เหรียญคริปโต ‘NFT’ คืออะไร? ทำไมนักลงทุนต้องให้ความสนใจกับมัน?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้กระแส DeFi กำลังมาแรงในวงการคริปโต แต่อีกหนึ่งสิ่งที่มาแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ ‘NFT’ หรือ Non-Fungible Tokens ซึ่งตอนนี้นักลงทุนหลายๆ คนกำลังให้ความสนใจ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักมันกันดีกว่า..  Non-Fungible Token (NFT) คือ Token ที่มีความเฉพาะตัวสูง ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบมันได้ เพราะเมื่อถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ‘NFT’ จะเป็นเหรียญที่ผูกมัดไว้กับผลงาน เช่น รูปภาพ การ์ตูน เพลง คลิปวิดีโอ การ์ดสะสม ไอเทมเกม งานศิลปะ และอื่นๆ จนสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘มีชิ้นเดียวบนโลก’ ซึ่งจะเป็นผลงานดิจิทัลในรูปแบบ “สินทรัพย์เหรียญดิจิทัล” ที่อยู่บนโลกออนไลน์บนระบบของ “Blockchain”  เมื่อมีชิ้นเดียวเจ้าของก็มีได้เพียงแค่คนเดียวเช่นกัน และแน่นอนเมื่อมันอยู่บนระบบ “Blockchain” มันสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายๆ ว่าใครเป็นเจ้าของมัน ถูกสร้างตอนไหน ถูกขายเมื่อไหร่ เป็นต้น อีกทั้ง ‘NFT’ ยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถกำไรได้อย่างมหาศาลจากการขายผลงานบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน ยิ่งมีคนสนใจมากราคายิ่งสูง ส่งผลให้เกิดการประมูลเพื่อแย่งชิงผลงานนั้นๆ มาเป็นของตัวเองอีกด้วย  โดยในปัจจุบันตลาด ‘NFT’ นั้นมีมูลค่าสูงกว่า 250 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาถึง 4 เท่า จากมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 ซึ่งนักสะสมผลงานสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ผ่านแพลตฟอร์ม อย่าง Opensea, Rarible, Nifty Gateway, SuperRare, และอื่น ๆ อีกมากมาย  ทั้งนี้หากพูดถึง ‘NFT’ ในประเทศไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมีข่าวว่า ‘จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ ได้ออกมาประกาศ ถึงการเร่งศึกษาการออก Non Fungible Token หรือ ‘NFT’ คาดได้ข้อสรุปและออกเหรียญได้ในปีนี้ อีกทั้งยังมีศิลปินชื่อดังหลายๆ ท่านที่เริ่มสร้างงานไปขายในตลาด ‘NFT’ กันแล้ว อย่าง ติ๊ก ชีโร่ YoungOhm ปาล์ม Instinct หรือแม้แต่หนังสือขายหัวเราะ ก็ได้นำปกแรกของหนังสือขายหัวเราะนำมาทำเป็น ‘NFT’ ขายด้วย นับว่าเป็นอีกก้าวของศิลปินไทยที่กำลังพัฒนาและต่อยอดให้ผลงานของตนกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น  สรุปง่ายๆ ก็คือ ‘NFT’ นั้นทำให้เราสามารถใช้งาน Blockchain ได้หลากหลายกว่าที่เคย โดยทำให้ของสะสม งานศิลปะ หรือสินทรัพย์ที่มีคุณค่าต่างๆ สามารถถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่ายดายมากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ จนเกิดโอกาสในการลงทุนให้กับนักลงทุนได้อีกด้วย หลังจากนี้เราคงจะได้เห็นการใช้ ‘NFT’ อย่างหลากหลายในอนาคตมากขึ้น  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับวงการคริปโตได้ง่ายๆ เพียงกดติดตามเพจติดตามเพจ Wikibit แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้อีกด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแต่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

‘Kim Kardashian’ อัพไอจีสตอรี่เชียร์เหรียญ ‘Ethereum Max’ ​ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่?

เมื่อไม่นานมานี้นางแบบตัวแม่ อย่าง ‘Kim Kardashian West’ ได้โพสต์โปรโมทโทเค็นของ ‘EthereumMax’ ด้วยการลงสตอรี่ Instagram ของเธอที่มีผู้ติดตามกว่า 228 ล้านคน จนเป็นที่ฮือฮากันอย่างมากสำหรับแฟนๆ ของ ‘Ethereum’    “เฮ้ พวกคุณ ฉันมีประกาศสำคัญจะมาบอก” จากนั้นวิดีโอก็จบลง และเลื่อนไปสู่สตอรี่ต่อไป   “พวกคุณลงทุนในคริปโตหรือเปล่า? นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน แต่เป็นการแบ่งปันสิ่งที่เพื่อนของฉันเพิ่งบอกเกี่ยวกับโทเค็นของ EthereumMax! เมื่อไม่กี่นาที ‘EthereumMax’ เพิ่งเผาเหรียญกว่า 400 ล้านล้านเหรียญหรือ 50% ของเหรียญในกระเป๋าของผู้ดูแลระบบ ให้กับชุมชน E-Max”  จากนั้นก็ติดแฮชแท็กต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง ‘#AD’ ซึ่งหมายความว่านี่เป็นการโฆษณา และแฮชแท็กดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่คนดังในการหาเงินจากอาหารเสริม, ไลฟ์สไตล์, หรือ Shitcoin ที่ไม่ปลอดภัย   อย่างไรด็ตามโดยพื้นฐานแล้ว ‘EthereumMax’ คือโทเค็น ERC-20 ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานบนบล็อกเชนของ ‘Ethereum’ เช่นเดียวกับเหรียญ Safemoon สุดกาว โดย ‘EthereumMax’ ได้เปิดตัวให้มีการซื้อขายโทเค็นจำนวน 2 พันล้านล้านเหรียญ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม คู่กับ ETH บนแพลตฟอร์ม Uniswap แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ ที่ใครก็สามารถลงรายการเหรียญของตัวเองได้  นอกจากนี้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘EthereumMax’ คือมันไม่มีเอกสาร White Paper (ตาม Roadmap บอกว่าจะมีเอกสารดังกล่าวในไตรมาสที่ 3), ไม่ค่อยมีข้อมูลภูมิหลังของทีมพัฒนา, และผู้มีส่วนร่วมใน Smart Contracts ทั้งสองได้ใช้ GitHub มาไม่ถึงเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับแคมเปญการตลาด  หลังจากมีผู้คนจำนวนมากที่ได้เห็นโฆษณาดังกล่าวเกี่ยวกับ ‘EthereumMax’ จากโซเชียลมีเดียของ ‘Kim Kardashian’ ที่มีผู้ติดตามมากกว่าประชากรของประเทศบราซิล ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายของโทเค็นดังกล่าวพุ่งขึ้น 5,532% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และลดลง 32% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ต่อมา   เนื่องจาก ‘EthereumMax’ เพิ่งเปิดตัวในตลาดคริปโตนี้ได้ไม่นาน ทำให้มีข้อมูลในแอป ‘Wikibit’ น้อยมาก โดยมีคะแนนจากแอปอยู่ที่ 5.02 คะแนน ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ กำลังทำการรวบรวมข้อมูลอื่นๆ ของ ‘EthereumMax’ มาอัพเดตเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนให้กับผู้ใช้งานได้ทราบอย่างแน่นอน ดังนั้นแอดขอแนะนำให้มือใหม่ใจเย็นๆ รอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ก่อนค่อยลงทุน แต่สำหรับสาวกของ ‘Ethereum’ หากคุณมั่นใจในตัวของเหรียญก็จัดเลย!    หากคุณไม่อยากพลาดการอัพเดตข้อมูลของเหรียญ โหลดเลยแอป ‘Wikibit’ แอปพลิเคชั่นที่ใช้ในการตรวจสอบ Exchange และ Token เพียงแค่คุณกดค้นหา ข้อมูลต่างๆที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป มูลค่าในตลาด White paper และอื่นๆ ที่ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณได้ ดีครบจบในแอปเดียวโหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

ตลาดคริปโตจะเป็นอย่างไรหลังการประชุม FED มีมติให้คงดอกเบี้ย

เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณตี 1 บ้านเรามีการประชุมครั้งสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) โดยประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอยู่ที่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของ FED ซึ่งผลปรากฎว่าสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% เท่าเดิม   อย่างไรก็ตามทาง FED ได้มีการส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เดิมก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะไม่ปรับขึ้นจนกว่าจะถึงปี 2024 ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นนี้จะปรับขึ้น 2 ครั้งภายในปี 2023 และแน่นอนว่าส่งผลต่อตลาดการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทันทีที่ผลการประชุมถูกเผยแพร่ออกมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างติดลบราว 1% ส่วนตลาดคริปโตเคอร์เรนซีก็ตอบสนองเล็กน้อยโดยราคาพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบวันที่ระดับ $38,000 ก่อนรีบาวน์กลับมายืนที่ระดับ 39,000   ในขณะที่เขียนบทความนี้ ราคาทองคำร่วงยับหลังการประชุม อาจส่งผลดีต่อตลาดคริปโต? หลังจากการลงมติในที่ประชุมเสร็จสิ้นให้มีการคงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นและปรับขึ้นภายหลังภายในปี 2023 ราคาทองคำก็ตอบสนองอย่างรุนแรงโดยมีการร่วงลงตลอดทั้งคืนตั้งแต่การประชุมเริ่มต้นขึ้นจากระดับ 1,860 USD/Oz สู่จุดต่ำสุดในรอบเดือนที่ 1,800 USD/Oz ก่อนที่จะรีบาวน์ขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ   ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลออกจากสินทรัพย์การลงทุนยอดนิยมอย่างทองคำและหุ้น ไปสู่สินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือแม้แต่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ทำไมต้องเป็นตลาดคริปโตเคอร์เรนซี? เนื่องจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในโลกของการลงทุนหรือเก็งกำไรในปีนี้ จะเห็นได้จากบริษัทระดับโลก Tesla (NASDAQ:TSLA) หรือ MicroStrategy เข้ามาเป็นผู้เล่นในสนาม อีกทั้งนักลงทุนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก Ray Dalio ก็เข้ามาถือครอง Bitcoin เช่นกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมากและความเชื่อมั่นเริ่มไหลเข้ามาในตลาดคริปโตบ้างแล้ว   แน่นอนว่าเม็ดเงินอาจจะไม่ได้เข้าสู่ตลาดคริปโตทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ตลาดคริปโตเป็นตลาดที่ผู้คนหันมาสนใจกันมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งมูลค่าตลาดโดยรวมยังไม่สูงมากนัก หากมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นหรือทองคำไหลเข้ามา ก็อาจช่วยให้ตลาดแห่งนี้เติบโตได้อีกมหาศาล Bitcoin จะเป็นทางเลือกการลงทุนและเก็งกำไรในยุคใหม่ เดิมทีผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างทองคำ อสังหาฯ และหุ้น เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในโลกของการลงทุน แต่ปัจจุบันตลาดคริปโตได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ตลาดการลงทุนแบบดั้งเดิมอาจถูกแบ่งสัดส่วนเม็ดเงินเข้ามาในตลาดคริปโต ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้   อาจส่งผลให้ตลาดคริปโตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุนในยุคใหม่นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น ประกอบกับสถานการณ์ราคา Bitcoin ในปัจจุบันดูเหมือนจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนที่แล้วที่ร่วงลงอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งในปีนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าการร่วงลงของราคาทองคำ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามายังตลาด Bitcoin ก็เป็นได้ เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งสองชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ประกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ มีบทบาทคล้ายคลึงกันในเรื่องของการเป็น Store of Value ไม่แน่ความสัมพันธ์นี้อาจบ่งบอกได้ถึงเม็ดเงินที่กำลังแย่งกันอยู่ว่าจะเข้าไปที่ตลาดแห่งใด

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

5 วิธีการเลือกลงทุนในเหรียญคริปโต มือใหม่เลือกยังไงให้กำไรเพียบ!!

มือใหม่หลายๆ คนมักสงสัยว่า “การที่ลงทุนในเหรียญคริปโตมีวิธีเลือกยังไงบ้าง ถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดี” บทความนี้แอดจึงขอหยิบยกวิธีการเลือกเหรียญแบบง่ายๆ แต่กำไรงามๆ มาฝาก   1. รู้จักตัวเอง  สิ่งแรกเลยที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุนในเหรียญ คือ รู้จักตัวเอง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองแล้วตอบมันสะ!!  -คุณมีต้นทุนเท่าไหร่? คำถามนี้เพื่อใช้วางแผนในการลงทุน ว่าคุณเหมาะที่ลงทุนในเหรียญแบบไหน  -เงินที่นำมาใช้ในการลงทุนเป็นเงินเย็นหรือไม่? เพราะในโลกของคริปโตนั้นมีความผันผวนสูง จึงตามมาด้วยเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน  -คุณมีเป้าหมายอะไร? คุณอยากได้กำไรเยอะๆ กล้าได้ กล้าเสีย และเงินที่ใช้ลงทุนเป็นเงินเย็น คำตอบนี้คุณเหมาะที่จะเล่นแบบถือยาว แต่ถ้าหากคุณกลัวจะเสีย และเงินที่ใช้ลงทุนนั้นมีน้อย หรือไม่ใช่เงินเย็น คุณเหมาะที่จะเล่นแบบถือสั้นค่อยๆ สะสมกำไรไปเรื่อยๆนั่นเอง  2. ดูไอเดียของเหรียญ    คิดง่ายๆว่าเราเป็นเหมือนนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนใน Startup เราคงไม่ไปลงทุนกับโปรเจกต์เหรียญที่ไอเดียดูไร้อนาคตใช่ไหม กลับกันถ้าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ ที่จะสามารถพลิกโฉมตลาดได้และเติบโตแบบติดจรวด เราคงทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้ลงทุนกับไอเดียนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าไอเดียน่าสนใจหรือไม่ และเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ลองตั้งคำถามดูว่าโปรเจกต์มีความแปลกใหม่อะไร? ทำไมถึงต้องใช้ Blockchain? เพราะมีโปรเจกต์มากมายที่ไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ บางโปรเจกต์อาศัยคำว่า ‘Blockchain’ แค่จะดึงดูดนักลงทุน ในความเป็นจริงแล้ว ‘Blockchain’ อาจจะไม่เหมาะสมในการใช้งานแบบนี้ก็เป็นได้  3. ขนาดตลาด    แต่ละโปรเจกต์นั้นแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องมาดูว่าขนาดตลาดที่โปรเจกต์นี้เข้าไปนั้นใหญ่ขนาดไหน ทุกโปรเจกต์อาจจะบอกว่าขนาดตลาดคือทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงในด้านธุรกิจแล้ว เราต้องมาดูความสามารถในการเจาะตลาดแรกๆ ของโปรเจกต์นั้นๆด้วย ซึ่งโปรเจกต์ที่ดีนั้นจะมีการวางตัวในตลาดอย่างชัดเจน เราจะมองเห็นได้ว่ามันจะเริ่มที่ไหน จะขยายไปที่ไหนได้  ตัวอย่างเช่น Omise Go (OMG) ที่เริ่มจากตลาดไทย และเป้าหมายคือแถบ ASEAN ถึง ASIA ทั้งหมด  4. แผนงานในอนาคต    โปรเจกต์ส่วนใหญ่นั้นจะมี Roadmap อยู่บนเว็บ บนบล็อก หรือบน ‘whitepaper’ ซึ่งตัว Roadmap นั้นจะช่วยให้เราพอเข้าใจถึงสิ่งที่ทางทีมงานวางแผนไว้ล่วงหน้า ถึงแม้อาจจะไม่ได้ตามนั้น อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าโปรเจกต์ที่ไม่มีแผนงานเป็นชิ้นเป็นอัน เราควรพยายามที่จะลงทุนในโปรเจกต์ที่ให้ความสำคัญกับ Roadmap ไม่ต่างกับธุรกิจจริงๆ  อย่างไรก็ตามถึงแม้ Roadmap อาจจะสวยหรู ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำได้อย่างที่พูด เราก็ต้องควรระวังและคอยจับตาดูในเรื่องนี้ด้วย  5. ผลประโยชน์ของผู้ถือเหรียญ    เหรียญที่เราถือมันมีไว้ทำอะไร? เมื่อเราลงทุนกับอะไรเราย่อมต้องการผลตอบแทน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจว่าผู้ถือเหรียญจะได้รับผลประโยชน์อะไร  -บางเหรียญจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือ จากรายได้ = ยิ่งรายได้เยอะ มูลค่าเหรียญควรเพิ่ม  -บางเหรียญเป็นเชื้อเพลิง ไว้จ่ายแลกกับการใช้ platform นั้น = platform ยิ่งใหญ่ เหรียญยิ่งมีมูลค่า  -บางเหรียญอาจจะเป็นแค่ store of value = คนให้ความเชื่อมั่นกับสกุลเงินนี้ เหรียญก็ยิ่งมีมูลค่า  หากเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหรียญมันจะมีมูลค่ามายังไง เราไม่ควรไปร่วมลงทุนด้วยแม้ว่ามันจะดูดีขนาดไหน เพราะมันอาจจะเป็นโปรเจกต์ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ถือเหรียญ โปรเจกต์ที่ดีนั้นควรอธิบายถึงประโยชน์ของการถือเหรียญนั้น ไม่ว่าจะใน Whitepaper หรือบนเว็บ  สรุปง่ายๆ ก็คือการที่คุณจะเลือกลงทุนในเหรียญๆ หนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือก ก็คือข้อมูล คุณควรศึกษาข้อมูลของเหรียญนั้นๆ ก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เหมาะสำหรับการลงทุนที่คุณต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณสามารถหาอ่านๆ ได้ตาม ‘Whitepaper’ อย่ามัวแต่สนใจกราฟจนลืมศึกษาข้อมูลแอดขอเตือน  ดังนั้นแอดจึงขอแนะนำแอป ‘Wikibit’ ที่จะช่วยให้คุณตรวจข้อมูลของเหรียญที่คุณสนใจได้ แถมยังรวบรวม ‘Whitepaper’ ของเหรียญไว้ให้คุณแล้ว เพียงแค่คุณกดค้นหาชื่อของเหรียญที่คุณสนใจเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ก็จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป มูลค่าราคาตลาด ข่าวสารต่างๆ ของเหรียญ เป็นต้น อยากดูเหรียญไหนก็ค้นหาเหรียญนั้น ง่ายๆ สะดวกสบายไม่ยุ่งยาก มือใหม่ทั้งหลายโหลดติดเครื่องไว้ ช่วยทำกำไรได้แน่นอน!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)    Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

ไหวไหมถ้า Ethereum จะถ้าชิงเป็นสกุลเงินอันดับหนึ่งแทน Bitcoin?

จากวันที่บิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 มาจนถึงวันนี้ปี 2021 เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้เรามีสกุลเงินดิจิทัลมากถึง 10,332 สกุลเงินแล้ว นอกจากบิทคอยน์ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทองคำของโลกดิจิทัล เรายังมีอีเธอเรียมที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มผู้ก่อให้เกิดการต่อยอดในโลกคริปโตฯ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า DeFi ในปัจจุบัน หรือแม้แต่สายเน้นศรัทธาไม่เน้นมูลค่า หลักการณ์และเหตุผลใดๆ โลกคริปโตฯ ก็มีเหรียญอย่างโดจคอยน์เอาไว้ให้คุณได้ลองลงทุนรับความเสี่ยงเล่นๆเป้าหมายและการใช้งานของบิทคอยน์และอีเธอเรียมนั้นต่างกัน  จุดกำเนิดของบิทคอยน์เริ่มต้นมาจากคนหรือกลุ่มคนที่ใช้นามแฝงว่า ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ ต้องการปลดแอกระบบการเงินออกจากภาครัฐ เขามีแนวคิดว่าการปล่อยให้อำนาจการควบคุมเงินอยู่ที่ภาครัฐเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และควรเป็นเจตจำนงเสรีของแต่ละบุคคลที่ต้องการแลกเปลี่ยนเงินตรากันโดยไม่มีตัวกลางมาควบคุม ดังนั้นเขาจึงสร้างสกุลเงินกลางขึ้นมาบนระบบบล็อกเชนที่จะให้คนในระบบสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมกันเอง โอนบิทคอยน์ที่เป็นตัวแทนของการแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างกันเอง โดยที่ไม่มีคนกลาง (อย่างเช่นธนาคารกลาง) เข้ามาควบคุม  และเพื่อต่อต้านความสามารถในการพิมพ์เงินอย่างไร้ขีดจำกัดของธนาคารกลาง ซาโตชิจึงได้กำหนดให้บิทคอยน์มีเหรียญอยู่ในระบบเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น มีความสามารถในการย่อยเหรียญตัวเองให้มีจำนวนลดลงเมื่อเหรียญถูกขุดมากขึ้น จากที่มีการคำนวณ การแบ่งเหรียญครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในปี 2024 การที่บิทคอยน์มีจำนวนจำกัดจึงทำให้มันกลายเป็นสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าเมื่อปริมาณลดลง และนั่นคือสิ่งที่บิทคอยน์กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ว่ากันว่าตอนนี้เหรียญบิทคอยน์ที่มีอยู่ในระบบได้ถูกขุดออกมาแล้วประมาณ 90% หรือคิดเป็น 18.6 ล้านเหรียญบิทคอยน์  สำหรับอีเธอเรียมนั้นมีเป้าหมายการใช้งานที่ต่างจากบิทคอยน์โดยสิ้นเชิง อีเธอเรียมไม่ต้องการเป็นสกุลเงินกลางตัวใหม่ของโลก แต่ต้องการเป็นพื้นที่แพลตฟอร์มที่เปิดให้คนที่สนใจในโลกสกุลเงินดิจิทัลมาต่อยอด สร้างสรรระบบการเงินบนแพลตฟอร์มของอีเธอเรียม แม้แต่รูปแบบการเกิดมาของเหรียญระหว่างบิทคอยน์และอีเธอเรียมก็ยังต่างกัน บิทคอยน์ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Proof of Work (PoW)” เป็นแหล่งกำเนิดเหรียญ ในขณะที่อีเธอเรียมใช้ “Proof of Stake (PoS)”   อันที่จริง การเติบโตของอีเธอเรียมมีบทบาทกับโลกคริปโตมาโดยตลอด ในปี 2017 ตอนที่บิทคอยน์กำลังทะยานขึ้นสู่ $20,000 ในตอนนี้คนก็ใช้แพลตฟอร์มของอีเธอเรียมในการทำ ICO หรือการให้คนมาถือเหรียญของตนเหมือนกับการถือหุ้น และในปี 2021 นี้ อีเธอเรียมก็ได้เปิดประสบการณ์การลงทุนในโลกดิจิทัลแบบใหม่ เมื่อเราสามารถ ฝาก กู้ ยืม ทำธุรกรรมได้เหมือนกับโลกปกติในโลกที่มีชื่อว่า “Decentralized Finance (DeFi)” อีเธอเรียมมีโอกาสไปได้ไกลกว่าบิทคอยน์  เชื่อว่าเล่ามาถึงตรงนี้หลายคนคงจะเห็นภาพกันแล้วว่าอีเธอเรียมยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกมากในโลกอนาคต ในขณะที่บิทคอยน์ทำหน้าที่เป็นเพียงสกุลเงินกลางที่นอกจากเก็บรักษามูลค่าแล้ว ก็ไม่สามารถทำอะไรเพิ่มได้อีก แต่สำหรับอีเธอเรียมนั้นกลับยังสามารถต่อยอดในโลกของสกุลเงินดิจิทัลได้อีกไกล อย่างเช่นที่เราได้เห็นการเติบโตของโลก DeFi ในทุกวันนี้  หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผมเชื่อว่าอีกไม่นานอีเธอเรียมจะต้องสามารถกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากบิทคอยน์มาได้มากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่บิทคอยน์ยังคงอยู่ที่เดิม แต่อีเธอเรียมกลับเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรร และนวัตกรรมในโลกทางการเงิน หรือการใช้บล็อกเชนในรูปแบบใหม่ๆ มากมาย DeFi คือความหวังใหม่สำหรับอีเธอเรียมอย่างแท้จริง  ยิ่งวงการ DeFi เติบโตมากเท่าไหร่ บทบาทของอีเธอเรียมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น หากว่าสุดท้ายแล้วคริปโตเคอเรนซี่สามารถเข้ามาแทนที่สิ่งที่โลกการเงินในรูปแบบเดิมๆ สามารถทำได้ อีเธอเรียมก็จะกลายเป็นผู้ครองโลกและยกระดับวงการคริปโตฯ ให้ขึ้นไปอีกขั้น ถึงแม้ว่าอีเธอเรียมจะเกิดมาหลังบิทคอยน์ มีประวัติศาสตร์น้อยกว่า แต่ในแง่ของการต่อยอดต้องยอมรับว่าอีเธอเรียมสามารถไปได้ไกลกว่าบิทคอยน์มาก  ข้อดีอย่างหนึ่งที่อีเธอเรียมจะเป็นต่อมากกว่าบิทคอยน์ในอนาคตคือการใช้ “Proof of Stake”เป็นโปรโตคอลหลัก เพราะ PoS นั้นไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ PoW ของบิทคอยน์ทำ ยิ่งทำให้อีเธอเรียมมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้คนยุคปัจจุบันที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ยิ่งถ้าได้อีลอน มักส์มาสนับสนุนอีก (ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเขาจะมา) จะยิ่งทำให้มูลค่าของเหรียญอีเธอเรียมมีค่ามากขึ้น นโยบายของบริษัทเทสลาที่รักษ์โลกนั้นสอดคล้องกับ PoS และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามอีเธอเรียมก็เหมือนกับสกุลเงินอื่นๆ ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของอีเธอเรียมคือไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองเรื่องการใช้พลังงานสะอาดแล้ว เหลือเพียงเรื่องของกฎหมายและความปลอดภัยเท่านั้นที่ยังจะต้องผ่านความท้าทายของกระแสโลก จะเป็นอย่างไรหากรัฐบาลเป็นคนยื่นข้อเสนอขอเข้ามาควบคุมอีเธอเรียมเอง? หรือภาครัฐจะสามารถสร้างระบบการเงินที่เลียนแบบโมเดล DeFi? นี่คือช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับโลกการเงินเป็นอย่างมาก

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

นักขุด Bitcoin ขาวจีนแห่อพยพไปสหรัฐฯ หลังรัฐบาลประกาศแบน

เนื่องด้วยระบอบการปกครองของประเทศจีน ที่ยังคงมีมาตรการปราบปรามการดำเนินการของนักขุดบิทคอยน์ทั่วประเทศ โดยข้อมูลจาก CryptoPotato เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามีการปราบปรามการขุดในเมือง Yunnan ซึ่งเป็นที่ตั้งของเหมืองบิทคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับสี่ ส่งผลให้การอพยพของนักขุดชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ซึ่งตามรายงานจาก CNBC จุดหมายที่ผู้อพยพเหล่านี้ตั้งเป้าไว้คืออเมริกาเหนือ โดยเฉพาะรัฐเท็กซัส ตามรายงานจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ เท็กซัสเป็นรัฐที่มีราคาพลังงานต่ำที่สุดในโลก พร้อมกับส่วนของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันเท็กซัสเป็นผู้นำด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังลม ซึ่งผลิตพลังงานได้เกือบ 30% ของยอดรวมในประเทศสหรัฐฯ   นอกจากนี้เท็กซัสยังมีเครือข่ายพลังงานที่ไม่ได้ถูกควบคุม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกผู้ให้บริการได้ พร้อมกับผู้นำทางการเมืองและนายธนาคารที่สนับสนุนบิทคอยน์ ทำให้เท็กซัสกลายเป็นจุดหมายในฝันสำหรับนักขุดที่กำลังมองหาที่ตั้งใหม่ Brandon Arvanaghi อดีตวิศวกรความปลอดภัยของแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโต Gemini กล่าวว่า คุณกำลังจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ในเท็กซัสเรามีผู้ว่าการอย่าง Greg Abbott ที่ช่วยส่งเสริมการทำเหมือง และมันจะกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างแท้จริงในสหรัฐฯ   ซึ่งมันจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก เท็กซัสไม่เพียงแต่มีพลังงานที่ถูกที่สุดในสหรัฐฯ แต่มันถูกที่สุดในโลก ทำให้การก่อตั้งบริษัททำเหมืองเป็นเรื่องง่าย แค่คุณมีเงินลงทุน 30-40 ล้านดอลลาร์ คุณก็สามารถเป็นนักขุดชั้นนำในสหรัฐฯ ได้“ Arvanaghi กล่าว Alejandro De La Torre รองประธานกลุ่มเหมืองขุด Poolin ในฮ่องกง กำลังวางแผนที่จะอพยพออกจากประเทศ ”เราไม่อยากเผชิญหน้ากับมาตรการปราบปรามใหม่ทุก ๆ ปีในประเทศจีน เราจึงพยายามกระจายแรงขุดไปทั่วโลก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงย้ายไปที่สหรัฐฯ และแคนาดา Nic Carter หุ้นส่วนของ Castle Island Ventures กล่าวถึงปริมาณแรงขุดที่ลดลงว่าอาจเป็นเพราะเหมืองต่าง ๆ ในประเทศจีนถูกปิด   และคิดว่าแรงขุดบิทคอยน์ 50% ถึง 60% จะออกจากประเทศจีนในที่สุด การประมาณการณ์ในปัจจุบันแสดงให้เห็นอัตราการครอบงำตลาดของประเทศจีนที่อยู่ระหว่าง 55% ถึง 65% ที่กำลังลดลง และตามข้อมูลจาก Bitinfocharts แสดงให้เห็นว่าอัตรการขุดในเครือข่ายบิทคอยน์ลดลง 33% จากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ 171.4 EH/s เหลือ 114.5 EH/s ในปัจจุบัน

2021-06-17การวิเคราะห์เชิงลึก

สุดแซ่บ!! สาวไทยแกร่งรู้ทันกลโกง Crypto คุยปั่นหัวจน Scammer หนี!

คุณรู้หรือไม่ว่าในวงการคริปโตนั้น “มีเรื่องฮาเยอะมาก” เพราะสิ่งที่กำลังเป็นไวรัลที่สุดในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการคุยปั่น ‘Scams’ จากเจ้าของบัญชี Facebook ที่ใช้ชื่อ ‘Patcharaporn Fang’ ที่โพสต์ภาพแชทของตนเอง ระหว่างคุยกับหนุ่มหล่อชาวเกาหลี โดยในเนื้อความได้มีการชักชวน และถามถึงการลงทุนใน BTC (Bitcoin) แต่หญิงสาวไม่หลงกล ตอบกลับยับ ถูกใจชาวเน็ตเป็นอย่างมาก   โดยบทสนทนาเบื่องต้น เริ่มจากการทักทายกันเป็นปกติ โดยใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร แต่สาวไทยรู้สึกลำบาก จึงใช้ภาษาไทยตอบกลับไปแบบฮาๆ ว่า “อย่ากดดันสิ คิดไม่ทัน” หลังจากนั้นมาหนุ่มเกาหลีคนนั้นก็ได้ใช้ภาษาไทยในการตอบกลับสาวไทยมาตลอด ซึ่งมองจากลักษณะการตอบแล้วคงใช้เครื่องมือแปลภาษาในการแปลข้อความของสาวไทย  ต่อมาหนุ่มเกาหลีคนนั้นได้มีการถามว่า “คุณชอบการลงทุนไหม” หลังจากอ่านข้อความนี้สาวไทยไม่รอช้าตอบกลับไปว่า “ชอบสิตอนนี้ฉันมีเล่นวงแชร์อยู่ 10 วง รายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท คุณสนใจลงทุนกับฉันไหม” โดยชายหนุ่มได้ตอบปัดไปว่าตนนั้นชอบการลงทุนมาก พร้อมถามถึง BTC (Bitcoin) และพยายามอธิบายว่า BTC คืออะไร แต่กลับโดนสาวไทยปั่นกลับมาว่า “ฉันรู้จักแต่ BTS กับ MRT มันเป็นขบวนนะ ยิ่งขึ้นเยอะยิ่งเสียเยอะ ถ้าบ้านคุณอยู่ไกล ฉันแนะนำให้นั่งรถเมล์” หลังจากเจอข้อความนี้หนุ่มเกาหลีถึงกับงง แต่ยังคงยืนยันว่า BTC นั้นดีที่สุด ซึ่งสาวไทยไม่หลงกลตอบกลับไปแบบกวนๆ จนจบบทสนทนา   สิ่งที่แอดอยากจะบอกคือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในประเทศไทย เพราะตอนนี้ทางแอป ‘Wikibit’ มีคนมาร้องเรียนเยอะมาก โดยจะมีคนหน้าตาดีๆ ทักมาหลอกไปลงทุนกับแอปเทรดคริปโต แต่พอถึงเวลากลับถอนเงินออกมาไม่ได้ ซึ่งคนไทยมักตกเป็นเหยื่อให้กับกลโกงนี้ เพราะมันมักแฝงตัวมาตามแอปหาคู่ หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น IG Facebook ดังนั้นหากมีคนมาเชิญชวนคุณให้ไปลงทุนในคริปโต สิ่งแรกที่คุณควรทำก็คือนำชื่อเว็บเทรดคริปโตที่ถูกกล่าวอ้าง ไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือในแอป ‘Wikibit’ ก่อน อย่าไปหลงเชื่อมันง่ายๆ เพราะนี่เป็น 1 ในกลโกงที่พบบ่อยที่สุดในตอนนี้    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ และการแฉกลโกง เกี่ยวกับวงการคริปโตได้ง่ายๆ เพียงกดติดตามเพจติดตามเพจ Wikibit แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้อีกด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแต่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดไว้! อุ่นใจ! ไม่โดนโกง!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-06-16การวิเคราะห์เชิงลึก

เผย!! สาเหตุ ‘Huobi Thailand’ ถูกสั่งปิดชั่วคราว!!

" />   ล่าสุดทาง ‘Huobi Thailand’ ได้ประกาศให้ลูกค้าถอนสินทรัพย์ออกภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 ผ่านช่องทางบัญชี Facebook หลังจากที่ทาง คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติขยายระยะเวลาให้ บริษัท หั่วปี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Huobi) แก้ไขระบบงานให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด รวมทั้งปรับปรุงระบบงานและบุคลากรให้มีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ และสั่งการให้ระงับการให้บริการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั่วคราวไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้   “เนื่องจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติให้ บริษัท หั่วปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ระงับการให้บริการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั่วคราว โดยกำหนดให้ลูกค้าถอนสินทรัพย์ออกจาก แพลตฟอร์ม ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2564 โดยบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กร และเปลี่ยนแพลตฟอร์ม”  ในส่วนของสาเหตุจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมไปถึงระยะเวลาในการปิดแพลตฟอร์มชั่วคราว ยังไม่มีประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ยังคงมีการตั้งคำถามจากนักลงทุนว่า “ถ้าหาก ‘Huobi Thailand’ กลับมาเปิดให้ใช้บริการตามปกติ จะกลับมาให้บริการในรูปแบบเดิมไหม หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบแพลตฟอร์มการให้บริการใหม่ทั้งหมด” ณ จุดๆนี้ แอดคงบอกได้แค่ว่า “เราคงต้องรอลุ้นกันต่อไปค่ะ!!”   ต่อมาเรามาดูข้อมูลของ ‘Huobi Thailand’ ในแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่าว่าดีแค่ไหน โดยจากการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ ‘Huobi Thailand’ บนแอปพลิเคชันของ ‘Wikibit’ พบว่า ‘Huobi Thailand’ เป็น Exchange ที่ได้คะแนนจากแอปอยู่ที่ 8.19 คะแนน ได้รับใบอนุญาตจาก FSA, SFC, SEC, FinCEN มีการเยี่ยมชมบริษัทจากทาง ‘Wikibit’ แล้ว และมีคนร้องเรียนเข้ามาอยู่พอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาร้องเรียนในเรื่องของปัญหาการถอนเงิน และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ล้มเหลว ถือว่าเป็น Exchange ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้นหากใครที่กำลังลงทุนเทรดคริปโจกับเจ้านี้อยู่ ในเมื่อสาเหตุยังไม่ถูกเปิดเผย อย่าพึ่งเสียใจไป แอดเชื่อว่าหาก ‘Huobi Thailand’ Come Back เมื่อไหร่ ต้องมาพร้อมโฉมใหม่ที่ปังแน่นอน!!   คุณเองก็สามารถตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองได้ด้วยแอป ‘Wikibit’ เพราะเป็นแอปที่มีฟีเจอร์ตรวจสอบข้อมูล Exchange และ Token ที่ครบและจบในแอปเดียวมาก เพียงแค่คุณกดค้นหาชื่อ Exchange และ Token ที่คุณกำลังสนใจเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ที่สามารถให้คุณนำไปใช้เพื่อประกอบการตัดสินใจก็จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป ใบอนุญาต การเยี่ยมชมจาก ‘Wikibit’ White paper และอื่นๆ อีกมากมาย ปังขนาดนี้อย่าช้า โหลดเลยฟรี!!     ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-06-16การวิเคราะห์เชิงลึก

‘White Paper’ คืออะไร? ทำไมนักเทรดคริปโตควรอ่านก่อนลงทุน?

นักลงทุนมือใหม่หลายๆ คน มักเลือกลงทุนคริปโตตามกระแส โดยไม่ได้ใส่ใจในศึกษาข้อมูลของเหรียญอย่างเพียงพอ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวในการลงทุนมากๆ ดังนั้นหากคุณเลือกที่จะลงทุนในเหรียญนั้นๆ การศึกษาข้อมูลคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หากคุณไม่รู้ว่าจะอ่านข้อมูลตรงไหน แอดขอบอกเลยว่าเริ่มจาก ‘White Paper’ ก่อนเลย   ‘White Paper’ คือ เอกสารที่ไว้นำเสนอข้อมูล รายละเอียดต่างๆ จากเจ้าของโปรเจกต์หรือเจ้าของเทคโนโลยี โดยทั่วไปแล้วจะเป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่จะคอยบอกเล่าว่า เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างไว้เพื่ออะไร แก้ไขปัญหาในจุดไหน หรือโครงสร้างการทำงานของระบบที่เจ้าของโปรเจกต์ต้องการพัฒนาคืออะไร เป็นต้น  เนื่องจากในโลกของสกุลเงินดิจิทัลนั้นไม่สามารถจับต้องได้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีเอกสารอย่าง ‘White Paper’ เพื่อใช้ในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้สร้าง และผู้ใช้งาน   ทั้งนี้ถ้าหากคุณอยากลงทุนในตลาดคริปโต การอ่าน ‘White Paper’ จะช่วยให้คุณเข้าใจในเทคโนโลยีที่เรากำลังจะลงทุนมากขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันในเชิงข้อมูลเป็นอย่างมาก ทำให้ปัจจุบัน ‘White Paper’ ยังไม่มีมาตรฐานหรือการกำหนดว่าควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมี และมีแน่นอนใน ‘White Paper’ ก็คือ ข้อมูลที่จะสามารถช่วยให้คุณเข้าใจกลไกการทำงาน และปัญหาที่เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยแก้ไขได้มากที่สุด  ณ ปัจจุบัน ‘White Paper’ กำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ จากเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาทำให้อุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก โดยเฉพาะในวางการคริปโต ที่ตอนนี้มีมากมายกว่าหมื่นเหรียญ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละเหรียญก็ถูกพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการอ่าน ‘White Paper’ จะช่วยทำให้เราเข้าใจเหรียญต่างๆ ได้มากขึ้นนั่นเอง   ทั้งนี้หลายๆ คน คงสงสัยว่า “แล้วเราจะไปหา ‘White Paper’ อ่านได้จากที่ไหน” แอดขอแนะนำให้โหลดแอป ‘Wikibit’ และกดค้นหารายชื่อ ‘Token’ ที่คุณสนใจ ก่อนเข้าไปดูในส่วนของ ‘White Paper’ หากคุณเข้ามาในหน้านี้แล้ว คุณจะได้ทราบรายถึงละเอียดต่างๆ ที่ทางบริษัทได้สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีนี้ถูกสร้างไว้เพื่อทำอะไร แก้ปัญหาในจุดไหน หรือโครงสร้างการทำงานของระบบที่เจ้าของโปรเจกต์ต้องการพัฒนาคืออะไร เป็นต้น จากตัวอย่างแอดลองค้นหาชื่อเหรียญอย่าง ETH (Ethereum) ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏนั้นเยอะมาก มีทั้งคะแนนจากแอป การเยี่ยมชม ปริมาณการซื้อขาย ข่าวสารที่เกี่ยวกับกับเหรียญนี้ ถือว่าดีมากๆ ดังนั้นหากใครอยากลองอ่าน ‘White Paper’ และเนื้อหาอื่นๆ เพื่อศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน บอกได้เลยว่า แอปนี้จัดเตรียมไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วโหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….    App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)" />

2021-06-16การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงหลังแตะ 41,000 ดอลลาร์ นักเทรดหนีตายละหวั่น

เมื่อวานนี้ราคา Bitcoin ได้พุ่งทะลุระดับ 41,300 ดอลลาร์อย่างรุนแรง และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้หลายคนเชื่อว่าตลาดคริปโตนั้นอาจเปลี่ยนทิศทางไปสู่แนวโน้มขาขึ้นแล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานเรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เนื่องจากราคาเริ่มได้เห็นแรงเทขายเข้ามาถาโถมบริเวณแนวต้านสำคัญและส่งผลทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลดลงในชั่วโมงต่อมา   นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง Rekt Capital ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การร่วงลงของราคาที่เกิดขึ้นนี้ ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่ราคาพยายามยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA ราย 200 วัน แต่ไม่สำเร็จ ส่งผลให้มีการเทขายอย่างรุนแรงและทำให้ราคาร่วงลงจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ $39,500 ในเวลาต่อมา ในขณะที่ตลาด Altcoin ส่วนใหญ่ได้เห็นการเคลื่อนไหวที่ไม่แน่นอนของราคา แต่กระนั้นในวันที่ 15 มิถุนายนเหรียญ Shiba Inu (SHIB) กลับมีราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจกว่า 33%   หลังมีรายงานว่าเว็บเทรดเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ Coinbase Pro เตรียมที่จะลิสต์เหรียญดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ นอกจากเหรียญ Shiba Inu แล้วเหรียญ Chiliz (CHZ) และ KEEP ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 18% และ 10% ด้วยเช่นกัน สำหรับราคา Bitcoin ในวันนี้ นักเทรดหลายคนมองว่า หากราคาสามารถยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย MA ราย 200 วันได้ มันมีโอกาสที่เป็นไปได้สูงที่ Bitcoin จะกลับมาดำเนินการต่อในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง อีกทั้งยังมีกำหนดการประชุมธนาคารกลางสหรัฐประจำเดือนมิถุนายนที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอดูอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งเราก็คงต้องจับตาดูทิศทางของตลาดในวันนี้ให้ดี

2021-06-16การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
136138
...
142