สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

ราคาเหรียญ LUNA พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์กว่า 2,700%

ในขณะที่ตลาด crypto ในวงกว้างยังคงดิ้นรนกับแนวโน้มขาลงจากสัปดาห์ที่แล้ว LUNA ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลดั้งเดิมของระบบนิเวศ Terra ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพด้านราคาที่ดีที่สุดในตลาด จากข้อมูลของ CoinGecko พบว่า LUNA ได้มีอัตรากำไรมากกว่า 50% ภายในเจ็ดวันที่ผ่านมา และถึงแม้ราคาตลาดคริปโตจะร่วงอย่างรุนแรงในวันหยุดที่ผ่านมา  แต่มันก็ทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล (ATH) ที่ $77.7 ก่อนหน้านี้ในวันนี้ แนวโน้มขาขึ้นของ LUNA ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจและน่าประหลาดใจ เนื่องจากมันเป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิตอลที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในช่วงการเทขายครั้งใหญ่ในเดือนพฤษภาคม ราคา LUNA เพิ่มขึ้น 2700% นับตั้งแต่การร่วงของราคา ราคาเหรียญ LUNA ร่วงต่ำลงอย่างมากในเดือนพฤษภาคม 2021 โดยราคาของมันลดลงประมาณ 81% เนื่องมาจากการเทขาย ซึ่งทำให้เหรียญ TerraUST (UST) หลุดจากการ peg  อย่างไรก็ตาม ราคา LUNA นั้นก็เด้งคืนกลับคืนมาอย่างน่าทึ่ง โดยทำสถิติสูงสุดหลังจากทำจุดสูงสุด และทำผลงานได้ดีกว่า ETH ที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองลงมาคือ 10 เท่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม LUNA มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2700% ในขณะที่ ETH เพิ่มขึ้นเพียง 270% เท่านั้น LUNA ยังแซงหน้าเหรียญที่กำลังมาแรงในตลาด รวมถึงเหรียญที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมีม DOGE และ Shiba Inu ในขณะที่เขียนนี้ LUNA เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่เป็นอันดับ 10 โดยซื้อขายที่ 67 ดอลลาร์ โดยมีมูลค่าตลาด 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ TVL ของ Terra มีมูลค่า 13.9 พันล้านดอลลาร์ Terra ซึ่งเป็นระบบนิเวศบล็อกเชนดั้งเดิมของ LUNA ก็ไม่ตกเทรนด์เช่นกัน เครือข่ายบล็อคเชนทางการเงินแบบกระจายอำนาจ ( DeFi) ชั้นนำตัวนี้เพิ่งประสบความสำเร็จในก้าวใหม่ ตามทวีตล่าสุดโดย Wu Blockchain มูลค่ารวมของ Terra ที่ถูกล็อค (TVL) เพิ่งแตะ 1.39

2021-12-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไม Evergrande อาจชำระหนี้ไม่ไหวถึงถล่มตลาดคริปโตได้เมื่อวานนี้

Evergrande บ.อสังหายักษ์ใหญ่ของจีน ประกาศว่า ‘อาจจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ไหว’ หลังมีหนี้ท่วมหัว 10 ล้านล้านบาท หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหม่ และตลาดคริปโทก็ดูท่าจะหนีไม่พ้น  ในวันศุกร์ที่ผ่านมา ‘Evergrande’ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แถวหน้าของจีน ประกาศว่าทางบริษัทจะ “ไม่การันตีว่าจะมีเงินพอสำหรับปฎิบัติตามคำสั่งทางการเงินอีกต่อไป” สำหรับมาจ่ายหนี้ท่วมหัวมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว ‘10 ล้านล้านบาท’  ถึงแม้ว่า Evergrande จะเป็นเพียงบริษัทบริษัทหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยขนาดของ Evergrande ที่มีขนาดใหญ่มหึมาอย่างมาก จึงทำให้ถ้าหากบริษัทล้มละลายขึ้นมาจริงๆ อาจจะก่อเกิดให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในสเกลระดับโลก ส่งผลกระทบต่อหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีก็ไม่น่าจะหนีพ้น  แล้วเกี่ยวอะไรกับ Crypto..?  เฟสบุ๊คชื่อผู้ใช้ Niran Pravithana ได้แสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจคือ USDT เป็น stablecoin ที่ตรึงค่ากับดอลล่าร์แบบ 1:1 โดยบริษัท Tether เป็นผู้ออกเหรียญ หลักการตรึงค่าเงินของ USDT คือ มีสินทรัพย์ที่เทียบเท่าเงินดอลล่าร์สำรองทำปริมาณการ mint USDT  ซึ่งผมเคยพูดไว้หลายครั้งว่า USDT ≠ USD  ความเสี่ยงของ USDT ขึ้นกับผู้ออกเหรียญก็คือบริษัท Tether ว่าเก็บทุนสำรองในรูปแบบไหน  USDT ไม่ได้มีดอลล่าร์สำรองแบบ 1:1 นะครับ แต่ทุนสำรองกว่าครึ่ง ไปถือตราสารหนี้ระยะสั้น/หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน  ดอลล่าร์ที่ฝากธนาคาร ธนาคารก็ล้มละลายได้ แบบที่เคยเกิดกับ Lehman Brothers  หุ้นกู้บริษัทเอกชน บริษัทเอกชนก็ล้มละลาย หนี้สูญได้  ซึ่งคนเชื่อกันว่า Tether นั้นมีทุนสำรองส่วนนึง ที่ถือหุ้นกู้ของ Evergrade ซึ่งถ้า Evergrade ไม่มีปัญญาจ่ายหนี้ ก็แปลว่าทุนสำรองส่วนนั้นอาจจะกลายเป็นหนี้สูญ และกระทบกับความมั่นคงของ USDT ในที่สุด  วิธีที่ดีที่สุดในการ peg ค่าเงิน แบบในอุดมคติเลย คือ ต้องเอาทุนสำรองดอลล่าร์ใส่ตุ่มฝังไว้ใต้ดินครับ ไม่ใช่เอาไปฝากธนาคาร หรือเอาไปซื้อหุ้นกู้  กรณีนี้ Tether ออกมาปฏิเสธแล้ว ว่าไม่มีหุ้นกู้ Evergrade ใน portfolio แต่สุดท้าย ในโลกของ decentralization ที่เราฝันกันนักฝันกันหนา เราต้องมาเชื่อถือสกุลเงินที่ออกโดยคนกลางบริษัทนึง ที่กล่าวอ้างว่าทำทุกอย่างถูกต้อง โดยเราตรวจสอบไม่ได้จริงหรือ  ทำไม Tether แค่เปิดเผย portfolio ของตัวเองให้โลกรับรู้ไม่ได้ล่ะ..? เรื่องง่ายๆ สร้างความโปร่งใส แต่กลับไม่ทำ  สุดท้ายแล้วผมเลยมั่นใจในสกุลเงินที่ peg ด้วย algorithm บางประเภทมากกว่า เพราะอย่างน้อย มันก็ตรวจสอบได้ และไม่ต้องไปยึดติดกับ “trust” ที่เราต้องมีให้ “ตัวกลาง” อย่าง Tether, Coinbase, Binance

2021-12-05การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitkub สอบ 3 เหรียญดัง ‘KUB-JFIN-SIX’ เหตุปั่นราคา

การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงและร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วของเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีสัญชาติไทยทั้ง 3 เหรียญ คือ Bitkub Coin (KUB), JFIN Coin (JFIN) และ SIX Coin (SIX) ซึ่งคนในแวดวงการลงทุนต่างตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะมีผู้ที่พยายาม ‘ปั่น’ ราคาเหรียญขึ้นไปก่อนจะ ‘ทุบ’ ราคาลงมา ทำให้นักลงทุนที่กลัวตกรถ หรือ FOMO (Fear of Missing Out) ที่เข้าไปลงทุนในช่วงปลายขาขึ้น ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักจากการที่ราคาเหรียญถูกทุบลงมา  ล่าสุด รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยืนยันกับทาง THE STANDARD แล้วว่า พฤติกรรมดังกล่าวถือว่ามีความผิดตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัล) เพราะกฎหมายนี้ได้นำเอาบทบัญญัติการกระทำอันไม่เป็นธรรมจากพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์) มาใช้  ทั้งนี้ ตัวกฎหมายดังกล่าวยังได้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจสอบการซื้อขายทำนองเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเป็น Front Line Regulator มีหน้าที่ให้คำเตือนกับผู้ซื้อขาย หากมีราคาผันผวนสูงตามระดับที่ศูนย์กำหนดใน Listing และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมีหน้าที่ต้องรายงานผลการตรวจสอบให้ ก.ล.ต.  ทีมข่าว THE STANDARD ได้สอบถามเรื่องนี้ไปยังผู้บริหารของ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) เจ้าของแพลตฟอร์มที่ให้บริการซื้อขายในทั้ง 3 เหรียญดังกล่าว  โดยทีมผู้บริหารของ Bitkub ตอบคำถามของทีมข่าว THE STANDARD ว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกลไกการซื้อขายให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ลงทุนทุกราย โดยบริษัทจัดให้มีหน่วยงาน Market Surveillance ทำหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมการซื้อขายที่อาจเข้าข่ายผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง เช่น พฤติกรรมการผลักดันราคา การส่งคำสั่งเพื่อสร้างราคาหรือปริมาณ การจับคู่ซื้อขายกันเอง (Wash Trade) เป็นต้น  หากตรวจสอบพบพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายดังกล่าว บริษัทจะพิจารณาดำเนินการลงโทษผู้กระทำการตามเกณฑ์การพิจารณาของบริษัท ซึ่งเริ่มตั้งแต่การตักเตือนไปจนถึงการปิดบัญชีของผู้กระทำการ โดยหากพบพฤติกรรมที่มีเจตนาและสร้างความเสียหายที่มีนัยสำคัญ บริษัทก็อาจพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายที่เหมาะสมเพิ่มเติมด้วย  “บริษัทเป็น Exchange ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ดังนั้นหากบริษัทตรวจสอบพบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ ก็จะรายงานผลการตรวจสอบและการดำเนินการให้สำนักงาน ก.ล.ต. ทราบ”  นอกจากนี้ในกรณีการซื้อขายเป็นไปอย่างปกติ บริษัทก็ยังทำหน้าที่ติดตาม (Monitor) สภาวะตลาดและจัดทำสรุปผลการตรวจสอบประจำวันส่งให้สำนักงาน ก.ล.ต. รับทราบด้วยเป็นประจำทุกวัน ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดที่กล่าว ประกอบกับการประสานงานและความร่วมมือกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ลงทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม  ทีมผู้บริหาร Bitkub ระบุด้วยว่า บริษัทได้ตรวจสอบสาเหตุหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาเหรียญของทั้ง 3 เหรียญปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ในเบื้องต้นพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าวนักลงทุนให้ความสนใจเกี่ยวกับข่าวการพัฒนาหรือโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นของเหรียญทั้ง 3 เหรียญ ตามที่เผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่เหรียญทั้ง 3 เหรียญได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน จึงทำให้มีปริมาณความต้องการซื้อและมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  อย่างไรก็ดี กรณีที่ราคาเหรียญทั้ง 3 เหรียญปรับตัวลงมาในเวลาใกล้เคียงกันนั้น จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า อาจจะมาจากการเทขายทำกำไรของผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างติดตามตรวจสอบต่อไป ว่ามีผู้ลงทุนหรือกลุ่มผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมที่ส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจเข้าข่ายเป็นคำสั่งที่ไม่เหมาะสมหรือผิดปกติด้วยหรือไม่  ผู้บริหารของ Bitkun ย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลและการแจ้งเตือนต่างๆ แก่ผู้ลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่เกิดความผันผวนของการซื้อขาย ดังนั้นบริษัทจึงพัฒนาระบบการแจ้งเตือนให้ผู้ลงทุนทราบถึงความผันผวนดังกล่าว  ทั้งนี้ สำหรับกรณีเหรียญทั้ง 3 เหรียญนั้น ก่อนที่ผู้ลงทุนจะส่งคำสั่งซื้อขายเหรียญ จะมีข้อความแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบถึงความเสี่ยงเมื่อราคาล่าสุดของสินทรัพย์มีความแตกต่างตั้งแต่ร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า (ณ เวลา 23.59 น.) (สัญลักษณ์ P30) เพื่อให้ผู้ลงทุนพิจารณาถึงความเสี่ยงจากราคาที่มีความผันผวนก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย รวมถึงผู้ลงทุนจะต้องกดปุ่มยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวก่อนส่งคำสั่งซื้อหรือขาย  นอกจากนี้บริษัทกำหนดให้มีหน่วยงาน Market Surveillance คอยติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติด้วย  “บริษัทในฐานะที่เป็น Exchange ตระหนักถึงความเสี่ยงของผู้ลงทุน และการกำกับดูแลให้สภาพการซื้อขายบนแพลตฟอร์มเป็นไปอย่างเป็นธรรมและเป็นระเบียบเรียบร้อย บริษัทจึงมีทีม Market Surveilance ติดตามเฝ้าระวังเรื่องดังกล่าวตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งทำหน้าที่ติดตามพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผู้ลงทุนหรือกลุ่มผู้ลงทุนแสวงหาผลประโยชน์หรือเอาเปรียบผู้ลงทุนรายอื่น รวมถึงพฤติกรรมการ Pump and Dump ด้วย โดยหากพบการกระทำดังกล่าวบริษัทจะพิจารณาดำเนินการลงโทษผู้กระทำการตามมาตรการที่บริษัทกำหนด เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายกับผู้ลงทุนและตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม”  นอกจากนี้บริษัทได้แจ้งเตือนให้ผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูง รวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานและข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ของบริษัทอย่างสม่ำเสมออีกด้วย

2021-12-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ชุดลาดตระเวนจับผู้ต้องหาหลอกเป็นจนท.Bitkub โกงเงินผู้เสียหายกว่า 1.5 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.น. , พ.ต.อ.ธีระชัย ชำนาญหมอ , พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก สส.ฯ , พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ พ.ต.ท.เฉลิมพงษ์ ธรรมมียะ พ.ต.ต.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น. ร่วมกันจับกุม นายฉัตรธวัช ศรีทรงเมือง อายุ 24 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2003/2564 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และร่วมกันฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นคนอื่น ” ได้ที่หน้าบ้านสวนไม่มีเลขที่ ซอยฟากน้ำ 2 ต.แม่ต๋ำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา นำส่ง พงส.สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย  พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท บิทคัพ ออนไลน์ โดยโทรศัพท์ ไปหลอกลวงผู้เสียหายว่าบัญชีของผู้เสียหายมีปัญหาในการเข้าสู่ระบบ กระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงรหัสโอทีพีของบัญชีธนาคารตัวเองให้กับผู้ต้องหา จากนั้นผู้ต้องหาเข้าสู่ระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของผู้เสียหาย และดูดเงินในบัญชีของผู้เสียหายไปสู่บัญชีของตัวเองแทน มูลค่าความเสียหายกว่า 1,500,000 บาท โดยผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ต่อมาพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. สืบสวนจับกุม โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายฉัตรธวัช ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภาค 5 จับกุมในข้อหาเดียวกันในครั้งนั้นมูลค่าความเสียหายกว่า 97,000 บาท  พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวอีกว่า ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ให้จัดชุดลาดตระเวนออนไลน์ ซึ่งโดยปกติตำรวจมีสายตรวจออนกราวด์ คือ สายตรวจออกลาดตระเวนตรวจสอบบุคคลที่มีพิรุธต้องสงสัย ตามท้องถนน ที่จะก่อเหตุ ลัก วิ่งชิงปล้น แต่ยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องมีชุดลาดตระเวนออนไลน์ สืบสวนติดตามคนร้ายที่เป็นภัยออนไลน์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งยังก่อเหตุต่อเนื่อง ดังนั้นฝากเตือนไปยังประชาชนอย่าหลงเชื่อในการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนบอกรหัสลับบัญชีต่างๆของตนเอง ซึ่งคนร้ายจะใช้ในเข้าถึงบัญชีของประชาชนแล้วโอนเงินเข้าบัญชีของตนเองแทน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจขอแจ้งเตือนและจะเฝ้าลาดตระเวนออนไลน์ติดตามจับกุมกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างถึงที่สุด นำส่ง พงส.สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-12-05การวิเคราะห์เชิงลึก

5 Influencer สายคริปโต ติดตามไว้ไม่ตกรถ!

5 Influencer สายคริปโต ฟอลโลว์ไว้ไม่ตกรถ!  ตลาดคริปโตโลดโผนสุด เทรดแต่ละวันยิ่งกว่าขึ้นรถไฟเหาะ! วันนี้เราจึงมาแนะนำ Influencer คริปโต ให้คุณเกาะติดไว้ให้สบายใจขึ้น ฟอลโลว์ไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ติดตามความเคลื่อนไหวทิศทางตลาด แถมยังได้แรงบันดาลใจและความรู้จากพวกเค้าด้วยนะ ฟอลโลว์ไม่เลยไม่ตกรถแน่!  1. Plan B  Plan B หรือนามแฝงเต็ม Plan BTC จากทวิตเตอร์ชื่อ @100trillionUSD ชายที่ไม่เปิดเผยตัวตนจริง แต่เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อแบบเสียงว่าเขาเป็นอดีตผู้บริหารในวงการสถาบันการเงินการลงทุนมานานกว่า 25 ปี ชื่อเสียงของ Plan B มาจาก S2F Model ที่เอามาประยุกต์ใช้กับ Bitcoin ซึ่งที่น่าทึ่งคือเขาเคยทายราคา Bitcoin ถูกต้องติดกัน 3 เดือนซ้อน (แม้กการทำนายราคาช่วงปลายปี 2021 จะผิดพลาดไปบ้าง แต่เขาก็ยังเชื่อมั่นในโมเดล S2F) และก็ยังเป็น Influencer คนนึงที่น่าจับตามองอยู่ดี ขณะนี้ Plan B มีผู้ติดตามบนทวิตเตอร์กว่า 1.6 ล้านคน  2. Elon Musk  Elon Musk CEO ของ Tesla, SpaceX เจ้าของทวิตเตอร์ที่มีผู้ติดตามกว่า 65.3 ล้านคน เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อตลาดคริปโตมาก ออกมาพูดอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ราคาปั่นป่วนทั้งตลาด ผลงานดีเด่นคือช่วงที่ Elon Musk ได้เพิ่ม #bitcoin ที่โปรไฟล์ทวิตเตอร์ของเขาซึ่งเพียงแค่คำนั้นคำเดียว ทำให้ราคาบิตคอยน์พุ่งสูงถึง 20% ในระยะเวลาหนึ่งเลย หลังจากนั้นเขายังเคยทวิตเพียงคำว่า ‘Doge’ ก็ทำเอามูลค่าของ Dogecoin พุ่งถึง 299,330 เหรียญ ภายใน 30 นาทีเท่านั้น เกรียงไกรเบอร์นี้ไม่ฟอลโลว์ไงไหว!  3. Vitalik Buterin (ผู้สร้าง Ethereum)  Vitalik Buterin เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีคริปโตที่อายุน้อยที่สุดในโลก เขามีส่วนร่วมใน Community Bitcoin ในฐานะนักเขียนและนักพัฒนา นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสาร Bitcoin อีกด้วย ด้วยความโด่งดังและความรอบรู้ในเรื่องคริปโตของเขา ทำให้ปัจจุบันเขามีผู้ติดตามบน Twitter ประมาณ 2.8 ล้านคน  4. ท๊อป จิรายุส  คนไทยคนแรกในโผนี้ เขาคือผู้บริหารของเว็บเทรดคริปโตอันดับ 1 ของไทยอย่าง bitkub เป็นหนึ่งในคนที่ขับเคลื่อนวงการคริปโตไทยเลยแหละ เรียกได้ว่าถ้าคนไทยคิดถึงคริปโต หน้าของเขาก็คงขึ้นมาคนแรก ๆ คุณท็อปให้นิยามตัวเองในแฟนเพจที่มีคนติดตามกว่า 9.9 แสนคนไว้ว่า “One of Thailands leading bitcoin & open blockchain experts”  5. ลุงโฉลก  คนไทยอีกคนในโผนี้ เป็นลุงที่นักลงทุนไทยหลายคนรักมาก และเป็นปรมาจารย์แห่งการลงทุนชื่อดัง ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘เซียนเหนือเซียน’ ลุงโฉลกคือนักเทรดสินค้าโภคภัณฑ์รายแรก ๆ ของไทย เป็นที่รู้จักจากการบอกต่อกันบนโลกออนไลน์ ด้วยเว็บ Chaloke.com ที่พีคคือลุงเคยออกมาเชียร์บิทคอยน์ตั้งแต่ปี 2013 ตอนที่ราคาบิทคอยน์อยู่ที่ 3,000 บาทเท่านั้น มาถึงยุคนี้ลุงก็ยังคงออกมาวิเคราะห์ตลาด และให้คำแนะนำนักลงทุนอย่างเฉียบคมผ่านการสัมภาษณ์ตามสื่อต่าง ๆ และช่อง YouTube ของลุงเอง  ชอบใครก็ตามไปฟอลโลว์กันนะ แต่มีอีกหนึ่งช่องทางที่ไม่ฟอลโลว์เลยไม่ได้นะคือ #WikiBit นี่แหละ! เพราะนี่คือแอปที่นำเสนอข่าวสารวงการคริปโตแบบรวดเร็วถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตมากมาย แถมยังพร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-04การวิเคราะห์เชิงลึก

ซื้อสินค้าด้วยคริปโต คนซื้ออาจต้องเสียภาษีเอง?

หลายเดือนมานี้ เรามักเห็นแบรนด์ต่าง ๆ ออกมาประกาศรับชำระสินค้าด้วย ‘คริปโต’ ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น แต่หลายคนอาจลืมไปว่าซื้อขายสินค้า ก็ต้องมีเรื่องของภาษีมาเกี่ยวข้อง แล้วในสมการนี้ภาษีจะจัดการยังไง ใครเป็นคนจ่าย?  ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ เจ้าของ iTAX ซึ่งเป็นแอปช่วยคำนวณและวางแผนภาษี ได้ออกมาตั้งข้อสังเกต และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายภาษีคริปโตนี้ โดยสรุปได้ว่า  1. โดยปกติ กฎหมายภาษีไทยกำหนดให้สิ่งที่ทำให้เรารวยขึ้นจะต้องเสียภาษีเงินได้ ซึ่งเราเรียกสิ่งที่ทำให้เรารวยขึ้นว่า “เงินได้” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เงิน แต่หมายความรวมถึงทรัพย์สิน และสิทธิประโยชน์ที่ตีมูลค่าเป็นตัวเงินได้ด้วย  2. คริปโตไม่ใช่เงินตามกฎหมายไทยแน่นอน แต่เป็น “ทรัพย์สินไม่มีรูปร่าง” ที่มีมูลค่าและถือครองเป็นเจ้าของได้  3. ถ้าเราซื้อ bitcoin มา 1 BTC ในราคา 1 ล้านบาท แล้วราคาตลาดขึ้นเป็น 1.5 ล้านบาท เลยทิ้งขายเป็นเงินสดได้ ได้กำไร 5 แสนบาท กำไรส่วนนี้จะเป็น “เงินได้” ที่คนขายต้องนำไปเสียภาษีเงินได้ของตัวเอง แต่ตราบเท่าที่เรายังไม่ขาย bitcoin ที่ซื้อมาด้วยต้นทุน 1 ล้านบาทนั้น ต่อให้มูลค่า bitcoin พุ่งขึ้นไปเป็น 2 ล้านบาท ในทางกฎหมายภาษีจะยังไม่นับว่าเรามีรายได้ เพราะยังไม่เกิดการขายขึ้น ถ้า HODL ต่อไปก็ยังไม่ต้องเสียภาษี  4. ถ้าสมมติแบบเดิมว่า เราซื้อ bitcoin มา 1 BTC ในราคา 1 ล้านบาท แล้วราคาตลาดขึ้นเป็น 1.5 ล้านบาท แต่คราวนี้แทนที่จะขายเป็นเงินสด เราเลือกเอา 1 BTC ไปแลกนาฬิกา Rolex 1 เรือน ราคา 1.5 ล้านบาท ธุรกรรมแบบนี้ ทางกรมสรรพากรยังไม่เคยมี guideline ออกมา แต่ถ้าให้เทียบเคียงกับหลักกฎหมายไทย คงจะพอตอบได้ว่าเกิดการแลกเปลี่ยนขึ้น และ “คนซื้อ” มีเงินได้ที่ต้อง ‘เสียภาษี’ ของตัวเองจากการซื้อนาฬิกา Rolex ครั้งนี้ด้วย  เมื่อเราซื้อ bitcoin ในราคา 1 ล้านบาท แต่กลับสามารถนำไปแลกของที่มีมูลค่า 1.5 ล้านบาทได้ นั่นหมายความว่า เจ้าของ bitcoin จะมี “กำไร” 5 แสนบาท จากการเอาของที่ตัวเองเก็บมาในราคา 1 ล้านบาท ไปแลกของที่มีมูลค่า 1.5 ล้านบาทได้สำเร็จ ทำให้ตอนจบ “คนซื้อ” เลยกลายเป็นคนที่มีรายได้ไปด้วยโดยที่ตัวเองอาจไม่รู้ตัว  ทั้งนี้ นี่ก็เป็นข้อสังเกตจาก ดร.ยุทธนา เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าจะคำนวณยังไงว่ามีกำไร? ใช้ต้นทุนราคาที่ซื้อครั้งไหน? จะรู้ได้ไงว่าซื้อขายกันจริง? ก็ต้องรอรายละเอียดจา  กจากกรมสรรพากรต่อไป  ถ้าได้ข้อมูลเพิ่มเติม WikiBit จะรีบมารายงานทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเลย คุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  (ของคุณข้อมูลจาก: Mickey Yutthana Srisavat)

2021-12-03การวิเคราะห์เชิงลึก

พบเครื่องขุดบิทคอยน์ถูกไฟใหม้จำนวนมาก⁣ ที่จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 3 ธ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรยางานว่า ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดับเพลิงงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลนครเชียงใหม่เข้าควบคุมเหตุเพลิงไหม้บริเวณอาคารเลขที่ 359 ถนนมหิดล ตำบลหนองหอย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกิดเหตุเป็นอาคาร 3 ชั้น โดยเพลิงได้ลุกไหม้บริเวณชั้นที่ 3 ของตัวอาคาร ทางเจ้าหน้าที่จึงได้ระดมรถดับเพลิงช่วยกันดับ โดยใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้  จากการสอบถามผู้ดูแลอาคาร เล่าว่า อาคารหลังดังกล่าวเปิดให้บริษัทแห่งหนึ่งได้เช่า โดยผู้เช่าก็ได้เช่าอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ ซึ่งได้มีการตั้งเครื่องอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์เอาไว้จำนวนมาก โดยก่อนเกิดเหตุได้มีคนได้ยินเสียงคล้ายระเบิด ก่อนจะมีกลุ่มควันเป็นจำนวนมากลอยออกจากอาคาร ผู้เห็นเหตุการณ์จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้การช่วยเหลือ  ภายหลังจากเหตุการณ์สงบ ทางเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณด้านในอาคาร พบว่า อุปกรณ์ที่ถูกไฟไหม้เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประเภทคอมพิวเตอร์ ใช้ในการขุด บิทคอยน์ วางเรียงกันประมาณ 70 เครื่อง คาดว่าต้นเพลิงน่าจะมาจากบริเวณสายไฟ ก่อนจะมีการลุกลาม  ภายหลังจากเกิดเหตุ ทางพนักงานสอบสวนได้กันพื้นที่เกิดเหตุเอาไว้ ก่อนที่จะประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง ส่วนมูลค่าความเสียหายประเมินแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท

2021-12-03การวิเคราะห์เชิงลึก

แพลตฟอร์ม Defi ชื่อ MonoX โดนแฮกสูญเงินกว่า 31 ล้านดอลลาร์

ในสัปดาห์นี้แพลตฟอร์ม Defi จำนวนมากได้ถูกแฮกและได้สูญเสียเงินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 150 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดถูกพบเห็นในโปรเจกต์ Defi ชื่อดังอย่าง MonoX และ BadgerDAO แพลตฟอร์มเว็บเทรดกระจายอำนาจ MonoX (MONO) ได้ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 30 พ.ย. ส่งผลให้สูญเงินไปกว่า 31 ล้านดอลลาร์ และในช่วงเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม BadgerDAO (BADGER) ก็ถูกโจมตีแบบ front-end  โดยมีการประเมินความเสียหายอยู่ที่มากกว่า 120 ล้านดอลลาร์ สื่อข่าว Rekt News รายงานว่า แฮกเกอร์ได้ผลักดันราคาให้กับ MONO ผ่านทางช่องโหว่สัญญา Smart contract จากนั้นจึงใช้ MONO เพื่อทำการ Swap เป็นไปสินทรัพย์อื่น ๆ บนโปรโตคอล ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ทีมงาน MonoX ได้ออกมาสรุปความเสียหายจากการถูกโจมตีอยู่ที่ประมาณ 31 ล้านดอลลาร์ พร้อมกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า : มันเป็นวันที่แสนเลวร้าย ช่องโหว่ในสัญญา Smart contract ได้ถูกใช้เพื่อหาผลประโยชน์และผู้คนต่างก็สูญเสียเงินทุน  มีผู้สนับสนุนมากมายที่เชื่อมั่นในโครงการของเรา และเราก็ทำให้พวกเขาผิดหวัง“ การแฮกแพลตฟอร์มของ MonoX นั้นดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้น หลังจากที่ทางโปรเจกต์เพิ่งได้ลิสต์เหรียญ MONO ขึ้นบนกระดานแลกเปลี่ยนของ Huobi ได้เพียงแค่ 5 วัน และต่อมาการแฮกแพลตฟอร์ม Defi ยังได้ถูกพบเห็นบน BadgerDAO ด้วย ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่มุ่งเน้นการให้ผลตอบแทนเป็น bitcoin BadgerDAO ได้รับรายงานการถอนเงินของผู้ใช้รายหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่วิศวกรของ Badger กำลังเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งในระหว่างโปรโตคอลจะทำปิดการสัญญา smart contract ทั้งหมดไว้ชั่วคราวเพื่อป้องกันการถอนเงินเพิ่มเติม” BadgerDAO กล่าวบนทวีตในช่วงเมื่อวาน

2021-12-03การวิเคราะห์เชิงลึก

Cardano (ADA) ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น

(ADA) ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เนื่องจากเครือข่ายมียอดการทำธุรกรรมเฉลี่ยต่อวันพุ่งทะลุ 20 ล้านรายการเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยไม่มีการหยุดทำงานเลยแม้แต่วันเดียว ในช่วงเวลาที่เครือข่ายบล็อคเชนคู่แข่งล่มในหลาย ๆ โอกาส และตัวอย่างที่เห็นล่าสุดก็คือ Solana ซึ่งได้ออฟไลน์ไปนานเกือบ 24 ชั่วโมง เหตุการณ์สำคัญนี้ถูกค้นพบเห็นครั้งแรกโดยผู้ใช้บน Reddit ที่ได้สังเกตเห็นว่า เครือข่ายของ Cardano ไม่ได้หยุดการทำงานเป็นเวลานานกว่า 1,500 วันนับตั้งแต่เปิดตัว  ตามที่ CryptoGlobe รายงาน ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าจำนวนที่อยู่ Address ที่มีการใช้งาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 150,000 Address ต่อวันเป็นมากกว่า 480,000 Address ก่อนที่จะลดลงเหลือ 200,000 Address ในช่วงเวลาต่อมา ในทำนองเดียวกัน จำนวน Address ที่มีการ Staking บนเครือข่ายได้เพิ่มขึ้นกว่า 100,000 Address ในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 เดือน เนื่องจากนักลงทุนจำนวนมากกำลังเดิมพันในสกุลเงินดิจิทัลและระบบนิเวศของมัน ข้อมูลดังกล่าวนี้ยังแสดงให้เห็นด้วยว่ามี ADA มูลค่า ประมาณ 37,670 ล้านดอลลาร์ที่มีการใช้งานอยู่ในพูลมากกว่า 2,957 พูล  ซึ่งคิดเป็น 72% ของอุปทานเหรียญทั้งหมด เมื่อช่วงต้นปีนี้ ราคาของ ADA ได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นต้อนรับการเปิดตัว Hardfork Alonzo ซึ่งเป็นการนำสัญญา Smart contract มาปรับใช้บนเครือข่ายและช่วยให้สามารถแข่งขันได้กับเชนอื่น ๆ เช่น Binance Smart Chain (BSC), Ethereum (ETH) และ Solana (SOL) อย่างไรก็ตามราคาของ ADA ดูเหมือนเริ่มร่วงลดลงท่ามกลางการปรับฐานของตลาด และถึงแม้ว่าเหรียญคริปโตบางส่วนจะเริ่มมีการฟื้นตัวกลับมาบ้างแล้ว แต่ข้อมูลจาก CryptoCompare แสดงให้เห็นว่าราคาของ ADA ยังลดลงอย่างต่อเนื่องและในขณะนี้มีการซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ $1.67

2021-12-03การวิเคราะห์เชิงลึก

กูรู [เจ้าของ Bitkub-ลูกชายลุงโฉลก] เตือน! เงินเฟ้อครั้งใหญ่กำลังจะมา!

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่หลัง COVID-19 ส่งผลให้โลกมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะในโลกการเงินที่ปั่นป่วนจนน่าหนักใจ โลกกำลังจะเจอภาวะเงินเฟ้อครั้งใหญ่หรือไม่ อนาคตการเงินจะเป็นอย่างไร มาดูคำตอบจาก 2 กูรูแห่งการเงินแห่งยุค “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้ง Bitkub.com และ “พิริยะ สัมพันธารักษ์” Managing Director จาก Chaloke Dot Com  ท๊อป จิรายุส เล่าว่า “ตอนนี้เรากำลังใช้ระบบ Fiat currency ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มี Intensive Value หรือไม่มีมูลค่าที่แท้จริง ถ้าดูที่ธนบัตรดอลลาร์ จะเห็นเลยว่ามันเขียนว่านี่ไม่ใช่เงิน แต่เป็นธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ที่ไปแลกคืนกับรัฐเมื่อไหร่ก็ได้ แปลว่าหลังจากปี 1971 (ปีที่เริ่มให้ Fiat currency) เราใช้คูปองมาตั้งนานแล้ว เงินมันกลายเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเท่านั้น”  “หลังจาก 1971 ถ้าเราดูกราฟเศรษฐกิจ จะเห็นว่ามันเกิดการระเบิด ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือการเงินต่าง ๆ แต่ขณะเดียวกัน รายได้ของคนกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ (เหมือนปี 1929) ที่เกิดการพิมพ์เงินมหาศาลโดยไม่จำกัด คนที่อยู่ใกล้เงินก็ได้ประโยชน์ก่อน ส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดสูงขึ้น ของราคาแพงขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่สูงขึ้น เกิดการแบ่งชนชั้นที่ชัดเจน เกิดแรงงานทาสโดยไม่รู้ตัว” คุณพิริยะกล่าว  มาถึงปัญหาในยุคนี้ หลังโควิด-19 มันเป็นปัญหาที่มาจากชีวภาพ จากโรคที่ทำให้คนป่วย ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐาน รัฐจึงประกาศ Shutdown บริษัทขาดทุนโดยไม่ได้ตั้งตัว ทำให้คนมากมายตกงาน ตรงนี้อยู่ที่รัฐบาลจะตัดสินใจแก้ปัญหายังไง  เศรษฐกิจเราเหมือนเปลือกไข่บาง ๆ เนื่องจากการออมมันไม่มี คนไม่สามารถอยู่ได้โดยไม่มีรายได้ คนต้องการกระแสเงินสด การ Shutdown การปิดห้างร้านส่งผลต่อเศรษฐกิจมากมายขณะนี้ เงินเก็บก็หดหาย ตอนนี้เราต้องสงสัยแล้วนะว่าระบบเงินที่เราใช้มาเป็นร้อยปีเนี่ย มันมีความผิดพลาดอะไรรึเปล่า จึงทำให้คนจะอดตายทั้งโลก ปัญหาเหล่านี้แหละทำให้เกิดการมาของ ‘บิทคอยน์’  เงินเฟ้อเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวเข้ามาเรื่อย ๆ ทำให้ตัวเราเองก็ต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ทาง WikiBit ยืนยันเลยว่าจะรีบรายงานทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเลย คุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  (ของคุณข้อมูลจาก: beartai แบไต๋)

2021-12-02การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7880
...
142