สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

รีวิวเหรียญ Gala ที่ Snoop Dogg เพิ่งประกาศ ALL IN

เหรียญ GALA คืออะไร?  เหรียญ GALA สร้างขึ้นตามมาตรฐาน ERC-20 บน Ethereum Blockchain นอกจากนั้น ยังมีมาตรฐาน BEP-20 บน Binance Smart Chain โดยเหรียญ GALA สร้างขึ้นเพื่อใช้ในระบบนิเวศของ Gala Games ซึ่งมีแนวคิดว่า “ต้องการสร้างเกมบน Blockchain ที่สามารถเล่นได้จริง” ผู้ใช้งานสามารถใช้เหรียญ GALA ในการแลกเปลี่ยนระหว่างกันบนแพลตฟอร์มได้ อีกทั้งผู้ที่เป็น Founders Nodes จะได้รับเหรียญ GALA หรือรางวัลอื่น ๆ เป็นรางวัลสำหรับการรัน Nodes  อุปทาน (Supply) ของเหรียญ GALA ทั้งหมดจำนวน 5 หมื่นล้านเหรียญ และอ้างอิงข้อมูลจาก Etherscan ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2021 พบว่า ในปัจจุบัน มีจำนวนอุปทาน 3.6 หมื่นล้านเหรียญ และมี อุปทานที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ (Circulating Supply) อยู่ที่ประมาณ 6.9 พันล้านเหรียญ  ในปัจจุบัน เกมบนแพลตฟอร์มของ Gala Games มีจำนวนทั้งสิ้น 5 เกม ได้แก่ เกม Spider Tanks, เกม Town Star, เกม Mirandus, เกม Echoes of Empire และเกม Fortified ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้  อนาคต Gala  หลังจากได้เริ่มเห็นการนำเทคโนโลยี Blockchain ไปปรับใช้ในอุตสาหกรรมเกมของหลายแพลตฟอร์ม จนเกิดเป็นกระแส GameFi ขึ้นมา ประกอบกับการปลุกกระแสธีมการลงทุนใน Metaverse ของ Facebook ทำให้กลุ่มเหรียญคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องกับเกมและธีม Metaverse ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นจากราคาของเหรียญกลุ่มนี้ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและพร้อมปรับตัวขึ้นโดยทันทีเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม   Snoop Dogg ทุ่ม ‘All in’ Gala Games  หลังจาก Snoop Dogg โผล่เข้าห้อง Discord ของ Gala Games ในชื่อ snoopdogg#1150 และยังเข้า Voice Chat ไปพูดคุยกันผู้เล่นคนอื่นๆด้วย และก็ดูเหมือนว่า GALA จะได้แสงเพิ่มมาอีกหลังจากที่ Snoop Dogg ประกาศผ่านทาง Discord ว่า ‘All in’ ในโปรเจคและยังเล่นเกม Townstar อีกด้วย ทำให้ GALA เขียวกว่า +40% ไปแล้วใน 24 ชั่วโมงไม่พอ ยังบวกเพิ่มอีก 10% หลังจากการปรากฎตัวของ Snoop Dogg ในห้อง Discord อีกด้วย  รีวิว Gala บน WikiBit  แอปพลิเคชัน WikiBit เป็นแอปตรวจสอบข้อมูลเหรียญคริปโต ซึ่งเหรียญ Gala ได้คะแนนความน่าเชื่อถือสูงถึง 7.65 / 10 คะแนน และมูลค่าการซื้อขายใน 24 ชม.ที่ผ่านมาสูงถึง 2.4 พันล้านบาท บ่งบอกถึงความฮอตฮิตของเหรียญนี้อย่างมาก ถ้าคุณอยากอ่าน White paper ฟรีของเหรียญ Gala สามารถดูได้ผ่านแอปพลิเคชัน WikiBit ได้เลย

2022-02-07การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคาบิตคอยน์พุ่งทะลุ 42,000 ดอลลาร์เช้าวันนี้

ราคาบิตคอยน์เทรดที่เว็บไซต์อินเวสต์ติง ดอท คอม ปรับตัวขึ้นไปแตะ 42,701 ดอลลาร์เมื่อเวลา 05.00น.ของวันนี้ ซึ่งการพุ่งขึ้นของราคาดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนการปิดกราฟแท่งของวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา  ก่อนหน้านี้ ราคาบิตคอยน์ พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจากระดับ 37,000 ดอลลาร์ ทะลุเหนือ 40,000 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าอาจจะได้เห็นขาขึ้นกลับมาในเร็ว ๆ นี้  อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นแค่การคาดการณ์ของคนบางกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ตลาดบิตคอยน์เกิดการซบเซามาตลอดตั้งแต่ช่วงเดือนพ.ย. จนร่วงลงมาเรื่อย ๆ และแตะจุดต่ำสุดที่ 32,950 ดอลลาร์ ก่อนที่จะค่อย ๆ มีการปรบตัวขึ้น นั่นหมายความว่านักเทรดไม่ควรที่จะประมาท เนื่องจากว่านี่เป็นเพียงแค่การคาดการณ์เท่านั้น และนี่คือโลกคริปโทฯ เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้

2022-02-07การวิเคราะห์เชิงลึก

วิจัยใหม่พบว่า Polkadot (DOT) ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุด

ข้อมูลวิจัยใหม่พบว่า โปรเจกต์ ‘Killer Ethereum’ ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นดีอย่าง Polkadot (DOT) นั้นใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยที่สุดในบรรดาเครือข่าย blockchain ชั้นนำตัวอื่น ๆ ทั้งหมด ตามข้อมูลวิจัยใหม่ที่จัดทำโดยสถาบัน Crypto Carbon Ratings Institute (CCRI) พบว่า เครือข่าย Polkadot (DOT) ใช้พลังงานน้อยกว่าเครือข่ายบล็กเชนชั้นนำตัวอื่น ๆ เช่นBitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และ Solana (SOL)  โดยสถาบันวิจัยพบว่า Polkadot ใช้ไฟฟ้าเพียง 6.6 เท่าของไฟฟ้าที่ใช้กันในภาคครัวเรือนของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยในหนึ่งปี เป็นทำให้มันกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดในกลุ่มเครือข่ายบล็อคเชนชั้นนำ เมื่อเปรียบเทียบกับ Ethereum จะเห็นได้ว่า Eth ใช้ไฟฟ้ามากถึง 1.6 ล้านเท่าของครัวเรือนในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ย ในขณะที่ตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้นถึง 8.6 ล้านสำหรับ BTC ครัวเรือนในสหรัฐฯ  โดยเฉลี่ยใช้ไฟฟ้ากันอยู่ที่ประมาณ 10,600 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ดังนั้นเครือข่ายที่ใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดอย่าง Polkadot จึงใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 6.6 เท่า ตามมาด้วย Solana ที่ใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 200 เท่า ในขณะที่ Bitcoin กินไฟมากกว่าระบบ Proof of Stake ใด ๆ ทั้งหมด เนื่องจากกลไกที่สอดคล้องกันของ Proof of Work ส่งผลให้มีการติดตั้งฮาร์ดแวร์ที่ใช้พลังงานสูง ข้อมูลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ETH เป็นแพลตฟอร์มสัญญา Smart contract ลำดับถัดจาก BTC ในแง่ของการใช้พลังงาน ตามมาด้วยโปรโตคอลเลเยอร์ 1 ตัวอื่น ๆ อย่าง Solana (SOL), Cardano (ADA), Algorand (ALGO), Avalanche (AVAX) และ Tezos (XTZ)

2022-02-07การวิเคราะห์เชิงลึก

ทีม Cardano ออกมาเผยความคืบหน้าของการพัฒนา

Cardano ได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับโปรโตคอล Hydra ไปเมื่อปีที่แล้วแล้วก็ยังได้มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยที่โปรเจกต์นั้นจะเพิ่มความสามารถในการใช้งาน smart contract ในปี 2021 ในพื้นที่ของ Cardano ที่ประกอบไปด้วย DeFi โดยตอนนี้ก็ได้มีการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโปรโตคอล Hydra และความคืบหน้าของทีมในการปรับขนาด Hydra มีพัฒนาการ ในรายงานที่ถูกเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้จากทางเว็บไซต์ทางการผู้พัฒนาที่อยู่เบื้องหลัง Cardano ที่รุ้จักกันในนาม IOG  ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่โปรเจกต์ Hydra นั้นกำลังดำเนินการอยู๋ซึ่งก็ได้มีการบอกว่า Hydra นั้นมาไกลกว่าจากจุดที่เริ่มต้นมามากแล้ว Hydra นั้นถูกสร้างขึ้นโดยทีม Ouborous จุดประสงค์ก็เพื่อลดเวลาทำธุรกรรม. เพิ่มปริมาณการทำธุรกรรมและจัดหาโซลูชันที่ประหยัดต้นทุนโดบไม่ต้องสละในส่วนของทรัพยากรจัดเก็บข้อมูลก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต้อไป ตอนนี้ Hydra ได้กลายเป็นโปรโตคอล proof of concept อย่างเต็มตัวแล้วซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ในแผนงานแต่แรกเริ่มสิ่งนี้ได้ผลักดันโปรเจกต์ไปสู่ “การใช้งานที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับ testate MVP” ด้วยการที่มี Hydra Head ที่แตกต่างกันโดยที่มันมีความเกี่ยวข้องกับเลเยอร์เครือข่ายที่แข็งแกร่งระหว่าง Cardano และบล็อกเชนอื่น ๆ รวมไปถึง smart contract อื่น ๆ  ที่ขับเคลื่อนวงจรของ Hydra Head โดยที่มันทำหน้าที่เป็น ledger ขนาดเล็กโดยทำงานคล้ายกับ ledger หลักบนเครือข่าย ด้วยอัลกอริทึมฉันทามติที่มีอยู่ในโปรโตคอลทุก ๆ ฝ่ายที่เกีย่วข้องในการทำธุรกรรมจำเป็นจะต้องให้การยอมรัมเสียก่อนก่อนที่จะอนุญาตให้ดำเนินการได้ซึ่งก็จะนำมาซึ่งความปลอดภัยขั้นสูงสำหรับผู้ใช้งานโปรโตคอล ผลที่จะตามมาก็คือในฐานะผู้มีส่วนร่วมเราไม่สามารถเสียเงินของเราออกไปเราไม่ได้ทำการตกลงอย่างชัดเจนว่าจะต้องเสีย ทำไมน่ะหรอ?  เนื่องจากธุรกรรมที่ถูกต้องนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากเรา“ รายงานกล่าว Cardano มุ่งหน้าสู่ล้าน TPS จุดขายจุดหนึ่งของ Cardano คือจำนวนธุรกรรมต่อวินาทีที่สามารถดำเนินการได้ proof of stake ของเครือข่าย Cardano นั้นเร็วกว่าของ Ethereum ซึ่งเป็นคู่แข่งเบอร์ต้น ๆ ทางโปรเจกต์มุ่งเน้นที่จะปรับปรุง TPS อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ทั้งหมดที่เกียวกับ Hydra แม้ TPS อาจจะดูเหมือนว่าสำคัญแต่รายงานนั้นระบุว่าเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญน้อยที่สุดที่จะใช้เพื่อเปรียบเทียบเนื่องจากแต่ละธุรกรรมนั้นสามารถมีรูปร่างและขนาดที่ต่างกันได้ ใช่แล้ว! บล็อกเชนนั้นกำลังทำงานเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับขนาด ”แต่ความสามารถในการปรับขนาดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับล้าน TPS แทนที่จะเลือกดูที่ TPS

2022-02-06การวิเคราะห์เชิงลึก

นักเทรด Bitcoin สาย Short ถูกล้างพอร์ตสูญเงินกว่า 8.9 พันล้านบาท

หลังจาก Bitcoin (BTC) เริ่มต้นปีที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2021 เราเริ่มได้เห็นการฟื้นตัวของมันตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมามาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำได้เพิ่มขึ้นจาก 33,000 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมกราคมเป็น 41,000 ดอลลาร์ ณ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เนื่องจากนักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ว่าตัวบ่งชี้ของตลาดบางตัวกำลังแสดงสัญญาณของการกลับตัวกลับตัว  โดยข้อมูลในอดีตคาดการณ์ว่าผลตอบแทนจะมากกว่า 40,000 ดอลลาร์ อย่างไรในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ส่งผลให้นักเทรดสาย short จำนวน 72,700 รายต้องถูกล้างพอร์ต โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ 270.8 ล้านดอลลาร์ทั้งหมดอ้างอิงจาก Coinglass เหรียญที่ถูกล้างพอร์ตมากที่สุดนั้นคือ Bitcoin โดยมีตัวเลขอยู่ที่ 106.36 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum เป็นอันดับสองมีการล้างพอร์ตที่ 69.98 ล้านดอลลาร์ Bitcoins ยืนเหนือ $41,000 ปัจจุบัน Bitcoin มีราคาที่ 41,432 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9.17% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา  และ 9.53% ในช่วงเจ็ดวันก่อนหน้า ด้วยราคาของ Bitcoin ที่ทะลุผ่านราคา $40,000 มันจึงทำให้ตลาดมีความคึกครื้นมากกว่าช่วงสองสามสัปดาห์ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากจุดต่ำสุดในรอบหกเดือนในช่วงปลายเดือนมกราคม BTC ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เนื่องจากความเชื่อมั่นของตลาดที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ Bitcoin จึงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดบน Twitter ในสัปดาห์นี้ โดยมีการกล่าวถึง 3,134,852 ล้านครั้ง ตลาด crypto ทั่วโลก มูลค่าตลาดรวมของ cryptocurrencies ทั้งหมดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 7.76% จากวันก่อนหน้า อ้างอิงจาก CoinMarketCap ปริมาณตลาด cryptocurrency โดยรวมในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 36.30% เป็น 9.48 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน

2022-02-06การวิเคราะห์เชิงลึก

Justin Bieber ซื้อ NFT Bored Ape Yacht Club มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท

Justin Bieber ซูปเปอร์สตาร์ชาวแคนาดาได้มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรม NFT อีกครั้ง โดยในรอบนี้เขาได้เข้าซื้อ Bored Ape อีก 1 ตัวด้วยสกุลเงินดิจิทัลอันดับสองของโลกอย่าง Ethereum โดยงานศิลปะดิจิทัลนี้มีมูลค่ากว่า 15 ล้านบาท หรือราว ๆ 4.7 แสนดอลลาร์  ทั้งนี้ Justin Bieber ถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่กำลังคลั่งไคล้ NFT เป็นอย่างมาก โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาได้เข้าซื้อคอลเลกชัน Bored Ape #3001 ในราคา 500 ETH หรือมูลค่าประมาณ 1.3 ล้านดอลลาร์ในขณะนั้น และในเวลาต่อมาเขาก็ได้ซื้อ Bored Ape #3850 เพิ่มขึ้นอีก 1 ตัว  โดยผลงาน Bored Ape #3580 นั้นมีลักษณะดังรูปต่อไปนี้ ทั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่แปลกและน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจาก Bored Ape ไม่เคยถูกขายใน Opensea มาก่อน แต่มันจะถูกโอนระหว่างบัญชีเท่านั้น ซื้อ NFT ดังกล่าวที่ได้มาถือเป็นงานศิลปะดิจิทัลที่มีความหายากมากเนื่องจากมีเพียง 0.89% จากผลงานทั้งหมดเท่านั้น โดยเป็นลักษณะ ลิงที่สวมหมวก Bandana Blue และใส่ Grin Diamond อย่างไรก็ตามหากใครต้องการเป็นเจ้าของ Bored Ape นั้นปัจจุบันมีราคาซื้อขายขั้นต่ำอยู่ที่ 99.3 ETH เท่านั้น

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

อัยการคดี Ripple กล่าวว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะถึงจุดพีคของคดีความ

อัยการ Jeremy Hogan เชื่อว่าอีก 2-3 เดือนข้างหน้าอาจถึงจุดที่น่าสนใจในคดีความระหว่าง Ripple กับ SEC ซึ่งมาพร้อมกับคำตัดสินสำคัญ ๆ โดยการอัปเดตบน Twitter ล่าสุดจากผู้ก่อตั้ง Cryptolaw ทนายความของสหรัฐฯ  ระบุว่านี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากคำสั่งล่าสุดที่ออกมาโดย Judge Torres John Deaton ผู้ก่อตั้งกฎหมาย Crypto ได้อธิบายคำตัดสินล่าสุดซึ่งเกี่ยวกับ Ripple โดยผู้พิพากษา Torres สั่งให้เปิดผนึกเอกสารสามฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอีเมลและบันทึกทางกฎหมายของ Chris Larsen และ Brad Garlinghouse  ผู้พิพากษา Torres จะเปิดเผยอีเมลที่ส่งถึง Larsen และบันทึกทางกฎหมายของ Ripple โดยให้เหตุผลว่าที่ผ่านมานั้น “ไม่ยุติธรรม” แต่จะให้ Garlinghouse แก้ตัวในการเปิดผนึกเอกสารสามฉบับเพื่อรักษา “ความลับของข้อมูล” โดยท้ายสุดท้าย Torres จะให้โอกาส Ripple ในการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวล่าสุดของ SEC ในการป้องกันและแก้ตัวอย่างยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แข็งแกร่งแม้มีคดีความ เมื่อเร็วๆ นี้ Ripple ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ กับ Modulr ผู้ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินรายใหญ่ในสหราชอาณาจักรร่วมกัน พวกเขาตั้งใจที่จะตั้งค่าระบบการชำระเงินที่ราบรื่นในสหราชอาณาจักรและยุโรปสำหรับองค์กรและผู้ใช้รายย่อย อีกทั้ง Brad Garlinghouse กล่าวว่า Ripple อยู่ในสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้ว่าจะมีข้อพิพาททางกฎหมายกับ SEC อย่าไรก็ตามในการสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ Garlinghouse คาดการณ์ว่าในท้ายที่สุด Ripple จะกลับมาอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในอนาคต

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 39,000 ดอลลาร์

ราคา Bitcoin พุ่งอย่างรุนแรงทะลุ 39,000 ดอลลาร์หลังนักลงทุนคาดเดาเกี่ยวกับหุ้นเทคโนโลยีกำลังผันผวนบน Wall Streeet ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์นี้ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาหุ้นของ Amazon บริษัท e-commerce รายใหญ่ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ประกอบกับหุ้นของ Meta บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ก็ได้เพิ่มขึ้นกว่า 10%  ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับความผันผวนที่น่าประหลาดใจ โดย Bitcoin ก็เช่นเดียวกันซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 6.91% ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาหลังจากที่ Michael Saylor CEO ของ MicroStrategy กล่าวว่าบริษัทซอฟต์แวร์ระดับองค์กรกำลังพิจารณาให้ยืม Bitcoin (BTC) จำนวนมหาศาลเพื่อหารายได้เข้ากับบริษัท  โดยในปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม MicroStrategy ถือครอง BTC มากถึง 125,051 เหรียญ ซึ่งในผลกำไรประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2564 Saylor กล่าวว่าปัจจุบัน MicroStrategy มี Bitcoin มากกว่า 100,000 BTC ที่สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนหรือสำหรับพันธบัตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Bitcoin  นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังตั้งข้อสังเกตว่า Relative Strength Indicator ของ Bitcoin มีการขายมากเกินไป ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าราคาจะแข็งค่าขึ้นในไม่ช้า เช่นเดียวกับในเดือนมีนาคม 2021 อย่างไรก็ตามนี่อาจเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มขึ้นของระดับราคา Bitcoin ที่มาพร้อมกับ 2 เหตุการณ์ใหญ่ในตลาดหุ้นและ MicroStrategy

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

สกุลเงินดิจิทัลคือสินทรัพย์ที่จะให้คุณค่าในอนาคตหรือจะเป็นหายนะของการลงทุนกันแน่?

เคยมีคำเขียนเอาไว้ว่า “การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะมีมูลค่าขึ้นมาได้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้ให้คุณค่ามัน” ถ้าหากรัฐบาลไม่ได้กำหนดให้สกุลเงินประจำชาติเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพียงกระดาษใบหนึ่ง ถ้าเราไม่ให้คุณค่ากับทองคำ และยกให้เป็นสินทรัพย์สำรองปลอดภัย ทองคำก็เป็นเพียงแร่โลหะสีทองมันวาวเท่านั้น  การเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็มีเหตุผลรอบรับคล้ายๆ กัน ถึงแม้ว่าชาร์ลี มังเกอร์ เพื่อนของวอร์เรน บัฟเฟต และเป็นรองประธานบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์ จะมองว่าควรลงทุนในหุ้นจีน และไม่ควรจะสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัล แต่นักลงทุนหลายคนก็ปฏิเสธความเห็นของเขา และทำให้ตรงกันข้าม ถึงแม้ว่าตลาดคริปโตจะมีความผันผวน และไม่ได้อ้างอิงปัจจัยพื้นฐานในการเคลื่อนไหวแต่ แต่ความนิยมในบิทคอยน์ อีเธอเรียมหรือสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ก็ได้ทำให้ตลาดแห่งนี้มีสกุลเงินดิจิทัลรวมกันมากกว่า 17,260 สกุลเงินไปแล้ว  นอกจากการถือครองสกุลเงินดิจิทัลเพื่อหวังผลกำไร ยังมีบางคนที่เลือกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลเพื่อเป็นการสนับสนุนแนวคิดตลาดการเสรี แบบที่ระบบการเงินควรเป็น ไม่อยู่ในมือรัฐบาล ที่สามารถสั่งให้สกุลเงินเฟียตหมดค่าเมื่อไหร่ก็ได้ นี่คือการต่อสู้ทางความคิดเกี่ยวกับการตั้งมาตรฐานของสิ่งที่ควรจะเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนของโลกอย่างแท้จริง  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนทั้งสองฝั่งต้องยอมรับคือการขึ้นลงของสกุลเงินดิจิทัล มีทั้งปีที่เติบโตอย่างมหาศาล ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างเช่นปี 2021 และก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ามีปีที่สกุลเงินดิจิทัลไม่แม้แต่จะคิดพยายามปรับตัวกลับขึ้นมาเลยอย่างเช่นในปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ในบทความนี้ เราจะพาไปดูความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดสกุลเงินดิจิทัลในปี 2022  สถานการณ์ที่ 1: การปรับฐานต่อเนื่องเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกหาจุดเข้าช้อนซื้อ  ใครก็ตามที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าสกุลเงินดิจิทัลจะก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์หลักในอนาคต เชื่อได้เลยว่าพวกเขาจะต้องชอบสถานการณ์ของตลาดลงทุนในเวลานี้อย่างแน่นอน การส่งสัญญาณที่กำกวมออกมาอยู่ตลอด ทำให้เกิดเป็นช่วงเวลาของการปรับฐานครั้งใหญ่ จากจุดสูงสุดตลอดกาลในวันที่ 10 พฤศจิกายน  BTC/USD Daily Chart.  รูปด้านบนนี้คือกราฟบิทคอยน์รายวันที่ขึ้นไปสร้างสุดสูงสุดตลอดกาลที่ $68,906 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ก่อนที่จะปรับตัวลดลงมาทำราคาปิดที่ $64,246.65 ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของวันก่อนหน้านั้น  ETH/USD Daily Chart.  รูปด้านบนนี้คือกราฟอีเธอเรียมรายวันที่ขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดตลอดกาลในวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ $4,865.426 ก่อนที่วันต่อมา จะทำราคาปิดแท่งต่ำกว่าเดิมที่ $4,553.094  สิ่งที่เหมือนกันระหว่างกราฟบิทคอยน์และอีเธอเรียมก่อนจะปรับตัวลงคือการสร้างจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าจุดปิด ของแท่งเทียนที่สร้างจุดสูงสุดตลอดกาล จากจุดนี้คือการสร้างขาลงยาวมาจนถึงปัจจุบัน และสำหรับคนที่ต้องการช้อนซื้อ นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมมาก  สถานการณ์ที่ 2: การช้อนซื้อคือกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุด  ความผันผวนเป็นพรและคำสาป ความแปรปรวนของราคาที่รุนแรงอาจเป็นฝันร้ายสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความสม่ำเสมอ แต่จะสร้างโอกาสมากมายให้กับนักลงทุนที่ชอบทำกำไรจากความผันผวนการปรับฐานไม่ใช่เรื่องใหม่ในตลาดสกุลเงินดิจิตอล อย่างไรก็ตาม เมื่อมันเกิดขึ้น ตลาดจะผันผวนอย่างน่ากลัว จากปี 2021 ถึงต้นปี 2022 เราได้เห็นบิทคอยน์และอีเธอเรียมฟื้นตัวที่น่าเหลือเชื่อสองครั้ง และพักฐานลงลึกทั้งสองครั้ง  ETH/USD Daily Chart.  กราฟรูปนี้คืออีเธอเรียมรายวันที่สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงของครั้งมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 พฤติกรรมราคาได้สร้างชุดของจุดต่ำสุด และสูงสุดที่ยกตัวขึ้นเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ขาขึ้น สำหรับตอนนี้ หากอยากให้เทรนด์ขาขึ้นรักษาทรงของเทรนด์ได้ต่อไป อีเธอเรียมต้องยืนเหนือ $1,700 ให้ได้ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ราคาอีเธอเรียมยังสามารถยืนเหนือ $2,673.50 สูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ $2,163.316  BTC/USD Daily Chart.  กราฟบิทคอยน์ก็แสดงพฤติกรรมของราคาที่คล้ายๆ กับอีเธอเรียม แนวรับสำคัญสำหรับบิทคอยน์คือ $28,900 ตราบใดที่ยังยืนเหนือแนวรับนี้ ขาขึ้นของบิทคอยน์ก็ยังมีหวัง ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ราคาบิทคอยน์ยังมีราคาซื้อขายอยู่ที่ $37,000 โดยประมาณ  สถานการณ์ที่ 3: สกุลเงินเฟียตไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างเดิม  อุดมคติทางอุดมการณ์ของสหุลเงินดิจิทัลคือการเป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยน โดยที่ไม่ใช่สกุลเงินที่เราคุ้นเคย สกุลเงินอย่างดอลลาร์สหรัฐ ยูโร ปอนด์ เยน หยวนจีน และสกุลเงินอื่น ๆ ในระบบการเงินโลกได้มูลค่ามาจากความเชื่อมั่นและเครดิตของรัฐบาล ที่ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนภายในพื้นที่ต้องใช้งาน เพราะเหตุนี้รัฐบาลจึงสามารถแทรกแซงสกุลเงินของตนเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ (แบบที่ตัวเองเห็นควร) ได้  การติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดสกุลเงินในบางครั้งก็เหมือนกับเป็นภาพลวงตา เนื่องจากตลาดมีแนวโน้มที่จะวัดมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เพราะดัชนีดอลลาร์สหรัฐพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะตลาดเชื่อว่ามีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะสูงขึ้น และจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ  การวัดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและสกุลเงินเฟียตอื่นๆ หรือเทียบกับสินทรัพย์อื่น ๆ ทำให้เราได้เห็นเรื่องที่น่าสนใจ ความสามารถในการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงของธนาคารกลาง และการเทเงินเข้าระบบผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงการระบาดใหญ่ได้จุดชนวนให้เกิดเงินเฟ้ อที่ทำลายมูลค่าเงินเฟียตทั้งหมด ในขณะที่ความเชื่อมั่นและเครดิตในรัฐบาลลดลง สกุลเงินดิจิทัลกลับกำลังเสนอทางเลือกอื่น  การเพิ่มขึ้นของจำนวนสกุลเงินดิจิทัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่ลดลงและการเสื่อมค่าของเงินรัฐบาล เพราะมูลค่าของสกุลเงินคริปโตฯ มาจากการเสนอราคาซื้อและขายในตลาดเท่านั้น โดยไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลแทรกแซง แนวคิดเสรีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางแนวทางแบบเสรีนิยมทางการเงินใหม่ ที่ต้องการแยกระบบการเงินออกจากมือของรัฐบาล เมื่อสกุลเงินมีมูลค่าลดลง คุณค่าของสกุลเงินดิจิทัลก็จะเพิ่มขึ้น  สถานการณ์ที่ 4: รัสเซีย จีน และอีกหลายๆ ประเทศไม่ต้องการให้มีสกุลเงินดิจิทัลอยู่บนโลกนี้  จากข้อความข้างต้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากรัฐบาลจะมองว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะแต่ไหนแต่ไร เรื่องการเงินก็เป็นฐานอำนาจและเป็นเสภียรภาพอย่างหนึ่งของรัฐบาล เพราะภาครัฐสามารถควบคุมประชาชนผ่านเงินที่พวกเขาอนุมัติให้ใช้ภายในประเทศ การทำเช่นนั้นอาจฟังดูเหมือนเป้นเรื่องสะดวกในมือของของทั้งภาครัฐและผู้ใช้งาน แต่รู้หรือไม่ว่าภาครัฐสามารถยึดเงินของคุณได้ทันที หากพวกเขามีเหตุผล (ในมุมของพวกเขา) ให้ทำเช่นนั้น และคริปโตฯ ที่ต้องการจะมอบอำนาจทางการเงินให้กลับไปอยู่ในมือของประชาชนคือความท้าทายอำนาจรัฐเป็นอย่างยิ่ง  จีนและรัสเซียไม่ชอบสกุลเงินดิจิทัล พวกเขาห้ามซื้อขายและลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนใช้เทคโนโลยีบล็อคเชนและอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเปิดตัวหยวนดิจิทัล ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป รัฐบาลต่างๆ กำลังพยายามดำเนินโครงการสร้างสกุลเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้สกุลเงินดิจิทัลอย่างผิดกฎหมายและความเสี่ยง “เชิงระบบ” ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความกังวลที่แท้จริงคือสกุลเงินดิจิทัลท้าทายการควบคุมปริมาณเงินและอำนาจ  สถานการณ์ที่ 5: สภาวะที่ตลาดลงทุนไม่กล้าเสี่ยงทำให้นักเก็งกำไรกลัวตามไปด้วย  เชื่อว่าตอนนี้นักลงทุนทุกคนคงจะทราบธีมการลงทุนในปี 2022 แล้ว ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้ง การกระทำเช่นนี้จะทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า คงจะหันไปลงทุนกับพันธบัตรรัฐบาล กดดันทั้งตลาดหุ้น และสินทรัพย์ทางเลือกต้องปรับตัวลดลง เพราะบรรยากาศการลงทุนจะทำให้เชื่อว่าลงทุนกับรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  การสวิงขึ้นลงมักจะนำราคาสินทรัพย์ไปสู่ระดับที่ท้าทายการวิเคราะห์เชิงตรรกะและเหตุผล การระบุว่าอะไรปัจจัยพื้นฐาน ที่ส่งผลต่อคริปโตเคอเรนซียังคงเป็นเรื่องยาก ทำให้ตลาดแหง่นี้มีความอ่อนไหวสูงต่อการร่วงลงของราคาฉับพลันในช่วงที่ไม่มีใครลงทุนกับสินทรัพย์เสี่ยง ในช่วงเวลาอย่างนี้นักเก็งกำไรจะซ่อนอยู่ในสินทรัพย์หลบภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตร และสินทรัพย์สำรองอื่นๆ ที่สามารถมีราคาเพิ่มขึ้นได้  การปฏิวัติฟินเทคจะยังคงท้าทายระบบการเงินยุคเก่า แม้ว่ารัฐบาล

2022-02-05การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมอีลอนมัสก์มั่นใจว่า นิค ซาโบ คือ "คนสร้างบิตคอยน์"

หากใครที่เข้าสู่วงการคริปโตเคอร์เรนซี ก็มักสงสัยว่าใครคือคนสร้างบิตคอยน์กันแน่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการจากผู้สร้างบิตคอยน์ ทำให้หลายคน ต้องสืบกันเอง จนอีลอน มัสก์ เชื่อว่า นิค ซาโบ คือคนสร้างบิตคอยน์  นิค ซาโบ คือใคร?  หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของ นิค ซาโบ (Nick Szabo) ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดัง วัย 58 ปี ที่หลายคนจับตามองว่า ชายคนนี้ล่ะ คือคนสร้างบิตคอยน์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อีลอน มัสก์  อะไรที่เป็นเหตุผลให้อีลอนมัสก์เชื่อว่า นิค ซาโบ คือคนสร้างบิตคอยน์?  นิค ซาโบจบการศึกษาปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในปี 1989 และจบด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันลอว์สคูล  ในปี 1998 ซาโบ ได้ก่อตั้ง BitGold ขึ้น แต่โปรเจ็กนี้ยังไม่สมบูรณ์เพราะยังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกหลายอย่าง แต่หลายคนมองว่า BitGold คือบรรพบุรุษของ Bitcoin  ซาโบ ให้เหตุผลว่า ที่เขาสร้าง BitGold ขึ้นมานั้น เพราะต้องการแก้ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพของระบบการเงินรัฐบาล  ในปี 2014 มหาวิทยาลัย Aston ศูนย์นิติศาสตร์ภาษาศาสตร์ ได้ทำการศึกษาภาษาศาสตร์เกี่ยวกับ White paper ของบิตคอยน์ เพื่อให้รู้ว่าใครคือ ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) หรือนามแฝงของคนสร้างบิตคอยน์ ซึ่งนักวิจัยกลุ่มนี้ได้สรุปว่า นิค ซาโบ คือ นากาโมโตะ นั่นเอง โดยวิเคราะห์จาก ความคล้ายคลึงทางภาษาศาสตร์ เพราะมีลักษณะการเขียน วลีหลายประโยคในงานเขียนของ ซาโบ อยู่บน White paper ของบิตคอยน์ด้วย  เมื่อคนถามว่าเขาคือนากาโมโตะรึเปล่า เขาก็ได้ปฏิเสธ ในปี 2014 โดยบอกว่า “ผมไม่ใช่ซาโตชิ นากาโมโตะแต่ผมชินกับมันแล้ว”  ในปี 2015 รายงานจาก New York Times ได้ปักธงว่า ซาโบ คือคนอยู่เบื้องหลังบิตคอยน์ เพราะเขาพูดในที่สาธารณะเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของ bitcoin และเทคโนโลยี blockchain ได้ดีกว่าใคร ๆ  เหตุผลที่คนสร้างบิตคอยน์ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนนั้นอาจจะกระทบต่อคุณค่าของการกระจายอำนาจที่ไร้ศูนย์กลางเพราะผู้สร้างจะมีอิทธิพลเหนือสกุลเงินดิจิทัลได้  ล่าสุดอีลอนมัสก์ ให้สัมภาษณ์ ในรายการของ เล็กซ์ เขากล่าวว่า  “แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่าใครสร้างบิตคอยน์ แต่ดูเหมือนจะเป็น นิค ซาโบ ที่น่าจะเป็น ซาโตชิ นากาโมโตะ เพราะรับผิดชอบวิวัฒนาการของแนวคิดบิตคอยน์ทั้งหมด แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่ แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นใครอื่นได้อีก เพราะเขาดูเหมือนจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างบิตคอยน์มากกว่าคนอื่น”  อยากไรก็ตามในบทสนทนานั้นเล็กได้กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าของประวัติศาตร์ ที่ชื่อของคนสร้างจะถูกลืมไป  อีลอน มัสก์กลับตอบเชิงปรัชญาว่า “แล้วมันต้องเป็นชื่ออะไรกันล่ะ? ชื่อที่ผูกติดมากับความคิดของผู้ค้นพบงั้นหรือ แล้วความหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ชื่อ หรือ ความคิด?”  ที่ต้องยึดติดว่าคนนี้คือคนคิดค้นขึ้นมา ความหมายที่แท้จริง คือ ชื่อ หรือ ไอเดียของคนคิดกัน (ซึ่งคำตอบนี้ก็ทำเอาเล็กซ์อึ้งไป)  ทั้งหมดนี้ คือเหตุผลคร่าว ๆ ที่อีลอน มัสก์ และหลาย ๆ คนเชื่อว่า นิค ซาโบ อยู่เบื้องหลังบิตคอยน์ แต่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้สร้างบิตคอยน์นั้น สุดท้าย ความคิดหรืออุดมการณ์ของคนสร้างบิตคอยน์ ก็ยังคงจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งยุคตลอดไป

2022-02-04การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
5658
...
142