สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

เจ้ามือ Dogecoin โอนเหรียญมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาทในวันเดียว

ข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าวาฬ Dogecoin (DOGE) เพิ่งทำการโอนย้านยเหรียญมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ภายในธุรกรรมเดียว ในขณะที่จ่ายค่าธรรมเนียมไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Dogecoin blockchain explorer แสดงให้เห็นว่า นักลงทุน Crypto นิรนามรายหนึ่งได้โอนย้ายเหรียญ DOGE ที่มีมูลค่ากว่า 973.01 ล้านดอลลาร์ไปสู่กระเป๋าอีกใบด้วยการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว  กระเป๋าเงินต้นทางได้ถือครองเหรียญ DOGE อยู่ทั้งหมดเป็น 80 ล้านเหรียญ มูลค่าประมาณ 1.378 หมื่นล้านดอลลาร์ และกระเป๋าเงินปลายทางถือครองเหรียญ DOGE อยู่ทั้งหมด 5.3 พันล้านเหรียญมูลค่าประมาณ 913.09 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายงาน การโอน DOGE จำนวน 5.3 พันล้านเหรียญยังคงมีสถานะ “not yet redeemed” ซึ่งบ่งชี้ว่าการทำธุรกรรมยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ในการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์นี้  วาฬกลับจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเพียงแค่ 4.49 DOGE หรือประมาณ 0.76 ดอลลาร์เท่านั้น เป็นที่สังเกตว่า การเคลื่อนไหวของวาฬนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla (NASDAQ:TSLA) ได้ออกมาผลักดันราคาให้กับเหรียญ Doge จนราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้วหลังจากที่เขาได้มีการประกาศว่า บริษัท Tesla ของเขาจะยอมรับการชำระเงินด้วยเหรียญ DOGE สำหรับสินค้าบางประเภท แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีสินค้าอะไรบ้างที่ Tesla รับชำระเงินเป็นเหรียญ Dogecoin ก็ตาม

2021-12-20การวิเคราะห์เชิงลึก

5 แนวโน้มตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2022

1. DeFi จะยังคงเติบโตต่อไป  เราได้เห็นการเติบโตของการเงินแบบกระจายอำนาจอย่างต่อเนื่องในปี 2020 และ 2021 จากมูลค่ารวมของสินทรัพย์ที่ล็อกไว้ในระบบนิเวศ DeFi (Total Value Locked) เพียง 10 พันล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2020 ขณะนี้มีมูลค่าสูงถึง 100 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว  เมื่อพิจารณาจากทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี และการขยายธุรกิจ DeFi ทั่วทุกแห่งหน เราคาดว่าจำนวนมากขึ้นจะไหลเข้าสู่พื้นที่นี้ต่อไป  มีหลายโปรเจ็กต์เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เช่น Polygon, Solana, Internet Computer และอื่นๆ อีกมากมาย ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่ในอาณาจักร DeFi นอกจากนี้ การอัปเกรด Ethereum 2.0 ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในปีหน้า อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงแห่งอุตสาหกรรม DeFi อย่างมหาศาล แต่ไม่ว่า Eth 2.0 จะสามารถแก้ไขปัญหาคอขวด โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่สูง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานได้หรือไม่ เรายังคงมีมุมมองในแง่ดีว่า ผู้คนจำนวนมากขึ้นจะตระหนักถึงศักยภาพของ DeFi และเมื่อบริการต่างๆ ถูกรวมเข้ากับ metaverse ที่เพิ่มขึ้น เราคาดหวังว่าพื้นที่นี้จะเติบโตต่อไปอย่างน้อยอีกปีหนึ่ง และอาจจะปีต่อไป  2. บริษัทคริปโตจะจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น  ในปี 2021 นี้ เราได้เห็น Coinbase (NASDAQ:COIN) จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าการซื้อขายจะออกมาหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้าซื้อที่จุดไหน  จากนั้นในเดือนตุลาคม Bakkt ก็ทำแบบเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เราคาดการณ์ว่ามีโอกาสมากที่ในปี 2022 เราจะเห็นบริษัทอื่นๆ ดำเนินการตามรอยบริษัทเหล่านี้  บริษัทคริปโตยักษ์ใหญ่ เช่น Kraken, BlockFi และ Gemini ตอนนี้ เราไม่อาจพูดได้อย่างเจาะจงว่าจะเปิดตัว IPO ในปี 2022 หรือไม่ แต่จากปัจจัยต่าง ๆ เราคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีอีกหลายๆ บริษัทเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่เราเพิ่งพูดถึง หรือข่าวเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งเราคงต้องรอดูกันต่อไป  3. บริษัทต่างๆจะรับชำระเงินด้วยคริปโตมากขึ้น  นอกจากบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นแล้ว บริษัทต่าง ๆ ก็คาดว่าจะรับชำระเงินด้วยคริปโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน ในปี 2021 เราได้เห็นข่าวดีมากมาย ตัวอย่างเช่น Regal Cinemas ที่เพิ่งประกาศว่า พวกเขากำลังร่วมมือกับแพลตฟอร์ม Flexa เพื่อชำระค่าตั๋วภาพยนตร์และของว่างในสกุลเงินดิจิทัล  นอกจากนี้ Newegg บริษัทค้าปลีกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่าพวกเขาจะรับการชำระเงินใน Shiba Inu (SHIB) ผ่านการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับ BitPay อีกด้วย  ที่สำคัญคือ เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินอย่าง VISA และ Mastercard ก็เริ่มปรับตัวและยอมรับคริปโตเคอร์เรนซีด้วย  โดยทาง Mastercard ได้ร่วมมือกับ Bakkt เพื่อเสนอกระเป๋าเงินดิจิตอลคริปโต รวมถึงบัตรเครดิตและบัตรเดบิตคริปโตให้กับลูกค้า ซึ่งหมายความว่าผู้ค้าปลีกอาจเริ่มยอมรับในสกุลเงินดิจิทัลมากขึ้นด้วย  4. หลายประเทศจะตระหนักถึงตลาดคริปโตมากขึ้นและสร้างเหรียญของตัวเอง  หนึ่งในข่าวใหญ่ที่สุดของปี 2021 คือการที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ยอมรับบิทคอยน์ (BTC) ให้เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย แม้เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าประเทศอื่น ๆ จะให้การยอมรับตามเอลซัลวาดอร์หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจชนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ได้แสดงท่าทีให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่ยอมรับบิทคอยน์เร็ว ๆ นี้  อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมุ่งเน้นไปที่สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แทน ซึ่งข้อมูลจาก CBDC Tracker จะเห็นได้ว่า ประเทศส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนการวิจัย และเราคาดว่าจะได้เห็นความคืบหน้าอย่างมากในปี 2022  5 ศิลปะ NFT จะนิยมน้อยลงแต่กรณีการใช้งาน NFT อื่นๆจะร้อนแรง  โทเค็น Non-fungible tokens (NFT) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นถึงขนาดที่ว่า Collins Dictionary จัดอันดับคำว่า NFTs ให้เป็นคำศัพท์แห่งปี 2021 เลยทีเดียว แม้ว่า NFT จะมีมาหลายปีแล้ว แต่ปีนี้ความนิยมพุ่งขึ้นอย่างมาก และทุกคนจาก Gamestop และ Macys ไปจนถึง Martha Stewart และ Snoop Dogg ก็เข้ามามีส่วนร่วมในโลก NFT นี้  อย่างไรก็ตาม ความนิยมในตลาดของสะสม NFT อาจลดลงเล็กน้อย เนื่องจากคนจำนวนมากเริ่มโฟกัสไปที่การใช้งานที่กว้างขึ้นของ NFT ในการใช้ประโยชน์ทางอื่น ๆ ด้วย  NFTs เป็นสิ่งที่อาจปฏิวัติการเล่นเกมออนไลน์ ธุรกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่างเช่น สิ่งของที่อวาตาร์ของเราถือ หรือสวมใส่ในโลกเสมือนจริง จะเป็นของคุณจริงๆ โดยจะสามารถโอนย้ายข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างง่ายดาย และสามารถขายในตลาดรองได้ตามใจคุณ ความจริงข้อนี้เพียงอย่างเดียวก็ถือว่าใหญ่โตสำหรับวงการเล่นเกมแล้ว  นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ อีกมากมายเช่นกันที่จะถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบกระจายอำนาจ และ

2021-12-19การวิเคราะห์เชิงลึก

เจาะลึกกลยุทธ์บ้าน ๆ ที่ทำให้เทรดเดอร์วัย 99 ปี ทำกำไรหลายสิบล้าน!

วัยเกษียณแล้ว หลายคนอาจจะแพลนนอนเล่นอยู่บ้าน ตื่นไปสภากาแฟ หรือรำไทเก็กวนไป แต่ไม่ใช่กับคุณยายคนนี้ ‘Ingeborga Mootz’ เพราะตอนอายุ 80 เธอเพิ่งตัดสินใจเริ่มเป็นเทรดเดอร์ เริ่มโคตรช้าแต่กำไรดันปังจนกลายเป็นเศรษฐี คุณยายทำได้ยังไง ใช้กลยุทธ์แบบไหน WikiFX จะเล่าให้ฟัง  คุณยายเกิดเมื่อปี 1922 เติบโตมาด้วยความยากลำบาก ท่ามกลางวิกฤติการเมือง สงครามที่เกิดขึ้นในเยอรมัน จึงพยายามจะหนีไปต่างประเทศ ตอนอายุ 17 ปี ยายแต่งงานและคาดหวังว่าชีวิตของเธอจะพบกับความสุข แต่ก็โชคร้ายไปเจอสามีที่ไม่ดี โลภ ติดการพนัน แถมยังดูถูกว่ายายโง่เกินกว่าจะทำงานได้ ยายเลยสวนเลยว่า “ถ้าคุณไม่ให้ฉันทำงาน ฉันก็จะหัดซื้อขายหุ้น” ยายพูดไปส่ง ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เรื่องหุ้นเลย  จนกระทั่งเมื่อสามีเสียชีวิต ยายก็ได้พบ 1000 หุ้นของธุรกิจที่สามีทำงานมาตลอดทั้งชีวิต ยายตัดสินใจเสี่ยงทุ่มเงินทั้งหมดที่มีในชีวิตในการเทรด ซึ่งเหมือนจะตัดสินใจไม่ผิด เพราะใน 8 ปีแรกยายทำกำไรได้มากกว่า 500,000 ยูโร  กลยุทธ์การเทรดของยาย  กลยุทธ์การเทรดของยายบ้าน ๆ มาก ไม่ต้องใช้แกดเจ็ตใด ๆ ไม่มีสัญญาณการซื้อขาย ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยส่วนใหญ่ ยายจะซื้อหลักทรัพย์ที่จัดทำดัชนีหุ้น DAX-30 (Deutscht Aktienindex) หรือ M-DAX (Mid Cap Dax) จากนั้นก็เลือกบริษัทที่ก่อตั้งมานานกว่า 10 ปี แล้วก็เจาะจงบริษัทที่เปิดบริษัทย่อยใหม่ รวมทั้งคัดเลือกบริษัทที่เพิ่งเปิดสาขาใหม่อีกด้วย  ยายจะได้รับข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดจากหนังสือพิมพ์ตอนเช้าอ่านบทสรุปของตลาดหุ้นและให้ความสำคัญกับตัวเลขหลัก ๆ สาม อย่างคือ ราคาปัจจุบันของหุ้นในบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ ราคาต่ำสุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และอัตราสูงสุดในช่วงเวลานี้  หากราคาหุ้นต่ำมากอาจเป็นไปได้ว่าบริษัทประสบปัญหาอยู่ แต่ในขณะเดียวกันบริษัทที่มีประวัติศาสตร์มานานนับศตวรรษมีแนวโน้มที่จะรับมือกับวิกฤติทางการเงินได้ดีที่สุด ซึ่งหมายความว่าหุ้นของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อย่าซื้อหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มว่าจะตกต่ำ ยายจะตรวจสอบราคาหุ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา สุดท้ายก็หักค่าใช้จ่ายต่ำสุดออกจากค่าใช้จ่ายสูงสุดเพื่อคำนวณกำไรที่คาดว่าจะได้รับในปีหน้า หลังจากตีวงองค์กรให้แคบลง ยายจะตรวจสอบราคาหุ้นและซื้อราคาที่ถูกที่สุด  ยายบอกว่า ไม่ต้องการเปลี่ยนกลยุทธ์ของเธอให้เป็นกลยุทธ์การเทรดแบบมืออาชีพ เนื่องจากมันค่อนข้างง่าย เชื่อถือได้และสามารถเข้าใจได้ ในหนังสือ “Stock Market Detective” ของยาย ได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความลับและกลยุทธ์ที่แท้จริงสำหรับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ใครสนใจยังไง ลองไปหาอ่านกันนะ!  คุณยายทำให้เห็นแล้วว่า ในโลกการลงทุน อายุไม่เกี่ยวถ้าคุณมุ่งมั่นจริง! ตอนนี้ยายกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกกล้าออกมาทำในสิ่งที่คิด กล้าที่จะลงทุน แล้วคุณล่ะพร้อมรึยัง? ถ้าพร้อมแล้วก็ดาวน์โหลดแอป WikiFX ติดมือถือไว้ก่อนเลย เพราะคุณจะได้อ่านบทความดี ๆ กลยุทธ์ เทคนิคในการลงทุน โดยเฉพาะในตลาด Forex โหลดเลย #WikiFX โหลดฟรี!

2021-12-19การวิเคราะห์เชิงลึก

คริสต์มาสนี้ ลองให้ NFT เป็นของขวัญกันมั้ย?!

ใกล้เทศกาลคริสต์มาสแล้ว หลายคนคงกำลังมองหาของขวัญให้คนพิเศษ วันนี้ WikiBit ขอเสนอไอเดีย ลองให้ของขวัญเป็น NFT กันมั้ย? ใครอยากได้ tag แฟน tag เพื่อน tag พ่อแม่มาดู!  ปี 2021 ความนิยมของ Non-Fungible Token (NFT) ซึ่งเป็น Cryptocurrency ประเภทหนึ่งที่แสดงความเป็น “เจ้าของ” ของสินทรัพย์ ได้พุ่งแรงแบบเว่อ ๆ ลามมาถึงกระแสการมอบทรัพย์สินดิจิทัลให้เป็นของขวัญ มอบด้วยการคลิกปุ่ม แทนที่การส่งผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้แบบทุกวันนี้ เป็นของขวัญมิติใหม่ ที่คนรับต้องตื่นเต้นมากแน่ ๆ  ของขวัญ NFT จะทำงานยังไง  ทำงานเช่นเดียวกับของขวัญที่จับต้องได้ ทรัพย์สินดิจิทัลสามารถให้ระดับความตื่นเต้น ความประหลาดใจ และความประทับใจที่ใกล้เคียงกันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ ในขณะที่ของธรรมดา ๆ นั้นถูกจำกัดโดยกฎของฟิสิกส์ แต่ในโลกดิจิทัลนั้นมีความเป็นไปได้มากกว่านั้นมาก เนื่องจากผู้สร้างสามารถผสานรวมสื่อหลายรูปแบบได้  หากยังนึกไม่ออก ของขวัญ NFT ที่แมสสุด ๆ คงหนีไม่พ้น ‘รูปภาพดิจิทัล’ ที่สามารถเอาไปโชว์ได้จริงภายในบ้าน หรือหากมีสมาร์ททีวี ก็สามารถแสดงผลงานศิลปะดิจิทัลได้เมื่อคุณไม่ได้ดูทีวีไง  ลองคิดดูนะ ถ้าให้ของขวัญกับเพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเป็น NFT ที่ฝังทั้งเสียงและศิลปะลงไป เช่น NFT สามารถเล่น Silent Night และแสดงท้องฟ้าพร้อมกับดวงดาวที่สร้างสรรค์ รูปภาพมีค่าหนึ่งพันคำ แต่ภาพและเสียงมีค่ามากกว่า  สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ถูกจำกัดในลักษณะเดียวกับสินค้าที่จับต้องได้ ด้วยการเกิดขึ้นของความเป็นจริงเสมือนและ metaverse คุณสามารถให้ของขวัญอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริงหรือสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อื่น สิ่งอำนวยความสะดวกแบบเดียวกับที่มีอยู่จริงในโลกก็จะพร้อมใช้งานแบบดิจิทัลและอีกมากมาย เช่น สมมติว่าคุณรู้ว่าเพื่อนของคุณชอบกิจกรรมกลางแจ้ง จากนั้นคุณสามารถมอบอสังหาริมทรัพย์เสมือนจริงให้เพื่อนของคุณในป่าที่มีสัตว์ พืช ต้นไม้ และวิธีเดินทางผจญภัยทุกประเภท เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริงทางกายภาพของเรา แต่ไม่มีอะไรหยุดความเป็นไปได้จากการเป็นจริง (ของโลกดิจิทัล) ในไม่ช้า  ข้อดีของของขวัญ NFT  NFT สามารถมอบประสบการณ์ที่หลากหลายแก่ผู้ใช้ได้มากกว่าของขวัญที่จับต้องได้ และมันอาจจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมหาศาลในอนาคต เช่น NFT ที่ป็นทวีตแรกของแจ็ค ดอร์ซีย์ สามารถขายได้ในราคา 2.5 ล้านดอลลาร์ และไม่ได้ให้มูลค่าที่จับต้องได้ การมีส่วนร่วมทางศิลปะจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปเท่าใด  นักวิจารณ์หลายคนบ่นว่ามีการเก็งกำไรมากเกินไปในตลาด NFT แต่ตลาดใดไม่มีการเก็งกำไร? ทุกครั้งที่มีนวัตกรรมพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต ก็มีกระแสและความสนใจมากมายที่ตามมา แต่คำถามที่ดีกว่าคือ NFTs มีคุณสมบัติสร้างมูลค่าหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น คำถามก็คือเราสามารถระบุสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชาญฉลาดที่อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยที่สุด เราสามารถซื้อ NFT ที่ให้คุณค่าในทันที ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะที่สวยงาม หรือสิทธิ์ในไอเดีย หรือตั๋วสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในอนาคต  การปฏิวัติ NFT และบล็อคเชนกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แม้กระทั่งวิธีที่เราให้ของขวัญในช่วงวันหยุด ก่อนทำกิจวัตรตามปกติในวันคริสต์มาสนี้ ให้ลองค้นหา NFT ที่อาจให้ของขวัญดีๆ แก่เพื่อนและครอบครัวกันนะ!.  หากสนใจเรื่องราวแบบนี้ กลับมาอ่านกันได้ทุกวันที่แอป WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-19การวิเคราะห์เชิงลึก

ปอศ.รวบหนุ่มแสบ เปิดบริษัทบังหน้า หลอกลงทุน "บิตคอยน์" เสียหาย 14 ล้าน

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ.สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปอศ.พ.ต.ต.ชณิตพงศ์ ศิริเวช สว.กก.4 บก.ปอศ. พ.ต.ต.หญิงสุจิตรา ทองสกุล สว.กก.4 บก.ปอศ. นำกำลังจับกุมนายพิศสุวรรณ บริบูรณ์วรรณ หรือนายพิมงคล ท้าวพิบาล อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 567/2564 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2564 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จับได้ที่ร้านบลูเบลคาเฟ่ 493 ถนนบอนด์สตรีท ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  พ.ต.ต.ชณิตพงศ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ กก.4 บก.ปอศ.ดำเนินคดีกับนายพิมงคล หลังถูกหลอกลงทุนทำธุรกิจขุดบิตคอยน์ตั้งแต่ปี 2560 โดยอ้างว่า จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าโดยทั่วไป มีผู้หลงเชื่อกว่า 42 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 14 ล้านบาท ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขอศาลอาญาออกหมายจับไว้ กระทั่งจับกุมได้ที่ร้านดังกล่าว  สอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ต้องหาได้มีการตั้งบริษัทบังหน้าก่อนที่จะเชิญชวนให้ผู้เสียหายมาลงทุนบิตคอยน์ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายในกรณีนี้มีเป็นจำนวนมากจึงอยากฝากประชาสัมพันธ์หากผู้เสียหายรายใดที่ถูกผู้ต้องหารายนี้หลอกให้มาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4.บก.ปอศ. ดำเนินคดีต่อไปวันที่ 15 ธันวาคม 2564 พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ.สั่งการให้ พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปอศ.พ.ต.ต.ชณิตพงศ์ ศิริเวช สว.กก.4 บก.ปอศ. พ.ต.ต.หญิงสุจิตรา ทองสกุล สว.กก.4 บก.ปอศ. นำกำลังจับกุมนายพิศสุวรรณ บริบูรณ์วรรณ หรือนายพิมงคล ท้าวพิบาล อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 567/2564 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2564 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงิน ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน จับได้ที่ร้านบลูเบลคาเฟ่ 493 ถนนบอนด์สตรีท ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  พ.ต.ต.ชณิตพงศ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ กก.4 บก.ปอศ.ดำเนินคดีกับนายพิมงคล หลังถูกหลอกลงทุนทำธุรกิจขุดบิตคอยน์ตั้งแต่ปี 2560 โดยอ้างว่า จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าโดยทั่วไป มีผู้หลงเชื่อกว่า 42 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 14 ล้านบาท ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานก่อนขอศาลอาญาออกหมายจับไว้ กระทั่งจับกุมได้ที่ร้านดังกล่าว  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-12-18การวิเคราะห์เชิงลึก

บิตคอยน์ดิ่งหนัก3.80% เคลื่อนไหวที่ 46,000 ดอลล์

การเคลื่อนไหวในแนวลบอย่างมากของ บิตคอยน์ ช่วงเช้าวันนี้ เกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นและตลาดน้ำมันโลกปิดตลาดวันศุกร์ ปรับตัวร่วงลงอย่างหนักเช่นกัน เพราะกังวลว่าการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ สายพันธุ์ใหม่โอมิครอนจะระบาดหนักจนทั่วโลกรับมือไม่ได้เพราะวัคซีนของหลายบริษัทมีประสิทธิภาพต่ำในการสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว  ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันศุกร์ (17ธ.ค.)ดิ่งลง 532 จุด โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความวิตกต่อการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง 532.20 จุด หรือ 1.5% ปิดที่ 35,365.44 จุด  ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 1% ปิดที่ 4,620.64 จุด  ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 0.1% ปิดที่ 15,169.68 จุด  นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หลังจากเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า  ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดวันศุกร์ (17ธ.ค.)ปรับตัวลง 2.1% ท่ามกลางความกังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน  สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนม.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ร่วงลง 2.1% ปิดที่ราคา 70.86 ดอลลาร์/บาร์เรล  สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลง 2% ปิดที่ราคา 73.52 ดอลลาร์/บาร์เรล

2021-12-18การวิเคราะห์เชิงลึก

3 เหตุผลว่าทำไม Ethereum จึงจะมีอนาคตมากกว่า Bitcoin

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานในฐานะนักลงทุนมาตลอด 40 ปี ผมต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นตลาดลงทุนไหนที่ขึ้นเร็วและลงแรงอย่างเช่นตลาดสกุลเงินดิจิทัลมาก่อน คงไม่มีตลาดแห่งไหนในโลกอีกแล้วที่ใช้เวลาเพียง 12 ปี สามารถทำให้สกุลเงินหนึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเพียงไม่กี่เซนต์กลายเป็น $60,000 ได้  ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับตลาดสกุลเงินดิจิทัล แต่ในยุคนี้ คุณจำเป็นจะต้องยอมรับว่ามีคนที่พร้อมที่จะกระโดดขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาขบวนนี้ ไม่ว่าจะหวาดเสียวแค่ไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยง ถึงแม้ว่าบางโค้งอาจจะเป็นโค้งที่อันตรายเกินกว่าคุณจะรับได้ก็ตาม แต่สำหรับพวกเขาเหล่านั้นแล้ว สกุลเงินดิจิทัลเปรียบเสมือนโลกแห่งโอกาสของนักลงทุน และผู้ที่ชื่นชอบการเก็งกำไร  ในโลกที่เต็มไปด้วยสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 15,550 สกุลเงินนั้นมีความเสี่ยงอยู่มากมาย ชนิดที่ว่าได้เงินมาเช้านี้ เงินทั้งหมดนั้นหากเอามาลงทุนคริปโตฯ อาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ นั่นจึงทำให้มีสกุลเงินดิจิทัลเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์มากกว่า $100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในบรรดาสกุลเงินเหล่านั้นมีสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดอยู่คือบิทคอยน์และอีเธอเรียม ถึงกระนั้นทั้งสองสกุลเงินก็มีจุดประสงค์ในการเกิดมาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในบทความนี้เราจะพาไปดูสามสาเหตุว่าทำไมโลกของสกุลเงินดิจิทัลหลังจากที่ 21 ล้านเหรียญของบิทคอยน์หมดลง จะต้องเป็นยุคของอีเธอเรียมอย่างไม่ต้องสงสัย  ภาพรวมของบิทคอยน์และอีเธอเรียมในปัจจุบัน  ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียมสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ทั้งคู่  Bitcoin Futures Weekly  ที่มา: CQG  กราฟรายสัปดาห์รูปนี้แสดงช่วงเวลาที่กราฟ บิทคอยน์ล่วงหน้าขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ $69,355  Bitcoin Futures Daily  ที่มา: CQG  นี่เป็นกราฟรายวันของบิทตคอยน์ที่แสดงการเริ่มกลับตัวเป็นขาลงมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน หลังจากสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลไป วันถัดมาบิทคอยน์ก็ได้มีราคาปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของขาลง 32.7% ทำให้บิทคอยน์สร้างจุดต่ำสุดในวันที่ 13 ธันวาคมเอาไว้ที่ $46,650  Ethereum Futures Weekly  ที่มา: CQG  รูปนี้คือกราฟรายสัปดาห์ของอีเธอเรียมล่วงหน้าที่แสดงจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $4,902.75 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน  Ethereum Futures Daily  ที่มา: CQG  กราฟรายวันรูปนี้ของอีเธอเรียมแสดงให้เห็นช่วงเวลาที่เริ่มเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน จากจุดเริ่มต้นในวันนั้นได้ส่งอีเธอเรียมลงมายังจุดต่ำสุดที่ $3,749.50 ในวันที่ 13 ธันวาคม คิดเป็นการปรับตัวลดลงมาทั้งหมด 23.5% ถึงแม้ว่าขาลงของอีเธอเรียมจะไม่ชัดเจนเท่าบิทคอยน์ แต่จุดนี้ก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่ามีคนรอช้อนซื้ออีเธอเรียมอยู่ตลอดแม้จะลงมาไม่มากก็ตาม  ปี 2021 คือปีทองของอีเธอเรียม หาใช่บิทคอยน์ไม่  ก่อนอื่นต้องขอชมว่าถึงแม้ว่าสัปดาห์ที่แล้วตลาดสกุลเงินดิจิทัลจะปรับตัวลดลงอย่างหนัก แต่บิทคอยน์และอีเธอเรียมในปีนี้ก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี  BTC/USD Monthly  ทีมา: Barchart  กราฟด้านบนนี้คือกราฟเปรียบเทียบมูลค่าระหว่างสกุลเงินบิทคอยน์และดอลลาร์สหรัฐ ที่จบปี 2020 ด้วยจุดสูงสุดใหม่ ณ $28,986.74 จากวันนั้นจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม ที่บิทคอยน์มูลค่า $47,367.01 คิดเป็นการปรับตัวขึ้นมาแล้วทั้งหมด 63.4%  ETHUSD Monthly  ที่มา: Barchart  เทียบกันกับอีเธอเรียมที่มีจุดปิดในปี 2020 อยู่ที่ $738.912 มาจนถึงวันที่ 13 ธันวาคมที่ $3,820.425 มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียมเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่า  จากข้อมูลทางสถิตินี้ทำให้เราเห็นได้ว่าปีนี้ต้องยกให้เป็นปีทองของอีเธอเรียมจริงๆ แล้วทำไมทั้งๆ ที่อีเธอเรียมก็ได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบไม่ต่างจากบิทคอยน์ แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากกว่าบิทคอยน์หลายเท่าตัว ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าความแตกต่างสามข้อระหว่างบิทคอยน์และอีเธอเรียมที่ทำให้อีเธอเรียมโดดเด่นกว่านั้นมีอะไรบ้าง  เหตุผลประการที่ 1: จุดประสงค์ที่เกิดมาต่างกัน  เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าบิทคอยน์คือพ่อของทุกสถาบันคริปโตจริงๆ ถ้าหากไม่มีบิทคอยน์และบล็อกเชนที่สร้างจากมือซาโตชิ นากาโมโต้ในปี 2009 เราคงไม่มีวันได้เห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดเมต้าเวิร์สในวันนี้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2009 คนสร้างบิทคอยน์ยังคิดสร้างบิทคอยน์ออกมาเป็นเพียงตัวกลางการแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์เท่านั้น ในขณะที่อีเธอเรียมเกิดมาเพื่อเป็นบ้านให้กับสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ  อีเธอร์เป็นสกุลเงินที่ถูกใช้อยู่บนบล็อกเชนของอีเธอเรียม ในขณะที่บิทคอยน์ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน (อันที่จริงต้องกลายเป็นที่เก็บสะสมมูลค่าไปแล้ว) แต่อีเธอเรียมกลับเติบโตในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของสกุลเงินดิจิทัลมากมาย มีสกุลเงินดิจิทัลชื่อดังในยุคนี้ไม่น้อยที่ดำเนินการอยู่บนบล็อกเชนของอีเธอเรียม ที่สำคัญการแลกเปลี่ยนเหรียญบนบล็อกเชนของอีเธอเรียมยังทำได้เร็วกว่าบิทคอยน์อีกด้วย  เหตุผลประการที่ 2: การใช้พลังงานในการขุดเหรียญ  การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลโจทย์ทางคณิตศาสตร์และให้ได้มาซึ่งเหรียญดิจิทัล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “การขุดเหมือง” นั้นเป็นกลไกสำคัญของระบบนิเวศน์ในสกุลเงินดิจิทัล ทุกคนต่างทราบดีว่ากระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง ในปัจจุบันว่ากันว่าเหมืองบิทคอยน์ทั้งโลกรวมกันสามารถแทนกำลังไฟฟ้าของประเทศเล็กๆ บางแห่งในโลกได้แล้ว  โมเดลในการได้มาซึ่งสกุลเงินดิจิทัลของบิทคอยน์และอีเธอเรียมนั้นไม่เหมือนกัน บิทคอยน์ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Proof of Work (PoW) ” ในการได้มาซึ่งเหรียญบิทคอยน์ นั่นคือการเอาคอมพิวเตอร์มาแข่งกันคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมยิ่งประมวลผลแรง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เหรียญเร็ว ต่างกันกับอีเธอเรียมที่ใช้ “Proof of Stake (PoS)” ในการได้มาซึ่งเหรียญอีเธอร์ PoS คือ ระบบ Algorithm ที่เปิดให้คนเข้ามาช่วยไขรหัสตรวจสอบธุรกรรม แต่จะไม่ใช่การแข่งขันให้ทุกคนได้เข้ามาตรวจอย่าง PoW เพราะผู้ตรวจสอบแบบ PoS จะต้องวางเงินดิจิทัลบางส่วนไว้เป็นประกัน จึงจะได้สิทธิในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม  ที่สำคัญ เมื่อนำคอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลสูงมาลองขุดทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียม เราพบว่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการขุดบิทคอยน์มีสูงถึง 707 kWh ในขณะที่อีเธอเรียมมี 62.56 kWh เท่านั้น  เหตุผลประการที่ 3: บิทคอยน์ไม่มีลูกมีหลาน แต่อีเธอเรียมมีการต่อยอดมากมาย  ถึงแม้ว่าบิทคอยน์จะเป็นผู้เริ่มต้นทุกสิ่ง และปัจจุบันก็ยังมีมูลค่าหลักทรัพย์มากกว่าอีเธอเรียม ($900,000 ล้านเหรียญเทียบกับ $456,000 ล้านเหรียญ) แต่ในปี 2021 หากวัดในเชิงของการเติบโตแล้ว มูลค่าการเติบโตของอีเธอเรียมถือว่าสูงกว่าบิทคอยน์แล้ว  นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในทุกวันนี้ต่างก็มีปฏสัมพันธ์อันดีและเห็นอีเธอเรียมเป็นต้นแบบไม่ว่าจะเป็น Litecoin (LTC), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Bitcoin Cash (BCH), Stellar (XLM), Dogecoin (DOGE), Binance Coin (BNB)  ด้วยการเติบโตของวงการสกุลเงินดิจิทัลที่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับอัลกอริทึ่มในการได้มาซึ่งเหรียญอีเธอที่เร็วกว่า ประหยัดกว่า และมีโอกาสพัฒนาได้ง่ายกว่าบิทคอยน์ ผมจึงเชื่อว่าในอนาคตอีเธอเรียมจะต้องก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ไม่ต่างจากบิทคอยน์ในวันนี้ได้อย่างแน่นอน

2021-12-18การวิเคราะห์เชิงลึก

รีวิว 4 แอปเทรดคริปโตในไทยที่ทุกคนควรรู้จัก

1. รีวิว Bitkub  Bitkub คือ Digital Asset Exchange อันดับ 1 ของคนไทย ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เป็น Exchange ที่ผู้ใช้งานทุกระดับในไทยไว้วางใจได้ ล่าสุดได้ขึ้นแทนเป็น Startup ยูนิคอร์นของไทยเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้ปิดดีลใหญ่กับ SCBS โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Bitkub Coin (KUB)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20-200 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.25%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: 1 ครั้ง  คะแนนบน WikiBit: 8.54/10  2. รีวิว Zipmex  Zipmex เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เปิดให้บริการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย มุ่งมั่นที่จะทำให้การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Zipmex Token (ZMT)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.2%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 8.12/10  3. รีวิว Satang  Satang เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของคนไทย เปิดให้บริการในเดือน กันยายน 2560 ใช้มาตรฐานสากลคือ “MultiSig” ซึ่งจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในระดับสูง ขณะที่ทีมพัฒนาของบริษัทมีศักยภาพ  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 18 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.2%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 6.82/10  4. รีวิว bitazza  Bitazza คือโบรกเกอร์สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง Exchange ทั่วโลก มีสภาพคล่องที่สุดโดยร่วมทำงานกับ Exchange ทุกเจ้าทั้งในไทยและต่างประเทศ มุ่งเฟ้นหาสกุลเงินดิจิทัลจากตลาดทั่วโลก แล้วแปลงเป็นเงินบาท ให้เราได้เทรดกับทีมงานมืออาชีพ โดยไม่ต้องแลกสกุลเงินกลับไปกลับมาให้วุ่นวาย โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Bitazza Token (BTZ)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.25%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 6.88/10  *คะแนนบนแอป WikiBit คำนวณจาก ข้อมูลด้านกฎระเบียบ ดัชนีธุรกิจ การควบคุมความเสี่ยง ดัชนีอิทธิพล และดัชนีสภาพแวดล้อมการซื้อขาย โดยสามารถดูข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่แอป WikiBit

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก

เม็ดเงินไหลเข้าตลาดเหรียญ Solana มากกว่า 1.2 แสนล้านบาทในหนึ่งวันหลังซบเซามายาวนาน

ท่ามกลางสัปดาห์ที่วุ่นวาย Solana (SOL) ได้รับกระแสเงินไหลเข้ามามากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ในหนึ่งวัน นั่นหมายความว่ามูลค่าตลาดของเหรียญที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้าของโลกบน CoinMarketCap นั้นเพิ่มขึ้นจาก 5.117 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 5.676 หมื่นล้านดอลลาร์โดยใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ปัจจุบัน Solana ซื้อขายที่ 183.71 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.3% ในช่วง 24 ชั่วโมงและยังคงลดลง 2.54% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ชุมชนคาดการณ์ราคา Solana ในฟีเจอร์ใหม่ของ CoinMarketCap ที่ชื่อว่า Price Estimates ได้ให้ชุมชนโหวตประเมินราคาของ Solana ในอีก 6 เดือนข้างหน้าแบบเรียลไทม์โดยมีผู้คนมากกว่า 20,411 คนที่คาดว่า SOL จะลดลงไปอยู่ที่ราคา 171.55 ดอลลาร์  ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนโหวตเพียง 11,189 โหวตเท่านั้น ที่ผ่านมา Solana ประสบปัญหาอย่างหนักด้านประสิทธิภาพใน โดยนักลงทุน crypto ต่างนำสิ่งนี้มาร่วมพิจารณาราคาบน Price Estimates ด้วย แม้ว่า SolChicks ซึ่งเป็นโครงการ NFT บนเครือข่าย Solana จะเปิดตัวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมาก็ตาม ทันทีหลังจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าว ทีมงาน SolChicks ได้ประกาศลงบนโซเชียลว่า “CHICKS HAVE TOWN DOWN SOLANA” อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา SOL ประสบปัญหาเครือข่ายล่าช้าอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการโจมตีบนเครือข่าย  แม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะถูกคลี่คลายโดยไม่จำเป็นต้องหยุดการทำงานของเครือข่ายแล้วนั้นแต่ก็ยังเกิดความกังวลต่อนักลงทุนอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครือข่าย ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เครือข่าย SOL เคยประสบปัญหาที่คล้ายกันเมื่อปริมาณการดำเนินธุรกรรมบนเครือข่ายเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วทำให้เครือข่ายหยุดชะงักกินเวลานานกว่า 17 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักพัฒนายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้แม้ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนเข้าด้วยกัน Michael Jordan เปิดตัว HEIR แต่ยังคงมีข่าวดีอยู่บ้าง Michael Jordan ตำนานบาสเก็ตบอลและ

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก

เจ้ามือปริศนาช้อนซื้อ Dogecoin มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลบน WhaleStats ได้เผยถึงการทำธุรกรรมบนเครือข่าย Dogecoin ที่น่าสงสัย โดยเป็นการโอนสินทรัพย์มูลค่ากว่า 850 ล้านดอลลาร์ไปยังที่อยู่นิรนามโดยชุมชนเชื่อว่าสิ่งนี้อาจเชื่อมโยงกับประกาศของ Elon Musk ที่ได้เปรยไว้ว่า Tesla อาจยอมรับ DOGE ในการชำระสินค้า บนบล็อกธุรกรรมได้แสดงให้เห็นว่า “Jzi13k” กระเป๋าเงินนิรนามได้ทำธุรกรรมขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ไปสู่กระเป๋าเงิน 2 แห่งด้วยกัน  โดยกระเป๋าเงิน “y3PvN” ได้รับมูลค่าขนาดใหญ่โดยถือครอง DOGE มากถึง 5.3 พันล้านเหรียญ ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบต่อไปยังคงพบว่ากระเป๋าเงินดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งขายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชุมชนส่วนมากคาดเดากันว่าสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับ Tesla ที่น่าสนใจก็คือการทำธุรกรรมขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นก่อนที่ CEO ของ Tesla จะประกาศว่าบริษัทของเขาอาจยอมรับ DOGE ในการชำระสินค้า  ซึ่งทำให้ราคาเหรียญ ณ ตอนนั้นพุ่งขึ้นกว่า 30% ก่อนจะปรับฐานลงกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสมาชิกชุมชน Dogecoin สันนิษฐานว่าสองเหตุการณ์นี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เนื่องจากเป็นไปได้ยากมากที่จะตรวจพบธุรกรรมขนาดใหญ่ดังกล่าวบนบล็อคเชน Dogecoin ในช่วงเวลานี้ อีกทั้งกระเป๋าเงินของผู้รับยังไม่ได้โยกย้ายและเทขายเหรียญออกแต่อย่างใดอีกด้วย ในขณะนี้ราคาของ DOGE ยังคงซื้อขายอยู่ที่ระดับราคา 0.1806 ดอลลาร์โดยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อวาน 1.94% และ 1.75% ในช่วง 7 วันที่ผานมา

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7375
...
142