10 เหรียญคริปโตที่มีมูลค่าทางตลาดมากที่สุดในโลก

มูลค่าตลาดของคริปโต (Cryptocurrency Market Cap.) คือ มูลค่าตามตลาดโดยรวมของ Cryptocurrency (คริปโต) ทั้งหมดที่มีการระดมทุน แล้วนำไปลิสต์ไว้บนกระดานแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล หรือให้เข้าใจกันง่าย ๆ คือ มูลค่าราคาของเหรียญทั้งหมดในตลาด ซึ่งวันนี้จะพามาดูว่าเหรียญใดมีมูลค่าทางตลาดมากที่สุดในโลก (ข้อมูลวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565)  Bitcoin หรือ บิทคอยน์ คือสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินบาท Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาด้วยกลุ่มนักพัฒนาเล็กๆกลุ่มหนึ่งตลอดจนบริษัทใหญ่ๆทั่วโลก โดยระบบของ Bitcoin ถูกรันโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยใช้ระบบซอฟต์แวร์ในการถอดสมการคณิตศาสตร์  Bitcoin ถือเป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่าคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency)  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿24,175,033,677,945  2. อีเธอเรียม (ETH)  ทางเลือก Bitcoin แรกในรายการของเราคือ Ethereum เป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์แบบกระจายอำนาจที่ช่วยให้สามารถสร้างและรันสัญญาอัจฉริยะและแอพพลิเคชั่นที่กระจายอำนาจ (Dapps) ได้โดยไม่ต้องหยุดทำงาน การฉ้อโกง การควบคุม หรือการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม เป้าหมายเบื้องหลัง Ethereum คือการสร้างชุดผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบกระจายศูนย์ที่ทุกคนในโลกสามารถเข้าถึงได้โดยเสรี โดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ เชื้อชาติ หรือศรัทธา แง่มุมนี้ทำให้ความหมายในบางประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและการระบุตัวตนของรัฐสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคาร เงินกู้ ประกัน หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ได้หลากหลาย  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿10,953,399,005,915  3. Tether (USDT)  Tether เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกและได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มที่เรียกว่า stablecoins ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อตรึงมูลค่าตลาดไว้ที่สกุลเงินหรือจุดอ้างอิงภายนอกอื่นๆ เพื่อลดความผันผวน เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่ แม้แต่สกุลเงินหลักอย่าง Bitcoin ก็ประสบกับช่วงเวลาแห่งความผันผวนบ่อยครั้ง Tether และเหรียญ stablecoin อื่น ๆ พยายามทำให้ความผันผวนของราคาราบรื่นขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ใช้ที่อาจระมัดระวัง ราคาของ Tether ผูกกับราคาดอลลาร์สหรัฐโดยตรง ระบบนี้อนุญาตให้ผู้ใช้ทำการโอนจากสกุลเงินดิจิตอลอื่น ๆ กลับไปเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้นในเวลาที่เร็วกว่าการแปลงเป็นสกุลเงินปกติ  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿2,592,210,729,663  4. Binance Coin (BNB)  Binance Coin เป็นสกุลเงินดิจิทัลยูทิลิตี้ที่ทำงานเป็นวิธีการชำระเงินสำหรับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายบน Binance Exchange เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใหญ่เป็นอันดับสามตามมูลค่าตลาด ผู้ที่ใช้โทเค็นเป็นวิธีการชำระเงินสำหรับการแลกเปลี่ยนสามารถซื้อขายได้โดยมีส่วนลด บล็อกเชนของ Binance Coin ยังเป็นแพลตฟอร์มที่การแลกเปลี่ยนแบบกระจายอำนาจของ Binance ดำเนินการอยู่ การแลกเปลี่ยน Binance ก่อตั้งโดย Changpeng Zhao และเป็นหนึ่งในการแลกเปลี่ยนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกโดยพิจารณาจากปริมาณการซื้อขาย  Binance Coin เป็นโทเค็น ERC-20 ที่ดำเนินการบน Ethereum blockchain ในที่สุดก็มีการเปิดตัว mainnet ของตัวเอง เครือข่ายใช้แบบจำลองฉันทามติเพื่อพิสูจน์การมีส่วนได้เสีย ณ เดือนพฤศจิกายน 2564 Binance Coin มีมูลค่าตลาด 91.5 พันล้านดอลลาร์ โดย 1 BNB มีมูลค่า 545 ดอลลาร์  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿2,093,566,702,037  5. USD Coin หรือ USDC  เป็นเหรียญ Stablecoin ซึ่งผูกกับดอลลาร์สหรัฐฯ แบบอัตราส่วน 1:1 โดยทุกหน่วยของสกุลเงินดิจิทัลที่อยู่ในระบบหมุนเวียนนี้ได้รับการผูกด้วย 1 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสำรองไว้ในรูปของเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยบริษัท Centre เป็นผู้อยู่เบื้องหลังสินทรัพย์นี้ กล่าวว่า USDC ถูกออกโดยสถาบันการเงินที่ได้รับการรับรอง  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿1,667,964,222,403  6. คาร์ดาโน่ (ADA)  Cardano เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ “พิสูจน์การเดิมพันได้” ซึ่งสร้างขึ้นด้วยวิธีการวิจัยโดยวิศวกร นักคณิตศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัส โครงการนี้ก่อตั้งโดย Charles Hoskinson ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกผู้ก่อตั้ง Ethereum หลังจากที่ไม่เห็นด้วยกับทิศทางของ Ethereum เขาก็จากไปและต่อมาก็ช่วยสร้าง Cardano  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿1,193,814,579,885  7.Solana (SOL)  ใช้หลักการทำงานของโปรโตคอลแบบ Hybrid ระหว่าง Proof-of-Stake และ Proof-of-History และมีการประมวลผลที่รวดเร็ว Solana ออกแบบมาเพื่อการทำธุรกรรมที่มีค่าธรรมเนียมต่ำและยังรับประกันในเรื่องความสามารถในการขยายตัว (Scalability) อีกด้วย  ปัจจุบันมี Market cap ที่ ฿1,143,991,281,544  8. Ripple หรือ

2022-02-02การวิเคราะห์เชิงลึก

Vitalik Buterin ยืนยันว่ากำลังช่วยทีม Dogecoin อัพเกรดเหรียญ

อัลกอลิธึมแบบ Proof-of-Stake (PoS) กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ cryptocurrency จำนวนมากโดยมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้อัลกอลิธึมดังกล่าวมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ได้เปิดเผยในการสัมภาษณ์เมื่อเร็ว ๆนี้กับ UpOnly ว่า Dogecoin (DOGE) มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปใช้อัลกอลิธึมแบบแบบ PoS เป็นหลัก  อีกทั้ง Vitalik ยังได้กล่าวอีกว่า “ทุกสกุลเงินดิจิทัลที่สำคัญมีแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ Proof-of-Stake มากยิ่งขึ้น ซึ่งคุณก็รู้ว่า Ethereum นั้นกำลังเปลี่ยนไปใช้ Proof-of-Stake เช่นเดียวกัน และแผนของ Dogecoin นั้นก็กำลังดำเนินการเช่นเดียวกัน” Vitalik ได้อ้างถึงข้อเสนอที่เผยแพร่เมื่อคริสต์มาสปีที่แล้ว ซึ่งระบุกลยุทธ์ในการดำเนินการตามข้อเสนอ DOGE สำหรับ PoS  ซึ่งจะทำให้บุคคลจำนวนมากมีส่วนร่วมกับการจัดการเครือข่าย DOGE ได้ “Dogecoin Foundation กำลังร่วมมือกับ Vitalik Buterin เพื่อสร้างการปักหลักในชุมชนซึ่งมันถูกตีพิมพ์เมื่อช่วงคริสต์มาสปีที่แล้ว” นอกจากนี้ Dogecoin Foundation ยังระบุในขณะที่กำลังทำงานร่วมกับ Vitalik ในการจัดทำข้อเสนอที่จะ อนุญาตให้ทุกคนไม่ใช่แค่นักลงทุนรายใหญ่มีส่วนร่วมในการให้รางวัลของพวกเขาสำหรับการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานเครือข่าย และในขณะเดียวกันก็ตอบแทนชุมชนทั้งหมดด้วยการกุศล  ทั้งนี้นั่นเป็นเพราะ Vitalik ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ Dogecoin Foundation ร่วมกับ Billy Markus ผู้ร่วมก่อตั้ง DOGE และ Jared Birchall ซึ่งเป็นตัวแทนของ Tesla (NASDAQ: NASDAQ:TSLA ) พร้อมด้วย CEO อย่าง Elon Musk ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ Tesla เพิ่งเปิดชำระ “สินค้า” บางอย่างได้ด้วย Dogecoin อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่แล้ว Vitalik Buterin หวังว่า Dogecoin จะย้ายไปยัง Proof-of-Stake ด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีของ Ethereum พร้อมทั้งแนะนำให้สร้าง ETH-DOGE bridge ซึ่งเขาเชื่อว่าจะช่วยเร่งความเร็วการทำธุรกรรมบนบล็อกเชนของ

2022-02-02การวิเคราะห์เชิงลึก

Litecoin เตรียมอัปเกรด mainnet ครั้งสำคัญ

Litecoin Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาทางเทคนิคและการจัดการชุมชน ประกาศว่าการอัปเกรด Mimblewimble Extension Block (MWEB) พร้อมสำหรับการเปิดตัว mainnet ใน Litecoin (LTC) แล้ว MimbleWimble กำลังจะมาถึง Litecoin ตามประกาศอย่างเป็นทางการที่แบ่งปันโดย Litecoin Foundation ในบล็อกหลักได้กล่าวถึงการอัปเกรดที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของบล็อกเชน Litecoin (LTC)  ซึ่งกำลังถูกตั้งค่าให้เปิดใช้งาน Mimblewimble Extension Block upgrade (MWEB) เปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้วในรูปแบบ “ตัวเลือก” ซึ่งรองรับโดยโหนด Litecoin (LTC) ทำให้ MWEB จะถูกเพิ่มไปยังโหนดของ Litecoin ในซอฟต์แวร์ Litecoin Core 0.21.2 ระบบดังกล่าวจะได้รับการตรวจสอบโดย Quarkslab ซึ่งเป็นทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีชื่อเสียงอย่างสูง ทั้งนี้ David Burkett โปรแกรมเมอร์อิสระที่ทำงานเกี่ยวกับการติดตั้ง MWEB กับ Litecoin เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอัพเกรด Litecoin (LTC) ไว้ว่า MWEB เป็นขั้นตอนต่อไปที่สำคัญในวิวัฒนาการของ Litecoin ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการรักษาความลับให้แก่ผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน  แม้แต่กระทั่งเงินเดือนหรือการซื้อบ้านก็ตาม“ ด้วย MimbleWimble จะทำให้ผู้ส่ง LTC ทุกคนจะสามารถทำให้ข้อมูลการทำธุรกรรมที่ยุ่งยากได้อย่างง่ายดาย เช่น ที่อยู่ผู้ส่งและจำนวนเหรียญที่โอน Litecoin จะรวม Taproot update Charlie Lee ผู้สร้าง Litecoin กล่าวเสริมว่าการเปิดตัวถูกตั้งค่าเป็น ”RC หลังจากทำงานหนักหลายปีโดยโปรแกรมเมอร์และนักวิเคราะห์ซอฟต์แวร์ระดับแนวหน้า การวางแผน การพัฒนา และการเปิดใช้งาน MWEB เป็นความพยายามของชุมชนอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการบริจาคเป็นเวลาหลายปีจากผู้สนับสนุน Litecoin ทั่วโลก และจบลงด้วยความทุ่มเทของ David Burkett ซึ่งเป็นผู้นำโครงการ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับผู้สนับสนุนหลัก เช่น Andrew Yang ซึ่งช่วยเกี่ยวกับข้อเสนอการปรับปรุง Litecoin

2022-02-02การวิเคราะห์เชิงลึก

MicroStrategy เข้าซื้อ Bitcoin มูลค่าอีก 829 ล้านบาท

MicroStrategy บริษัทรายใหญ่ที่ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลกได้ทำการเข้าซื้อ BTC กว่า 660 BTC ซึ่งเทียบเท่ามูลค่า 25 ล้านดอลลาร์ในตลอดช่วง 30 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 ตามการยื่นเรื่องระเบียบข้อบังคับล่าสุดของบริษัท ตามการอ้างอิงข้อมูลล่าสุดในวันที่ 31 มกราคม 2022 ได้เปิดเผยว่า MicroStrategy ถือ 125,051 BTC ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 30,200 ดอลลาร์ต่อเหรียญ  ทั้งนี้ Michael Saylor CEO ของ MicroStrategy เปิดเผยในเร็ว ๆ นี้ว่าตัวเขานั้นได้ถือ Bitcoin ไว้มากกว่า 17,732 BTC ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 685 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน โดยปัจจุบัน Bitcoin เพิ่งฟื้นตัวขึ้นมาสู่ระดับราคา 38,669 ดอลลาร์ หลังจากร่วงลงกว่า 34,000 ดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาแม้ว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่า BTC นั้นร่วงลงกว่า 44.02% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 69,044 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Saylor ได้บอกว่าเขาจะไม่ขาย Bitcoin แม้ว่าจะมีการลดราคาลงโดยเขาได้บอกอีกว่า “เราได้รับและถือ bitcoin นั่นคือกลยุทธของเรา” ทั้งนี้นักวิเคราะห์ยังได้คาดการณ์ว่าราคา BTC จะสูงถึง ล้านดอลลาร์ในท้ายที่สุด

2022-02-02การวิเคราะห์เชิงลึก

สถิติโลกชี้ชัด คนไทยมีสัดส่วนต่อประชากรถือครองคริปโตมากเป็นอันดับ 1

Digital 2022 Global Overview Report รายงานพฤติกรรมคนในยุคดิจิทัลระดับโลกจัดทำโดย We Are Social และ Hootsuite ประจำปี 2022 ออกมาแล้ว มีข้อมูลพฤติกรรมคนไทยที่น่าสนใจมากมาย  แต่ที่ฮือฮาที่สุดคือเทรนด์การลงทุนในคริปโต ซึ่งกำลังร้อนแรงในประเทศไทย แต่ใครจะคิดว่า มันร้อนแรงถึงขนาดที่ทำให้คนไทยมีสัดส่วนต่อประชากรของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นผู้ถือครองคริปโตมากเป็นอันดับ 1 ของโลก!  จากรายงานระบุว่าคนไทย มีสัดส่วนต่อประชากรในการถือครองเป็น 20.1% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 10.2% ซึ่งนอกจากเราจะเป็นที่ 1 ของโลกในแง่สัดส่วนของคนที่ถือคริปโตแล้ว ยังมีสัดส่วนต่อประชากรในการถือครองคริปโตมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกเป็นเท่าตัว  ในรายงานระบุภาพรวมของคริปโตว่ามีความผันผวนสูง แต่ก็เป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งประเทศที่ถือครองคริปโตรองจากไทยคือ ไนจีเรีย, ฟิลิปปินส์, แอฟริกาใต้, ตุรกี  นอกจากนี้ คนที่เล่นคริปโตอย่างบ้าคลั่ง คือเพศชายช่วงอายุ 16-44 ปี ส่วนคนสูงอายุดูเหมือนว่าจะไม่อินกับการลงทุนคริปโตเท่าไรนัก  จากภาพรวมสถิติ ยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราวๆ 1 ใน 20 คนที่มีอายุระหว่าง 55-64 ปีเป็นเจ้าของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย และมีความสำคัญต่อผู้กำหนดนโยบายการลงทุนดิจิทัลในแต่ละประเทศ  คนไทยนอกจากคลั่งคริปโตแล้ว ยังคลั่งการเล่นเกมด้วย!  จากรายงาน Digital 2022 Global Overview Report พบว่า คนไทยเล่นเกมเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยสัดส่วนตัวเลขคนตั้งแต่อายุ 16-64 ปี เล่นเกม 94.7% ตามหลังอันดับ 1 คือฟิลิปปินส์ 96.4%  ความน่าสนใจคือแต่ละประเทศสัดส่วนการเล่นเกมไม่ทิ้งห่างกันมาก และยังเป็นพฤติกรรมที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สัดส่วนการเล่นเกมในแต่ละเพศและแต่ละช่วงอายุมีความใกล้เคียงกัน  โดยเกมในที่นี้ คือเกมจากทุกอุปกรณ์ทั้งมือถือ คอมพิวเตอร์ วิดีโอเกมบนจอทีวี  ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจคือ คนไทยมีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างครอบคลุมแล้ว 77% อินเทอร์เน็ตบ้านของไทย เร็วเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือมากเป็นอันดับ 2 ของโลก  อ้างอิงข้อมูลจาก: https://wearesocial.com/uk/blog/2022/01/digital-2022-another-year-of-bumper-growth-2/?fbclid=IwAR3bJOAiX_GngN2tQ4QuMpeh6jcuYVMntkFP3LcbFObGeW8Srp1IgSUrv4A

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ รวยสวนกระแสตั้งแต่ต้นปี

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างข้อมูลดัชนีอภิมหาเศรษฐีบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) ว่า การที่หุ้นเทคโนโลยีดิ่งหนักเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้ความมั่งคั่งของบรรดาบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกลดกันถ้วนหน้า อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา  ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวานอาทิตย์(30 ม.ค.) ความมั่งคั่งหายไป 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอนรวยลดลง 2.78 หมื่นล้านดอลลาร์ ลาร์รี เพจและเซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้งกูเกิล ต่างฝ่ายต่างรวยลดลงกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก ลดลง 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์  ในบรรดา 10 คนที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก มีเพียงวอร์เรน บัฟเฟตต์คนเดียวที่ความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นราว 2.4 พันล้าน ตัวเลขรวมอยู่ที่ 1.11 แสนล้านดอลลาร์ สัปดาห์นี้ประธานและซีอีโอเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ แซงซัคเคอร์เบิร์กกลับไปอยู่อันดับหกในดัชนีอภิมหาเศรษฐีโลกของบลูมเบิร์กแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาสี่ปีโดยซัคเคอร์เบิร์กได้รับการจัดอันดับให้รวยกว่าบัฟเฟตต์ในปี 2561  แดน อีฟส์ นักวิเคราะห์จากเวดบุชซีเคียวริตีส์กล่าวกับซีเอ็นบีซี “ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า ที่บัฟเฟตต์จับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด เป็นเหตุผลให้ชื่อของเขาถูกบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์เป็นร้อยๆ ปี เป็นเพราะบริษัทของเขาเชื่อในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า”  เหล่านักลงทุนเน้นคุณค่าเลือกหุ้นมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐาน แล้วซื้อขายในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และที่ไม่เหมือนกับซีอีโอคนอื่นๆ ที่ความมั่งคั่งสุทธิส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีของตน แต่เบิร์กเชียร์ฮาธาเวย์ของบัฟเฟตต์มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายมาก เปิดโอกาสให้เขารอดตัวช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย  ทั้งนี้ บัฟเฟตต์แนะนำมานานแล้วว่า นักลงทุนควรซื้อกองทุนรวมดัชนีที่ถือหุ้นทุกตัว เป็นการสร้างความหลากหลายไปโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เอสแอนด์พี 500 รวมทั้งบริษัทใหญ่อย่างแอ๊ปเปิ้ล โคคาโคล่าและกูเกิล  ปี 2560 บัฟเฟตต์กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สำหรับคนที่กำลังหาทางออมเงินเพื่อเกษียณ กองทุนรวมดัชนีสมเหตุสมผลที่สุดตลอดกาล  ส่วนมัสก์แม้หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย แต่ความมั่งคั่งระดับ 2.16 แสนล้านดอลลาร์ยังทำให้เขาร่ำรวยที่สุดในโลก มากกว่าบัฟเฟตต์เกือบสองเท่า และบัฟเฟฟต์อาจติดอันดับท็อปเท็นไม่นาน ปีก่อนนักลงทุนรายนี้เผยว่า เขานำเงินครึ่งหนึ่งไปทำงานการกุศลและยังไม่มีแผนยุติในเร็ววัน

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

เพจดังจับไต๋ศิลปิน NFT ในไทยว่าตั้งขายภาพเองซื้อเอง

ท่ามกลางกระแส NFT ที่มาแรงอย่างมากในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทำให้มีศิลปินนักวาดภาพเข้ามาในตลาดคริปโตเป็นจำนวนมาก บ้างก็เพื่อมาลองเทคโนโลยี blockchain ในขณะที่บางคนก็ค้นพบช่องทางในการหาเงินใหม่ แต่เมื่อมีคนเข้ามามาก ตลาดก็ยิ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งก็แน่นนอน ไม่ใช่ว่างานของทุกคนจะสามารถขายได้เสมอไป  และคุณจะทำอย่างไรเมื่องานเหล่านั้นขายให้คนอื่นไม่ได้? บางทีทำไมไม่ลองซื้องานตัวเองแบบที่ศิลปินรายนี้ทำล่ะ? โดยอ้างอิงจากเพจ Facebook ของ ‘เช้านี้’ ได้มีการออกมาเผยถึงหลักฐานการทำธุรกรรมบน blockchain ของงาน NFT ชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า เท้าเวสสุวรรณ ที่บ่งบอกว่าตัวศิลปินผู้โพสต์ขายภาพดังกล่าวบนเว็บไซต์ Opensea นั้นได้ซื้อภาพของตัวเอง  โดยเป็นไปตามลักษณะนี้ 0xdee ตั้งขาย 9 ETH 0xdee ส่งเงินมาให้ 0x145 9.5 ETH 0x145 ซื้องาน แล้วส่ง 0.47 ETH กลับไปให้ 0xdee หลักฐานทั้งหมดนี้สามารถดูได้บน blockchain ของ Ethereum บน Etherscan ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก บ้างก็บอกว่าถ้าเอาเข้า exchange ก่อน จะไม่ถูกจับได้แบบนี้ ในขณะที่บางรายก็บอกว่า “เหมือนไม่ให้คุณค่าผลงานของตัวเอง” เป็นที่ทราบกันดีว่า NFT หรือ non-fungible token นั้นถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่รันอยู่บน blockchain และมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร ไม่สามารถทำซ้ำได้ และเมื่อมันรันอยู่บน blockchain มันจึงมีความโปร่งใส ที่ใคร ๆ ก็สามารถตรวจสอบได้แบบในกรณีนี้นั่นเอง

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

บิทคอยน์ VS ทองคำ? ใครจะเป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงที่ดีที่สุด

หากยังจำกันได้ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลคึกคักที่สุดในรอบปี เมื่อเหล่าสาวกของสกุลเงินดิจิทิลบิทคอยน์หรืออีเธอเรียมต่างก็ส่งเสียงเชียร์ ตะโกนดังๆ ออกมาอย่างไม่กลัวหน้าแตกว่า “มาแน่ๆ บิทคอยน์ $100,000 ก่อนปี 2022” หากเป็นเช่นนั้นจริง ตอนนี้เราจะได้เห็นบิทคอยน์มีมูลค่าตามตลาดอยู่ที่ $3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว  แน่นอนว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น ขาลงอย่างกะทันหันปรากฎในวันที่ 10 พ.ย. เมื่อบิทคอยน์และอีเธอเรียมทำจุดสูงสุด แล้วพลิกกลับมาปิดในราคาที่ต่ำกว่าวันก่อนหน้า ในตอนแรก ผู้คนยังเชื่อว่านั่นเป็นเพียงการย่อตัวธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของขาลง ที่กินระยะเวลามาแล้วทั้งสิ้นสองเดือนกับอีกยี่สิบวัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทั้งสองสกุลเงินดิจิทัลไม่เคยกลับไปทดสอบจุดสูงสุดล่าสุดที่ทำให้ระหว่างทางขาลงได้อีกเลย  การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติถดถอย เมื่อนักลงทุนมองเห็นความเสี่ยง พวกเขาจึงมักจะพยายามมองหาสินทรัพย์ทรงเลือกอื่นๆ เพื่อหวังเพียงว่าจะรักษามูลค่าของสินทรัพย์ในยามวิกฤตเอาไว้ได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามีทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองมาโดยตลอด แต่เมื่อสกุลเงินดิจิทัลถือกำเนิดขึ้น บางคนจึงมองว่ามันเป็นสินทรัพย์สำรองด้วย ถึงจะไม่ปลอดภัย แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าการปล่อยเงินให้วางอยู่เฉยๆ ในบัญชีธนาคาร  เมื่อเห็นเหตุผลเช่นนั้น ตลอดสองปีกับอีกหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนยังคงนำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์สำรอง ถึงแม้ว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีแผนขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น นักลงทุนก็ยังคงลงทุนในสินทรัพย์สำรองเพื่อคานความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามก็คือระหว่างทองคำกับสกุลเงินดิจิทัล ใครจะเป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงได้ดีที่สุด? เรื่องนี้แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิก็ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น  ในวันที่มูลค่าคริปโตฯ ละลายเร็วกว่าไอศกรีม  ตั้งแต่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลเอาไว้ในวันที่ 10 พฤศจิกายน จากนั้นเราก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากว่าจาก $67000 ลงมาเหลือ $37,000 นักลงทุนขาขึ้นในตอนนี้จะมีสภาพเป็นเช่นไร ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ทั้งกราฟบิทคอยน์และอีเธอเรียมก็ได้สร้างสัญลักษณ์ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงการกลับตัวเอาไว้แล้ว  ที่มา: CQG  กราฟรายสัปดาห์รูปนี้แสดงให้เห็นขาลงของบิทคอยน์ฟิวเจอร์ฺส ที่มูลค่าหายไปเกินครึ่ง จาก $69,355 ลงมายัง $32,855 ในสัปดาห์ที่แล้ว จากจุดสูงสุดนั้นลงมาถึงราคาปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 52.6% และในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ บิทคอยน์ยังทำได้เพียงขึ้นยืนเหนือ $37,000 เท่านั้น และยังไม่มีใครรู้ว่าบิทคอยน์จะเปิดฉากลงต่อเมื่อไหร่  ที่มา: CQG  ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เติบโตมากที่สุดในปี 2021 แต่เมื่อบิทคอยน์ลง ต่อให้อีเธอเรียมจะเจ๋งแค่ไหนก็ไม่รอด ในรูปนี้คือกราฟอีเธอเรียมฟิวเจอร์สรายสัปดาห์ที่ร่วงลงจาก $4,902.75 ลงมาสร้างจุดต่ำสุดที่ $2,158 คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 56% มีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ $2,425 อยู่ไม่ห่างจากจุดต่ำสุดล่าสุดเท่าไหร่  ภาพแบบนี้เราเคยเห็นมาก่อน แต่ที่ไหน?  ต่อให้บิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นตลาดใหม่ และดึงดูดผู้คนมาได้มากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีความจริงได้พ้นว่าไม่มีตลาดไหนที่วิ่งขึ้นเป็นเส้นตรง และทุกครั้งที่มีการปรับฐาน แต่ละตลาดก็มีสภาพที่ไม่น่ามองกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่นตลาดไม้แปรรูปฟิวเจอร์สที่ร่วงลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ $1,700 ต่อหนึ่งพันบอร์ดฟุต ลงมาเหลือ $488 ต่อหนึ่งพันบอร์ดฟุตในเดือนสิงหาคมปี 2021 ก่อนที่จะวิ่งกลับขึ้นไปยืนเหนือ $1,300 ได้ในช่วงต้นปี 2022  ที่มา: CQG  หากพูดถึงความผันผวนนี้ บิทคอยน์มีประวัติการวิ่งลักษณะนี้อยู่เต็มไปหมด และผันผวนมากกว่าตลาดไม้แปรรูปหลายเท่านัก  - ธันวาคมปี 2018: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $20,650 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $3,120  - มีนาคม 2020: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $13,915 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $4,120  - พฤศจิกายน 2021: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $65,520 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $28,800  - มกราคม 2022: เริ่มต้นจาก $47,000 ลงมาทำจุดต่ำสุดล่าสุดที่ $33,830  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปีนี้อาจทำให้ตลาดคริปโตฯ ซึมยาว  การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้นทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลต่างก็อัดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะไม่ล้มไปกับมหากาพย์โรคระบาดครั้งนี้ แต่ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ การโกงความตายของระบบเศรษฐกิจอเมริกา มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบสี่สิบปี  เพื่อเป็นการลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อให้เร็วที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงได้ประกาศเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ตึงตัวมากขึ้น พร้อมกันนั้น ก็เร่งระยะเวลาให้โครงการเงินเยียวจบลงภายในเดือนมีนาคมนี้ และนักวิเคราะห์ก็คาดกันว่าอาจจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2022 นี้เลย หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากจะทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ยังจะทำให้ธนาคารกลางอื่นๆ ดำเนินรอยตามด้วย ล่าสุดกราฟฟิวเจอร์สของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีได้ปรับตัวลดลงจนหลุดแนวรับไปแล้ว  30-Year Treasury Bonds Monthly  ที่มา: CQG  รูปนี้คือกราฟรายเดือนของพันธบัตรฯ อายุ 30 ปีที่ลงมาทำจุดต่ำสุดล่าสุดอยู่ที่ 153.07 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2019 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนระยะยาวมีแต่จะปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด  ที่จริงแล้ว ตลาดสกุลเงินดิจิทัลได้รับแรงกดดันจากฝั่งสกุลเงินปกติมาตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ในวันที่เฟดเริ่มยอมรับกลายๆ ว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาเล่นๆ อีกต่อไป การที่ธนาคารกลางฯ จะกลับมาเพิ่มมูลค่าให้กับสกุลเงิน หมายความว่าสกุลเงินดิจิทัลเองก็ต้องแข่งกับสกุลเงินปกติด้วย ถึงแม้ว่าสาวกคริปโตฯ จะอ้างว่าคริปโตฯ เป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงก็ตาม  ทองคำเติบโตได้ดีกว่าสินทรัพย์ใดๆ ในปี 2022  วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2020 มาจนถึงปัจจุบันทำให้เราได้เห็นเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง ตามตำราแล้ว เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ทองคำจะได้รับบทพระเอก กลายเป็นที่ต้องการของผู้คนในทันที แน่นอนว่าคนใช้ทองคำในฐานะตัวคานเงินเฟ้อ แต่ตั้งแต่มีสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมา บิทคอยน์กลับเป็นสกุลเงินแรกที่สร้างจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ได้ก่อน ก่อนที่ทองคำจะสามารถทำได้ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2020 และหลังจากนั้นทั้งสองตลาดก็ปรับตัวลดลงเหมือนกัน  ปี 2021 มูลค่าของราคาทองคำลดลง 3.51% มีราคาซื้อขายในวันสุดท้ายของปี 2021 อยู่ที่ $1,828.60 ในขณะที่บิทคอยน์มีราคาซื้อขายอยู่ที่

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

Irene Zhao นางแบบวัย 28 ได้ขายภาพของตัวเองเป็น NFT มูลค่า 200 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้เรื่องราวของ Ghozali Ghozalo วัยรุ่นชาวอินโดนีเซีย รายหนึ่งได้กลายเป็นกระแสทั้งในวงการ NFT และโลกออนไลน์ เมื่อเขาสามารถทำเงินกว่า 30 ล้านบาท จากการขายรูปตัวเองเป็น NFT  ล่าสุดมีเรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เมื่อ Irene Zhao นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์วัย 28 ได้ขายภาพของตัวเองเป็น NFT ทำรายได้มากกว่า 2,300 ETH หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 200 ล้านบาท  Zhao ใช้ชื่อโปรเจกต์ของเธอว่า IreneDAO โดยแต่ละภาพจะคล้ายกับสติ๊กเกอร์เป็นภาพของเธอในท่าทางต่างๆ พร้อมกับข้อความ มีด้วยกันทั้งหมด 1,107 NFT  IreneDAO เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ Mike Novogratz ซีอีโอของ Galaxy Digital ได้ประกาศว่าซื้อ NFT ของเธอ ทำให้มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นสูงและกลายเป็นกระแส  Zhao ยังเป็นประธานฝ่ายการตลาดของ Konomi Network ซึ่งกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบใหม่ที่เรียกว่า “SO-COL” เน้นการกระจายอำนาจให้กับผู้ใช้  โดย Zhao เคยให้สัมภาษณ์ว่าเงินที่ได้จากโปรเจกต์ NFT ของเธอจะถูกนำไปใช้พัฒนาโซเชียลมีเดียแบบใหม่นี้ด้วย

2022-01-31การวิเคราะห์เชิงลึก

ชายคนหนึ่งถ่ายรูปหัวนมตัวเองทำ NFT ขายได้เงินกว่า 920,000 บาท

เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่ใช้ชื่อ Drefan Reynor ได้โพสต์รูปลงบนฟีดซึ่งเป็นภาพที่เขานั้นขาย NFT ได้ในราคา 8 ETH ซึ่งหากเราไม่คิดอะไรก็น่าจะตีความว่ารูปภาพของเขาน่าจะเป็นรูปที่มีความพิเศษในระดับหนึ่งหรือไม่ก็คนวาดงานชิ้นนี้จะต้องมีฝีมือขั้นเทพ แต่ NFT ที่เขาขายออกไปนั้นเป็นภาพถ่ายซึ่งภาพนี้ก็ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาเพราะภาพที่เข้าใช้นั้นคือรูป ‘หัวนม’ ซึ่งก็ทำให้โพสต์ของเขานั้นเป็น viral ในเวลาอย่างรวดเร็วด้วยยอดไลค์ที่มากกว่า 2,000 ครั้งและโพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 2,500 ครั้ง  โดยที่เขาได้โพสต์บอกว่า “นี่มันเป็นเรื่องที่ตลกมากเลยผมถ่ายรูปหัวนมของผมแล้วเปลี่ยนเป็น NFT แต่ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาซื้อมันในราคาตั้ง $27,586.92” แต่ถึงแม้การทำ NFT ที่พิสดารและแปลกตาแบบนี้จะทำให้ผู้คนนั้นเกิดความฉงนแต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการทำ NFT ในทำนองนี้ก่อนหน้านี้ก็มีชายชาวอินโดวัย 22 ปีที่ชื่อ Ghozali Ghozalu ได้ถ่ายภาพใบหน้าตัวเองตลอดระยะเวลา 4 ปีแล้วนำมา mint ทำ NFT แล้ววางขายซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยที่ภาพที่มีราคาแพงที่สุดของเขาสูงถึง 100 ETH ก็เรียกได้ว่า 2 เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นปรากฎการณ์และอาจจะทำให้ตลาด NFT นั้นไม่เหมือนเดิมซึ่งถือว่าเป็นการใช้ความคิดที่สร้างสรรค์และก็แหวกแนวสุด ๆ แม้ภาพจะไม่ได้มีความสวยงามและไม่ได้มีคุณค่าในเชิงทัศนศิลป์แต่ก็น่าจะถูกใจสายมีมและสายเฮฮาไปเลยไม่น้อย

2022-01-31การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
5860
...
142