห์ โดยเพิ่มขึ้น 1.8% ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา เหล่านักเทรดจับตามองระดับแนวต้านสำคัญที่ระดับ 50,000 ดอลลาห์อย่างใกล้ชิด

2021-12-23การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปดราม่า ‘เหรียญ ACT’ หลังราคาร่วงหนัก! ส่วนเจ้าของขอปฏิเสธทุกข่าวลือ!

คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำเอาคนถือเหรียญ ACT หัวใจแทบวาย หลังราคาเหรียญร่วงลงมาเกือบ 80% แถมยังมีข่าวลือว่าได้มีการ ถอน LP ออกไป ซึ่งอาจเข้าข่าย ‘Rug Pull’ แต่ทันใดนั้นทางเจ้าของเหรียญก็ออกมาปฏิเสธ พร้อมย้ำว่าเหรียญยังเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร #WikiBit จะสรุปให้ฟัง  ???? เหรียญ ACT = คริปโตสัญชาติไทย ที่ชูนวัตกรรมการ DeFi รูปแบบใหม่ ที่สร้างขึ้นจากฐานของผู้ใช้งาน *ยังไม่มีให้เทรดบนกระดานเทรดคริปโตของไทย  ???? 19 ธันวาคม เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ราคาเหรียญร่วงลงมาจากระดับ 28-29 บาท เหลือเพียง 5-6 บาท ร่วงลงฉับพลันเกือบ 80%  ???? ชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่าเหรียญมีการ ถอด LP (Remove Liquidity) หรือถอดสภาพคล่องของเหรียญออกจากระบบไป เป็นคำถามมากมายในโซเชียลว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้เข้าข่าย “Rug Pull” หรือไม่  ???? Rug Pull คือ กลโกงที่พบได้มากบนระบบ DeFi เกิดจากเจ้าของถอด LP หรือทำให้สูญเสียสภาพคล่องกระทันหัน ผู้ถือเหรียญขายเหรียญไม่ได้ จากนั้นเจ้าของก็เชิดเงินหนีไป โดยตรวจสอบหรือติดตามไม่ได้ว่าสุดท้ายเงินที่หายไปนั้นไปอยู่ในกระเป๋าใคร เหมือนเคสเหรียญ Squid Game ที่เป็นข่าวใหญ่ก่อนหน้านี้  ???? ปล่อยให้ลือไม่นาน เจ้าของเหรียญ ACT ก็ออกมาชี้แจงว่าทุกอย่างไม่เป็นความจริง “ทางทีมงาน ACT ได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าเหรียญ ACT ไม่ได้มีการ Rugpool เกิดขึ้น และไม่ได้มีการ Remove Liqudity จำนวนมากเกิดขึ้นแต่อย่างใด การเคลื่อนที่ของราคาเกิดจากการซื้อขายปกติของผู้ถือครองเหรียญ ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายสูงถึงกว่า 500 ล้านบาทในวันที่ 19 ธันวาคม 2021”  ???? มีการยืนยันอีกว่าเหรียญ ACT ยังคงมี Liqudity Pool อยู่มากกว่า 2 M$ และยังสามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างปกติ แถมยังเป็นเหรียญที่มี Trust Score สูงและอยู่ในอันดับ Top 3,000 ของ Crypto Currency ทั่วโลกจากการจัดอันดับของ CoinMarketCap  ????จากข้อมูลบนแอป WikiBit ระบุว่าเหรียญ ACT (Acet) นั้นมีการร้องเรียนจากนักลงทุนจำนวนมาก ทำให้จัดอยู่ในบัญชีดำ และมีคะแนนอยู่ที่ 3.76/10  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราไม่อาจฟันธงถึงความจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่ยังไงก็อยากให้ทุกคนศึกษาให้ดีก่อนลงทุน และระมัดระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยนะจ๊ะ  *อยากดูข้อมูลเชิงลึกของเหรียญนี้ หรือเหรียญคริปโตอื่น ๆ จากทั่วโลก ไปที่แอป WikiBit เลย! เพียงแค่กดค้นหาชื่อเหรียญ ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาให้ดูแบบจัดเต็ม! ทั้งนี้แอปของเรายังนำเสนอข่าวสารวงการคริปโตเป็นรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก ใครที่คิดจะลงทุนในวงการนี้ ดาวน์โหลดแอป WikiBit ไว้เลย จบครบเรื่องคริปโต ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี! #WikiBit

2021-12-22การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7173
...
142