รวม Crypto Scam 2021 (ตำนานโกงคริปโตโลกไม่ลืม)

2021 ถือเป็นปีที่ Cryptocurrency เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตลาดนี้ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่จากทั่วทุกมุมโลก และดึงดูด ‘นักต้มตุ๋น’ มาด้วย ยิ่งตลาด crypto ไม่ได้รับการควบคุม ทำผู้ไม่หวังดีเหล่านั้นยิ่งใช้ช่องทางนี้มาโกงคนทั้งโลก และนี่คือ 3 Crypto Scam ที่โกงคนไปมากที่สุดในปี 2021   1. เหรียญ Squid Game  เหรียญ Squid Game ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์ยอดนิยมของ Netflix เป็นเหรียญที่มีมูลค่าพุ่งแบบแรงสุด และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเวลาต่อมา เนื่องจากระบบไม่ยอมให้นักลงทุนขายโทเค็นที่ซื้อมา คือซื้อได้อย่างเดียว ห้ามขาย แบบนี้จะทำกำไรได้ยังไง นักต้มตุ๋นดึงผู้ซื้อ ปั่นราคา สุดท้ายมูลค่าร่วงลงเหลือ 0  BBC รายงานในเดือนพฤศจิกายนว่าโทเค็น Squid Game มูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 1 เซนต์เป็น 2,856 ดอลลาร์ในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ โดยนักพัฒนาทำเงินได้ 3.38 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่มูลค่าจะลดลง 99.99% ในเวลาต่อมา (ซึ่งข้อมูลเหรียญ Squid Game บนแอพ WikiBit นั้นบอกว่าเหรียญเป็น Scam ง่าย ๆ คือถ้าใช้แอพนี้คุณจะรู้ว่าเหรียญใดไม่น่าลงทุนด้วย)   2. มิจฉาชีพใช้ชื่อ Elon Musk หลอกคนได้เงินไปกว่า 2 ล้านเหรียญ  มีผู้ที่แอบอ้างเป็น Elon Musk ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX หลอกเอาเงินคริปโตเคอร์เรนซีไปอย่างน้อย 2 ล้านดอลลาร์หรือราว ๆ 63 ล้านบาท จากเหยื่อรายหนึ่งในสหรัฐฯ วิธีการหลอกเหยื่อของโจรเหล่านี้คือมักจะอ้างตัวเป็นคนดังหรือบุคคลที่เป็นที่รู้จักในโลกของคริปโตฯ  มิจฉาชีพสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 2 เท่า ถ้านักลงทุนส่งสกุลเงินดิจิทัลของพวกเขามาโดยมีการสร้างบัญชีปลอมใน Twitter ใช้ภาพประจำตัวเดียวกับบัญชีของมัสก์ และสะกดชื่อผู้ใช้ของเขาผิดเล็กน้อย ก่อนจะนำไปหลอกเหยื่อสร้างความน่าเชื่อถือและแพร่กระจายโครงการ   3. สองพี่น้อง Africrypt หายไปพร้อมเงิน 3,800 ล้านดอลลาร์  Ameer และ Raees Cajee สองพี่น้องเจ้าของ ‘Africrypt’ ซึ่งเป็นเว็บเทรดสกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศแอฟริกาใต้ จู่ ๆ ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมเงิน 3,800 ล้านดอลลาร์  บริษัทอ้างว่าแพลตฟอร์มของตนถูกแฮ็กเมื่อวันที่ 13 เมษายน แต่ขอให้นักลงทุนไม่รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวต่อทนายความและเจ้าหน้าที่ โดยอ้างว่ารายงานดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการคืนทุน โดยสำนักงานกฎหมายพบว่าภายหลังผู้ก่อตั้ง AfriCrypt ทั้งคู่ได้ย้ายมาที่สหราชอาณาจักรทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวและปิดข้อมูลการติดต่อทั้งหมด  มีรายงานว่าพี่น้องได้โอน 69,000 BTC จากบัญชีของ AfriCrypt และกระเป๋าเงินลูกค้าไปยังบัญชีใน First National Bank (FNB) ในโจฮันเนสเบิร์ก อย่างไรก็ดีความพยายามในการกู้คืนเงินนั้นมีความยากและซับซ้อนอย่างมาก เนื่องจากหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของแอฟริกาใต้ไม่สามารถเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ เพราะสกุลเงินดิจิทัลไม่จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินในประเทศ  คนมักเปรียบตลาด crypto เป็นเหมือน “Wild West” เป็นธรรมชาติที่ไม่ได้รับการควบคุม จึงเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของผู้ไม่หวังดีด้วย ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการซื้อขาย crypto ให้มากที่สุด ก่อนลงทุนอะไรควรตรวจสอบโครงการ ดูข้อมูลเหรียญก่อนว่าปลอดภัยมั้ย ไม่งั้นมีเสียน้ำตาเหมือนคดีที่เสนอวันนี้แน่!  ใครจะลงทุนคริปโต เราขอแนะนำ #WikiBit แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงค้นหาชื่อ ข้อมูลทั้งหมดก็มีพร้อมให้คุณ! #อย่าลงทุนมั่วๆ #เช็คก่อนชัวร์กว่า #โหลดฟรีการันตีความปัง

2022-01-06การวิเคราะห์เชิงลึก

ด่วน! ก.ล.ต. ประกาศเข้ามา กำกับดูแล NFT แล้ว

ปัจจุบันกระแส Non-Fungible Token (NFT) หรือ การนำเทคโนโลยีมาใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือให้สิทธิในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือที่มีลักษณะเฉพาะในแต่ละเหรียญ ไม่สามารถทดแทนกันได้ เช่น งานศิลปะ, เพลง, รูปภาพ, ของสะสมเกี่ยวกับศิลปินหรือนักกีฬา กำลังได้รับความนิยม ทั้งจากผู้ที่สนใจจะนำผลงานที่มีมาออกและเสนอขาย ในรูปของโทเคน  ผู้ประกอบการที่ต้องการจะให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ทั้งในตลาดแรกและตลาดรองและผู้ที่สนใจซื้อขาย NFT ไม่ว่าจะด้วยความชื่นชอบในผลงาน เพื่อการใช้งาน หรือเพื่อการเก็งกำไร อย่างไรก็ตาม พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ไม่ได้มีการกำหนดเกี่ยวกับ NFT ไว้โดยเฉพาะ แต่กำหนดขอบเขตของสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลไว้ 3 ประเภท ได้แก่  1) คริปโทฯ เป็นเหรียญดิจิทัลที่ใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยกัน  2) โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) เป็นเหรียญดิจิทัลที่ให้สิทธิในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใด ๆ  3) โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) เป็นเหรียญดิจิทัลที่ให้สิทธิแก่ผู้ถือในการได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง โดยแบ่งเป็น  - Utility Token พร้อมใช้  ที่ผู้ถือเหรียญสามารถใช้สิทธิแลกสินค้าหรือใช้บริการได้ทันที ตั้งแต่วันที่เสนอขายครั้งแรก  - Utility Token ไม่พร้อมใช้  ที่ผู้ถือเหรียญจะยังไม่สามารถใช้สิทธิแลกหรือใช้ประโยชน์สินค้าหรือบริการนั้นได้ในวันเสนอขาย แต่ต้องรอใช้สิทธิในอนาคต ขณะที่ ก.ล.ต. จะกำกับดูแลการออกเสนอขาย Investment Token และ Utility Token ไม่พร้อมใช้ ดังนั้น หากมีการเสนอขาย Investment Token หรือ Utility Token ไม่พร้อมใช้ ผู้ออกต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. โดยเปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนด และต้องเสนอขายผ่าน ICO Portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. แล้ว NFT จัดอยู่ในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ก.ล.ต. อธิบายไว้ดังนี้  สำหรับกรณีของ NFT นั้น จะต้องพิจารณาว่าลักษณะของ NFT แต่ละเหรียญ เข้านิยาม “สินทรัพย์ดิจิทัล” ประเภทใดประเภทหนึ่งตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ หรือไม่ หากเป็น NFT ที่มีการกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือสิทธิอื่นใด ที่เฉพาะเจาะจง เช่น มีการออก NFT ที่ให้สิทธิในการได้มาซึ่งทรัพย์สิน อาจจะเป็นสิ่งของที่มีลักษณะทางกายภาพที่จับต้องได้หรือไฟล์ดิจิทัล หรือมีการสะสม NFT แล้วให้สิทธิแก่ผู้ถือไปแลกของหรือสิทธิอย่างอื่น จะเข้านิยาม Utility Token ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ดังนั้น การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ NFT ลักษณะนี้ จึงต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายใต้ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ  แต่ถ้าหาก NFT นั้น เป็นตัวทรัพย์สินนั้นเอง เวลาซื้อขายหรือโอนก็ติดไปด้วยกัน ไม่อาจแยกกันได้ และไม่ได้มีการกำหนดสิทธิใด ๆ เพิ่มเติม และไม่มีวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เช่น NFT ที่สร้างขึ้นโดยการเก็บไฟล์ดิจิทัลบน Interplanetary File System (IPFS) และสร้างเหรียญดิจิทัลขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการซื้อขายแลกเปลี่ยน (ไม่ว่าจะสร้าง NFT เหรียญเดียวหรือหลายเหรียญจากไฟล์ดิจิทัลที่เก็บบน IPFS) โดยไฟล์ดิจิทัลและเหรียญนั้น จะโอนติดไปด้วยกัน ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลง และไม่สามารถแยกกันได้ NFT ดังกล่าวจะไม่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล การดำเนินการเกี่ยวกับ NFT นั้น จึงไม่ถูกกำกับดูแลโดย พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ  สำหรับการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นคริปโทฯ หรือ โทเคนดิจิทัล ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด โดยปัจจุบันมีการกำกับดูแลธุรกิจ 5 ประเภท ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange), นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker), ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer), ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล (Investment advisor) และผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Private Fund)  ขณะที่การประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับ NFT ที่เข้าข่ายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ในลักษณะการเป็นศูนย์กลางหรือเครือข่ายใด ๆ ที่จัดให้มีขึ้นเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยน NFT โดยการจับคู่สัญญา หรือการจัดระบบ หรืออำนวยความสะดวกให้ซื้อขายหรือแลกเปลี่ยน NFT (NFT Marketplace)  ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ที่น่าสนใจคือ ก.ล.ต.

2022-01-06การวิเคราะห์เชิงลึก

Goldman Sach คาดว่า Bitcoin จะมีมูลค่าแตะ 1 แสนดอลลาร์

ยักษ์ใหญ่ด้านการธนาคารของสหรัฐฯ Goldman Sachs ได้ประมาณการว่า ในไม่ช้าเหรียญสกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกจะมีส่วนแบ่งคิดเป็น 1 ใน 5 ของมูลค่าตลาดทั่วโลก และนั่นหมายความว่า ราคาของ Bitcoin อาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับตัวเลข 6 หลัก นอกเหนือจาก Goldman Sach ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีคาดการณ์ราคา Bitcoin ในทำนองเดียวกัน โดยเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2021  นาย Tomlee แห่ง Fundstrat ได้ให้ทำนายไว้ว่า เหรียญคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกนั้นอาจมีมูลค่าสูงถึง 200,000 ดอลลาร์ เช่นเดียวกับ Max Keizer ผู้สนับสนุน Bitcoin ที่ทุกคนรู้จักกันดี ซึ่งมองว่าราคาของเหรียญพุ่งขึ้นถึงระดับ $220,000 ในปี 2022 เนื่องจากเครือข่ายมีอัตรา Hashrate ที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามนักลงทุนในตำนานอย่างนาย Ray Dalio กลับมองว่า Bitcoin ไม่น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดทองคำ  เขาในระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆ นี้กับ Lex Fridman สำหรับการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับ Bitcoin แบบสุดขั้วนั้นจะเป็นใครเลยไม่ได้นอกจากนาย Michael Saylor ซีอีโอของ MicroStrategy ที่ทำนายว่าราคา Bitcoin พุ่งสูงถึงระดับ 600,000 ดอลลาร์ ในสักวันหนึ่ง แม้จะการคาดการณ์ราคาในแง่บวกจากผู้เชี่ยวชาญหลายราย แต่ถึงอย่างนั้นในปีที่ผ่านมา Bitcoin กลับให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 60% เท่านั้น ซึ่งถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับเหรียญ Altcoins ตัวอื่น ๆ และแม้แต่หุ้นบริษัทบางตัว Joe Weisenthal เจ้าของรายการพอดแคสต์ยอดนิยมอย่าง ‘Odd Lots’ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ออกมากล่าวว่า หุ้นของ Apple ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Bitcoin ในปี 2021 อีกทั้งยังมีความผันผวนน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลตอบแทนจากความเสี่ยงของ Bitcoin นั้นยังคงต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับอสังหาริมทรัพย์และดัชนี S&P 500

2022-01-06การวิเคราะห์เชิงลึก

Gerald Celente ชี้เมินอัตราดอกเบี้ยสะ แนะลงทุนใน “ทองคำ เงิน และ Bitcoin”

สหรัฐอเมริกากำลังประสบปัญหาสภาวะเงินเฟ้อที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นผลให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจำนวนมากกำลังไตร่ตรองว่ามาตรการใดที่พวกเขาสามารถใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นได้บ้าง Gerald Celente ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Trends Research Institute และ Robert Kiyosaki นักธุรกิจชาวอเมริกันและผู้เขียนหนังสือด้านการเงิน “Rich Dad Poor Dad” หรือ “พ่อสอนลูกรวย” พูดคุยกับเกี่ยวกับแนวโน้มที่น่าจับตามองในปี 2022 โดยให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับทองคำ เงิน และ Bitcoin Kiyosaki ได้เปิดเผยว่าเขา “ไม่เคยเห็นมันแย่ขนาดนี้มาก่อน” เมื่อนึกถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาเขาก็ตั้งคำถามว่าตลาดจะขึ้นต่อไปได้อย่างไร  พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเขากำลังหลอกให้เงินราคาถูกไหลเข้าตลาด เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นและกระแสของเงินถูกหยุดลง เศรษฐกิจจะตกต่ำและตลาดตราสารทุนก็จะพังทลาย” อัตราดอกเบี้ยติดลบ ในขณะที่สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้น Celente ชี้ให้เห็นว่าการซื้อคืนหุ้นนั้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากบริษัทต่างๆ ได้รับเงินไม่มากก็น้อย และการซื้อหุ้นคืนเพื่อให้ดูเหมือนกับว่ายังมีหุ้นเหลืออยู่น้อยซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาหุ้นของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ 6.8% และอัตราดอกเบี้ยของเฟดซึ่ง Celente ระบุว่าเป็น 0 เขาตั้งข้อสังเกตว่า “คุณมีอัตราดอกเบี้ยติดลบ ดังนั้นนี่จึงเป็นกลลวงทั้งหมด”  ด้วยเหตุนี้ ผู้ก่อตั้ง Trends Research จึงให้คำแนะนำสำหรับปี 2022 และแนวโน้มในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ โดยได้กล่าวว่า “ทองคำ เงิน และบิทคอยน์ พวกมันจะมีราคาลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจก็จะลดลงด้วย ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะลดลงเพียงชั่วคราวและจากนั้นก็จะเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อผู้คนตระหนักว่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนั้นแย่ขนาดไหน” ทั้งนี้จากสถิติที่ผ่านมารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนลดลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในปี 2020 และดูเหมือนว่าตลาดตราสารทุนจะพังทลายลง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม GSB (Gold Silver Bitcoin) ถึงสำคัญ อสังหาริมทรัพย์กำลังพัง? Celente ไม่เพียงแต้ไม่เชื่อว่าธุรกิจอสังหาฯ จะพังลง  เพราะความเฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ครั้งนี้แตกต่างจากที่อื่น ๆ คือคนมีเงินซื้อของที่อยากได้ ตรงข้ามกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในครั้งก่อนที่มาพร้อมกับการจำนองสินทรัพย์และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามมีผู้คนบางกลุ่มกำลังมุ่งหน้าสู่เทรนด์ Metaverse ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้ เรากำลังเข้าสู่เทรนด์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับ Metaverse มันเป็นสิ่งที่เสมือนจริง และคุณจะเห็นคนทำงานที่บ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ

2022-01-06การวิเคราะห์เชิงลึก

วิธีคำนวณ ‘ภาษีคริปโต’ ทำแบบนี้ ไม่ดูระวังเจอโทษ!

สรรพากร คอนเฟิร์มแล้วว่า ‘มีนาคม’ ปีนี้ นักเทรดคริปโตที่มีกำไรต้องจ่ายภาษี 15% หลายคนยังงง ๆ ว่าจะคำนวณยังไง ยื่นภาษียังไง วันนี้ WikiBit ของมานำเสนอข้อมูลคร่าว ๆ จะได้เตรียมพร้อมกันให้ทัน!  นักลงทุนที่มีกำไรจากการซื้อขายเหรียญคริปโต หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร จะถือเป็น “เงินได้ตามมาตรา 40(4)(ฌ)” คือ เงินได้จากผลประโยชน์/กำไร ที่ได้รับจากการโอนคริปโทฯ หรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งนักลงทุนมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ซึ่งแม้ว่าจะถูกหัก ณ ที่จ่ายไปแล้ว 15% แต่ยังคงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อยื่นแบบเสียภาษีบุคคลธรรมดาประจำปีตามปีที่ได้กำไรด้วย   ขั้นตอนยื่นแบบเสียภาษีคริปโตทางออนไลน์  เข้าไปที่เว็บไซต์ E-FILING :efiling.rd.go.th แล้วกดยื่นแบบออนไลน์  ในหน้ากรอกเงินได้ จะมีหัวข้อ รายได้จากการลงทุน ดอกเบี้ย เงินปันผลจากบริษัทต่างประเทศ ประโยชน์ใด ๆ จาก คริปโตเคอร์เรนซี หรือ โทเคนดิจิทัล เงินเพิ่มทุน เงินลดทุน (มาตรา 40(4)) คลิก ระบุข้อมูล  กรอกเป็นรายการ ประเภทธุรกิจ (ประเภทของเงินได้) เงินได้ทั้งหมด ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เลขผู้จ่ายเงินได้   วิธีคำนวณภาษีคริปโตเบื้องต้น  ทาง TNN ONLINE ได้เสนอวิธีคำนวณภาษีคริปโตเบื้องต้นว่า  หากนักลงทุนขาย Bitcoin ได้กำไร 150,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% = 22,500 บาท จะเหลือกำไรที่ได้รับ 127,000 บาท  จากนั้นเมื่อต้องยื่นภาษีปลายปี หากมีเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้ว อยู่ที่ 600,000 ให้นำกำไรจากการขาย Bitcoin มารวมกับเงินได้สุทธิ จะได้เท่ากับ 600,000+150,000 = 750,000 บาท  จากนั้นนำยอดมาเทียบตารางอัตราภาษีก้าวหน้า ภาษีที่ต้องเสียคือ 72,500 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) – 22,500 (ภาษีหัก ณ ที่จ่าย) = 50,000 บาท  อย่างไรก็ตาม การคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ที่ชัดเจนสำหรับคริปโต หลายฝ่ายยังถูกมองว่าเป็นไปได้ยาก โดย iTAX ได้อธิบายไว้ว่า การคำนวณภาษีจากกำไรทำได้ยากมาก ๆ ในปฏิบัติ และยังมีโอกาสเกิดช่องว่างได้ ขณะที่ Inflow Accounting ระบุว่า การหักภาษี ณ ที่จ่ายคริปโต จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าต้นทุนตอนซื้อที่แท้จริงเท่าไรบ้าง เช่น หากมาจากการ “ขุด” ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะนำกำไรมาคำนวณภาษี ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องอาศัยการคำนวณภาพรวมการซื้อขายด้วยตัวเองเมื่อได้กำไรก็ต้อง ยื่นภาษีและเสียภาษีอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังด้วย  ถ้าได้ข้อมูลเพิ่มเติมยัง WikiBit จะรีบมารายงานทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเลย คุณสามารถติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!  (ของคุณข้อมูลจาก:TNN ONLINE, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และ E-Filing กรมสรรพากร)

2022-01-05การวิเคราะห์เชิงลึก

นักลงทุนในตำนาน Peter Brandt เชื่อ “การปรับฐานราคาของ Bitcoin ยังไม่จบ”

นักลงทุนในตำนาน Peter Brandt ซึ่งเป็นผู้ที่ทุกคนรู้จักกันดีสำหรับการทำนายราคา Bitcoin ในช่วงขาลงอย่างแม่นยำในอดีต เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า “การปรับฐานราคาของ Bitcoin นั้นอาจจะยังไม่จบ” เนื่องจากเขายังไม่เห็นว่ามีจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นจากแรงเทขายในวอลุ่มจำนวนมาก ๆ ในโพสทวีตที่แชร์กับผู้ติดตามกว่า 600,000  Peter ได้อ้างอิงไปถึงทวีตเก่าที่เขาเคยเผยแพร่ไว้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2021 โดยตั้งข้อสังเกตว่า ราคา Bitcoin อาจมีการปรับฐานร่วงลดลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากแรง “panic sell” ในรอบนี้ อย่างไรก็จาม หากดูจากการเคลื่อนไหวของราคาในปัจจุบันและการวิเคราะห์กราฟของเขา Peter กล่าวว่า ‘เขายังไม่เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น’ Peter Brandt เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักวิเคราะห์กราฟด้านเทคนิคและเป็นผู้ที่ผ่านสมรภูมิจากตลาดหุ้น Wallstreet มาอย่างโชกโชน อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขามองโลกในแง่ร้ายสำหรับทิศทางราคาของ Bitcoin ในปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยคาดการณ์ไว้ว่าราคา Bitcoin จะสามารถพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับราคา $200,000 ในช่วงขาขึ้นรอบนี้ได้ แต่อาจต้องทนกับการปรับฐานอีกหลายครั้งตลอดเส้นทาง ที่มา cryptoglobe

2022-01-05การวิเคราะห์เชิงลึก

มหาเศรษฐีหลายคนเริ่มหันมาซื้อ Crypto เนื่องจากกลัววิกฤตเงินเฟ้อ

ก่อนหน้านี้นักลงทุนที่ต่อต้านคริปโตเริ่มหันมาใช้ Bitcoin และคริปโต กันมากขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อของสกุลเงินหลัก ตัวอย่างเช่นเคสของ Thomas Peterffy มหาเศราฐรชาวฮังการีในรายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 1 มกราคมได้กล่าวว่าควรระมัดระวังในการลงทุนโดยควรมีสินทรัพย์ดิจิทัลติดพอร์ตไว้ 2-3% ในกรณีที่เงิน Fiat “ดิ่งลงนรก” มีเขาได้บอกว่าเขามีทรัพย์สินในครอบครอง 25,000 ล้านดอลลาร์  Interacttive Brokers Gruop Inc. บริษัทของ Thomas ประกาศว่าจะเสนอการซื้อขายคริปโตให้กับลูกค้าเมื่อช่วงกลางปี 2020 ตามความต้องการที่มีต่อคริปโตที่เพิ่มมากขึ้นปัจจุบันนั้นทางบริษัทมีการให้บริการ Bitcoin, Ethereum, Litecoin และ Bitcoin Cash แต่จะเพิ่มทางเลือกอีก 5-10 เหรียญในเดือนนี้ ในช่วงธันวาคม Thomas นั้นคาดการณ์ว่า Bitcoin นั้นอาจจะพุ่งไปถึง $100,000 ก่อนจะตลาดจะเริ่มถดถอย Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associate มหาเศรษฐีอีกคนที่เผยว่าในพอร์ทของเขามี Bitcoin และ Ethereum อยู่บ้างในปีที่แล้วการเปิดเผยในครั้งนี้นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขาถูกถามเกี่ยวกับคริปโตว่ามันนั้นควรเป็นเครื่องจัดเก็บมูลค่าหรือไม่  ตอนนี้เขาได้เปลี่ยนจุดยืนดังกล่าวเและมี คริปโต “เป็นเงินทางเลือก” ในโลกที่ “เงินสดนั้นเป็นขยะ” ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่กัดเซาะกำลังซื้อ ในปลายเดือนธันวาคม Ray Dalio แสดงความเห็นว่าเขารู้สึกประทับใจในคริปโตก่อนที่จะกล่าวถึง “เงินสดซึ่งนักลงทุนคิดว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยแต่สำหรับผมมันเป็นการลงทุนที่แย่ที่สุด” Paul Tudor Jones ผู้จัดการกองทุนป้องกันความเสี่ยงของมหาเศราษฐียังซื้อ Bitcoin เมื่อปีที่แล้วโดยระบุว่าการที่เขาซื้อก็เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดจากการระบาดของ COVID-19 ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วโลกซึ่งผลกระทบที่จะตามมาอาจส่งผลไปนานอีกหลายทศวรรษในสหรัฐอเมริกานั้นอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 6.8% ซึ่งสูงสุดในรอบ 4 ทศวรรษ  สิ่งนี้ส่งผลให้ดัชนี้ราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนสินค้ารายวันนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มหาเศรษฐีนั้นเริ่มเห็นถึงอันตรายของสกุลเงินดอลลาร์และการบิดเบือนของธนาคารกลางและพวกเขาก็เริ่มให้มาใช้คริปโตกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2022 อาจเห็นนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งนั้นเข้าร่วมกับมหาเศรษฐีเหล่านี้มากขึ้นหาแนวโน้มของเงินเฟ้อยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป

2022-01-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ชี้เป้า 10 ประเทศเทรดคริปโตได้ ไม่ต้องจ่ายภาษี!

#เป็นข่าวใหญ่รับปีใหม่ เมื่อกรมสรรพากรแจ้งว่า ‘กำไรจากคริปโต ต้องยื่นภาษีให้ถูกต้อง’ ทำเอาคนออกมาวีนกันใหญ่เลย บ้างก็ว่าเก็บแพงเกินไป ไม่แฟร์กับเทรดเดอร์ บ้างก็บอกว่าอะไร ๆ ยังไม่ชัดเจน ถ้าขาดทุนจะเอามาลดหย่อนได้รึป่าว ยังไม่มีคำตอบ เพื่อเป็นการดับร้อน วันนี้ WikiBit จะพาไปรู้จักเหล่าประเทศที่เทรดคริปโตได้แบบไม่ต้องจ่ายภาษี เผื่อใครแพลนจะย้ายไป ลองไปดูกันนะจ๊ะ!   1. เปอร์โตริโก้  เปอร์โตริโกมีกฎหมายภาษีที่ชิลมาก ธุรกิจต่าง ๆ ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มจากสินทรัพย์ที่ได้รับหลังจากย้ายมาที่นี่ นักลงทุนแทบไม่ต้องจ่ายภาษีกำไรจากคริปโตของพวกเขาเลย   2. หมู่เกาะเคย์เเมน  หมู่เกาะเคย์แมน เป็นเขตอำนาจศาลที่เสนอการยกเว้นภาษีสำหรับกิจกรรม crypto ทุกประเภท ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญ พร้อมทั้งเป็นมิตรกับธุรกิจอีกด้วย   3. แอนติกา  รัฐบาล Antiguan วาง Position ประเทศให้เป็นศูนย์กลางบล็อคเชนและสกุลเงินดิจิทัล ร่างกฎหมายทรัพย์สินดิจิทัลปี 2020 แสดงถึงท่าทีผ่อนปรนของเกี่ยวกับภาษีกำไรจากเงินลงทุน ภาษีเงินได้ และภาษีความมั่งคั่งทำให้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นปลายทางยอดฮิตของนักเทรดคริปโต   4. บาร์เบโดส  บาร์เบโดสเป็นจุดสนใจสำหรับนักลงทุนสกุลเงินดิจิทัล เป็นมิตรต่อภาคธุรกิจเกิดใหม่ มีกฎหมายภาษีที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน crypto ประเทศกำหนดอัตราภาษีตั้งแต่ 0% ถึง 5.5% สำหรับผลกำไรสำหรับบริษัทนอกอาณาเขต และอัตราภาษีจะลดลงเมื่อผลกำไรเพิ่มขึ้น   5. สวิตเซอร์แลนด์  สวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในแหล่งเก็บภาษีที่รู้จักกันดีที่สุดในโลก เนื่องจากภาษีที่หละหลวม ขณะที่มีกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด โดยได้อนุญาตให้คนที่ร่ำรวยจ่ายภาษีต่ำ ๆ มาเป็นเวลานาน สำหรับธุรกรรม Crypto ก็ได้รับการปฏิบัติในลักษณะเดียวกับการทำธุรกรรมแบบดั้งเดิม กำไรและขาดทุนจากการ crypto ทั้งหมดได้รับการยกเว้นจากการรายงานภาษี   6. เยอรมนี  เยอรมันไม่ได้เก็บภาษีจากการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลที่ถือครองมานานกว่าหนึ่งปี นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษี 600 ยูโรสำหรับสกุลเงินดิจิทัลที่แลกเปลี่ยนเป็นเงินเฟียตหรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ   7. เบลารุส  ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตรกับ crypto ที่ประกาศใช้ในปี 2018 เพื่อให้กิจกรรม crypto ถูกกฎหมาย และยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องเป็นเวลาห้าปีจนถึงปี 2023 ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้เริ่มต้นและเทรดเดอร์ในอุตสาหกรรม crypto ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งเสริมภาคการเงินดิจิทัลที่กำลังเติบโต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ประเทศนี้จะอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลกในด้านการซื้อขายคริปโต   8. สิงคโปร์  สิงคโปร์เนื่องมีระบบการเงินที่พัฒนามากและกฎหมายและอัตราภาษีที่เอื้ออำนวย บุคคลและธุรกิจที่ถือสินทรัพย์ crypto เพื่อการลงทุนระยะยาวไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีกำไรจากการขาย เนื่องจากสิงคโปร์ไม่ได้กำหนดภาษีประเภทนี้เลย   9. ฮ่องกง  ฮ่องกงเป็นเขตบริหารพิเศษ (SAR) ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำที่มีกฎหมายการเก็บภาษีคริปโตที่เป็นมิตร สินทรัพย์ดิจิทัลในฮ่องกงที่ซื้อและถือไว้เป็นการลงทุนระยะยาวไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ   10. มาเลเซีย  มาเลเซียไม่ถือว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นทรัพย์สิน หรือเงินที่ถูกกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลจึงไม่ต้องเสียภาษี และสินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยกเว้นภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์ กฎหมายนี้ใช้เฉพาะกับบุคคลเท่านั้น ธุรกิจที่เกี่ยวกับคริปโต ต้องปฏิบัติตามกฎภาษีเงินได้ของมาเลเซีย  โลกยังไม่ได้มีกรอบกฎหมายที่ยึดร่วมกัน ทำให้เราจะเห็นได้ว่า กฎหมายเกี่ยวกับภาษีคริปโตในแต่ละประเทศล้วนแตกต่างกันไป บางประเทศที่อาจไม่ได้ส่งเสริมด้านนี้ก็อาจมีนโยบายเรียกเก็บภาษี ขณะที่ประเทศที่อยากให้คริปโตเป็นจุดดึงดูดนักลงทุนก็อาจกำหนดภาษีที่เอื้ออำนวยต่อพวกเขา  กลับมาติดตามข่าวสารที่สดใหม่ รวดเร็ว ถึงใจ พร้อมบทความเกร็ดความรู้ในโลกคริปโตแบบนี้ ได้ที่ “WikiBit” แอปนำเสนอข่าวสารวงการคริปโต พร้อมให้บริการตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน เพียงแค่กดค้นหา ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะขึ้นมาแบบจัดเต็ม ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!

2022-01-04การวิเคราะห์เชิงลึก

5 สัญญาณเกี่ยวกับตลาด Bitcoin ที่ควรจับตาดูในสัปดาห์นี้

Bitcoin (BTC) เริ่มต้นสัปดาห์แรกในปี 2022 ด้วยราคาเดิมที่แถว ๆ ต่ำกว่า $50,000 หลังจากที่ปิดราคาในเดือนธันวาคมที่ $47,200 ซึ่งต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์กันเอาไว้มาก Bitcoin นักวิเคราะห์กล่าวว่า Wall Street จะกลับมาอีกครั้งหลังจากที่หุ้นปิดท้ายปีด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยในไม่ช้าปี 2022  สภาพแวดล้อมทางตลาดนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง อย่างไรก็ดีตอนนี้ทุกอย่างยังคงทรง ๆ BTC ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ใด ๆ มาหลายสัปดาห์แล้ว หุ้น “ขึ้นอย่างเดียว” เป็นเวลา 6 เดือน S&P 500 ซึ่งเป็นของทางสหรัฐฯ ดัชนีแตะระดับ all time high ไม่ต่ำกว่า 70 ครั้งในปี 2021 มาโดยตลอดทั้งปีแม้ว่าจะดูไม่น่าลงทุนมากเท่าไหร่ Bitcoin ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยราคาที่อยู่ต่ำกว่า $50,000 โดยมีเหตุการณ์ที่เกิดเพียงอย่างเดียวนั่นคือการลงจากจุดสูงสุดและลงมาพักฐานในช่วงวันหยุด  อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าธนาคารกลางก็จะต้องประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้และความสามารถของตลาดในการรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่สำคัญของคริปโต อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของปีอาจเป็นความต่อเนื่องของ “ธุรกิจตามปกติ” ล่าสุดหุ้นนั้นก็ทำ all time high Charles Edwards ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้จัดการสินทรัพย์ Capriole ตั้งข้อสังเกตใน ทวีตของเขาในสัปดาห์นี้ “การเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความแข็งแกร่งเป็นเวลา 6 เดือน” 10 จาก 13 ครั้ง (77%) ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มีผลตอบแทนจากตลาดหุ้นในเชิงบวกช่วง 6 เดือนแรกเฉลี่ย +5.1%  เรากำลังเข้าใกล้สู้ระบบนี้อีกครั้ง“ Charles กล่าวว่าแม้ว่าสถานการณ์ทั่วไปดังกล่าวจะ ”ดี“ ต่อ Bitcoin แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อาจหมายความว่าหุ้นจะดีดกลับไปในระยะยาวเนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ”หากปราศจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ที่ยังไม่มีใครเห็น) ก็ไม่น่าเป็นไปได้ที่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยใด ๆ ของ FED จะมีระยะเวลาที่ยาวนาน“ เขากล่าวต่อ ”Bitcoin จะมีความผันผวนมากในช่วงเวลานี้ทั้งผลกระทบจากความผันผวนตลาดหุ้นและมาจากมาตรการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED ด้วย แนวรับสำคัญที่ $40,000 การเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin มีสัญญาณที่น่าสนใจเล็กน้อยเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยอยู่ในช่วงราคาที่มีการกำหนดเอาไว้ได้ดี

2022-01-04การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้บริหาร Coinbase ชี้ SOL และ AVAX จะยังคงเติบโตต่อไปใน 2022

ผู้บริหารระดับสูงของ Coinbase บริษัทกระดานแลกเปลี่ยนคริปโตเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ กำลังเปิดเผยคำนายใหม่สำหรับสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับตลาด crypto ในปี 2022 ตามบล็อกโพสต์ล่าสุด นาย Surojit Chatterjee หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Coinbase กล่าวว่าคู่แข่งของ Ethereum (ETH) อย่าง Avalanche (AVAX) และ Solana (SOL) น่าจะได้เห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ และโซลูชั่นเลเยอร์-1 (L1) ใหม่ ๆ จะทยอยเปิดตัวกันอย่างคับคั่ง  “เรายินดีต้อนรับผู้ใช้หลายร้อยล้านคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาสู่พื้นที่ crypto และ Web3 ความท้าทายด้านความสามารถในการปรับขนาดของ ETH มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นต่อไป” แรงฉุดของ Solana, Avalanche และเครือช่าย Layer 1 ตัวอื่น ๆ แสดงให้เห็นแล้วว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่โลก multi-chain ในอนาคต และเรายังจะได้เห็นเครือข่าย L1 ตัวใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นกรณีการใช้งานในเรื่องของเกมหรือสื่อโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะอีกด้วย Chatterjee ยังกล่าวด้วยว่าเขาเชื่อว่า  โปรโตคอลการกระจายอำนาจทางการเงิน ( DeFi) จะเริ่มปฏิบัติกฎระเบียบและสถาบันขนาดใหญ่จะเข้ามามีบทบาทใน DeFi มากขึ้น เพราะแพลตฟอร์ม DeFi ที่ยอมรับในกฎระเบียบนั่นหมายถึงพวกเขาพร้อมจะปฏิบัติตามมาตรฐานการยืนยันตัวตนของลูกค้า (KYC) และสิ่งนี้จะช่วยดึงดูดนักลงทุนที่ลังเลให้ก้าวเข้ามาสู่ภาคส่วนนี้ “ ยังคงลังเลที่จะเข้าร่วมใน DeFi สถาบันต้องการยืนยันว่า พวกเขากำลังทำธุรกรรมกับคู่สัญญาที่ผ่านกระบวนการ KYC แล้วเท่านั้น การเติบโตของ DeFi ที่ได้รับการกำกับดูแลและการรับรองจาก KYC จะช่วยให้สถาบันต่าง ๆ ได้รับความมั่นใจใน DeFi เพิ่มมากขึ้น” ผู้บริหารยังคาดการณ์ด้วยว่า แบรนด์สินค้าที่ชื่อดังรายอื่น ๆ จะเดินตามรอย Coca-Cola และ Charmin ด้วยการก้าวเข้ามามีส่วนร่วมกับ Metaverse และ NFTs เราจะได้เห็นความคิดริเริ่มของแบรนด์ต่าง ๆ ในการนำ NFT และ metaverse มาปรับใช้ในการแง่ของตลาด

2022-01-04การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
6870
...
142