บิตคอยน์ดิ่งหนัก3.80% เคลื่อนไหวที่ 46,000 ดอลล์

การเคลื่อนไหวในแนวลบอย่างมากของ บิตคอยน์ ช่วงเช้าวันนี้ เกิดขึ้นหลังจากตลาดหุ้นและตลาดน้ำมันโลกปิดตลาดวันศุกร์ ปรับตัวร่วงลงอย่างหนักเช่นกัน เพราะกังวลว่าการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ สายพันธุ์ใหม่โอมิครอนจะระบาดหนักจนทั่วโลกรับมือไม่ได้เพราะวัคซีนของหลายบริษัทมีประสิทธิภาพต่ำในการสร้างภูมิต้านทานต่อไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าว  ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ ปิดวันศุกร์ (17ธ.ค.)ดิ่งลง 532 จุด โดยตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความวิตกต่อการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลง 532.20 จุด หรือ 1.5% ปิดที่ 35,365.44 จุด  ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลง 1% ปิดที่ 4,620.64 จุด  ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 0.1% ปิดที่ 15,169.68 จุด  นักลงทุนพากันเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย หลังจากเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีหน้า  ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดวันศุกร์ (17ธ.ค.)ปรับตัวลง 2.1% ท่ามกลางความกังวลว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมัน  สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนม.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ร่วงลง 2.1% ปิดที่ราคา 70.86 ดอลลาร์/บาร์เรล  สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ร่วงลง 2% ปิดที่ราคา 73.52 ดอลลาร์/บาร์เรล

2021-12-18การวิเคราะห์เชิงลึก

3 เหตุผลว่าทำไม Ethereum จึงจะมีอนาคตมากกว่า Bitcoin

ตลอดช่วงชีวิตการทำงานในฐานะนักลงทุนมาตลอด 40 ปี ผมต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นตลาดลงทุนไหนที่ขึ้นเร็วและลงแรงอย่างเช่นตลาดสกุลเงินดิจิทัลมาก่อน คงไม่มีตลาดแห่งไหนในโลกอีกแล้วที่ใช้เวลาเพียง 12 ปี สามารถทำให้สกุลเงินหนึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเพียงไม่กี่เซนต์กลายเป็น $60,000 ได้  ไม่ว่าคุณจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับตลาดสกุลเงินดิจิทัล แต่ในยุคนี้ คุณจำเป็นจะต้องยอมรับว่ามีคนที่พร้อมที่จะกระโดดขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาขบวนนี้ ไม่ว่าจะหวาดเสียวแค่ไหน พวกเขาก็พร้อมที่จะเสี่ยง ถึงแม้ว่าบางโค้งอาจจะเป็นโค้งที่อันตรายเกินกว่าคุณจะรับได้ก็ตาม แต่สำหรับพวกเขาเหล่านั้นแล้ว สกุลเงินดิจิทัลเปรียบเสมือนโลกแห่งโอกาสของนักลงทุน และผู้ที่ชื่นชอบการเก็งกำไร  ในโลกที่เต็มไปด้วยสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 15,550 สกุลเงินนั้นมีความเสี่ยงอยู่มากมาย ชนิดที่ว่าได้เงินมาเช้านี้ เงินทั้งหมดนั้นหากเอามาลงทุนคริปโตฯ อาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ นั่นจึงทำให้มีสกุลเงินดิจิทัลเพียงไม่ถึง 10% เท่านั้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์มากกว่า $100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในบรรดาสกุลเงินเหล่านั้นมีสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดอยู่คือบิทคอยน์และอีเธอเรียม ถึงกระนั้นทั้งสองสกุลเงินก็มีจุดประสงค์ในการเกิดมาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในบทความนี้เราจะพาไปดูสามสาเหตุว่าทำไมโลกของสกุลเงินดิจิทัลหลังจากที่ 21 ล้านเหรียญของบิทคอยน์หมดลง จะต้องเป็นยุคของอีเธอเรียมอย่างไม่ต้องสงสัย  ภาพรวมของบิทคอยน์และอีเธอเรียมในปัจจุบัน  ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียมสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลได้ทั้งคู่  Bitcoin Futures Weekly  ที่มา: CQG  กราฟรายสัปดาห์รูปนี้แสดงช่วงเวลาที่กราฟ บิทคอยน์ล่วงหน้าขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ $69,355  Bitcoin Futures Daily  ที่มา: CQG  นี่เป็นกราฟรายวันของบิทตคอยน์ที่แสดงการเริ่มกลับตัวเป็นขาลงมาตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน หลังจากสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลไป วันถัดมาบิทคอยน์ก็ได้มีราคาปิดต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้า และนั่นคือจุดเริ่มต้นของขาลง 32.7% ทำให้บิทคอยน์สร้างจุดต่ำสุดในวันที่ 13 ธันวาคมเอาไว้ที่ $46,650  Ethereum Futures Weekly  ที่มา: CQG  รูปนี้คือกราฟรายสัปดาห์ของอีเธอเรียมล่วงหน้าที่แสดงจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $4,902.75 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน  Ethereum Futures Daily  ที่มา: CQG  กราฟรายวันรูปนี้ของอีเธอเรียมแสดงให้เห็นช่วงเวลาที่เริ่มเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาลงในวันที่ 10 พฤศจิกายน จากจุดเริ่มต้นในวันนั้นได้ส่งอีเธอเรียมลงมายังจุดต่ำสุดที่ $3,749.50 ในวันที่ 13 ธันวาคม คิดเป็นการปรับตัวลดลงมาทั้งหมด 23.5% ถึงแม้ว่าขาลงของอีเธอเรียมจะไม่ชัดเจนเท่าบิทคอยน์ แต่จุดนี้ก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่ามีคนรอช้อนซื้ออีเธอเรียมอยู่ตลอดแม้จะลงมาไม่มากก็ตาม  ปี 2021 คือปีทองของอีเธอเรียม หาใช่บิทคอยน์ไม่  ก่อนอื่นต้องขอชมว่าถึงแม้ว่าสัปดาห์ที่แล้วตลาดสกุลเงินดิจิทัลจะปรับตัวลดลงอย่างหนัก แต่บิทคอยน์และอีเธอเรียมในปีนี้ก็ยังสามารถปรับตัวขึ้นได้เป็นอย่างดี  BTC/USD Monthly  ทีมา: Barchart  กราฟด้านบนนี้คือกราฟเปรียบเทียบมูลค่าระหว่างสกุลเงินบิทคอยน์และดอลลาร์สหรัฐ ที่จบปี 2020 ด้วยจุดสูงสุดใหม่ ณ $28,986.74 จากวันนั้นจนถึงวันที่ 13 ธันวาคม ที่บิทคอยน์มูลค่า $47,367.01 คิดเป็นการปรับตัวขึ้นมาแล้วทั้งหมด 63.4%  ETHUSD Monthly  ที่มา: Barchart  เทียบกันกับอีเธอเรียมที่มีจุดปิดในปี 2020 อยู่ที่ $738.912 มาจนถึงวันที่ 13 ธันวาคมที่ $3,820.425 มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลอีเธอเรียมเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่า  จากข้อมูลทางสถิตินี้ทำให้เราเห็นได้ว่าปีนี้ต้องยกให้เป็นปีทองของอีเธอเรียมจริงๆ แล้วทำไมทั้งๆ ที่อีเธอเรียมก็ได้รับผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบไม่ต่างจากบิทคอยน์ แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากกว่าบิทคอยน์หลายเท่าตัว ในบทความนี้เราจะพาไปดูกันว่าความแตกต่างสามข้อระหว่างบิทคอยน์และอีเธอเรียมที่ทำให้อีเธอเรียมโดดเด่นกว่านั้นมีอะไรบ้าง  เหตุผลประการที่ 1: จุดประสงค์ที่เกิดมาต่างกัน  เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าบิทคอยน์คือพ่อของทุกสถาบันคริปโตจริงๆ ถ้าหากไม่มีบิทคอยน์และบล็อกเชนที่สร้างจากมือซาโตชิ นากาโมโต้ในปี 2009 เราคงไม่มีวันได้เห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดเมต้าเวิร์สในวันนี้ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2009 คนสร้างบิทคอยน์ยังคิดสร้างบิทคอยน์ออกมาเป็นเพียงตัวกลางการแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์เท่านั้น ในขณะที่อีเธอเรียมเกิดมาเพื่อเป็นบ้านให้กับสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ  อีเธอร์เป็นสกุลเงินที่ถูกใช้อยู่บนบล็อกเชนของอีเธอเรียม ในขณะที่บิทคอยน์ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน (อันที่จริงต้องกลายเป็นที่เก็บสะสมมูลค่าไปแล้ว) แต่อีเธอเรียมกลับเติบโตในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของสกุลเงินดิจิทัลมากมาย มีสกุลเงินดิจิทัลชื่อดังในยุคนี้ไม่น้อยที่ดำเนินการอยู่บนบล็อกเชนของอีเธอเรียม ที่สำคัญการแลกเปลี่ยนเหรียญบนบล็อกเชนของอีเธอเรียมยังทำได้เร็วกว่าบิทคอยน์อีกด้วย  เหตุผลประการที่ 2: การใช้พลังงานในการขุดเหรียญ  การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประมวลโจทย์ทางคณิตศาสตร์และให้ได้มาซึ่งเหรียญดิจิทัล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “การขุดเหมือง” นั้นเป็นกลไกสำคัญของระบบนิเวศน์ในสกุลเงินดิจิทัล ทุกคนต่างทราบดีว่ากระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าที่ค่อนข้างสูง ในปัจจุบันว่ากันว่าเหมืองบิทคอยน์ทั้งโลกรวมกันสามารถแทนกำลังไฟฟ้าของประเทศเล็กๆ บางแห่งในโลกได้แล้ว  โมเดลในการได้มาซึ่งสกุลเงินดิจิทัลของบิทคอยน์และอีเธอเรียมนั้นไม่เหมือนกัน บิทคอยน์ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Proof of Work (PoW) ” ในการได้มาซึ่งเหรียญบิทคอยน์ นั่นคือการเอาคอมพิวเตอร์มาแข่งกันคำนวณโจทย์คณิตศาสตร์ นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมยิ่งประมวลผลแรง ก็ยิ่งมีโอกาสได้เหรียญเร็ว ต่างกันกับอีเธอเรียมที่ใช้ “Proof of Stake (PoS)” ในการได้มาซึ่งเหรียญอีเธอร์ PoS คือ ระบบ Algorithm ที่เปิดให้คนเข้ามาช่วยไขรหัสตรวจสอบธุรกรรม แต่จะไม่ใช่การแข่งขันให้ทุกคนได้เข้ามาตรวจอย่าง PoW เพราะผู้ตรวจสอบแบบ PoS จะต้องวางเงินดิจิทัลบางส่วนไว้เป็นประกัน จึงจะได้สิทธิในการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม  ที่สำคัญ เมื่อนำคอมพิวเตอร์ที่มีการประมวลผลสูงมาลองขุดทั้งบิทคอยน์และอีเธอเรียม เราพบว่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการขุดบิทคอยน์มีสูงถึง 707 kWh ในขณะที่อีเธอเรียมมี 62.56 kWh เท่านั้น  เหตุผลประการที่ 3: บิทคอยน์ไม่มีลูกมีหลาน แต่อีเธอเรียมมีการต่อยอดมากมาย  ถึงแม้ว่าบิทคอยน์จะเป็นผู้เริ่มต้นทุกสิ่ง และปัจจุบันก็ยังมีมูลค่าหลักทรัพย์มากกว่าอีเธอเรียม ($900,000 ล้านเหรียญเทียบกับ $456,000 ล้านเหรียญ) แต่ในปี 2021 หากวัดในเชิงของการเติบโตแล้ว มูลค่าการเติบโตของอีเธอเรียมถือว่าสูงกว่าบิทคอยน์แล้ว  นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในทุกวันนี้ต่างก็มีปฏสัมพันธ์อันดีและเห็นอีเธอเรียมเป็นต้นแบบไม่ว่าจะเป็น Litecoin (LTC), Cardano (ADA), Polkadot (DOT), Bitcoin Cash (BCH), Stellar (XLM), Dogecoin (DOGE), Binance Coin (BNB)  ด้วยการเติบโตของวงการสกุลเงินดิจิทัลที่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนอีกต่อไปแล้ว ประกอบกับอัลกอริทึ่มในการได้มาซึ่งเหรียญอีเธอที่เร็วกว่า ประหยัดกว่า และมีโอกาสพัฒนาได้ง่ายกว่าบิทคอยน์ ผมจึงเชื่อว่าในอนาคตอีเธอเรียมจะต้องก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ไม่ต่างจากบิทคอยน์ในวันนี้ได้อย่างแน่นอน

2021-12-18การวิเคราะห์เชิงลึก

รีวิว 4 แอปเทรดคริปโตในไทยที่ทุกคนควรรู้จัก

1. รีวิว Bitkub  Bitkub คือ Digital Asset Exchange อันดับ 1 ของคนไทย ก่อตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เป็น Exchange ที่ผู้ใช้งานทุกระดับในไทยไว้วางใจได้ ล่าสุดได้ขึ้นแทนเป็น Startup ยูนิคอร์นของไทยเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้ปิดดีลใหญ่กับ SCBS โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Bitkub Coin (KUB)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20-200 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.25%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: 1 ครั้ง  คะแนนบน WikiBit: 8.54/10  2. รีวิว Zipmex  Zipmex เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียแปซิฟิก เปิดให้บริการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย มุ่งมั่นที่จะทำให้การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลมีความปลอดภัย โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Zipmex Token (ZMT)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.2%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 8.12/10  3. รีวิว Satang  Satang เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของคนไทย เปิดให้บริการในเดือน กันยายน 2560 ใช้มาตรฐานสากลคือ “MultiSig” ซึ่งจะเน้นเรื่องความปลอดภัยในระดับสูง ขณะที่ทีมพัฒนาของบริษัทมีศักยภาพ  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 18 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.2%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 6.82/10  4. รีวิว bitazza  Bitazza คือโบรกเกอร์สินทรัพย์ดิจิทัล ที่ทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายไปยัง Exchange ทั่วโลก มีสภาพคล่องที่สุดโดยร่วมทำงานกับ Exchange ทุกเจ้าทั้งในไทยและต่างประเทศ มุ่งเฟ้นหาสกุลเงินดิจิทัลจากตลาดทั่วโลก แล้วแปลงเป็นเงินบาท ให้เราได้เทรดกับทีมงานมืออาชีพ โดยไม่ต้องแลกสกุลเงินกลับไปกลับมาให้วุ่นวาย โดยมีเหรียญคริปโตของตัวเองชื่อ Bitazza Token (BTZ)  ใบอนุญาตจาก กลต. ไทย: ✅  ค่าธรรมเนียมการถอนเงิน: 20 บาท  ค่าธรรมเนียมการเทรด: 0.25%  ทีมซัพพอร์ต: 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์  การร้องเรียนบน WikiBit: -  คะแนนบน WikiBit: 6.88/10  *คะแนนบนแอป WikiBit คำนวณจาก ข้อมูลด้านกฎระเบียบ ดัชนีธุรกิจ การควบคุมความเสี่ยง ดัชนีอิทธิพล และดัชนีสภาพแวดล้อมการซื้อขาย โดยสามารถดูข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมได้ที่แอป WikiBit

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก

เม็ดเงินไหลเข้าตลาดเหรียญ Solana มากกว่า 1.2 แสนล้านบาทในหนึ่งวันหลังซบเซามายาวนาน

ท่ามกลางสัปดาห์ที่วุ่นวาย Solana (SOL) ได้รับกระแสเงินไหลเข้ามามากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ในหนึ่งวัน นั่นหมายความว่ามูลค่าตลาดของเหรียญที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้าของโลกบน CoinMarketCap นั้นเพิ่มขึ้นจาก 5.117 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 5.676 หมื่นล้านดอลลาร์โดยใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ปัจจุบัน Solana ซื้อขายที่ 183.71 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.3% ในช่วง 24 ชั่วโมงและยังคงลดลง 2.54% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ชุมชนคาดการณ์ราคา Solana ในฟีเจอร์ใหม่ของ CoinMarketCap ที่ชื่อว่า Price Estimates ได้ให้ชุมชนโหวตประเมินราคาของ Solana ในอีก 6 เดือนข้างหน้าแบบเรียลไทม์โดยมีผู้คนมากกว่า 20,411 คนที่คาดว่า SOL จะลดลงไปอยู่ที่ราคา 171.55 ดอลลาร์  ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนโหวตเพียง 11,189 โหวตเท่านั้น ที่ผ่านมา Solana ประสบปัญหาอย่างหนักด้านประสิทธิภาพใน โดยนักลงทุน crypto ต่างนำสิ่งนี้มาร่วมพิจารณาราคาบน Price Estimates ด้วย แม้ว่า SolChicks ซึ่งเป็นโครงการ NFT บนเครือข่าย Solana จะเปิดตัวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมาก็ตาม ทันทีหลังจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าว ทีมงาน SolChicks ได้ประกาศลงบนโซเชียลว่า “CHICKS HAVE TOWN DOWN SOLANA” อีกทั้งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา SOL ประสบปัญหาเครือข่ายล่าช้าอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการโจมตีบนเครือข่าย  แม้ว่าปัญหาดังกล่าวจะถูกคลี่คลายโดยไม่จำเป็นต้องหยุดการทำงานของเครือข่ายแล้วนั้นแต่ก็ยังเกิดความกังวลต่อนักลงทุนอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของเครือข่าย ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เครือข่าย SOL เคยประสบปัญหาที่คล้ายกันเมื่อปริมาณการดำเนินธุรกรรมบนเครือข่ายเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วทำให้เครือข่ายหยุดชะงักกินเวลานานกว่า 17 ชั่วโมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักพัฒนายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้แม้ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนเข้าด้วยกัน Michael Jordan เปิดตัว HEIR แต่ยังคงมีข่าวดีอยู่บ้าง Michael Jordan ตำนานบาสเก็ตบอลและ

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก

เจ้ามือปริศนาช้อนซื้อ Dogecoin มูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท

จากข้อมูลบน WhaleStats ได้เผยถึงการทำธุรกรรมบนเครือข่าย Dogecoin ที่น่าสงสัย โดยเป็นการโอนสินทรัพย์มูลค่ากว่า 850 ล้านดอลลาร์ไปยังที่อยู่นิรนามโดยชุมชนเชื่อว่าสิ่งนี้อาจเชื่อมโยงกับประกาศของ Elon Musk ที่ได้เปรยไว้ว่า Tesla อาจยอมรับ DOGE ในการชำระสินค้า บนบล็อกธุรกรรมได้แสดงให้เห็นว่า “Jzi13k” กระเป๋าเงินนิรนามได้ทำธุรกรรมขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์ไปสู่กระเป๋าเงิน 2 แห่งด้วยกัน  โดยกระเป๋าเงิน “y3PvN” ได้รับมูลค่าขนาดใหญ่โดยถือครอง DOGE มากถึง 5.3 พันล้านเหรียญ ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบต่อไปยังคงพบว่ากระเป๋าเงินดังกล่าวยังไม่มีคำสั่งขายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชุมชนส่วนมากคาดเดากันว่าสิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับ Tesla ที่น่าสนใจก็คือการทำธุรกรรมขนาดใหญ่นี้เกิดขึ้นก่อนที่ CEO ของ Tesla จะประกาศว่าบริษัทของเขาอาจยอมรับ DOGE ในการชำระสินค้า  ซึ่งทำให้ราคาเหรียญ ณ ตอนนั้นพุ่งขึ้นกว่า 30% ก่อนจะปรับฐานลงกว่าเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสมาชิกชุมชน Dogecoin สันนิษฐานว่าสองเหตุการณ์นี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน เนื่องจากเป็นไปได้ยากมากที่จะตรวจพบธุรกรรมขนาดใหญ่ดังกล่าวบนบล็อคเชน Dogecoin ในช่วงเวลานี้ อีกทั้งกระเป๋าเงินของผู้รับยังไม่ได้โยกย้ายและเทขายเหรียญออกแต่อย่างใดอีกด้วย ในขณะนี้ราคาของ DOGE ยังคงซื้อขายอยู่ที่ระดับราคา 0.1806 ดอลลาร์โดยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อวาน 1.94% และ 1.75% ในช่วง 7 วันที่ผานมา

2021-12-17การวิเคราะห์เชิงลึก

เหรียญคริปโตแบบนี้ Scam แน่นอน ใครเจอรีบหนีไป!!!

วันนี้เราจะพูดถึง Scam Coin หรือสกุลเงินดิจิทัลปลอมที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้สร้างเหรียญในขณะที่ขโมยเงินจากผู้ที่สนับสนุนและลงทุนในเหรียญ และนี่คือคุณสมบัติของเหรียญ Scam ที่ถ้าเจอเมื่อไหร่ หนีไป!   1. เหรียญที่ซื้อมา แล้วขายไม่ได้  กลโกงคริปโตยอดนิยมเลยคือการทำ Rug Pull คือการปั่น ๆ ให้ราคาสูง สุดท้ายเทขายเป็นจำนวนมากโดยผู้สร้าง ซึ่งจะทำให้ Decentralized Exchanges ว่างเปล่า  มิจฉาชีพจะใช้ประโยชน์จาก Approve Function ของโทเคน ERC-20 บนเครือข่ายของ Ethereum ซึ่งฟังก์ชันนี้จะจัดการผู้ใช้งานให้ไม่สามารถใช้โทเคนที่ซื้อมาได้ นักพัฒนาก็อาจจะแก้ไขฟังก์ชันนี้ให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อโทเคนได้เท่านั้น ขายไม่ได้ โดนทิ้งกลางทาง ครอบครองเหรียญที่ไม่มีมูลค่า ขายออกไม่ได้ เหลือไว้แต่ความเจ็บใจ  ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่เคยเจอเหตุการณ์ Rug Pull ใหญ่ ๆ เลยก็คือเหรียญ Squid Game ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นมาแตะระดับที่สูงที่สุดในไม่กี่วันที่ 2,861 ดอลลาร์ ก่อนที่จะร่วงลงมาเหลือศูนย์ดอลลาร์ และเจ้าของโปรเจกต์ก็ได้ทำการปิดโครงการนี้อย่างเป็นทางการ ปิดเว็บไซด์ ส่วนทางผู้ซื้อเหรียญก็ขายเหรียญบนแพลตฟอร์มไม่ได้ โดนแกงทั้งโลก   2. เว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ Whitepaper คลุมเครือ  ในโลกคริปโต เรามีวิธีระดมทุนที่อาศัยเทคโนโลยีเข้าช่วยแทนที่ผู้ลงทุนจะจ่ายเงินเพื่อแลกกับหุ้น พวกเขาจะได้รับเหรียญดิจิทัลที่จับต้องไม่ได้เป็นสิ่งตอบแทน ที่เรียกว่า ICO หรือ Initial Coin Offering โดยบริษัทจะนำเสนอสิทธิประโยชน์และแผนธุรกิจในเอกสารที่เรียกว่า White Paper  ที่เราต้องระวังเลย คือ Fake ICO ซึ่งมักจะมาในรูปแบบของการหลอกให้ลงทุนและหนีหายไป ให้นักลงทุนมาร่วมระดมทุนไม่ได้มีเป้าหมายอะไรจริง ๆ เหรียญประเภทที่ให้ระดมทุนก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย ซึ่งวิธีจับสัญญาณว่า ICO อาจเป็นการหลอกลวง คือ เว็บไซต์ หรือ Whitepaper จะคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร ตามกฎหมายที่ถูกต้องเอกสารมักจะอธิบายว่าทำไมผู้คนจึงควรลงทุนในโครงการและมูลค่าที่เป็นไปได้ของโครงการคือเท่าไร นักลงทุนจำเป็นต้องทำการดูข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับบริษัทที่ระดมทุนเพื่อหลีกเลี่ยงการหลอกลวง  Whitepaper ที่ดีควรมีชื่อผู้พัฒนาหรือสมาชิกในทีม มีแผนงานที่ชัดเจน และมีเป้าหมายการระดมทุน หาก ICO เปิดตัวโดยไม่มีเป้าหมายเงินทุนที่เฉพาะเจาะจง อาจเป็นสัญญาณว่าเป้าหมายของ ICO นั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจใช้เพื่อหลอกลวงนักลงทุนเท่านั้น   3. ไม่ได้ขายบนแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ  อีกวิธีหนึ่งที่นักต้มตุ๋นหลอกลวงนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัล คือการใช้แอปปลอมที่มีให้ดาวน์โหลดผ่าน Google Play และ App Store แล้วให้ไปซื้อเหรียญชื่อแปลก ๆ ที่คุณแทบไม่เคยรู้จัก อ่านดูคงคิดว่าใครจะไปเชื่อแล้วซื้อเหรียญเหล่านั้น แต่รู้มั้ยว่ามีรายงานว่า มีผู้คนหลายพันคนดาวน์โหลดแอปสกุลเงินดิจิทัลปลอมแล้ว   4. คะแนนบน WikiBit ต่ำมาก  WikiBit คือแอปให้บริการตรวจสอบเหรียญคริปโต แอปของเรามีข้อมูลทุกอย่างที่คุณควรรู้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชิงสถิติ Whitepaper เว็บไซต์ของเหรียญ หรือแม้กระทั่งเช็คได้ว่าเหรียญนั้น ๆ มีขายบนแพลตฟอร์มไหนบ้าง ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ จะถูกคำนวณผ่านระบบ AI ออกมาเป็นคะแนนความน่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีคะแนนต่ำว่า 3/10 อันนั้นก็เข้าข่ายเป็นเหรียญที่ไม่น่าไว้ใจแล้ว! ใครอยากเช็คข้อมูลเหรียญก็แค่กดค้นหาชื่อ แล้วข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี! #WikiBit

2021-12-16การวิเคราะห์เชิงลึก

Somdejcoin เหรียญพระเครื่องดิจิทัลตัวแรกของโลก

นาทีนี้คงไม่มีอะไรที่จะร้อนแรงไปกว่ากระแสฮือฮาบนโซเซียลเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัลตัวใหม่ Somdejcoin (สมเด็จคอยน์) หรือ SDC เหรียญพระเครื่องดิจิทัลตัวแรกของโลก ตามข้อมูลจากเพจ Somdejcoin เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทีมงานนักพัฒนาเหรียญ SDC เหรียญพระเครื่องแรกตัวของโลก ได้นำเหรียญอันเป็นมงคล มาขอบารมี หลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม แห่งวัดห้วยด้วน อธิษฐานจิตปลุกเสกเหรียญ Somdejcoin ที่มีอุปทานจำกัดอยู่ที่เพียง 66,186,727 เหรียญเท่านั้น  เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้ผู้ที่ถือเหรียญทุกท่าน “สมเด็จคอยน์” หรือ Somdejcoin นั้น ถูกสร้างขึ้นบน Binance Smart chain ในจำนวนจำกัดเท่ากับประชากรไทยปี 2563 (66,186,727 เหรียญ) การทำธุรกรรมซื้อขายในแต่ละรายการจะมีหักค่าธรรมเนียมส่วนหนึ่ง เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และมูลนิธิทั่วประเทศไทย ซึ่งทางวัดป่ามหาญาณจะรับหน้าที่เป็นตัวแทนในการช่วยเหลือสังคมโดยตรง ระบบจะหักค่าธรรมเนียม 3% ทุกคร้ังที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ค่าธรรมเนียม 3% นี้จะนำไปทะนุบำรุงศาสนาและช่วยเหลือสังคม  นอกจากการซื้อเหรียญเพื่อเป็นสิริมงคลและเก็งกำไรส่วนหนึ่งแล้ว เหรียญยังสามารถนำ ไปใช้จ่ายในการซื้อ ดอกไม้ธูปเทียน สังฆทาน เช่าพระเครื่องภายในวัด รวมถึงการบริจาคเงินได้อีกด้วย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 64 ทางทีม Somdejcoin ได้ยื่นหนังสือถึงสํานักพุทธศาสนาแห่งชาติ และ กลต. เพื่อเตรียมนำเหรียญ SDC ที่ได้ช่วยการกุศลนี้ลิสขึ้นเว็บเทรดในประเทศและในอนาคตต่อไป Somdejcoin จะมีเลข Contract : 0xae4ca3272792d8499575aefacdc299f0cbdc9270 บน Binance Smart chain สามารถตรวจสอบ Contract ได้ที่นี่

2021-12-16การวิเคราะห์เชิงลึก

นักพัฒนา DOGE สร้าง NFT ตัวแรกบนเครือข่าย Dogecoin สำเร็จแล้ว

นักพัฒนาเหรียญมีมอันดับหนึ่งของโลกอย่าง DOGE ได้เปิดตัว NFT ตัวแรกบนบล็อกเชน Dogecoin โดยผู้ใช้งาน Twitter ชื่อว่า evitable360 ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างและทำธุรกรรมดังกล่าวเมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา รายละเอียดการทำธุรกรรมแสดงให้เห็นค่าธรรมเนียมในการสร้าง NFT 1 ชิ้นงานโดยใช้เพียง 0.01 DOGE เท่านั้น ทั้งนี้นักพัฒนาเครือข่ายได้กล่าวเพิ่มเติมว่าเขาใช้ฟังก์ชัน hash Sha-256 เพื่อสร้าง NFT ซึ่งจะถูกเก็บไว้ใน Checksum  อย่างไรก็ตามหลังจากประสบความสำเร็จในการสร้าง NFT ความสนใจในตัว DOGE ก็เพิ่มมากยิ่งขึ้นและได้รับการสนับสนุนจากนักพัฒนารายอื่น โดยนักวิจารณ์บางคนได้ให้ทิปนักพัฒนาโดยใช้ SoDogeTip ซึ่งเป็นโปรแกรมการใช้ทิปที่เปิดตัวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Dogecoin ทำให้การสร้าง NFT มีประสิทธิภาพมากขึ้น NFT กำลังเข้ามาบูมในกวงการคริปโตอย่างมากในปีนี้ แต่ปัญหาที่สำคัญคือการจ่ายค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการสร้างบล็อกบนเครือข่าย Ethereum ที่มีจำนวน NFT มากที่สุด สิ่งนี้น่าสนใจอย่างมากหาก DOGE สามารถทำให้ค่าใช้จ่ายในการสร้าง NFT ลดเหลือเพียง 0.0018 ดอลลาร์  ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพอย่างมากหากเทียบกับ ETH ที่สูงถึงหลายร้อยดอลลาร์ โดย Michi Lumin ผู้พัฒนา Dogecoin Core ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “NFT ที่แทบไม่มีค่าธรรมเนียมและใช้พลังงานน้อยมาก DOGE นี่มันโคตรสุดยอด ว้าว” กรณีการใช้งานใหม่สำหรับ Dogecoin Dogecoin ถูกสร้างขึ้นเป็นเหรียญมีมด้วยธีมสุนัขเป็นเหรียญแรก อย่างไรก็ตามการพัฒนาล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากเหรียญมีม Elon Musk CEO ของTesla เคยออกมาประกาศเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมว่าบริษัทจะทำการทดลองกับ DOGE เพื่อชำระค่าสินค้า ทำให้นี่เป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของเหรียญที่นำไปสู่กระแสเงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ไหลเข้าภายในไม่กี่นาทีหลังจากการประกาศ อย่างไรก็ตามการเปิดตัว NFT ตัวแรกบนเครือข่ายนี้เป็นก้าวสำคัญที่อาจผลักดัน DOGE ไปสู่ตลาด crypto ที่กว้างขึ้น

2021-12-16การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปดราม่า #สายผลิตไม่เอา NFT เมื่อศิลปะถูกย่ำยี ศิลปินจึงแสดงจุดยืน

เป็นประเด็นดราม่าแบบสุด! เมื่อศิลปินพร้อมใจกันออกมาแบน NFT ด้วยแฮชแท็ก #สายผลิตไม่เอาNFT บนทวิตเตอร์ จะร้อนแรงแค่ไหน เรื่องมันเป็นมายังไง #WikiBit จะเล่าให้ฟัง  - NFT = สินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของสิ่งที่มีแค่ชิ้นเดียว ไม่สามารถทดแทนได้ นิยมใช้กับงานศิลปะ  - เรื่องเกิดจากศิลปินออกมาทวีตว่างานของตัวเองโดนขโมยไป Mint เป็น NFT (Mint = นำผลงานเข้าระบบบล็อกเชน)  - ชาวทวีตออกมาแสดงความเห็นใจ และไม่พอใจกับเหตุการณ์นี้ จุดชนวนให้ศิลปินออกมา #สายผลิตไม่เอาNFT (สายผลิต = ศิลปิน เจ้าของผลงาน ครีเอเตอร์)  - สายผลิตแสดงจุดยืนไม่เอา NFT เพราะเหตุผลเหล่านี้  1. ศิลปะจดลิขสิทธิ์ โอนลิขสิทธิ์ได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมี NFT  2. คนขโมยงานคนอื่นไปขายเป็น NFT ได้ง่าย ขณะที่งานศิลปะเดิม ๆ ทำได้ยาก  3. เงินคริปโต และ NFT ยังไม่มีผลทางกฎหมาย  4. อุตสาหกรรมคริปโตใช้พลังงานในการขุดเหรียญ ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก  5. NFT อาจทำให้เกิดแชร์ลูกโซ่ผ่านงานศิลปะ  6. NFT อาจเป็นแหล่งฟอกเงินของคนรวย  - ในทางกลับกัน คนบางส่วนก็ออกมาทวีตสนับสนุน NFT เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้งานศิลปะมาพบกับโลกดิจิทัล เปิดโอกาสใหม่ของศิลปิน ให้สร้างรายได้มากกว่างานศิลปะแบบเดิม ๆ  อย่างไรก็ตาม ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับประเด็นนี้ NFT ถือว่าเป็นสิ่งที่ยังใหม่สำหรับงานศิลปะ มีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อเสียที่เป็นช่องโหว่ให้พัฒนากันต่อ ซึ่ง NFT จะเป็นไปในทิศทางไหน ก็ต้องติดตามกันต่อไป  กลับมาเกาะติดข่าวสารคริปโตได้ทุกวันที่ WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2021-12-15การวิเคราะห์เชิงลึก

Tether ถูกฟ้องร้องคดีเรื่อง USDT ไม่มีเงินมาค้ำไว้อีกรอบหนึ่ง

Tether Holdings ผู้ออก USDT stablecoin ต้องเผชิญหน้ากับการถูกฟ้องร้องจากนักลงทุนชาวสหรัฐฯ ที่ไม่พอใจข้ออ้างของบริษัทในศาลนิวยอร์ก โดย Matthew Anderson และ Shawn Dolifka จะเป็นโจทก์ตัวแทนของสมาชิกกลุ่มที่ซื้อ USDT ซึ่งถือเป็นการฟ้องร้องครั้งที่สองในระยะเวลาสี่เดือน ในเอกสารที่ยื่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โจทก์ได้กล่าวหาบริษัท Tether Holdings ผู้ออก USDT ว่า Tether ไม่ได้มีเงินดอลลาร์สนับสนุน USDT จำนวน 100% อย่างแท้จริง โดยระบุว่า Tether ได้ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณลักษณะของโทเคน Tether และอ้างถึงการขายโทเคนของ Tether ว่าเป็นการละเมิดสัญญา  ทั้งนี้พวกเขาอ้างว่าเขามีสิทธิได้รับค่าชดเชยและค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องที่จำถูกกำหนดในระหว่างการพิจารณาของคณะลูกขุน Tether ได้ตอบโต้อย่างเป็นทางการ โดยอธิบายว่าการยื่นฟ้องดังกล่าวเป็น “คดีลอกเลียนแบบที่ไร้สาระ” ในบล็อกโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทกล่าวว่าโจทก์กำลังมองหาวิธีการหาเงินก้อนโตจากการฟ้องร้องที่ไร้สาระ โดยบริษัทเสริมว่าจะดำเนินคดีเชิงรุกกับโจทก์ในการฟ้องร้องที่จะถึงนี้ นี่เป็นครั้งที่สองที่ Tether ถูกฟ้องร้องในระยะเวลาสี่เดือน โดยในเดือนกันยายน Tether ชนะคดีทางกฎหมายที่คล้ายกันหลังจากกลุ่มนักลงทุนอ้างว่าผู้ออก USDT ได้ควบคุมตลาด crypto และส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินจากการซื้อสินทรัพย์ crypto ในราคาที่สูงเกินจริง  อย่างไรก็ตามในเดือนกุมภาพันธ์ Letitia James อัยการสูงสุดแห่งนิวยอร์กปรับบริษัท Tether ด้วยมูลค่ากว่า 18.5 ล้านดอลลาร์เนื่องจากดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในนิวยอร์ก โดยได้ประกาศต่อสาธารณะว่าบริษัทหลอกลวงลูกค้าและการตลาดด้วยเงินสำรองที่เกินจริง อีกทั้ง Tether ยังถูกปรับอีกกว่า 41 ล้านดอลลาร์จาก Commodity Futures Trading Commission ในเดือนตุลาคมเนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐกล่าวว่าบริษัทได้บิดเบือนข้อมูลการสำรองเงินดอลลาร์ของ USDT

2021-12-15การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
7476
...
142