สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ รวยสวนกระแสตั้งแต่ต้นปี

เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานอ้างข้อมูลดัชนีอภิมหาเศรษฐีบลูมเบิร์ก (Bloomberg Billionaires Index) ว่า การที่หุ้นเทคโนโลยีดิ่งหนักเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลให้ความมั่งคั่งของบรรดาบุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกลดกันถ้วนหน้า อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา  ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวานอาทิตย์(30 ม.ค.) ความมั่งคั่งหายไป 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอนรวยลดลง 2.78 หมื่นล้านดอลลาร์ ลาร์รี เพจและเซอร์เกย์ บริน ผู้ก่อตั้งกูเกิล ต่างฝ่ายต่างรวยลดลงกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก ลดลง 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์  ในบรรดา 10 คนที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก มีเพียงวอร์เรน บัฟเฟตต์คนเดียวที่ความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นราว 2.4 พันล้าน ตัวเลขรวมอยู่ที่ 1.11 แสนล้านดอลลาร์ สัปดาห์นี้ประธานและซีอีโอเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ แซงซัคเคอร์เบิร์กกลับไปอยู่อันดับหกในดัชนีอภิมหาเศรษฐีโลกของบลูมเบิร์กแล้ว ซึ่งต้องใช้เวลาสี่ปีโดยซัคเคอร์เบิร์กได้รับการจัดอันดับให้รวยกว่าบัฟเฟตต์ในปี 2561  แดน อีฟส์ นักวิเคราะห์จากเวดบุชซีเคียวริตีส์กล่าวกับซีเอ็นบีซี “ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า ที่บัฟเฟตต์จับอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด เป็นเหตุผลให้ชื่อของเขาถูกบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์เป็นร้อยๆ ปี เป็นเพราะบริษัทของเขาเชื่อในการลงทุนแบบเน้นคุณค่า”  เหล่านักลงทุนเน้นคุณค่าเลือกหุ้นมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐาน แล้วซื้อขายในราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และที่ไม่เหมือนกับซีอีโอคนอื่นๆ ที่ความมั่งคั่งสุทธิส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีของตน แต่เบิร์กเชียร์ฮาธาเวย์ของบัฟเฟตต์มีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายมาก เปิดโอกาสให้เขารอดตัวช่วงที่หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย  ทั้งนี้ บัฟเฟตต์แนะนำมานานแล้วว่า นักลงทุนควรซื้อกองทุนรวมดัชนีที่ถือหุ้นทุกตัว เป็นการสร้างความหลากหลายไปโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เอสแอนด์พี 500 รวมทั้งบริษัทใหญ่อย่างแอ๊ปเปิ้ล โคคาโคล่าและกูเกิล  ปี 2560 บัฟเฟตต์กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า สำหรับคนที่กำลังหาทางออมเงินเพื่อเกษียณ กองทุนรวมดัชนีสมเหตุสมผลที่สุดตลอดกาล  ส่วนมัสก์แม้หุ้นเทคโนโลยีถูกเทขาย แต่ความมั่งคั่งระดับ 2.16 แสนล้านดอลลาร์ยังทำให้เขาร่ำรวยที่สุดในโลก มากกว่าบัฟเฟตต์เกือบสองเท่า และบัฟเฟฟต์อาจติดอันดับท็อปเท็นไม่นาน ปีก่อนนักลงทุนรายนี้เผยว่า เขานำเงินครึ่งหนึ่งไปทำงานการกุศลและยังไม่มีแผนยุติในเร็ววัน

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

เพจดังจับไต๋ศิลปิน NFT ในไทยว่าตั้งขายภาพเองซื้อเอง

ท่ามกลางกระแส NFT ที่มาแรงอย่างมากในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะทำให้มีศิลปินนักวาดภาพเข้ามาในตลาดคริปโตเป็นจำนวนมาก บ้างก็เพื่อมาลองเทคโนโลยี blockchain ในขณะที่บางคนก็ค้นพบช่องทางในการหาเงินใหม่ แต่เมื่อมีคนเข้ามามาก ตลาดก็ยิ่งเต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งก็แน่นนอน ไม่ใช่ว่างานของทุกคนจะสามารถขายได้เสมอไป  และคุณจะทำอย่างไรเมื่องานเหล่านั้นขายให้คนอื่นไม่ได้? บางทีทำไมไม่ลองซื้องานตัวเองแบบที่ศิลปินรายนี้ทำล่ะ? โดยอ้างอิงจากเพจ Facebook ของ ‘เช้านี้’ ได้มีการออกมาเผยถึงหลักฐานการทำธุรกรรมบน blockchain ของงาน NFT ชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า เท้าเวสสุวรรณ ที่บ่งบอกว่าตัวศิลปินผู้โพสต์ขายภาพดังกล่าวบนเว็บไซต์ Opensea นั้นได้ซื้อภาพของตัวเอง  โดยเป็นไปตามลักษณะนี้ 0xdee ตั้งขาย 9 ETH 0xdee ส่งเงินมาให้ 0x145 9.5 ETH 0x145 ซื้องาน แล้วส่ง 0.47 ETH กลับไปให้ 0xdee หลักฐานทั้งหมดนี้สามารถดูได้บน blockchain ของ Ethereum บน Etherscan ภายหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีผู้คนออกมาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก บ้างก็บอกว่าถ้าเอาเข้า exchange ก่อน จะไม่ถูกจับได้แบบนี้ ในขณะที่บางรายก็บอกว่า “เหมือนไม่ให้คุณค่าผลงานของตัวเอง” เป็นที่ทราบกันดีว่า NFT หรือ non-fungible token นั้นถือเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่รันอยู่บน blockchain และมีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนใคร ไม่สามารถทำซ้ำได้ และเมื่อมันรันอยู่บน blockchain มันจึงมีความโปร่งใส ที่ใคร ๆ ก็สามารถตรวจสอบได้แบบในกรณีนี้นั่นเอง

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

บิทคอยน์ VS ทองคำ? ใครจะเป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงที่ดีที่สุด

หากยังจำกันได้ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ถือเป็นช่วงเวลาที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลคึกคักที่สุดในรอบปี เมื่อเหล่าสาวกของสกุลเงินดิจิทิลบิทคอยน์หรืออีเธอเรียมต่างก็ส่งเสียงเชียร์ ตะโกนดังๆ ออกมาอย่างไม่กลัวหน้าแตกว่า “มาแน่ๆ บิทคอยน์ $100,000 ก่อนปี 2022” หากเป็นเช่นนั้นจริง ตอนนี้เราจะได้เห็นบิทคอยน์มีมูลค่าตามตลาดอยู่ที่ $3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว  แน่นอนว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น ขาลงอย่างกะทันหันปรากฎในวันที่ 10 พ.ย. เมื่อบิทคอยน์และอีเธอเรียมทำจุดสูงสุด แล้วพลิกกลับมาปิดในราคาที่ต่ำกว่าวันก่อนหน้า ในตอนแรก ผู้คนยังเชื่อว่านั่นเป็นเพียงการย่อตัวธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของขาลง ที่กินระยะเวลามาแล้วทั้งสิ้นสองเดือนกับอีกยี่สิบวัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทั้งสองสกุลเงินดิจิทัลไม่เคยกลับไปทดสอบจุดสูงสุดล่าสุดที่ทำให้ระหว่างทางขาลงได้อีกเลย  การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติถดถอย เมื่อนักลงทุนมองเห็นความเสี่ยง พวกเขาจึงมักจะพยายามมองหาสินทรัพย์ทรงเลือกอื่นๆ เพื่อหวังเพียงว่าจะรักษามูลค่าของสินทรัพย์ในยามวิกฤตเอาไว้ได้ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรามีทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองมาโดยตลอด แต่เมื่อสกุลเงินดิจิทัลถือกำเนิดขึ้น บางคนจึงมองว่ามันเป็นสินทรัพย์สำรองด้วย ถึงจะไม่ปลอดภัย แต่ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่าการปล่อยเงินให้วางอยู่เฉยๆ ในบัญชีธนาคาร  เมื่อเห็นเหตุผลเช่นนั้น ตลอดสองปีกับอีกหนึ่งเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนยังคงนำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์สำรอง ถึงแม้ว่าปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีแผนขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น นักลงทุนก็ยังคงลงทุนในสินทรัพย์สำรองเพื่อคานความเสี่ยงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่คำถามก็คือระหว่างทองคำกับสกุลเงินดิจิทัล ใครจะเป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงได้ดีที่สุด? เรื่องนี้แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิก็ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น  ในวันที่มูลค่าคริปโตฯ ละลายเร็วกว่าไอศกรีม  ตั้งแต่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลเอาไว้ในวันที่ 10 พฤศจิกายน จากนั้นเราก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากว่าจาก $67000 ลงมาเหลือ $37,000 นักลงทุนขาขึ้นในตอนนี้จะมีสภาพเป็นเช่นไร ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ทั้งกราฟบิทคอยน์และอีเธอเรียมก็ได้สร้างสัญลักษณ์ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงการกลับตัวเอาไว้แล้ว  ที่มา: CQG  กราฟรายสัปดาห์รูปนี้แสดงให้เห็นขาลงของบิทคอยน์ฟิวเจอร์ฺส ที่มูลค่าหายไปเกินครึ่ง จาก $69,355 ลงมายัง $32,855 ในสัปดาห์ที่แล้ว จากจุดสูงสุดนั้นลงมาถึงราคาปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 52.6% และในขณะที่กำลังเขียนบทความนี้อยู่ บิทคอยน์ยังทำได้เพียงขึ้นยืนเหนือ $37,000 เท่านั้น และยังไม่มีใครรู้ว่าบิทคอยน์จะเปิดฉากลงต่อเมื่อไหร่  ที่มา: CQG  ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่เติบโตมากที่สุดในปี 2021 แต่เมื่อบิทคอยน์ลง ต่อให้อีเธอเรียมจะเจ๋งแค่ไหนก็ไม่รอด ในรูปนี้คือกราฟอีเธอเรียมฟิวเจอร์สรายสัปดาห์ที่ร่วงลงจาก $4,902.75 ลงมาสร้างจุดต่ำสุดที่ $2,158 คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 56% มีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ $2,425 อยู่ไม่ห่างจากจุดต่ำสุดล่าสุดเท่าไหร่  ภาพแบบนี้เราเคยเห็นมาก่อน แต่ที่ไหน?  ต่อให้บิทคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลจะเป็นตลาดใหม่ และดึงดูดผู้คนมาได้มากแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีความจริงได้พ้นว่าไม่มีตลาดไหนที่วิ่งขึ้นเป็นเส้นตรง และทุกครั้งที่มีการปรับฐาน แต่ละตลาดก็มีสภาพที่ไม่น่ามองกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างเช่นตลาดไม้แปรรูปฟิวเจอร์สที่ร่วงลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ $1,700 ต่อหนึ่งพันบอร์ดฟุต ลงมาเหลือ $488 ต่อหนึ่งพันบอร์ดฟุตในเดือนสิงหาคมปี 2021 ก่อนที่จะวิ่งกลับขึ้นไปยืนเหนือ $1,300 ได้ในช่วงต้นปี 2022  ที่มา: CQG  หากพูดถึงความผันผวนนี้ บิทคอยน์มีประวัติการวิ่งลักษณะนี้อยู่เต็มไปหมด และผันผวนมากกว่าตลาดไม้แปรรูปหลายเท่านัก  - ธันวาคมปี 2018: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $20,650 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $3,120  - มีนาคม 2020: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $13,915 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $4,120  - พฤศจิกายน 2021: บิทคอยน์มีจุดสูงสุดอยู่ที่ $65,520 มีจุดต่ำสุดอยู่ที่ $28,800  - มกราคม 2022: เริ่มต้นจาก $47,000 ลงมาทำจุดต่ำสุดล่าสุดที่ $33,830  การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ปีนี้อาจทำให้ตลาดคริปโตฯ ซึมยาว  การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องประกาศลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเสริมสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ นอกจากนั้นทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลต่างก็อัดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะไม่ล้มไปกับมหากาพย์โรคระบาดครั้งนี้ แต่ไม่มีสิ่งใดได้มาฟรีๆ การโกงความตายของระบบเศรษฐกิจอเมริกา มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบสี่สิบปี  เพื่อเป็นการลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อให้เร็วที่สุด ธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงได้ประกาศเปลี่ยนนโยบายการเงินให้ตึงตัวมากขึ้น พร้อมกันนั้น ก็เร่งระยะเวลาให้โครงการเงินเยียวจบลงภายในเดือนมีนาคมนี้ และนักวิเคราะห์ก็คาดกันว่าอาจจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2022 นี้เลย หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากจะทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ยังจะทำให้ธนาคารกลางอื่นๆ ดำเนินรอยตามด้วย ล่าสุดกราฟฟิวเจอร์สของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีได้ปรับตัวลดลงจนหลุดแนวรับไปแล้ว  30-Year Treasury Bonds Monthly  ที่มา: CQG  รูปนี้คือกราฟรายเดือนของพันธบัตรฯ อายุ 30 ปีที่ลงมาทำจุดต่ำสุดล่าสุดอยู่ที่ 153.07 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2019 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนระยะยาวมีแต่จะปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด  ที่จริงแล้ว ตลาดสกุลเงินดิจิทัลได้รับแรงกดดันจากฝั่งสกุลเงินปกติมาตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ในวันที่เฟดเริ่มยอมรับกลายๆ ว่าเงินเฟ้อไม่ใช่ปัญหาเล่นๆ อีกต่อไป การที่ธนาคารกลางฯ จะกลับมาเพิ่มมูลค่าให้กับสกุลเงิน หมายความว่าสกุลเงินดิจิทัลเองก็ต้องแข่งกับสกุลเงินปกติด้วย ถึงแม้ว่าสาวกคริปโตฯ จะอ้างว่าคริปโตฯ เป็นสินทรัพย์คานความเสี่ยงก็ตาม  ทองคำเติบโตได้ดีกว่าสินทรัพย์ใดๆ ในปี 2022  วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2020 มาจนถึงปัจจุบันทำให้เราได้เห็นเรื่องน่าสนใจเรื่องหนึ่ง ตามตำราแล้ว เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ ทองคำจะได้รับบทพระเอก กลายเป็นที่ต้องการของผู้คนในทันที แน่นอนว่าคนใช้ทองคำในฐานะตัวคานเงินเฟ้อ แต่ตั้งแต่มีสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมา บิทคอยน์กลับเป็นสกุลเงินแรกที่สร้างจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ได้ก่อน ก่อนที่ทองคำจะสามารถทำได้ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2020 และหลังจากนั้นทั้งสองตลาดก็ปรับตัวลดลงเหมือนกัน  ปี 2021 มูลค่าของราคาทองคำลดลง 3.51% มีราคาซื้อขายในวันสุดท้ายของปี 2021 อยู่ที่ $1,828.60 ในขณะที่บิทคอยน์มีราคาซื้อขายอยู่ที่

2022-02-01การวิเคราะห์เชิงลึก

Irene Zhao นางแบบวัย 28 ได้ขายภาพของตัวเองเป็น NFT มูลค่า 200 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้เรื่องราวของ Ghozali Ghozalo วัยรุ่นชาวอินโดนีเซีย รายหนึ่งได้กลายเป็นกระแสทั้งในวงการ NFT และโลกออนไลน์ เมื่อเขาสามารถทำเงินกว่า 30 ล้านบาท จากการขายรูปตัวเองเป็น NFT  ล่าสุดมีเรื่องราวคล้ายๆ กันนี้ได้เกิดขึ้นอีกแล้ว เมื่อ Irene Zhao นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์วัย 28 ได้ขายภาพของตัวเองเป็น NFT ทำรายได้มากกว่า 2,300 ETH หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 200 ล้านบาท  Zhao ใช้ชื่อโปรเจกต์ของเธอว่า IreneDAO โดยแต่ละภาพจะคล้ายกับสติ๊กเกอร์เป็นภาพของเธอในท่าทางต่างๆ พร้อมกับข้อความ มีด้วยกันทั้งหมด 1,107 NFT  IreneDAO เปิดตัวเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ Mike Novogratz ซีอีโอของ Galaxy Digital ได้ประกาศว่าซื้อ NFT ของเธอ ทำให้มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นสูงและกลายเป็นกระแส  Zhao ยังเป็นประธานฝ่ายการตลาดของ Konomi Network ซึ่งกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบใหม่ที่เรียกว่า “SO-COL” เน้นการกระจายอำนาจให้กับผู้ใช้  โดย Zhao เคยให้สัมภาษณ์ว่าเงินที่ได้จากโปรเจกต์ NFT ของเธอจะถูกนำไปใช้พัฒนาโซเชียลมีเดียแบบใหม่นี้ด้วย

2022-01-31การวิเคราะห์เชิงลึก

ชายคนหนึ่งถ่ายรูปหัวนมตัวเองทำ NFT ขายได้เงินกว่า 920,000 บาท

เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมานี้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่ใช้ชื่อ Drefan Reynor ได้โพสต์รูปลงบนฟีดซึ่งเป็นภาพที่เขานั้นขาย NFT ได้ในราคา 8 ETH ซึ่งหากเราไม่คิดอะไรก็น่าจะตีความว่ารูปภาพของเขาน่าจะเป็นรูปที่มีความพิเศษในระดับหนึ่งหรือไม่ก็คนวาดงานชิ้นนี้จะต้องมีฝีมือขั้นเทพ แต่ NFT ที่เขาขายออกไปนั้นเป็นภาพถ่ายซึ่งภาพนี้ก็ต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาเพราะภาพที่เข้าใช้นั้นคือรูป ‘หัวนม’ ซึ่งก็ทำให้โพสต์ของเขานั้นเป็น viral ในเวลาอย่างรวดเร็วด้วยยอดไลค์ที่มากกว่า 2,000 ครั้งและโพสต์ดังกล่าวก็ได้ถูกแชร์ไปแล้วมากกว่า 2,500 ครั้ง  โดยที่เขาได้โพสต์บอกว่า “นี่มันเป็นเรื่องที่ตลกมากเลยผมถ่ายรูปหัวนมของผมแล้วเปลี่ยนเป็น NFT แต่ผมไม่คิดว่าจะมีคนมาซื้อมันในราคาตั้ง $27,586.92” แต่ถึงแม้การทำ NFT ที่พิสดารและแปลกตาแบบนี้จะทำให้ผู้คนนั้นเกิดความฉงนแต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการทำ NFT ในทำนองนี้ก่อนหน้านี้ก็มีชายชาวอินโดวัย 22 ปีที่ชื่อ Ghozali Ghozalu ได้ถ่ายภาพใบหน้าตัวเองตลอดระยะเวลา 4 ปีแล้วนำมา mint ทำ NFT แล้ววางขายซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าทำเงินได้อย่างมหาศาลโดยที่ภาพที่มีราคาแพงที่สุดของเขาสูงถึง 100 ETH ก็เรียกได้ว่า 2 เหตุการณ์นี้อาจจะเป็นปรากฎการณ์และอาจจะทำให้ตลาด NFT นั้นไม่เหมือนเดิมซึ่งถือว่าเป็นการใช้ความคิดที่สร้างสรรค์และก็แหวกแนวสุด ๆ แม้ภาพจะไม่ได้มีความสวยงามและไม่ได้มีคุณค่าในเชิงทัศนศิลป์แต่ก็น่าจะถูกใจสายมีมและสายเฮฮาไปเลยไม่น้อย

2022-01-31การวิเคราะห์เชิงลึก

สื่อการเงินระดับโลก Bloomberg กล่าวว่า Bitcoin และ Ethereum ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

Mike McGlone นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์อาวุโสของ Bloomberg Intelligence มีความเห็นว่า Bitcoin และ Ethereum ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น เขาคาดว่าสองสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดจะยังคงแข็งค่าต่อไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน McGlone เชื่อว่ามีเพียงเหตุการณ์ black swan เท่านั้นที่จะสามารถหยุดความนิยมของ cryptocurrencies เหล่านี้ได้  เมื่อต้นเดือนนี้ นักวิเคราะห์ได้ทำการคาดการณ์ราคาตลาดคริปโตของเขาว่า Bitcoin และ Ethereum จะมีราคาสูงถึง $100,000 และ $5,000 ตามลำดับภายในสิ้นปี 2022 ในเดือนธันวาคม McGlone คาดการณ์ว่า Bitcoin จะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เขาคาดว่า Solana และ Binance Coin ( BNB) จะติดอยู่ในห้าอันดับแรกควบคู่ไปกับ Bitcoin, Ethereum และ Tether ในเวลาเดียวกัน McGlone ก็วิจารณ์ Dogecoin และ Shiba Inu โดยกล่าวว่าตลาดต้องมีการขจัดเหรียญมีมเหล่านี้ออกไป  หากต้องการจะให้เหรียญตัวหลัก ๆ อย่าง Bitcoin และ Ethereum สามารถเติบโตไปได้มากกว่านี้ ความกังวลต่อสภาวะเงินเฟ้อจาก Fed นับเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดสำหรับตลาดขาขึ้นของสกุลเงินดิจิทัล โดยก่อนหน้านี้ธนาคารยักษ์ใหญ่ Goldman Sachs ได้กล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่า Bitcoin มีความเสี่ยงมากจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หลัก ๆ นั้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าตอนนี้ตลาดคริปโตกำลังวิ่งไล่ตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราคา Bitcoin และ Ethereum ลดลง 44.67% และ 46.16% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตามลำดับ  เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ราคาสกุลเงินดิจิทัลอันดับต้น ๆ ลดลงต่ำกว่า 33,000 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ ส่งผลให้มูลค่าทั้งตลาดลดลงอย่างมาก หากอ้างอิงจากบันทึกการวิจัยของเขาที่ตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนมกราคม McGlone เขียนว่า $30,000 อาจกลายเป็นระดับที่เหมือนกับตอนร่วงลงไป $3,000 สำหรับ Bitcoin โดยกล่าวถึงการร่วงลงของราคาที่เคยกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2018 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

2022-01-31การวิเคราะห์เชิงลึก

แนะนำ 2 เหรียญคริปโต ที่คนส่วนใหญ่ซื้อเพื่อถือยาว!

แม้ว่าจะมีเหรียญคริปโตให้เลือกหลายร้อยเหรียญ แต่ก็ไม่ใช่ทุกเหรียญที่จะคุ้มค่ากับการลงทุนของคุณ วันนี้ WikiBit จะพูดถึงสองเหรียญ ที่หลายคนเชื่อว่าคุ้มค่า หากซื้อในวันนี้และถือระยะยาว!   1. ทองคำดิจิทัล: Bitcoin  Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลและเป็นตัวเก็บมูลค่า เป็นการทดลองด้านการค้าและเศรษฐศาสตร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ดังที่เราทราบ Bitcoin มีมานานกว่า 12 ปีแล้ว นับวัน ยิ่งนำความท้าทายและโอกาสใหม่ ๆ มาสู่เทรดเดอร์ไม่หยุด  แนวคิดของสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 เพื่อสร้างระบบกระจายอำนาจซึ่งไม่มีรัฐบาลหรือบริษัทใดสามารถควบคุมปริมาณเงินหรือเศรษฐกิจด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือใช้นโยบายการเงินอื่น ๆ ฟังดูคุ้น ๆ ไหม? Bitcoin ถูกสร้างขึ้นเนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับบางสิ่งที่สามารถเชื่อถือได้และโอนได้ทันทีโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีข้อผิดพลาดในการทำธุรกรรม การรบกวนจากบุคคลที่สาม การแฮ็ก ฯลฯ   ทำไม Bitcoin จึงถือเป็นทองคำดิจิทัล  Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในที่เก่าแก่ที่สุดด้วยต้นกำเนิดย้อนหลังไปถึงปี 2009 Bitcoin ได้ผ่านการขึ้น ๆ ลง ๆ หลายครั้งในประวัติศาสตร์ แต่ก็มีการกู้คืนกลับมาเสมอ สกุลเงินดิจิทัลมีการกระจายอำนาจและไม่ได้ควบคุมโดยหน่วยงานกลางใด ๆ เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล ผู้ใช้ไม่สามารถแช่แข็งหรือยึดเงินได้หากพวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤตทางการเงิน เช่น เวเนซุเอลา อียิปต์ ตุรกี อิหร่าน หรือซิมบับเว  เราทุกคนรู้ว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัล แต่บางคนก็บอกว่ามันเป็นแค่แฟชั่น หากคุณมีประเทศอย่างรัสเซียและจีนที่ห้ามการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล คุณสามารถมั่นใจได้ว่าจะไม่เป็นเช่นนี้ คนส่วนใหญ่มองว่า Bitcoin เป็นทองคำดิจิทัลเนื่องจากขาดแคลนและยากต่อการขุด  นอกจากนี้ยังมีการกระจายอำนาจ ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครควบคุมมันได้ ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อภาวะเงินเฟ้อหรือการยักย้ายโดยรัฐบาล สุดท้ายนี้จะมีการสร้าง Bitcoins เพียง 21 ล้าน Bitcoins ดังนั้นพวกเขาจะคงมูลค่าไว้ในอนาคตเมื่อสกุลเงิน fiat ลดค่าลงเนื่องจากมาตรการเงินเฟ้อที่กำหนดโดยธนาคารกลาง   2. เงินดิจิทัล: Litecoin  Litecoin เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สร้างขึ้นในปี 2011 โดย Litecoin เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่พอสมควร และเชื่อกันว่าเป็นเงินดิจิทัล Litecoin เป็นการลงทุนที่ดีสำหรับทุกคนที่เชื่อว่าสกุลเงินดิจิทัลจะกลายเป็นกระแสหลักในสักวันหนึ่ง คนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อด้วยการลงทุนในอย่างอื่นที่ไม่ใช่ Bitcoin   ทำไม Litecoin จึงเรียกว่า Digital Silver  Litecoin ถูกมองว่าเป็นเงิน (Silver) ในโลกคริปโต เพราะขุดได้ง่ายกว่า ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า และทำธุรกรรมได้เร็วกว่า Bitcoin  Litecoin เป็นโอเพ่นซอร์สเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกที่ช่วยให้ทุกคนจากทุกที่ในโลก สามารถส่งและรับการชำระเงินโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม หรือพึ่งพาธนาคารกลางเช่นเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ Charlie Lee ผู้ก่อตั้ง Litecoin กล่าวว่าเขาออกแบบ Litecoin เพราะเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า Bitcoin  ทั้งนี้ ข้อมูลทั้งหมดก็มาจากการวิเคราะห์ของผู้เชียวชาญเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ก่อนตัดสินใจลงทุน ก่อนเลือกเหรียญใด ๆ ควรศึกษาด้วยตนเองให้ลึกพอ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงนะ!  ทุกเหรียญล้วนมีจุดเด่นในตัวเอง ใครชอบเหรียญสไตล์ไหนก็ไปตำกันได้! แต่ขอย้ำว่าต้องไม่ลืมดูเรื่องความมั่นคงปลอดภัย มูลค่า แนวโน้มการเติบโต และดูด้วยว่ามันตอบโจทย์การลงทุนของคุณหรือไม่ นอกจาก 2 เหรียญนี้ บนแอป WikiBit ยังมีข้อมูลเหรียญคริปโตมากมายจากทั่วโลกให้คุณได้ค้นหา ดาวน์โหลดแอป WikiBit แล้วรู้จักเหรียญเหล่านั้นกันได้เลย โหลดฟรี!

2022-01-30การวิเคราะห์เชิงลึก

แพลตฟอร์ม LooksRare ถูกกล่าวหาว่าปลอมโวลุม

ดูเหมือนว่า OpenSea จะงานเข้าเมื่อมีแพลตฟอร์มที่ชื่อ LooksRare ที่จู่ ๆ ก็มาตีตลาดแข่งกับแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT รายใหญ่อย่าง OpenSea โดยที่มีการซื้อขายกันแบบเทกระจาดผู้ใช้แพลตฟอร์มได้ซื้อและขาย NFT เพื่อการทำกำไรตอนนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการซื้อขายเทกระจาดนี้รุนแรงมากเพียงใดนับตั้งแต่ที่ทาง LooksRare ได้ทำการเปิดตัวเมื่อวันที่ 10 มกราคม  CryptoSlam บริษัทที่วิเคราะห์ NFT ได้รายงานในวันนี้ว่ามูลค่าในการซื้อขายของ LooksRare นั้นสูงกว่า 8.3 พันล้านดอลลาร์จากการปลอมโวลุม ถือเป็นปริมาณการซื้อขายส่วนมากในปัจจุบัน การซื้อขายส่วนใหญ่มาจากคอลเลกชั่นที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ซึ่งก็หมายความว่าผู้ขายจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการขายครั้งต่อไปให้ผู้สร้าง Meebits ของ Larva Labs นั้นมีปริมาณการซื้อขายที่มากที่สุดที่ 4.4 พันล้านดอลลาร์, Terraforms อยู่ที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์, Loot อยู่ที่ 705 ล้านดอลลาร์และ CryptoPhunks (โปรเจกต์อนุพันธ์ CryptoPunks) อยู่ที่ 251 ล้านดอลลาร์และ 62 ล้านดอลลาร์จากโปรเจกต์อื่น ๆ  จากข้อมูลบล็อกเชนสาธารณะที่เก็บรวบรวมโดย Dune Analytics ได้ระบุว่า LooksRare ได้สร้างยอดตัวเลขการซื้อขาย Ethereum ไว้สูงถึง 9.5 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่มีการเปิดตัวหากตัวเลขจากทั้งสองแหล่งซึ่งดึงข้อมูลจาก Ethereum blockchain สาธารณะนั้นถูกต้องก็แสดงว่าประมาณ 87% ของปริมาฯการซื้อขายบน LooksRare จนถึงปัจจุบันนี้ตรงกับข้อมูลของทาง CryptoSlam ที่ได้เผยถึงกำารปลอมโวลุม เหตุใดผู้ใช้ LooksRare บางรายจึงขาย NFT ในราคาที่สูงเกินจริงทั้งหมดนี้ก็เพราะรูปแบบผลตอบแทนการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม LooksRare จะให้รางวัลเป็นโทเค็นสำหรับผู้ที่ซื้อและขาย NFT ผ่านบนเว็บไซต์โดยให้รางวัลพวกเขาด้วยโทเค็น LOOKS ซึ่งเป็นโทเค็น  ของทางเว็บไซต์ของพวกเขาเอง LooksRare ยังให้รางวัลเป้น Wrapped Ethereum (WETH) ให้กับผู้ใช้ที่ stake โทเค็น LOOKS ไว้บนแพลตฟอร์มโดยนี่จะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนนั้นถือครองเหรียญเอาไว้ในจำนวนมาก ๆ ด้วยรูปแบบการให้รางวัลของ LooksRare ซึ่งต่างจาก OpenSea โดยสิ้นเชิงแต่ด้วยผลตอบแทนการซื้อขายที่ระดับสูงสุดในรอบ 30 วันก็มีผู้ใช้บางคนนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ

2022-01-30การวิเคราะห์เชิงลึก

นักวิเคราะห์ชื่อดัง Max Keiser กล่าวโจมตี Ethereum ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่

Max Keizer นักยุทธศาสตร์ด้าน cryptocurrency ผู้เป็นที่รู้จักและเคยเป็นอดีตนักเทรดใน Wall Street เปิดเผยว่าเขาเชื่อว่า altcoin ต่าง ๆ และ Ethereum (ETH) นั้น “ไม่ต่างจากการต้มตุ๋น” และไม่ควรจะมีอยู่อีกต่อไป Max ได้พูดคุยกับ Michelle Makori จาก Kitco News โดยเขาได้กล่าวว่า altcoin เหล่านี้นั้นเป็น “แชร์ลูกโซ่”  ในระหว่างการสัมภาษณ์นั้นเขากล่าวว่าเหรียญใดก็ตามนอกเหนือจาก BTC นั้นไม่มีความยั่งยืนและไม่มีคุณสมบัตสำหรับการเป็นเงินที่ดีเหมือนกับ Bitcoin เขากล่าวว่า Bitcoin นั้นมีความขาดแคลน, มีการกระจายอำนาจ, ต่อต้านความเปราะบางและมีความต่อต้านจากการถูก “pumped and dumped” จากการขุดล่วงหน้า Keiser: Ethereum is ‘pyramid scheme’, scam DeFi will blow up, only Bitcoin will be left – Pt. (2/2) Max กล่าวเสริมว่าผู้คนกำลัง “ตื่นเต้นกับความจริงที่เกิดขึ้น” ว่า altcoin พวกนี้ “เป็นเพียงแค่การต้มตุ๋น” และ ไม่มีการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ใด ๆ เลยจาก altcoin  พวกนี้ที่จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า altcoin พวกนี้ไม่ใช่การต้มตุ๋น“ Max กล่าวว่าโปรเจกต์ DeFi ”มักจะพุ่งแรง“ เนื่องจากโปรโตคอลที่อยู่ในพื้นที่ DeFi ”อยู่ในพื้นที่สีเทาซึ่งปราศจากจากการควบคุมใด ๆ“ Max ยังกล่าวเสริมอีกว่า Bitcoin นั้นคือโซลูชั่นทางการเงินที่ดีที่สุดสำหรับมวลมนุษยชาติ ”Bitcoin แก้ปัญหาที่มนุษย์นั้นมีมากว่าหลายแสนปีแล้วนั่นคือความต้องการในการแลกเปลี่ยนมูลค่าต่อมูลค่าเหนือห้วงอวกาศและกาลเวลา“ ตามความเห้นของ Max ที่มีต่อทองคำเขาคิดว่าทองคำนั้นดีในการแลกเปลี่ยนมูลค่าแต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับ ”แย่มาก ๆ ที่จะทำในห้วงอวกาศ เนื่องจากความยากในการเคลื่อนย้ายทองคำที่มีอยู่เพื่อใช้ในแลกเปลี่ยนมูลค่าในทางกลับกันนั้นสกุลเงิน Fiat นั้นง่ายต่อการเคลื่อย้ายก็จริงแต่จะเสื่อมค่าไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป Max

2022-01-30การวิเคราะห์เชิงลึก

แพลตฟอร์ม Defi “Qubit Finance” ถูกแฮ็กสูญเงินกว่า 2.7 พันล้านบาท

ดูเหมือนว่า Qubit Finance จะกลายเป็นแพลตฟอร์ม Defi ตัวล่าสุดที่เพิ่งถูกโจมตีและสูญเงินไปเป็นจำนวนมหาศาล ในช่วงเช้าของวันที่ 28 มกราคม ทีมงาน Qubit Finance ได้โพสต์ประกาศชี้แจงบน Twitter ว่ามีผู้ไม่หวังดีใช้ช่องโหว่ของโปรโตคอลในการ Mint เหรียญ WrapETH ขึ้นมาแบบไม่จำกัดบน Binance Smart Chain : “แฮ็กเกอร์ได้ทำการ Mint เหรียญ xETH แบบไม่จำกัดบน BSC ซึ่งขณะนี้ทีมกำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านความปลอดภัยและเครือข่ายเพื่อค้นหาสาเหตุกันต่อไป”  PeckShield บริษัทผู้ให้บริการตรวจสอบสัญญา Smart contract และความปลอดภัยบนเครือข่ายบล็อกเชน ตั้งข้อสังเกตว่า : “QBridge ของ @QubitFin ถูกแฮ็กและถูกใช้เป็นหลักประกันเพื่อสร้างเหรียญ xETH ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ก่อนที่แฮ็กเกอร์จะโอนเงินออกจากกองทุนไปมูลค่าเกือบ 80 ล้านดอลลาร์” การอัปเดตล่าสุดจากทีมโปรโตคอล  DeFi ระบุว่า พวกเขายังคงติดตามผู้บุกรุกอย่างใกล้ชิดและตรวจสอบสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด พร้อมทั้งติดต่อไปยังแฮ็กเกอร์เพื่อเสนอเงินรางวัลเป็นการต่อรอง จากข้อมูลของ BSCscan ในปัจจุบันพบว่า Address ของแฮกเกอร์รายนี้ถือครองเหรียญ Binance Coin อยู่เป็นจำนวนกว่า 206,809 BNB (79.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ซึ่งถือเป็นเงินที่ขโมยมาจากแพลตฟอร์ม หลังจากข่าวประกาศเริ่มแพร่สะพัดออกไป ราคาเหรียญ QBT ของ Qubit Finance ก็ได้ดิ่งร่วงลงทันทีกว่า 31% และในขณะนี้มีซื้อขายกันอยู่ที่จุดต่ำสุดตลอดกาลที่ 0.004 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่าที่ลดลงกว่า 99.2% จากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนกันยายนที่ 0.58 ดอลลาร์

2022-01-29การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
5860
...
142