Justin Bieber ซื้อ NFT Bored Ape Yacht Club มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท

Justin Bieber ซูปเปอร์สตาร์ชาวแคนาดาได้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม NFT อีกครั้ง โดยในรอบนี้เขาได้เข้าซื้อ Bored Ape อีก 1 ตัวด้วยสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองของโลกอย่าง Ethereum โดยงานศิลปะดิจิทัลนี้มีมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท หรือราว ๆ 4.7 แสนดอลลาร์  ทั้งนี้ Justin Bieber ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่กำลังคลั่งไคล้ NFT เป็นอย่างมาก โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาได้เข้าซื้อคอลเลกชัน Bored Ape #3001 ในราคา 500 ETH หรือมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น และในเวลาต่อมาเขาก็ได้ซื้อ Bored Ape #3850 เพิ่มขึ้นอีก 1 ตัว  โดยผลงาน Bored Ape #3580 นั้นมีลักษณะดังรูปต่อไปนี้ ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจาก Bored Ape ไม่เคยถูกขายใน Opensea มาก่อน แต่มันจะถูกโอนระหว่างบัญชีเท่านั้น ซื้อ NFT ดังกล่าวที่ได้มาถือเป็นงานศิลปะดิจิทัลที่มีความหายากมากเนื่องจากมีเพียง 0.89% จากผลงานทั้งหมดเท่านั้น โดยเป็นลักษณะ ลิงที่สวมหมวก Bandana Blue และใส่ Grin Diamond อย่างไรก็ตามหากใครต้องการเป็นเจ้าของ Bored Ape นั้นปัจจุบันมีราคาซื้อขายขั้นต่ำอยู่ที่ 99.3 ETH เท่านั้น

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

อัยการคดี Ripple กล่าวว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะถึงจุดพีคของคดีความ

อัยการ Jeremy Hogan เชื่อว่าอีก 2-3 เดือนข้างหน้าอาจถึงจุดที่น่าสนใจในคดีความระหว่าง Ripple กับ SEC ซึ่งมาพร้อมกับคำตัดสินสำคัญ ๆ โดยการอัปเดตบน Twitter ล่าสุดจากผู้ก่อตั้ง Cryptolaw ทนายความของสหรัฐฯ  ระบุว่านี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากคำสั่งล่าสุดที่ออกมาโดย Judge Torres John Deaton ผู้ก่อตั้งกฎหมาย Crypto ได้อธิบายคำตัดสินล่าสุดซึ่งเกี่ยวกับ Ripple โดยผู้พิพากษา Torres สั่งให้เปิดผนึกเอกสารสามฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีเมลและบันทึกทางกฎหมายของ Chris Larsen และ Brad Garlinghouse  ผู้พิพากษา Torres จะเปิดเผยอีเมลที่ส่งถึง Larsen และบันทึกทางกฎหมายของ Ripple โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมานั้น “ไม่ยุติธรรม” แต่จะให้ Garlinghouse แก้ตัวในการเปิดผนึกเอกสารสามฉบับเพื่อรักษา “ความลับของข้อมูล” โดยท้ายสุดท้าย Torres จะให้โอกาส Ripple ในการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวล่าสุดของ SEC ในการป้องกันและแก้ตัวอย่างยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แข็งแกร่งแม้มีคดีความ เมื่อเร็วๆ นี้ Ripple ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ กับ Modulr ผู้ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินรายใหญ่ในสหราชอาณาจักรร่วมกัน พวกเขาตั้งใจที่จะตั้งค่าระบบการชำระเงินที่ราบรื่นในสหราชอาณาจักรและยุโรปสำหรับองค์กรและผู้ใช้รายย่อย อีกทั้ง Brad Garlinghouse กล่าวว่า Ripple อยู่ในสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าจะมีข้อพิพาททางกฎหมายกับ SEC อย่าไรก็ตามในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ Garlinghouse คาดการณ์ว่าในท้ายที่สุด Ripple จะกลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในอนาคต

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 39,000 ดอลลาร์

ราคา Bitcoin พุ่งอย่างรุนแรงทะลุ 39,000 ดอลลาร์หลังนักลงทุนคาดเดาเกี่ยวกับหุ้นเทคโนโลยีกำลังผันผวนบน Wall Streeet ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาหุ้นของ Amazon บริษัท e-commerce รายใหญ่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ประกอบกับหุ้นของ Meta บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่า 10%  ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับความผันผวนที่น่าประหลาดใจ โดย Bitcoin ก็เช่นเดียวกันซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 6.91% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาหลังจากที่ Michael Saylor CEO ของ MicroStrategy กล่าวว่าบริษัทซอฟต์แวร์ระดับองค์กรกำลังพิจารณาให้ยืม Bitcoin (BTC) จำนวนมหาศาลเพื่อหารายได้เข้ากับบริษัท  โดยในปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม MicroStrategy ถือครอง BTC มากถึง 125,051 เหรียญ ซึ่งในผลกำไรประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2564 Saylor กล่าวว่าปัจจุบัน MicroStrategy มี Bitcoin มากกว่า 100,000 BTC ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนหรือสำหรับพันธบัตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Bitcoin  นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังตั้งข้อสังเกตว่า Relative Strength Indicator ของ Bitcoin มีการขายมากเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะแข็งค่าขึ้นในไม่ช้า เช่นเดียวกับในเดือนมีนาคม 2021 อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มขึ้นของระดับราคา Bitcoin ที่มาพร้อมกับ 2 เหตุการณ์ใหญ่ในตลาดหุ้นและ MicroStrategy

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

สกุลเงินดิจิทัลคือสินทรัพย์ที่จะให้คุณค่าในอนาคตหรือจะเป็นหายนะของการลงทุนกันแน่?

เคยมีคำเขียนเอาไว้ว่า “การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีมูลค่าขึ้นมาได้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้ให้คุณค่ามัน” ถ้าหากรัฐบาลไม่ได้กำหนดให้สกุลเงินประจำชาติเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพียงกระดาษใบหนึ่ง ถ้าเราไม่ให้คุณค่ากับทองคำ และยกให้เป็นสินทรัพย์สำรองปลอดภัย ทองคำก็เป็นเพียงแร่โลหะสีทองมันวาวเท่านั้น  การเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีเหตุผลรอบรับคล้ายๆ กัน ถึงแม้ว่าชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนของวอร์เรน บัฟเฟต และเป็นรองประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ จะมองว่าควรลงทุนในหุ้นจีน และไม่ควรจะสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล แต่นักลงทุนหลายคนก็ปฏิเสธความเห็นของเขา และทำให้ตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าตลาดคริปโตจะมีความผันผวน และไม่ได้อ้างอิงปัจจัยพื้นฐานในการเคลื่อนไหวแต่ แต่ความนิยมในบิทคอยน์ อีเธอเรียมหรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ก็ได้ทำให้ตลาดแห่งนี้มีสกุลเงินดิจิทัลรวมกันมากกว่า 17,260 สกุลเงินไปแล้ว  นอกจากการถือครองสกุลเงินดิจิทัลเพื่อหวังผลกำไร ยังมีบางคนที่เลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเป็นการสนับสนุนแนวคิดตลาดการเสรี แบบที่ระบบการเงินควรเป็น ไม่อยู่ในมือรัฐบาล ที่สามารถสั่งให้สกุลเงินเฟียตหมดค่าเมื่อไหร่ก็ได้ นี่คือการต่อสู้ทางความคิดเกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานของสิ่งที่ควรจะเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนของโลกอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนทั้งสองฝั่งต้องยอมรับคือการขึ้นลงของสกุลเงินดิจิทัล มีทั้งปีที่เติบโตอย่างมหาศาล ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างเช่นปี 2021 และก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ามีปีที่สกุลเงินดิจิทัลไม่แม้แต่จะคิดพยายามปรับตัวกลับขึ้นมาเลยอย่างเช่นในปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ในบทความนี้ เราจะพาไปดูความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดสกุลเงินดิจิทัลในปี 2022  สถานการณ์ที่ 1: การปรับฐานต่อเนื่องเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกหาจุดเข้าช้อนซื้อ  ใครก็ตามที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าสกุลเงินดิจิทัลจะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์หลักในอนาคต เชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องชอบสถานการณ์ของตลาดลงทุนในเวลานี้อย่างแน่นอน การส่งสัญญาณที่กำกวมออกมาอยู่ตลอด ทำให้เกิดเป็นช่วงเวลาของการปรับฐานครั้งใหญ่ จากจุดสูงสุดตลอดกาลในวันที่ 10 พฤศจิกายน  BTC/USD Daily Chart.  รูปด้านบนนี้คือกราฟบิทคอยน์รายวันที่ขึ้นไปสร้างสุดสูงสุดตลอดกาลที่ $68,906 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาทำราคาปิดที่ $64,246.65 ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้านั้น  ETH/USD Daily Chart.  รูปด้านบนนี้คือกราฟอีเธอเรียมรายวันที่ขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลในวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ $4,865.426 ก่อนที่วันต่อมา จะทำราคาปิดแท่งต่ำกว่าเดิมที่ $4,553.094  สิ่งที่เหมือนกันระหว่างกราฟบิทคอยน์และอีเธอเรียมก่อนจะปรับตัวลงคือการสร้างจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าจุดปิด ของแท่งเทียนที่สร้างจุดสูงสุดตลอดกาล จากจุดนี้คือการสร้างขาลงยาวมาจนถึงปัจจุบัน และสำหรับคนที่ต้องการช้อนซื้อ นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก  สถานการณ์ที่ 2: การช้อนซื้อคือกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุด  ความผันผวนเป็นพรและคำสาป ความแปรปรวนของราคาที่รุนแรงอาจเป็นฝันร้ายสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสม่ำเสมอ แต่จะสร้างโอกาสมากมายให้กับนักลงทุนที่ชอบทำกำไรจากความผันผวนการปรับฐานไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดสกุลเงินดิจิตอล อย่างไรก็ตาม เมื่อมันเกิดขึ้น ตลาดจะผันผวนอย่างน่ากลัว จากปี 2021 ถึงต้นปี 2022 เราได้เห็นบิทคอยน์และอีเธอเรียมฟื้นตัวที่น่าเหลือเชื่อสองครั้ง และพักฐานลงลึกทั้งสองครั้ง  ETH/USD Daily Chart.  กราฟรูปนี้คืออีเธอเรียมรายวันที่สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงของครั้งมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 พฤติกรรมราคาได้สร้างชุดของจุดต่ำสุด และสูงสุดที่ยกตัวขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ขาขึ้น สำหรับตอนนี้ หากอยากให้เทรนด์ขาขึ้นรักษาทรงของเทรนด์ได้ต่อไป อีเธอเรียมต้องยืนเหนือ $1,700 ให้ได้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ราคาอีเธอเรียมยังสามารถยืนเหนือ $2,673.50 สูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ $2,163.316  BTC/USD Daily Chart.  กราฟบิทคอยน์ก็แสดงพฤติกรรมของราคาที่คล้ายๆ กับอีเธอเรียม แนวรับสำคัญสำหรับบิทคอยน์คือ $28,900 ตราบใดที่ยังยืนเหนือแนวรับนี้ ขาขึ้นของบิทคอยน์ก็ยังมีหวัง ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ราคาบิทคอยน์ยังมีราคาซื้อขายอยู่ที่ $37,000 โดยประมาณ  สถานการณ์ที่ 3: สกุลเงินเฟียตไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างเดิม  อุดมคติทางอุดมการณ์ของสหุลเงินดิจิทัลคือการเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน โดยที่ไม่ใช่สกุลเงินที่เราคุ้นเคย สกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์ เยน หยวนจีน และสกุลเงินอื่น ๆ ในระบบการเงินโลกได้มูลค่ามาจากความเชื่อมั่นและเครดิตของรัฐบาล ที่ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนภายในพื้นที่ต้องใช้งาน เพราะเหตุนี้รัฐบาลจึงสามารถแทรกแซงสกุลเงินของตนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ (แบบที่ตัวเองเห็นควร) ได้  การติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดสกุลเงินในบางครั้งก็เหมือนกับเป็นภาพลวงตา เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มที่จะวัดมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เพราะดัชนีดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะตลาดเชื่อว่ามีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะสูงขึ้น และจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ  การวัดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินเฟียตอื่นๆ หรือเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ทำให้เราได้เห็นเรื่องที่น่าสนใจ ความสามารถในการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงของธนาคารกลาง และการเทเงินเข้าระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงการระบาดใหญ่ได้จุดชนวนให้เกิดเงินเฟ้ อที่ทำลายมูลค่าเงินเฟียตทั้งหมด ในขณะที่ความเชื่อมั่นและเครดิตในรัฐบาลลดลง สกุลเงินดิจิทัลกลับกำลังเสนอทางเลือกอื่น  การเพิ่มขึ้นของจำนวนสกุลเงินดิจิทัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่ลดลงและการเสื่อมค่าของเงินรัฐบาล เพราะมูลค่าของสกุลเงินคริปโตฯ มาจากการเสนอราคาซื้อและขายในตลาดเท่านั้น โดยไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลแทรกแซง แนวคิดเสรีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางแนวทางแบบเสรีนิยมทางการเงินใหม่ ที่ต้องการแยกระบบการเงินออกจากมือของรัฐบาล เมื่อสกุลเงินมีมูลค่าลดลง คุณค่าของสกุลเงินดิจิทัลก็จะเพิ่มขึ้น  สถานการณ์ที่ 4: รัสเซีย จีน และอีกหลายๆ ประเทศไม่ต้องการให้มีสกุลเงินดิจิทัลอยู่บนโลกนี้  จากข้อความข้างต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากรัฐบาลจะมองว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะแต่ไหนแต่ไร เรื่องการเงินก็เป็นฐานอำนาจและเป็นเสภียรภาพอย่างหนึ่งของรัฐบาล เพราะภาครัฐสามารถควบคุมประชาชนผ่านเงินที่พวกเขาอนุมัติให้ใช้ภายในประเทศ การทำเช่นนั้นอาจฟังดูเหมือนเป้นเรื่องสะดวกในมือของของทั้งภาครัฐและผู้ใช้งาน แต่รู้หรือไม่ว่าภาครัฐสามารถยึดเงินของคุณได้ทันที หากพวกเขามีเหตุผล (ในมุมของพวกเขา) ให้ทำเช่นนั้น และคริปโตฯ ที่ต้องการจะมอบอำนาจทางการเงินให้กลับไปอยู่ในมือของประชาชนคือความท้าทายอำนาจรัฐเป็นอย่างยิ่ง  จีนและรัสเซียไม่ชอบสกุลเงินดิจิทัล พวกเขาห้ามซื้อขายและลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนและอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเปิดตัวหยวนดิจิทัล ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป รัฐบาลต่างๆ กำลังพยายามดำเนินโครงการสร้างสกุลเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้สกุลเงินดิจิทัลอย่างผิดกฎหมายและความเสี่ยง “เชิงระบบ” ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความกังวลที่แท้จริงคือสกุลเงินดิจิทัลท้าทายการควบคุมปริมาณเงินและอำนาจ  สถานการณ์ที่ 5: สภาวะที่ตลาดลงทุนไม่กล้าเสี่ยงทำให้นักเก็งกำไรกลัวตามไปด้วย  เชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนทุกคนคงจะทราบธีมการลงทุนในปี 2022 แล้ว ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้ง การกระทำเช่นนี้จะทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า คงจะหันไปลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล กดดันทั้งตลาดหุ้น และสินทรัพย์ทางเลือกต้องปรับตัวลดลง เพราะบรรยากาศการลงทุนจะทำให้เชื่อว่าลงทุนกับรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  การสวิงขึ้นลงมักจะนำราคาสินทรัพย์ไปสู่ระดับที่ท้าทายการวิเคราะห์เชิงตรรกะและเหตุผล การระบุว่าอะไรปัจจัยพื้นฐาน ที่ส่งผลต่อคริปโตเคอเรนซียังคงเป็นเรื่องยาก ทำให้ตลาดแหง่นี้มีความอ่อนไหวสูงต่อการร่วงลงของราคาฉับพลันในช่วงที่ไม่มีใครลงทุนกับสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงเวลาอย่างนี้นักเก็งกำไรจะซ่อนอยู่ในสินทรัพย์หลบภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตร และสินทรัพย์สำรองอื่นๆ ที่สามารถมีราคาเพิ่มขึ้นได้  การปฏิวัติฟินเทคจะยังคงท้าทายระบบการเงินยุคเก่า แม้ว่ารัฐบาล

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมอีลอนมัสก์มั่นใจว่า นิค ซาโบ คือ "คนสร้างบิตคอยน์"

หากใครที่เข้าสู่วงการคริปโตเคอร์เรนซี ก็มักสงสัยว่าใครคือคนสร้างบิตคอยน์กันแน่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากผู้สร้างบิตคอยน์ ทำให้หลายคน ต้องสืบกันเอง จนอีลอน มัสก์ เชื่อว่า นิค ซาโบ คือคนสร้างบิตคอยน์  นิค ซาโบ คือใคร?  หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ นิค ซาโบ (Nick Szabo) ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดัง วัย 58 ปี ที่หลายคนจับตามองว่า ชายคนนี้ล่ะ คือคนสร้างบิตคอยน์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อีลอน มัสก์  อะไรที่เป็นเหตุผลให้อีลอนมัสก์เชื่อว่า นิค ซาโบ คือคนสร้างบิตคอยน์?  นิค ซาโบจบการศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในปี 1989 และจบด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันลอว์สคูล  ในปี 1998 ซาโบ ได้ก่อตั้ง BitGold ขึ้น แต่โปรเจ็กนี้ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกหลายอย่าง แต่หลายคนมองว่า BitGold คือบรรพบุรุษของ Bitcoin  ซาโบ ให้เหตุผลว่า ที่เขาสร้าง BitGold ขึ้นมานั้น เพราะต้องการแก้ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบการเงินรัฐบาล  ในปี 2014 มหาวิทยาลัย Aston ศูนย์นิติศาสตร์ภาษาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาภาษาศาสตร์เกี่ยวกับ White paper ของบิตคอยน์ เพื่อให้รู้ว่าใครคือ ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) หรือนามแฝงของคนสร้างบิตคอยน์ ซึ่งนักวิจัยกลุ่มนี้ได้สรุปว่า นิค ซาโบ คือ นากาโมโตะ นั่นเอง โดยวิเคราะห์จาก ความคล้ายคลึงทางภาษาศาสตร์ เพราะมีลักษณะการเขียน วลีหลายประโยคในงานเขียนของ ซาโบ อยู่บน White paper ของบิตคอยน์ด้วย  เมื่อคนถามว่าเขาคือนากาโมโตะรึเปล่า เขาก็ได้ปฏิเสธ ในปี 2014 โดยบอกว่า “ผมไม่ใช่ซาโตชิ นากาโมโตะแต่ผมชินกับมันแล้ว”  ในปี 2015 รายงานจาก New York Times ได้ปักธงว่า ซาโบ คือคนอยู่เบื้องหลังบิตคอยน์ เพราะเขาพูดในที่สาธารณะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ bitcoin และเทคโนโลยี blockchain ได้ดีกว่าใคร ๆ  เหตุผลที่คนสร้างบิตคอยน์ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนนั้นอาจจะกระทบต่อคุณค่าของการกระจายอำนาจที่ไร้ศูนย์กลางเพราะผู้สร้างจะมีอิทธิพลเหนือสกุลเงินดิจิทัลได้  ล่าสุดอีลอนมัสก์ ให้สัมภาษณ์ ในรายการของ เล็กซ์ เขากล่าวว่า  “แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่าใครสร้างบิตคอยน์ แต่ดูเหมือนจะเป็น นิค ซาโบ ที่น่าจะเป็น ซาโตชิ นากาโมโตะ เพราะรับผิดชอบวิวัฒนาการของแนวคิดบิตคอยน์ทั้งหมด แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นใครอื่นได้อีก เพราะเขาดูเหมือนจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบิตคอยน์มากกว่าคนอื่น”  อยากไรก็ตามในบทสนทนานั้นเล็กได้กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าของประวัติศาตร์ ที่ชื่อของคนสร้างจะถูกลืมไป  อีลอน มัสก์กลับตอบเชิงปรัชญาว่า “แล้วมันต้องเป็นชื่ออะไรกันล่ะ? ชื่อที่ผูกติดมากับความคิดของผู้ค้นพบงั้นหรือ แล้วความหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ชื่อ หรือ ความคิด?”  ที่ต้องยึดติดว่าคนนี้คือคนคิดค้นขึ้นมา ความหมายที่แท้จริง คือ ชื่อ หรือ ไอเดียของคนคิดกัน (ซึ่งคำตอบนี้ก็ทำเอาเล็กซ์อึ้งไป)  ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลคร่าว ๆ ที่อีลอน มัสก์ และหลาย ๆ คนเชื่อว่า นิค ซาโบ อยู่เบื้องหลังบิตคอยน์ แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้สร้างบิตคอยน์นั้น สุดท้าย ความคิดหรืออุดมการณ์ของคนสร้างบิตคอยน์ ก็ยังคงจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งยุคตลอดไป

2022-02-04การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเตือน Black Swan อาจมาล้ม Bitcoin ได้

Robert Breedlove CEO ของ Parallax Digital กล่าวว่า Bitcoin จะเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์แต่เหตุการณ์ Black Swan ในหลายครั้งอาจจะทำลายสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ได้ ในการให้สัมภาษณ์กับ Kitco News คุณ Breedlove ยอมรับว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่เหตุการณ์ใดก็ตามที่ลดอัตราแฮชลงอย่างรุนแรงจะทำให้อนาคตของ Bitcoin มืดลง  ทั้งนี้เขายังกล่าวว่าการที่ประเทศจีนออกมาแบนการขุด crypto ภายในประเทศนั้นส่งผลให้อัตราแฮชลดดลงอย่างต่อเนื่องแต่สินทรัพย์นั้นยังคงสามารถฟื้นตัวได้ถือเป็นการดำเนินการที่ล้มเหลวอย่างมากในการเข้าควบคุม Bitcoin “Bitcoin สิ่งนี้ทำให้ฉันตระหนักถึงเหตุการณ์ Black Swan ที่จะกดดันอัตราแฮชอย่างรุนแรง แม้ว่า Bitcoin นั้นจะเป็นเครือข่ายที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก” ทั้งนี้เขายังอ้างถึงการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลวิทยา  และวงจรแม่เหล็กไฟฟ้าว่าเป็นภัยคุกคามอื่น ๆ ต่อการดำรงอยู่ของสกุลเงินดิจิทัล การคุกคามต่อ Bitcoin ในเวลาเดียวกัน Breedlove ระบุว่าภัยคุกคามต่อ Bitcoin ที่ทราบในปัจจุบันนั้นเป็นข้อบังคับจากทั่วโลก โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า Bitcoin มักถูกคุกคามจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมซึ่งทำให้หน่วยงานกำกับดูแลอาจใช้กฎระเบียบที่รุนแรงซึ่งคล้ายกับช่วงทศวรรษที่ 1930 ที่รัฐบาลห้ามการเป็นเจ้าของทองคำโดยส่วนตัว ทั้งนี้เขามองว่า Bitcoin มีความได้เปรียบเนื่องจากลักษณะการกระจายอำนาจและความสะดวกในการพกพา  ซึ่งดูได้จากการที่เอลซัลวาดอร์รับเอา Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย และแจกจ่ายต่อประชาชนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม Breedlove ระบุว่า BTC สามารถบรรลุมูลค่าตามราคาตลาดได้ประมาณ 5 ล้านล้านดอลลาร์ในอีกห้าปีข้างหน้า แม้ว่ามูลค่าตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลจะลดลงอย่างมากในปี 2565 แต่เขาเชื่อว่าเป้าหมายนั้นใกล้เข้ามาแล้ว เนื่องจาก Bitcoin ได้ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้ว

2022-02-04การวิเคราะห์เชิงลึก

DeFi ตัวใหม่บน Cardano สามารถดึงดูดให้ผู้ใช้ Stake เหรียญได้ดี

โปรโตคอล Defi ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า Meld ซึ่งเปิดตัวบนบล็อคเชนของ Cardano (ADA) นั้นสามารถดึงดูดให้ผู้ใช้ทำการ Lock เหรียญ ADA เพื่อรับผลตอบแทนเป็นเหรียญ Meld ได้เป็นจำนวนกว่า 100 ล้านโทเค็นภายในเวลาเพียงแค่สามวัน Meld ได้ประกาศผ่านบัญชี Twitter โดยมีเป้าหมายเป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอล DeFi ในการนำเสนอบริการ Stake เหรียญ Crypto เป็นหลักประกันสำหรับเงินกู้ ตามข้อมูลของ Meld แพลตฟอร์มได้มุ่งเป้าไปที่ประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารทั่วโลก  ในขณะที่ใช้ Cardano เพื่อมุ่งเน้นไปที่ประเทศที่มีประชากรคริปโตอยู่หนาแน่น ด้วยโมเดลของ Meld ผู้ใช้จะสามารถฝาก Cryptocurrency ที่ถูกล็อคไว้ในบัญชีก่อนที่จะยืมกู้เงินตามหลักประกันที่ถูกล็อคไ้วด้วยการสนับสนุนจาก Cardano Meld จะอนุญาตให้ผู้ถือโทเค็นสามารถ Stake เหรียญ ADA ได้มากกว่า 620 ล้านเหรียญบนโปรโตคอล เทียบเท่ากับมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์  ดังนั้นแพลตฟอร์มดังกล่าวจึงระดมทุนเงินได้ 10 ล้านดอลลาร์สำหรับรอบการระดมทุนรอบ private sale Meld ยังได้ใช้ประโยชน์จากรูปแบบ ISPO ของการระดมทุนด้วย staking pool ที่เติม ADA เป็นจำนวนทั้งหมด 64 ล้านเหรียญ ภายใน 5 วัน ISPO ได้เปิดอีกเพิ่มอีก 4 pool ซึ่งคิดเป็น ADA จำนวนรวมทั้งหมด 133 ล้านเหรียญ โดยผู้ใช้จะสามารถเลือกได้ระหว่างทำการล็อคเหรียญ 6 เดือนหรือ 12 เดือน ด้วยอัตราผลตอบแทนร้อยละ 12% และ 15% ต่อปีตามลำดับ นอกจากนี้ Meld ยังได้ร่วมมือกับ Tingo ผู้ให้บริการมือถือในแอฟริกาเพื่อเสนอให้บริการบนแอพมือถือ และร่วมมือกับ Polygon, Vent Finance และ ADAmatic เพื่อเชื่อมต่อบล็อกเชน Polygon เข้ากับบล็อคเชนของ

2022-02-04การวิเคราะห์เชิงลึก

ดร.นิเวศน์ชี้ใกล้ถึงจุดอวสานเก็งกำไรเงินคริปโทเคอร์เรนซี

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนตลาดหุ้นรุ่นลายครามในไทย เปิดเผยมุมมองเกี่ยวกับภาวะตลาดสินทรัพย์คริปโทเคอร์เรนซีในปัจจุบัน โดยกล่าวว่ามุมมองของผมสำหรับนักลงทุนไทยก็คือในช่วงนี้มีโอกาสที่จะใกล้ถึงวัน อวสานของการเก็งกำไรที่หลักทรัพย์เช่น หุ้นหรือสินทรัพย์ดิจิทัลต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือในการเก็งกำไร หรือโดยคุณสมบัติเป็นหุ้นหรือเหรียญที่เก็งกำไร กล่าวคือมีพื้นฐานต่ำกว่าราคามาก เช่น มีค่า PE หรือ Market Cap. สูงผิดปกติมาก หรือบางตัวแทบจะไม่มีพื้นฐานเลย อาจจะถูกขายจนราคาตกลงไปมากมายเกินครึ่งหรืออาจจะถึง 80-90% ได้ง่าย ๆ  ทางที่ดีก็ควรจะหลีกเลี่ยงที่จะถือหรือเข้าไปเล่นเก็งกำไรในหุ้นหรือสินทรัพย์เหล่านั้น อย่าไปเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนโลกหรือมันจะเติบโตและทำกำไรจากเทรนด์ในอนาคต เพราะโอกาสที่จะเกิดนั้นน้อยมาก หรือถ้าตัวไหนเกิดทำได้จริงๆ บางทีราคาของมันในช่วงนี้ก็ได้ปรับขึ้นมาเหมาะสมกับความสำเร็จนั้นอยู่แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นเหตุผลที่จะลงทุนในหุ้นหรือสินทรัพย์เก็งกำไรเหล่านั้น ถ้าอยากที่จะร่วมขบวนไปกับเทคโนโลยีของโลกใหม่ รอก่อนก็น่าจะได้  ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กล่าวต่อไปว่า เหรียญคริปโทที่มีราคาปรับตัวขึ้นไปสูงมากนั้นผมคิดว่าไม่ได้มาจากพื้นฐานโดยเฉพาะของบิตคอยน์ที่ว่าจะกลายเป็นเงินของโลก ที่คนทั้งโลกจะใช้ในการซื้อ-ขาย สินค้าหรือเก็บเป็นเงินสำรอง เพราะดูไปแล้วมันมีคุณสมบัติที่ไม่ดีพอที่จะทำอย่างนั้น  อย่างมากที่จะเป็นก็คือทองเสมือนที่ไม่รู้ว่าราคาที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไร อย่างไรก็ตามในยามที่มีการเก็งกำไรสูงมากในช่วงโควิด-19 มันก็กลายเป็นเครื่องมือในการเก็งกำไรสุดยอด เหตุผลก็เพราะว่าบิตคอยน์มีจำนวนจำกัดและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ การเข้ามาซื้อของผู้คนจำนวนมหาศาล เพราะเชื่อสตอรี่ที่ว่ามันจะกลายเป็นเงินของโลกทำให้เกิดสถานการณ์ที่บิตคอยน์ถูก “Corner” ซึ่งทำให้ราคาขึ้นไปสูงสุดยอดอย่างรวดเร็ว  แต่ถึงวันนี้ รัฐบาลจำนวนมากและเป็นส่วนใหญ่ของโลกต่างก็ยังไม่รับรองหรือสนับสนุนบิตคอยน์ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ หลายประเทศรวมถึงไทยเริ่ม “แบน” บิตคอยน์ในระดับใดระดับหนึ่ง เช่น ไม่อนุญาตให้ใช้ในการซื้อ-ขายสินค้า หรือไม่ให้ลงทุนเลยก็มี  นั่นส่งผลให้สตอรี่ของบิตคอยน์อ่อนลงไปเรื่อย คนที่อาจจะเคยเชื่อว่าบิตคอยน์คือ “อนาคต” ของเงินดิจิทัลเริ่มหวั่นไหวก็เริ่มขาย ราคาที่ลงก็ส่งผลให้คนที่ไม่มั่นใจมากพอเริ่มขายต่อ การตกลงมาอย่างหนักก็ชักจูงให้คนขายเพิ่มขึ้น  ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กล่าวว่า จริงอยู่ในอดีตบิตคอยน์ก็เคยลงมาอย่างหนักพอๆ กัน แต่มันก็ปรับตัวขึ้นมาใหม่ แต่คราวนี้ก็อาจจะไม่แน่ เพราะแรงต้านจากรัฐบาลทั่วโลกมากขึ้นทุกที ซึ่งรวมถึงจีนและอินเดียที่มีประชากรมหาศาล ดังนั้นอนาคตบิตคอยน์จะไปต่อได้อย่างไร แม้แต่ประเทศที่รับรองบิตคอยน์อย่างแข็งขัน เช่น เอลซัลวาดอร์เองนั้น ก็กำลังโดนเตือนจาก IMF ให้เลิกทำเพราะเกรงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ดังนั้น เมื่อถึงวันที่การเก็งกำไรระดับโลกในหุ้นและเหรียญดิจิทัลต่างๆ ลดลงอย่างแรง บิตคอยน์ก็อาจจะมีโอกาสตกลงไปมากจนถึงจุดก่อนเกิดโควิด-19 ที่ต่ำกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐได้ง่ายๆ

2022-02-03การวิเคราะห์เชิงลึก

ข่าวรายงาน YouTuber ชื่อดังโกงเงินนักลงทุน Crypto กว่า 16 ล้านบาท

Paul ‘Ice Poseidon’ Denino สตรีมเมอร์หรือ YouTuber ชื่อดังกล่าวว่าเขาจะไม่ชดเชยนักลงทุนที่เข้าซื้อ cryptocurrency ของเขาหลังมีรายงานว่าเป็นสิ่งหลอกลวง ทั้งนี้ Coffeezilla ซึ่งเป็นยูทูบเบอร์นักสืบสวนการหลอกลวงออนไลน์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2022 ได้เผยแพร่คลิปเสียงระหว่างพูดคุยกับ Poseidon ซึ่งเขายอมรับว่าเขาจะไม่จ่ายเงินคืนเพราะเขา “ไม่สนใจ” ว่าใครจะมองเขายังไงในการฉ้อโกง CxCoin จำนวน 500,000 โทเคน  “ความรับผิดชอบส่วนหนึ่งก็อยู่กับพวกเขาเหมือนกันที่ใส่อารมณ์มากเกินไป ผมสามารถคืนเงินให้ได้ซึ่งมันอยู่ในอำนาจของผม แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาดและจะไม่พูดอะไรอีก” ในตอนแรก Coffeezilla ค้นพบกลโกงดังกล่าว หลังจากพบการร้องเรียนของจากบุคคลที่ลงทุนในเหรียญของ Poseidon หลายต่อหลายครั้ง หากใครยังไม่ทราบเหรียญดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นกลไกการให้ทิปสำหรับผู้สร้างเนื้อหาโดย Poseidon ได้นำเสนอโครงการระยะยาวเพื่อดึงดูดนักลงทุนจำนวนมากโดยมีมูลค่ากว่าครึ่งล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ซึ่งภายหลังยังมีรายงานอีกว่าเขาใช้เงินนี้เพื่อซื้อรถ Tesla ยอมรับว่าถอนเหรียญออกจากสภาพคล่อง  ในแถลงการณ์ที่แยกออกมา Poseidon ยังยอมรับว่าเขาถอนเงินออกจากกลุ่มสภาพคล่องของเหรียญประมาณ 300,000 ดอลลาร์ เนื่องจากมีผู้ถือครองเพียงไม่กี่ราย เขายืนยันว่าในขณะที่ผลักดันเหรียญ เขามุ่งเน้นไปที่บุคคลที่มีความรู้ในการลงทุนคริปโตมาก่อน ในเวลาเดียวกัน Poseidon อ้างว่าเขาได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะและเตือนผู้ติดตามของเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrency อีกทั้งเขาอ้างว่ามี CxCoins ปลอมอยู่ในตลาดอยู่แล้ว  ซึ่งเขายังเน้นว่าไม่มีการขโมยเงินใด ๆ และนักลงทุนรายแรก ๆ ก็ทำกำไรได้แล้ว “ฉันเตือนผู้คนก่อนเปิดตัวว่าเป็นสิ่งที่เสี่ยงและผันผวนอย่างยิ่ง แต่ยังมีบางคนที่ตกหลุมพรางด้วยการซื้อ cxCoins ปลอม และฉันก็คืนเงินให้พวกเขาด้วยความเมตตา” อย่างไรก็ตาม แม้จะยืนกรานอย่างหนักที่จะไม่คืนเงิน แต่โตกลงที่จะจ่ายคืนประมาณ 155,000 ดอลลาร์ให้กับกลุ่มสภาพคล่อง ที่น่าสนใจ Coffeezilla อ้างว่าการสอบสวนของเขาเปิดเผยว่าพบเห็นเพียง 47,000 ดอลลาร์เท่านั้น ดูวิดีโอแบบเต็ม: Famous Livestreamer Stole $500,000 From His Fans

2022-02-03การวิเคราะห์เชิงลึก

รายงานเผยมี Cryptocurrency เกิดใหม่กว่า 1,000 เหรียญในเดือนมกราคม

ในปี 2022 มีจำนวน cryptocurrency เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการเติบโตของตลาดในปี 2564 ที่เติบโตขึ้นอย่างมากเมื่อช่วงท้ายปี ซึ่งทำให้พบเห็นการสร้าง crypto มากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ตามรายงานแสดงให้เห็นว่ามี cryptocurrency ที่ถูกสร้างใหม่มากกว่า 1,000 โทเคนในเดือนมกราคม 2022 ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนสกุลเงินดิจิทัลมากถึง 16,238 สกุลตามข้อมูลวันที่ 1 มกราคม 2022  ตามรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม มี cryptocurrency หมุนเวียนอยู่ในตลาดมากกว่า 17,240 สกุล ซึ่งหมายความว่ามีการเปิดตัวคริปโทเคอร์เรนซี่ใหม่ 1,002 สกุลในเวลาเพียงหนึ่งเดือนนั่นแปลว่ามีสกุลเงินดิจิทัลเกิดใหม่กว่า 31 สกุลใน 1 วันซึ่งคาดว่าตัวเลขนี้อาจจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในอนาคต  อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปี 2021 ข้อมูลเผยให้เห็นว่ามีสกุลเงินดิจิทัลจำนวน 8,153 สกุลซึ่งทำให้เห็นว่าตลอดปี 2021 ที่ผ่านมานั้นมีคริปโทเคอร์เรนซี่ใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาอีกกว่า 8,070 สกุลโดยเพิ่มมากขึ้นกว่า 98.98% หรือเกือบ 2 เท่าตัว นั่นแปลว่าใน 1 วันจะมีสกุลเงินดิจิทัลเกิดใหม่กว่า 23 สกุลทุกวันนั่นเอง มูลค่าตลาดของ crypto ทั่วโลก ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของตลาด crypto อยู่ที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.72% จากวันก่อนหน้า  แม้จะมีการเพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่มากกว่า 1,000 รายการในกลุ่มในเวลาน้อยกว่าหนึ่งเดือน แต่มูลค่าตามราคาตลาดก็ลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนมกราคมโดยลดมาอยู่ที่มูลค่า 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ฃในวันที่ 31 ธันวาคม อย่างไรก็ตามเงินทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน 100 อันดับแรกของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นได้ว่าการเติบโตของจำนวนสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างขึ้นไม่ได้ส่งผลให้มูลค่าตลาดคริปโตนั้นเพิ่มขึ้นด้วยความสัมพันธ์เดียวกัน

2022-02-03การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
5759
...
142