ราคา Bitcoin พุ่งแตะ 43,000 ดอลลาร์ เพราะ FED

ภายหลังจากที่เมื่อวานนี้เราได้เห็นการออกมาเผยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เกี่ยวกับการตัดสินใจในการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันไปเรื่อย ๆ แล้วนั้น ล่าสุดราคา Bitcoin ได้มีสัญญาณด้านบวกตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา กราฟ BTCUSD เผยให้เห็นว่าราคา Bitcoin นั้นได้มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยได้พุ่งแตะ 43,000 ดอลลาร์เมื่อเวลาประมาณตี 3 ก่อนที่จะค่อย ๆ ย่อลงมาอยู่ที่ 42,643 ดอลลาร์  ในขณะที่กำลังรายงานข่าวอยู่นี้ การเพิ่มขึ้นของราคาดังกล่าวนั้นดูเหมือนว่าจะมีขึ้นหลังจากการแถลงการณ์ของนาย Jerome Powell หรือประธานของ Fed ที่เผยว่าพวกเรานั้นจะยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยต่ำไปอีกนาน ส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อพยุงสถานการณ์เงินเฟ้อนี้ นอกเหนือจาก Bitcoin แล้ว ดูเหมือนว่าตลาดอื่น ๆ อย่างเช่นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีลักษะเป็นบวก โดย S&P 500 นั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 42.78 จุด หรือราว ๆ 0.92% ซึ่งบ่งบอกว่าผู้คนเริ่มที่จะมีหวังกับการเก็งกำไรมากขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้นาย Powell เคยออกมาแย้มว่าจะมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 นี้ แต่เขาก็ไม่ได้เผยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ซึ่งนักเทรดนั้นก็ต้องรอดูกันต่อไป

2022-01-12การวิเคราะห์เชิงลึก

พาวเวลยันเฟดพร้อมขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

“ห่วงโซ่อุปทานที่กลับสู่ภาวะปกติจะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันจากเงินเฟ้อในปีนี้ แต่เฟดก็ไม่กลัวที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้ หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง” นายพาวเวลกล่าวต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้  การกล่าวถ้อยแถลงในวันนี้ ถือเป็นการ “สอบสัมภาษณ์” ของนายพาวเวลต่อคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าว ก่อนที่จะทางคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาให้การรับรองการแต่งตั้งนายพาวเวลเป็นประธานเฟดสมัยที่ 2  อย่างไรก็ดี แม้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมาธิการฯ นายพาวเวลก็ยังจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาทั้งคณะ โดยเขาจะต้องได้รับการรับรองจากเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภา  นายพาวเวลยังระบุว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว หลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุลกันระหว่างอุปสงค์และอุปทาน รวมทั้งภาวะคอขวด และส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างมาก  “เรารู้ว่าเงินเฟ้อสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเฟดจะใช้เครื่องมือด้านนโยบายทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นจนฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ และถ้าเราต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากขึ้นอีกเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะทำ โดยเราจะใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อสกัดเงินเฟ้อ” นายพาวเวลกล่าว

2022-01-12การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุป ‘จุดเด่น’ 10 เหรียญคริปโต ที่ดังที่สุดในโลก!

เหรียญคริปโตในตลาดมีมากกว่า 6,000 เหรียญ ซึ่งแต่ละเหรียญก็มีจุดเด่นแตกต่างกันไป ทำเอานักเทรดเลือกกันไม่ถูกเลยว่าจะเทรดเหรียญไหน วันนี้ #WikiBit จึงขอมาสรุป ‘จุดเด่น’ของ 10 เหรียญคริปโตที่ดังที่สุดในตลาด เหรียญแบบไหน ใช่สไตล์คุณ ลองมาดูกัน  1. จุดเด่นเหรียญ Bitcoin  Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกที่สร้างขึ้นในปี 2009 โดยบุคคล (หรืออาจเป็นกลุ่ม) ที่ใช้นามแฝง Satoshi Nakamoto ตอนนี้มี Bitcoin หมุนเวียนในตลาดมากกว่า 19 ล้านเหรียญ ซึ่งคิดเป็น 90% ของบิทคอยน์ที่จำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ Bitcoin ได้รับการออกแบบให้เป็นอิสระจากรัฐบาลหรือธนาคารกลางใด ๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีบล็อคเชน ซึ่งเป็นบัญชีแยกประเภทสาธารณะที่กระจายอำนาจซึ่งมีบันทึกดิจิทัลของธุรกรรม Bitcoin ทุกครั้ง โดยได้สร้างระบบพื้นฐานของการเข้ารหัสและการตรวจสอบฉันทามติ (เพียร์ทูเพียร์) ซึ่งเป็นรากฐานของรูปแบบของคริปโตส่วนใหญ่ในปัจจุบัน  2. จุดเด่นเหรียญ Ethereum  Ethereum ได้รับการออกแบบให้เป็นบล็อคเชนที่ตั้งโปรแกรมได้ ซึ่งหมายความว่าไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับสกุลเงิน แต่เพื่อให้ผู้ใช้เครือข่ายสามารถสร้าง เผยแพร่ สร้างรายได้ และใช้แอปพลิเคชัน (ที่เรียกว่า “dApps”) โดย Ether (ETH) ซึ่งเป็นสกุลเงินดั้งเดิมของ Ethereum การพัฒนาเป็นรูปแบบการชำระเงินบนแพลตฟอร์ม Ethereum  Ethereum ช่วยให้เกิดเหรียญคริปโตมากมาย เนื่องจาก ICO หลายแห่งใช้ Ethereum blockchain และ Ethereum ยังอยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างรวดเร็วของ NFTs ซึ่งเป็นงานศิลปะหรือของสะสมในรูปแบบดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับบล็อคเชน และสร้างขึ้นไม่ซ้ำแบบใคร  3. จุดเด่นเหรียญ Cardano (ADA)  Cardano เรียกตัวเองว่าเป็นแพลตฟอร์มบล็อกเชนรุ่นที่สาม ซึ่ง ADA มาจากชื่อ Ada Lovelace นักคณิตศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 Cardano ถูกสร้างขึ้นห้าขั้นตอนเพื่อจะบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเครือข่ายให้เป็นแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันกระจายอำนาจ (dApp) ที่มีบัญชีแยกประเภทหลายสินทรัพย์และสัญญาอัจฉริยะที่ตรวจสอบได้  4. จุดเด่นเหรียญ Binance (BNB)  Binance เป็นหนึ่งใน Exchange สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Binance Coin (BNB) เป็นโทเค็นสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนบน Binance ตอนแรกมันถูกสร้างขึ้นบน Ethereum blockchain แต่ตอนนี้อาศัยอยู่บนแพลตฟอร์ม blockchain ของ Binance  Binance สามารถใช้สำหรับการชำระเงิน การจองการเดินทาง เพื่อความบันเทิง บริการออนไลน์ หรือแม้แต่บริการทางการเงิน Binance มีโทเค็นสูงสุด 200 ล้านโทเค็น ให้บริการแก่นักลงทุนในช่วง ICO ทุกไตรมาส Binance จะซื้อคืนแล้ว “เผา” หรือทำลายเหรียญบางเหรียญอย่างถาวรเพื่อกระตุ้นความต้องการ  5. จุดเด่นเหรียญ Tether  Tether เป็นสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกที่วางตลาดเป็น “stablecoin” ซึ่งเป็น crypto ที่รู้จักในชื่อ fiat-collateralized Stablecoin มูลค่าของ Tether ถูกผูกไว้กับสกุลเงิน Fiat (ดอลลาร์สหรัฐ)  Tether ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความเสถียร ความโปร่งใส และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ต่ำลงแก่ผู้ใช้ Tether ไม่ใช่การลงทุนแบบเก็งกำไรเหมือนสกุลเงินดิจิทัลบางตัว นักลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยงความผันผวนที่รุนแรงของตลาด crypto สามารถนำมาใช้ได้  6. จุดเด่นเหรียญ Solana  Solana เป็นแพลตฟอร์มบล็อคเชนที่สร้างสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่าโซล หนึ่งในสกุลเงินที่ผันผวนมากขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา Solana เป็นผู้นำด้านการเงินแบบกระจายศูนย์ และเทคโนโลยีสัญญาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ทำงานบนแพลตฟอร์มตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (เช่น สัญญากระดาษ แต่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง  7. จุดเด่นเหรียญ XRP  XRP ได้รับการพัฒนาโดย Ripple Labs, Inc. บางคนก็เรียกเหรียญนี้ว่า Ripple โดย Ripple เป็นเครือข่ายการโอนเงินทั่วโลก ที่ใช้โดยบริษัทที่ให้บริการทางการเงิน ส่วน XRP คือ crypto ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานบนเครือข่าย Ripple คุณสามารถซื้อ XRP เพื่อการลงทุน เป็นเหรียญเพื่อแลกเปลี่ยนกับ cryptocurrencies อื่น ๆ หรือเป็นวิธีการทำธุรกรรมทางการเงินบน Ripple โดย XRP ไม่ได้อาศัยกระบวนการตรวจสอบทางดิจิทัลที่ซับซ้อนผ่านบล็อคเชนแบบที่ Bitcoin และอื่น ๆ แต่ใช้ระบบเฉพาะสำหรับตรวจสอบธุรกรรมที่โหนดที่เข้าร่วมทำการสำรวจเพื่อตรวจสอบธุรกรรม ทำให้ธุรกรรมเร็วขึ้นและถูกกว่า Bitcoin  8. จุดเด่นเหรียญ Dogecoin  Dogecoin เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางว่าเป็นเหรียญมีมตัวแรก เปิดตัวในปี 2013 แบบเอาสนุก ๆ จนในเดือนเมษายน 2019

2022-01-11การวิเคราะห์เชิงลึก

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิด “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางกรอบกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (2565-2567) ภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงตลาดทุน มุ่งสร้างโอกาสใหม่”  พร้อมกับเผยว่า เตรียมเปิด “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย” (Thai Digital Assets Exchange: TDX) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่  และ “ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์” (LiVE Exchange) สำหรับผู้ประกอบการ SME และสตาร์ตอัป ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ได้ร่วมเป็นเจ้าของ  นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ด้วยสถานการณ์ความท้าทายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่โลกยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน พร้อมปรับตัวและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง  โดยแผนกลยุทธ์ 3 ปีต่อจากนี้ (2565-2567) จะขยายสู่การเชื่อมโยงการลงทุนโลกปัจจุบันควบคู่ไปกับโลกอนาคต ให้เป็นแหล่งรวมการลงทุนของประเทศ  พร้อมส่งเสริมทักษะทางการเงินของคนไทยเพื่อคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นภายใต้ชีวิตวิถีใหม่  และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเทศ ผ่านกลยุทธ์ 3 ด้าน  1) เชื่อมโยงโอกาสทุกภาคส่วน ด้วยการส่งเสริมการระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นจดทะเบียนใหม่แก่ประชาชนครั้งแรก (IPO) ของบริษัทที่มีศักยภาพและการเติบโตสูง และการจดทะเบียนของบริษัทจากต่างประเทศ  มุ่งพัฒนาแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจเพื่อสังคม SME และสตาร์ตอัป ด้วยการต่อยอดจาก LiVE Platform ไปสู่ LiVE Exchange โดยคาดว่าจะเปิดซื้อขายภายในไตรมาส 1 ปี 2565  พร้อมยกระดับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนโดยการบ่มเพาะให้เป็น ESG Investment Stars สนับสนุนให้บริษัทขนาดกลางและเล็ก นำแนวคิดด้าน ESG มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทที่อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก  ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในตลาดทุน เพิ่มการเข้าถึงการลงทุนที่ง่ายขึ้นด้วยกระบวนการเปิดบัญชีที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมผู้ลงทุนบุคคลใช้เทคโนโลยีช่วยในการซื้อขาย ตอบโจทย์ผู้ลงทุนรุ่นใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำน้อย  รวมทั้งเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ ETF DR DW และ Fractional Product ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ซื้อขายได้ต้นไตรมาส 3 ของปีนี้  2) พัฒนานวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนไว้วางใจ โดยการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเพื่อสอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ ยกระดับการบริหารจัดการผู้ประกอบวิชาชีพในตลาดทุนแบบครบวงจรผ่านรูปแบบดิจิทัล  พร้อมพัฒนา ESG Data Platform เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลสำหรับการลงทุนในหุ้นยั่งยืน  รวมถึงเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อเชื่อมต่อการซื้อขายจากสินทรัพย์ในปัจจุบันไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล  โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการ “ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDX)” ภายในไตรมาส 3 ปี 2565  3) ส่งเสริมความยั่งยืนด้านการเงินเพื่อคนไทย ผ่านการส่งเสริมและการศึกษาด้าน ESG โดยการเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG ผ่านการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่หลักสูตรที่เป็นมาตรฐานด้าน ESG ส่งเสริมทักษะทางการเงินให้เป็นส่วนหนึ่งในทักษะชีวิตของคนไทยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นภายใต้ชีวิตวิถีใหม่  อาทิ โครงการ Happy Money เพิ่มจำนวนพันธมิตรในการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศผ่านโครงการ Climate Care Platforms รวมถึงเพิ่มศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม และสนับสนุนธรรมาภิบาลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของตลาดทุนไทย  เพื่อให้การพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตมีความยืดหยุ่น สนับสนุนการแข่งขันในโลกการลงทุนยุคดิจิทัล ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัว และเปิดโอกาสให้มีการทำงานร่วมกับพันธมิตรได้อย่างเต็ม

2022-01-11การวิเคราะห์เชิงลึก

“ไทยสร้างไทย” ค้านการเก็บภาษี Crypto ไม่เป็นธรรม

เมื่อไม่นานมานี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้นำทัพพร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ และนายนรุตม์ชัย บุญนาค จากพรรคไทยสร้างไทยแสดงจุดยืนคัดค้านการเก็บภาษี crypto ตามการรายงานของกรมสรรพากรที่ผ่านมา พร้อมประกาศสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในสินทรัยพ์ดิจิทัล หรือ “Digital Asset Hub” คุณหญิงสุดารัตน์ได้กล่าวว่า “การเก็บภาษี crypto ในประเทศไทยสะท้อนถึงความไม่เข้าใจโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศซึ่งเป็น New Economy ของรัฐบาล และเป็นการปิดกั้นโอากาสในการหารายได้ของคนรุ่นใหม่”  ทั้งนี้มีชุมชนคริปโตหลายฝ่ายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่รัฐบาลเก็บภาษีจากรายได้ของผู้ทำกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลคงไม่มีใครว่า ถ้าเก็บอย่างเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้เสียภาษี แต่ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลควรส่งเสริมการใช้โอกาสในการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่า ทั้งนี้ตามข่าวการเก็บภาษีของรัฐบาลที่ออกมาแบ่งออกเป็น 2 ชั้นตอนคือ เก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ Withholding Tax 15% ในที่นี้นักลงทุนจะต้องเป็นผู้ทำการหักและนำส่งกำไรจากการลงทุนเป็นราย Transaction ซึ่งในทางปฎิบัตินั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะเวลาซื้อขายมักจะทำธุรกรรมผ่านกระดานเทรดหรือ DeFi ซึ่งบางแห่งไม่รองรับการออกหนังสือบันทึกธุรกรรมแก่นักลงทุน ทั้งนี้รวมถึงนักลงทุนแบบ Day Trade ที่มีการซื้อขายหลายรายการต่อวันทำให้หากต้องคำนวณและหักภาษีนำส่งเป็นราย Transaction แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่มีแผนกบัญชี  ทำให้ในตอนนี้จำเป็นต้องออกแบบการเก็บภาษี crypto เช่นเดียวกันกับการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เก็บภาษีเงินได้ประจำปีตามอัตราก้าวหน้า (0-35%) แม้ว่าจะเสีย Withholding Tax 15% แต่ก็ยังคงไม่จบลงเนื่องจากยังคงมีการเก็บภาษีจากเงินได้ประจำปีตามอัตราก้าวหน้าอีกด้วย ซึ่งสูงถึง 35% ส่งผลให้ในตอนนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ย้ายฐานการลงทุนไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยดูได้จากโวลุ่มการซื้อขายของกระดานเทรดในประเทศไทยที่ลดต่ำลงในช่วงสัปดาห์ท่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลให้ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลอาจไม่อาจเรียกเก็บภาษี VAT หรือแม้แต่เงินได้นิติบุคคลจากธุรกิจในประเทศไทยได้เลย  ศูนย์กลางการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) พรรคไทยสร้างไทย เห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของโลกยุคใหม่ จึงมีนโยบายที่จะสร้างประเทศไทย ให้เป็น “ศูนย์กลางการลงทุนของสินทรัพย์ดิจิทัล” หรือ “Digital Asset Hub” ของโลก เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ให้มาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้เข้ามามากมาย และยังเป็นการพัฒนาบุคลากรของไทยเราให้เก่งยิ่งขึ้น ทั้งนี้การทำให้ไทยเป็น Digital Asset Hub ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลเกินฝัน ขอเพียงรัฐบาลเข้าใจ มีวิสัยทัศน์ สนับสนุนส่งเสริม ปลดล็อกกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสามารถของคนรุ่นใหม่ พรรคไทยสร้างไทย เห็นว่าการไม่เก็บภาษีคริปโตบนกระดานเทรดที่ได้รับอนุญาตในประเทศไทยเหมือนการเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นการส่งเสริมให้ไทยเป็น

2022-01-11การวิเคราะห์เชิงลึก

Binance.US กำลังสร้างสำนักงานใน metaverse

Binance.US เตรียมพร้อมสร้างสำนักงานใน Metaverse ผ่าน Portal ที่สร้างขึ้นบนเครือข่ายของ Solana โดย Portal เป็นคอลเลกชัน NFT ที่มีคีย์การ์ดมากถึง 5,000 ใบซึ่งจะช่วยให้เจ้าของพื้นที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ของตนเองและสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการบน metaverse ทั้งนี้ Binance.Us ไม่ใช่รายแรกที่ใช้งาน Portals เนื่องจากยังมีคู่แข่งอย่าง Decentraland และ The Sandbox ที่มีสภาพแวดล้อมในเมืองที่หนาแน่นอย่างสมบูรณ์และมีการตกแต่งอาคารมาก่อนหน้านี้เป็นที่เรียบร้อย  ตามคำแถลงของโฆษก Binance การสร้างสำนักงานเสมือนคาดว่าจะเป็นสถานที่สำหรับผู้ใช้กระดานเทรดโดยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรากำลังสร้างสำนักงานใน metaverse เพื่อให้ชุมชน Binance.US รวมตัวกัน นี่เป็นก้าวแรกจากหลาย ๆ ก้าวที่เรากำลังดำเนินการเพื่อมองไปข้างหน้าในขณะที่เราสร้างและเข้าถึงชุมชนของเราในสภาพแวดล้อมใหม่” ทั้งนี้ยังได้รับการเปิดเผยอีกว่า FTX.US อาจมองหาการสร้างสำนักงานเสมือนบน Portals เช่นเดียวกันซึ่งจะทำงานเหมือนกับสำนักงานทั่วไป แต่อาจจะมีข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือสำนักงานเสมือนมีอยู่บนบล็อกเชนเท่านั้น  Metaverse เป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ Facebook เปิดเผยว่ากำลังรีแบรนด์ไปสู่ชื่อ Meta และโฟกัสไปที่ Metaverse เป็นส่วนใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้ Samsung ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำได้เปิดตัวร้านค้าเสมือนจริงชื่อ Samsung 837X ซึ่งจำลองมาจากร้านค้าจริงในนิวยอร์กซิตี้ และบาร์เบโดสซึ่งเป็นรัฐอธิปไตยแห่งแรกในโลกที่สร้างสถานทูตในโลกเสมือนจริง อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ที่กำลังดำเนินการสร้างสำนักงานบน metaverse แล้ว ได้แก่ ConsenSys Software Inc. ผู้สร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล MetaMask และ Adidas ที่ได้ร่วมมือกับบริษัทคคริปโตหลายแห่งเพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศ

2022-01-11การวิเคราะห์เชิงลึก

นายกสั่งเคลียร์ ‘ภาษีคริปโต’ ย้ำให้หาความรู้ก่อนลงทุน!

ลุงตู่ทราบแล้ว! สำหรับข้อกังวลที่กรมสรรพกรประกาศให้ผู้ที่มีกำไรจากการซื้อขายคริปโตต้องยื่นเสียภาษี (กำไรต้องเสียภาษี แต่ขาดทุนนำมาหักกลบไม่ได้) ล่าสุดได้สั่งให้สรรพากร ชี้แจงแนวทางการคิดภาษีและยื่นแบบให้ชัดเจน พร้อมย้ำให้นักลงทุนศึกษาหาข้อมูลให้มากพอก่อนคิดลงทุน  ตอนนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบถึงข้อกังวลในประเด็นนี้ ว่าจะสร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาตลาดการเงินสมัยใหม่ รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้สตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และรัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นการพัฒนาใหม่ ๆ ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมใดรวมถึงกลุ่มฟินเทค เพียงแต่ส่วนใดที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีกลุ่มคนเข้าใจในวงจำกัดและจะเกี่ยวข้องกับการนำทรัพย์สินของประชาชนมาลงทุนนั้น รัฐบาลต้องใช้ความระมัดระวัง พิจารณาอย่างรอบด้านก่อนให้การสนับสนุน  รัฐบาลไม่ปฏิเสธการพัฒนาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีคือต้องให้ผู้ลงทุนมีความเข้าใจ รู้เท่าทันในระดับที่มากและกว้างขวางพอ วางเกณฑ์การกำกับที่ดีและมีนโยบายการสนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมถึงเรื่องของภาษีไปพร้อมกัน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจสูงสุด และท่านก็ได้ฝากความห่วงใยถึงผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลทุกคน ว่าขอให้  ทำความเข้าใจตลาดอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย  นายกย้ำให้หาความรู้ก่อนลงทุน แล้วลงทุนคริปโตต้องรู้อะไร?   1. ความผันผวนของตลาด  ตลาดคริปโตมีความผันผวนสูงมาก จึงมีความเสี่ยงมากขึ้นไปด้วย อย่างเหรียญบิทคอยน์ที่ตอนนี้ราคาตกกว่า 40% จากจุด All-Time High เมื่อไม่กี่เดือนก่อน จริง ๆ คริปโตราคาขึ้นได้หลัก 1000% และก็ลงได้หลัก 1000% เพราะตลาดไม่มีเพดานราคา ไม่มีการห้ามซื้อขายเหรียญตัวไหนในบางเวลา เปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาปิดตลาดเหมือนตลาดหุ้น และเปิดซื้อขายกับนักเทรดทั่วโลก   2. แพลตฟอร์มที่ใช้เทรดคริปโต  จะซื้อขายคริปโต เราจำเป็นต้องทำผ่านแอปเทรด Exchange หรือกระดานเทรด ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางจับคู่ระหว่างคำสั่งซื้อและขายของคนในตลาด วิธีการคือเราจะเปิดบัญชี และฝากเงินเข้าไปใน Exchange นั้น ๆ แล้วจึงเลือกคำสั่งซื้อขาย แน่นอนว่า Exchange ที่เราเลือกควรไว้ใจได้ น่าเชื่อถือมากพอที่จะเก็บรักษาเงินของเรา วิธีการเลือกที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด คือเลือก Exchange ที่มีใบอนุญาตจาก กลต. ซึ่งจะมี Exchange ไหนบ้าง เข้าไปค้นหาเลยฟรี ๆ ตอนนี้ที่แอป #WikiBit   3. เหรียญคริปโตที่เลือกเทรด  ในตลาดคริปโตตอนนี้ มีเหรียญให้เลือกเทรดหลายพันเหรียญ แต่ละประเภทนั้นมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันออกไป บางประเภทอาจจะต้องใช้การขุดออกมาเหมือนกับบิทคอยน์ หรือบางประเภทก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นสกุลเงินเพื่อใช้จ่ายเหมือนบิทคอยน์ด้วยซ้ำ ซึ่งจะเลือกเหรียญอะไรก็ต้องดูเรื่องความมั่นคงปลอดภัย มูลค่า แนวโน้มการเติบโต และดูด้วยว่ามันตอบโจทย์การลงทุนของคุณหรือไม่ เอาเงินไปเทรดทั้งที อย่าเลือกเหรียญมั่ว ๆ ถ้ายังคิดไรไม่ออก ดาวน์โหลดแอป WikiBit แล้วไปดูการจัดอันดับเหรียญก่อนก็ได้ มีข้อมูลเหรียญคริปโตทั้งโลกแหละ!

2022-01-10การวิเคราะห์เชิงลึก

“50% ของธุรกรรมทั่วโลกอาจเกี่ยวข้องกับ Ethereum ในอีก 10 ปี”

Joey Krug หัวหน้าเจ้าหน้าที่การลงทุนของกองทุนป้องกันความเสี่ยงด้านคริปโตที่ Pantera Capital กล่าวว่า Ethereum มีโอกาสที่จะกลายเป็นฟันเฟืองส่วนสำคัญในระบบการเงินของโลก ในระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg นั้น Krug คาดการณ์ว่ามากกว่า 50% ของธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดในทั่วโลกอาจเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ Ethereum เขากล่าวต่อไปว่าแม้ Ethereum จะเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่แสนดุเดือดในปัจจุบัน  แต่จุดยืนของแพลตฟอร์มนั้นอาจไม่มีใครสามารถเทียบชั้นได้ โดยเขาอ้างถึงแง่มุมต่าง ๆ เช่น วิธีปิดการซื้อขายด้วย ‘Trade-Off’ “ปัจจุบันมี ‘Trade-Off’ มากเกินไปบนเชนอื่น ๆ ทำให้ Ethereum ไม่ได้ทำหน้าที่ในด้านการกระจายอำนาจได้อย่างเต็มที่ หากคุณหมุนเข็มนาฬิกาให้เร็วขึ้นอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า บางที 50% ของการทำธุรกรรมทางการเงินของโลกไม่ว่าในรูปแบบใดจะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ Ethereum อย่างแน่นอน” Krug กล่าว แต่ก่อนที่ Ethereum จะบรรลุเป้าหมายนั้น Krug ตั้งข้อสังเกตว่ามันจะต้องสลัดคู่แข่งออกไปให้ได้ทั้งหมดและมีการพัฒนาเครือข่ายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคา Ethereum ปัจจุบันตลาดคริปโตยังอยู่ภายใต้ความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น  แต่ตอนนี้ Ethereum ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สกุลเงินดิจิทัลเบอร์สองของโลกมีการซื้อขายอยู่ที่ $3,200 เพิ่มขึ้นเกือบ 6% และลดลงมากกว่า 15% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงกดดันในด้านการเทขายดูเหมือนจะเริ่มชะลอตัวลดลงและฝั่งผู้ซื้อพยายามรักษาราคาให้ยืนเหนือระดับ 3,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามนักเทรดควรจับตาดูตลาดคริปโตอย่างใกล้ชิดและสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นอาจส่งแพร่ขยายมายังภาคส่วนนี้ในวันจันทร์ ที่มา finbold

2022-01-10การวิเคราะห์เชิงลึก

5 ปัจจัยที่ต้องจับตาสัปดาห์นี้: ข้อมูลเงินเฟ้อ ตลาดผันผวน และ Bitcoin

1. ข้อมูลเงินเฟ้อ  ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคในวันพุธคาดว่าจะเผย CPI ทะลุ 7% เมื่อเทียบเป็นรายปี เข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบสี่ทศวรรษอย่างรวดเร็ว ด้วย ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้นเหนือ 5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ข้อมูล อัตราเงินเฟ้อราคาผู้ผลิต ในวันรุ่งขึ้นก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน  ตัวเลขเงินเฟ้อน่าจะเน้นย้ำว่าเหตุใดธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถเริ่มรอบการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนมีนาคม ปัจจัยคือรายงานการจ้างงานในวันศุกร์ซึ่งระบุว่าตลาดแรงงานอยู่ใกล้การจ้างงานสูงสุด  ในขณะที่การเติบโตของงานลดลงในเดือนธันวาคม อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน และค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง  ข้อมูลเงินเฟ้อจะตามมาด้วยรายงานในเดือนธันวาคม ยอดค้าปลีก และ การผลิตภาคอุตสาหกรรม ในวันศุกร์  2. คำให้การของพาวเวลล์  ประธานเฟดเจอโรมพาวเวลล์มีกำหนด ให้การ ในวันอังคารก่อนที่คณะกรรมการการธนาคารของวุฒิสภาจะพิจารณายืนยันการเสนอชื่อของเขาให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเฟดในวาระที่สอง ในขณะที่ผู้ว่าการเฟด เลล เบรนาร์ด จะปรากฏตัวต่อหน้า คณะกรรมการชุดเดียวกันในอีกสองวันต่อมาเพื่อยืนยันการพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอชื่อให้เป็นรองประธาน  เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนมีกำหนดจะปรากฏตัวในสัปดาห์นี้ เช่น เอสเธอร์ จอร์จ, เจมส์ บุลลาร์ด, ลอเร็ตตา เมสเตอร์, ชาร์ลส์ อีแวนส์, โธมัส บาร์กิ้น และจอห์น วิลเลียมส์  ความคิดเห็นของพวกเขาจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดงาน “ตึงตัวมาก” และอัตราเงินเฟ้อที่ไม่คงที่อาจทำให้เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้  3. ผลประกอบการ  ฤดูกาลประกาศผลประกอบการได้เริ่มต้นอย่างจริงจัง โดยนักลงทุนจะได้เห็นผลประกอบการไตรมาสที่สี่จากธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึง JPMorgan Chase (NYSE:JPM), Citigroup (NYSE:C ) และ Wells Fargo (NYSE:WFC)  กำไรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากจากบริษัทในสหรัฐฯ ช่วยหนุนดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 27% ในปี 2021 แต่บริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มทำกำไรชะลอตัวในไตรมาสที่สี่มากที่สุด  รายรับสำหรับบริษัทที่อยู่ใน S&P 500 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 22.3% ตามข้อมูลของ Refinitiv ที่อ้างโดยรอยเตอร์ส ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ยังช้ากว่าที่เห็นในไตรมาสแรก สอง และสาม  นักลงทุนจะกระตือรือร้นที่จะได้ยินเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ ไม่ว่าบริษัทต่าง ๆ จะเชื่อว่าวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยผลักดันราคาให้สูงขึ้นในปีที่แล้วจะผ่อนคลายลงในเดือนต่อ ๆ ไปหรือไม่ และการคาดการณ์สำหรับปี 2022  4. ความผันผวนที่จะดำเนินต่อไป  บ่งชี้ว่าเฟดพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นการต่อสู้กับตลาดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในสัปดาห์แรกของปี 2022 และความผันผวนนั้นดูเหมือนว่าจะดำเนินต่อไป  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีดาวโจนส์ ลดลง 0.3%, S&P 500 ลดลง 1.9% และ Nasdaq ลดลง 4.5% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนมาตรฐาน พันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบสองปีในวันศุกร์ จากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด  “ความเชื่อมั่นกลายเป็นลบ” แจ็ค ดอลลาร์ไฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Longbow Asset Management ในทัลซา รัฐโอคลาโฮมา กล่าวกับรอยเตอร์ส “ตอนนี้ตลาดกำลังประหม่าและอยู่ในอารมณ์ที่จะขายเมื่อเห็นข่าวร้ายครั้งแรก”  นักลงทุนได้หมุนเวียนออกจากหุ้นเติบโตในภาคเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นมูลค่ามากขึ้น ซึ่งพวกเขาคิดว่าน่าจะทำผลงานได้ดีกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง  ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโอมิครอนที่เพิ่มขึ้นก็มีส่วนทำให้ตลาดอยู่ในความเสี่ยง  5. Bitcoin  Bitcoin อยู่ภายใต้แรงกดดันตั้งแต่เริ่มต้นปีใหม่ โดยร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ท่ามกลางการเทขายในวงกว้างในตลาดสกุลเงินดิจิทัลซึ่งได้รับแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับโอกาสที่เฟดจะดำเนินนโยบายแบบ hawkish  สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมอันดับหนึ่งมูลค่าตลาดร่วงลงกว่า 40% นับตั้งแต่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 69,000 ดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น  การดำเนินการตามนโยบายเชิงรุกมากขึ้นของเฟดจะทำให้นักลงทุนต้องการสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น  Matthew Dibb ซีโอโอของแพลตฟอร์มคริปโตของสิงคโปร์ Stack Funds บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า “เราเห็นความเชื่อมั่นในการปิดความเสี่ยงในวงกว้างในทุกตลาดในปัจจุบัน เนื่องจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นความสำคัญอันดับหนึ่งที่อยู่ในใจของนักเก็งกำไร”  “สภาพคล่องใน BTC ค่อนข้างต่ำทั้งสองฝ่าย และมีความเสี่ยงที่จะกลับมาอยู่ในช่วงกลาง ที่ราคา 3 หมื่นในระยะสั้น”  Bitcoin ยังถูกกดดันให้ต่ำลง เนื่องจากกำลังประมวลผลทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากการปิดอินเทอร์เน็ตของคาซัคสถานในระหว่างการจลาจล ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการขุดเหมืองที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

2022-01-10การวิเคราะห์เชิงลึก

เตือนอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ราคา BTC ร่วงต่อ

Bitcoin (BTC) อาจร่วงลงเหลือ 30,000 ดอลลาร์ หากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่กำลังจะเปิดเผยในวันพุธนี้สูงกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ กล่าวโดย นาย Alex Krüger ผู้ก่อตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ Aike Capital ตลาดคาดว่าจะได้เห็น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นถึง 7.1% ตั้งแต่ต้นปีนี้จนถึงเดือนธันวาคม หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน  การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความพยายามของ Fed ที่ต้องการผลักดันนโยบายการเงินให้ดำเนินเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความพยายามของพวกเขาคือ การทำให้ตลาดแรงงานกลับเข้าสู่สภาวะเป็นปกติ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้และตัวเลขการว่างงานที่ลดน้อยลง ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 7 มกราคม “สินทรัพย์ Crypto อยู่ที่ปลายสุดของเส้นความเสี่ยง” Krüger โพสต์ทวีตเมื่อวันอาทิตย์ โดยเขาตั้งข้อสังเกต สกุลเงินดิจิทัลได้รับผลประโยชน์อย่างมากจาก “นโยบายการเงินการพิมพ์เงินที่หละหลวม” ของ Fed ในปีที่ผ่านมา  การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมีนาคม ในปี 2021 Fed ได้กว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลมูลค่ากว่า 80,000 ล้านดอลลาร์และหลักทรัพย์ค้ำประกันมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ทุกเดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ในขณะเดียวกัน Fed ได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ใกล้ศูนย์ ส่งผลให้การให้กู้ยืมแก่บุคคลและธุรกิจมีราคาถูกลง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากนโยบายการเงินที่หละหลวมนี้คือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแตะระดับ 6.8% ในเดือนพฤศจิกายน 2021 ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 4 ทศวรรษ  ดังนั้น Fed ซึ่งเคยเป็นผู้ที่อ้างว่า อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนั้น “เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราว” จึงได้เปลี่ยนจุดยืนจากการคาดหวังที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2022 ไปเป็นการหารือเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งควบคู่ไปกับการปรับงบดุลให้กลายเป็นมาตรฐาน “ผู้มีส่วนร่วมในตลาดส่วนใหญ่คาดหวังอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น และเมื่อคุณมองดูไปที่กองทุนของ Fed มันบอกเป็นนัย ๆ แล้วว่า มีโอกาสมากถึง 90% ที่ Fed จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมนี้” Krüger กล่าว อย่างไรก็ตาม Krüger มองว่า ปัจจุบันราคา Bitcoin ได้มีร่วงลดลงมากเกินไปจนเข้าสู่ระดับ oversold ดังนั้นหากการอ่านค่า CPI ในปัจุบันอยู่ในแดนลบ

2022-01-10การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
6668
...
142