5 สิ่งที่นักเทรดคริปโตควรทำ ตอน ‘ติดดอย’
" /> ช่วงนี้นักเทรดคริปโตหลายๆ คนกลับมา ‘ติดดอย’ กันเยอะ เพราะราคาตลาดกำลังร่วง ส่งผลให้จิตใจเศร้าหมองไม่โปร่งใส วิตกกังวลตามกันไปเป็นแถวๆ แอดมองแล้วก็รู้สึกเห็นใจ ดังนั้นบทความนี้แอดจะมาบอกสิ่งที่นักเทรดคริปโตควรทำ ตอน ‘ติดดอย’ 1. นำเงินไปลงทุนคริปโตในรูปแบบ ‘DeFi’ การนำเงินคริปโตไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ จะสามารถทำให้คุณสร้างกำไรตอนที่คุณ ‘ติดดอย’ ได้ อย่างการลงทุนใน ‘DeFi’ เพียงแค่คุณนำเงินเข้าระบบ เวลาผ่านไป คุณก็จะได้รับผลตอบแทนจากระบบในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ ค่าธรรมเนียม และอื่นๆ ก่อนจะลงทุนในระบบ ‘DeFi’ อย่าลืมเข้ามาตรวจสอบให้ดีที่แอป ‘Wikibit’ เพราะแอปนี้สามารถใช้ตรวจสอบ ‘DeFi’ ได้ ถ้าคุณไม่อยากถูกโกง อย่าละเลยเด็ดขาด! 2. การถัวราคา จะให้พูดง่ายๆ นั่นก็คือ การซื้อเหรียญเพิ่มในขณะที่ราคากำลังตก หรือช้อน เพราะคุณสามารถซื้อมันได้ในราคาที่ถูกกว่าปกติ ทำให้ต้นทุนของคุณเพิ่มขึ้นน้อย แต่ได้จำนวนเหรียญมาเพิ่ม เป็นการถัวราคาซื้อ หลังจากนั้นก็รอรับทรัพย์เก๋ๆ ตอนราคามันพุ่งขึ้นสูง 3. นั่งศึกษาข้อมูลเหรียญอื่นๆ ในเมื่อคุณ ‘ติดดอย’ ก็อย่ามัวแต่เศร้า จนปล่อยเวลาให้เสียไปเปล่าๆ ดังนั้นคุณควรเอาเวลาไปนั่งศึกษาข้อมูลเหรียญอื่นๆ เผื่อมีเหรียญไหนที่น่าสนใจสามารถช้อนเพื่อแก้เกมได้ มันก็คุ้มค่าที่จะลงทุน หรือไม่เมื่อคุณลงมาจากดอยได้แล้ว อาจนำเงินไปลงทุนกับเหรียญตัวใหม่ที่คุณศึกษามา เพื่อสร้างกำไรเพิ่มในอีกช่องทางหนึ่งนั่นเอง โดยคุณสามารถเข้ามาตรวจสอบ หรือศึกษาข้อมูลของเหรียญได้ที่แอป ‘Wikibit’ เขามีฟีเจอร์ดีๆ ข้อมูลแน่นๆ รอคุณอยู่ในแอปนี้แล้ว 4. อ่านข่าวสารเกี่ยวกับคริปโต จะบอกว่าสิ่งนี้ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการอ่านข่าวมันสามารถช่วยให้คุณคิดวิเคราะห์สถานการณ์ได้ ว่ามีใครกำลังปั่นราคาอยู่ไหม ราคามีแนวโน้มจะขึ้นเมื่อไหร่ ตัวไหนเหมาะที่จะช้อนรอราคาพุ่งได้บ้าง และอื่นๆ โดยคุณสามารถติดตามข่าวสารดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยววงการคริปได้ที่ แอป ‘Wikibit’ นั่นเอง โหลดติดมือถือไว้จะได้ไม่พลาด!! หรือไม่ก็ https://www.facebook.com/Wikibit.th/ 5. สวดมนต์กินยานอน ช่วง ‘ติดดอย’ สุขภาพก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ในส่วนของร่างกายบางคนเครียดจนถึงขั้นนอนไม่หลับ หรือไม่สบาย ดังนั้นคุณควรหายากิน และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ในเรื่องของสุขภาพจิตใจ แอดก็แนะนำให้ได้แค่ลองสวดมนต์ตามคาถานี้ก่อนนอน เผื่อมันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แล้วถ้าหากคุณชอบ หรือถูกใจกับคาถานี้ อย่าลืมแชร์เพื่อแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ รวมชะตากรรมของคุณได้ท่องบ้าง มีของดีต้องแบ่งกัน! “คาถามหาลงดอย” https://www.facebook.com/103519165147659/posts/140445954788313/ คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับวงการคริปโตได้ง่ายๆ เพียงกดติดตามเพจติดตามเพจ Wikibit แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้อีกด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย! ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่…. App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!) Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)
ประชันเทคนิค!! เทรดคริปโตแบบ ‘All – in’ กับ Allocation อันไหนดีกว่ากัน?
ใครๆ ก็รู้ว่าตลาดคริปโตนั้นผันผวนแค่ไหน แถมเหรียญใหม่ๆ ก็กำเนิดขึ้นมากมายจนเลือกไม่ถูก แต่สิ่งที่จะทำให้นักลงทุนอยู่รอดได้ในวงการนี้คงหนีไม่พ้นการใช้เทคนิคต่างๆ ในการเทรด เพื่อลดความเสี่ยง และสร้างกำไรตามโอกาส ซึ่งปัจจุบันเทคนิคในการเทรดคริปโตนั้นมีเยอะมาก แต่บทความนี้แอดจะขอหยิบยกคู่เทคนิคอย่าง ‘All – in’กับ ‘Allocation’ มาประชันกันให้ดูว่าแบบไหนดีกว่ากัน ‘All – in’ คือ การเทรดแบบหมดหน้าตัก มีเท่าไหร่ใส่ไปให้หมด แบบจัดหนักจัดเต็ม จะได้หรือเสียก็วัดกันไปเลย การเทรดแบบนี้มักเหมาะกับคนที่มีเงินทุนเยอะ กล้าได้กล้าเสีย หรือใช้เงินเย็นของตัวเองในการเทรด ทั้งนี้อาจจะต้องประกอบกับการศึกษาข้อมูลของเหรียญ และวิเคราะห์สถานการณ์มาแน่นพอถึงจะกล้าเทรดแบบนี้ได้ เพราะมีความเสี่ยงสูง ถ้าผลลัพธ์ออกมาเป็นลบก็คงเจ็บใจ แต่ถ้าบวกเมื่อไหร่เตรียมเรียกว่า ‘ท่านได้เลย’ข้อดีของการเทรดแบบ ‘All – in’1. ไม่ต้องไปโฟกัส หรือสนใจความเคลื่อนไหวของราคาเหรียญหลายตัวให้ปวดหัว ดังนั้นการโฟกัสทั้งหมดจะไปลงที่ตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้น2. ไม่ต้องตามอ่านข่าวสารเยอะ อ่านแค่ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเหรียญของตัวเอง มีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย3. หากเดินเกมมาดี ข้อมูลแน่น วิเคราะห์เป็น และประสบผลสำเร็จ บอกได้คำเดียวว่า ‘รวย’ข้อเสียของการเทรดแบบ ‘All – in’1. ทำงานหนักหน่อย เพราะต้องคัดแล้วคัดอีกว่าจะลงทุนตัวไหน 2. พอร์ตอาจจะผันผวนหนักระหว่างทาง จนไม่สามารถ “ถือ” ไปได้ตลอดรอดฝั่ง 3. คำว่า “ศูนย์” พบเจอได้ง่ายๆ หากวิเคราะห์ผิด หรือโชคร้าย บางรายหมดตัวก็มีนะขอบอก ‘Allocation’ คือ การเทรดแบบแบ่งพอร์ต หรือภาษาทั่วไปเรียกว่า แบ่งไม้ นำเงินทุนที่มีแบ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำไปลงทุนได้หลายๆ ตัว เป็นการกระจายความเสี่ยง เหมาะสำหรับคนที่หวังกำไร ขาดทุนได้แต่ไม่อยากขาดเยอะนั่นเอง ข้อดีของการเทรดแบบ ‘Allocation’ 1. เป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุน ให้สามารถลงทุนได้หลายๆ เหรียญ 2. เป็นการกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ต 3. มีความยั่งยืน สามารถถือได้แบบยาวกว่า ข้อเสียของการเทรดแบบ ‘Allocation’ 1. ต้องติดตามราคา และข่าวสารอย่างบ้าคลั่ง เพราะถือหลายตัว 2. โอกาสได้กำไรแบบมหาศาลนั้นมีน้อย เพราะต้องกระจายเงินไว้หลายก้อน 3. มีความยุ่งยากในการวางแผนเยอะ ทั้งการจัดพอร์ต การแบ่งเงิน และอื่นๆ อย่างไรก็ตามการเทรดคริปโตทั้ง 2 แบบนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบ และความสามารถส่วนบุคคล แต่ถ้ามือใหม่อยากลองทำตาม แอดขอแนะนำแบบ ‘Allocation’ เพื่อความปลอดภัยของเงินในกระเป๋า ดังนั้นคุณควรค่อยๆ เก็บสะสมไปเรื่อยๆ ก่อน พอเที่ยวบินสูงขึ้น ข้อมูลแน่น วิเคราะห์เป็น อยากจะลองแบบ ‘All – in’ สักครั้งในชีวิตก็ย่อมได้ แต่ถ้าโชคร้ายทำความดีมาน้อย เจอคำว่า “ศูนย์” เมื่อไหร่ อย่าลืมหาวิธีรับมือกับสภาพจิตใจของตัวเองด้วยนะ แอดเป็นห่วง!! ไม่ว่าเทรดแบบ ‘All – in’ หรือ ‘Allocation’ สิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นคุณกดติดตามเพจติดตามเพจ ‘Wikibit’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ เพื่อติดตามข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับวงการคริปโต แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้อีกด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย! ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่…. App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!) Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)
บิทคอยน์ร่วงกว่า2% เคลื่อนไหวที่ 37,739 ดอลล์
ราคาบิทคอยน์ เทรดที่เว็บไซต์คอยน์เดสก์ เมื่อเวลา 05.40 น.ของวันนี้ (18 มิ.ย.)ปรับตัวร่วงลง 2.39% เคลื่อนไหวที่ 37,739.32 ดอลลาร์ การเคลื่อนไหวในแดนลบของราคาบิทคอยน์เช้าวันนี้ มีขึ้นหลังจากเมื่อวันพฤหัสบดี (17 มิ.ย.)ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ยืนกรานไม่รับรอง เอลซัลวาดอร์ ใช้เงินบิทคอยน์ตามกฏหมายประเทศ เนื่องจากอาจกระทบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและข้อบกพร่องด้านความโปร่งใส สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานโดยอ้างแถลงของโฆษกธนาคารโลกว่า ธนาคารโลกไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ กำลังเผชิญอยู่ โดยธนาคารโลกพร้อมที่จะช่วยเหลือในทุกๆด้าน แม้กระทั่งการพิจารณาความโปร่งใสของสกุลเงินและกระบวนการกำกับดูแลสำหรับแผนการรับรองการนำสกุลเงินเหรียญบิทคอยน์มาใช้ “รัฐบาลของประเทศเอลซัลวาดอร์ได้เข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโต และนำบิทคอยน์มาใช้ แต่สิ่งที่เอลซัลวาดอร์กำลังพยายามอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่ธนาคารโลกให้การสนับสนุนได้ เนื่องจากมีข้อบกพร่องด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส” โฆษกธนาคารโลก กล่าว
บริษัท Tesla ของ Elon Musk ควรรับชำระเงินเป็นเหรียญ ADA
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับนาย Lex Fridman ในรายการ Podcast ผู้ก่อตั้ง Cardanoได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของบล็อกเชน Cardano ว่า มันมีระบบ PoS ที่ดีกว่ามากในแง่ของการใช้พลังงานเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น ๆ รวมถึง Bitcoin นอกจากนี้เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า Cardano (ADA) ควรจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ สำหรับ Tesla ในการยอมรับเป็นวิธีการชำระเงิน “หากพวกเขาสนใจเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ความยั่งยืน และการลดก๊าซคาร์บอน อย่างแท้จริง คุณจะไม่สามารถมองหาระบบที่ไม่มีกลไก PoS เพื่อจำกัดการใช้พลังงานได้เลย” ในฐานะบริษัทด้านพลังงานทางเลือก Hoskinson กล่าวว่า Tesla ควรมุ่งเน้นไปที่ cryptocurrencies ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด อย่างเช่น ADA ไม่ใช่ Bitcoin ที่ใช้พลังงานสิ้นเปลือง นอกจากนี้ Bitcoin ยังขาดฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมาย ตามที่ผู้ก่อตั้งของ Cardano กล่าว : “Bitcoin มีรูปแบบการตั้งค่าโปรแกรมน้อยที่สุดในบรรดาเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ทั้งหมด และหากคุณต้องการทำสิ่งที่น่าสนใจ เซ็กซี่ และไม่เหมือนใคร คุณอาจจะต้องพบกับความผิดหวัง” อย่างไรก็ตาม Hoskinson ชี้ให้เห็นว่าโปรเจกต์คริปโตทั้งหมดล้วนอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีความเสี่ยง แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ Cardano จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ก็ไม่แน่นอน 100% ว่า มันจะบรรลุเป้าหมายในอนาคต ขอขอบคุณบทความจาก Siam Blockchain
เหรียญคริปโต ‘NFT’ คืออะไร? ทำไมนักลงทุนต้องให้ความสนใจกับมัน?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้กระแส DeFi กำลังมาแรงในวงการคริปโต แต่อีกหนึ่งสิ่งที่มาแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ ‘NFT’ หรือ Non-Fungible Tokens ซึ่งตอนนี้นักลงทุนหลายๆ คนกำลังให้ความสนใจ ดังนั้นเรามาทำความรู้จักมันกันดีกว่า.. Non-Fungible Token (NFT) คือ Token ที่มีความเฉพาะตัวสูง ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบมันได้ เพราะเมื่อถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ‘NFT’ จะเป็นเหรียญที่ผูกมัดไว้กับผลงาน เช่น รูปภาพ การ์ตูน เพลง คลิปวิดีโอ การ์ดสะสม ไอเทมเกม งานศิลปะ และอื่นๆ จนสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘มีชิ้นเดียวบนโลก’ ซึ่งจะเป็นผลงานดิจิทัลในรูปแบบ “สินทรัพย์เหรียญดิจิทัล” ที่อยู่บนโลกออนไลน์บนระบบของ “Blockchain” เมื่อมีชิ้นเดียวเจ้าของก็มีได้เพียงแค่คนเดียวเช่นกัน และแน่นอนเมื่อมันอยู่บนระบบ “Blockchain” มันสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายๆ ว่าใครเป็นเจ้าของมัน ถูกสร้างตอนไหน ถูกขายเมื่อไหร่ เป็นต้น อีกทั้ง ‘NFT’ ยังเป็นสินทรัพย์ที่สามารถกำไรได้อย่างมหาศาลจากการขายผลงานบนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน ยิ่งมีคนสนใจมากราคายิ่งสูง ส่งผลให้เกิดการประมูลเพื่อแย่งชิงผลงานนั้นๆ มาเป็นของตัวเองอีกด้วย โดยในปัจจุบันตลาด ‘NFT’ นั้นมีมูลค่าสูงกว่า 250 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาถึง 4 เท่า จากมูลค่า 60 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 ซึ่งนักสะสมผลงานสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ผ่านแพลตฟอร์ม อย่าง Opensea, Rarible, Nifty Gateway, SuperRare, และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้หากพูดถึง ‘NFT’ ในประเทศไทยก็ไม่ได้น้อยหน้าใคร เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมีข่าวว่า ‘จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ ได้ออกมาประกาศ ถึงการเร่งศึกษาการออก Non Fungible Token หรือ ‘NFT’ คาดได้ข้อสรุปและออกเหรียญได้ในปีนี้ อีกทั้งยังมีศิลปินชื่อดังหลายๆ ท่านที่เริ่มสร้างงานไปขายในตลาด ‘NFT’ กันแล้ว อย่าง ติ๊ก ชีโร่ YoungOhm ปาล์ม Instinct หรือแม้แต่หนังสือขายหัวเราะ ก็ได้นำปกแรกของหนังสือขายหัวเราะนำมาทำเป็น ‘NFT’ ขายด้วย นับว่าเป็นอีกก้าวของศิลปินไทยที่กำลังพัฒนาและต่อยอดให้ผลงานของตนกลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สรุปง่ายๆ ก็คือ ‘NFT’ นั้นทำให้เราสามารถใช้งาน Blockchain ได้หลากหลายกว่าที่เคย โดยทำให้ของสะสม งานศิลปะ หรือสินทรัพย์ที่มีคุณค่าต่างๆ สามารถถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่ายดายมากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำลง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์ จนเกิดโอกาสในการลงทุนให้กับนักลงทุนได้อีกด้วย หลังจากนี้เราคงจะได้เห็นการใช้ ‘NFT’ อย่างหลากหลายในอนาคตมากขึ้น คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับวงการคริปโตได้ง่ายๆ เพียงกดติดตามเพจติดตามเพจ Wikibit แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token ไว้ให้อีกด้วย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแต่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย! ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่…. App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!) Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)
‘Kim Kardashian’ อัพไอจีสตอรี่เชียร์เหรียญ ‘Ethereum Max’ ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่?
เมื่อไม่นานมานี้นางแบบตัวแม่ อย่าง ‘Kim Kardashian West’ ได้โพสต์โปรโมทโทเค็นของ ‘EthereumMax’ ด้วยการลงสตอรี่ Instagram ของเธอที่มีผู้ติดตามกว่า 228 ล้านคน จนเป็นที่ฮือฮากันอย่างมากสำหรับแฟนๆ ของ ‘Ethereum’ “เฮ้ พวกคุณ ฉันมีประกาศสำคัญจะมาบอก” จากนั้นวิดีโอก็จบลง และเลื่อนไปสู่สตอรี่ต่อไป “พวกคุณลงทุนในคริปโตหรือเปล่า? นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน แต่เป็นการแบ่งปันสิ่งที่เพื่อนของฉันเพิ่งบอกเกี่ยวกับโทเค็นของ EthereumMax! เมื่อไม่กี่นาที ‘EthereumMax’ เพิ่งเผาเหรียญกว่า 400 ล้านล้านเหรียญหรือ 50% ของเหรียญในกระเป๋าของผู้ดูแลระบบ ให้กับชุมชน E-Max” จากนั้นก็ติดแฮชแท็กต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง ‘#AD’ ซึ่งหมายความว่านี่เป็นการโฆษณา และแฮชแท็กดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่คนดังในการหาเงินจากอาหารเสริม, ไลฟ์สไตล์, หรือ Shitcoin ที่ไม่ปลอดภัย อย่างไรด็ตามโดยพื้นฐานแล้ว ‘EthereumMax’ คือโทเค็น ERC-20 ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานบนบล็อกเชนของ ‘Ethereum’ เช่นเดียวกับเหรียญ Safemoon สุดกาว โดย ‘EthereumMax’ ได้เปิดตัวให้มีการซื้อขายโทเค็นจำนวน 2 พันล้านล้านเหรียญ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม คู่กับ ETH บนแพลตฟอร์ม Uniswap แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแบบกระจายศูนย์ ที่ใครก็สามารถลงรายการเหรียญของตัวเองได้ นอกจากนี้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘EthereumMax’ คือมันไม่มีเอกสาร White Paper (ตาม Roadmap บอกว่าจะมีเอกสารดังกล่าวในไตรมาสที่ 3), ไม่ค่อยมีข้อมูลภูมิหลังของทีมพัฒนา, และผู้มีส่วนร่วมใน Smart Contracts ทั้งสองได้ใช้ GitHub มาไม่ถึงเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับแคมเปญการตลาด หลังจากมีผู้คนจำนวนมากที่ได้เห็นโฆษณาดังกล่าวเกี่ยวกับ ‘EthereumMax’ จากโซเชียลมีเดียของ ‘Kim Kardashian’ ที่มีผู้ติดตามมากกว่าประชากรของประเทศบราซิล ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายของโทเค็นดังกล่าวพุ่งขึ้น 5,532% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และลดลง 32% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ต่อมา เนื่องจาก ‘EthereumMax’ เพิ่งเปิดตัวในตลาดคริปโตนี้ได้ไม่นาน ทำให้มีข้อมูลในแอป ‘Wikibit’ น้อยมาก โดยมีคะแนนจากแอปอยู่ที่ 5.02 คะแนน ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ กำลังทำการรวบรวมข้อมูลอื่นๆ ของ ‘EthereumMax’ มาอัพเดตเพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนให้กับผู้ใช้งานได้ทราบอย่างแน่นอน ดังนั้นแอดขอแนะนำให้มือใหม่ใจเย็นๆ รอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ก่อนค่อยลงทุน แต่สำหรับสาวกของ ‘Ethereum’ หากคุณมั่นใจในตัวของเหรียญก็จัดเลย! หากคุณไม่อยากพลาดการอัพเดตข้อมูลของเหรียญ โหลดเลยแอป ‘Wikibit’ แอปพลิเคชั่นที่ใช้ในการตรวจสอบ Exchange และ Token เพียงแค่คุณกดค้นหา ข้อมูลต่างๆที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป มูลค่าในตลาด White paper และอื่นๆ ที่ช่วยประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณได้ ดีครบจบในแอปเดียวโหลดเลย!! ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่…. App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!) Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)
ตลาดคริปโตจะเป็นอย่างไรหลังการประชุม FED มีมติให้คงดอกเบี้ย
เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาเวลาประมาณตี 1 บ้านเรามีการประชุมครั้งสำคัญที่ทั่วโลกจับตามองของคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) โดยประเด็นที่ผู้คนให้ความสนใจอยู่ที่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของ FED ซึ่งผลปรากฎว่าสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นที่ระดับ 0-0.25% เท่าเดิม อย่างไรก็ตามทาง FED ได้มีการส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น เดิมก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะไม่ปรับขึ้นจนกว่าจะถึงปี 2024 ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นนี้จะปรับขึ้น 2 ครั้งภายในปี 2023 และแน่นอนว่าส่งผลต่อตลาดการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทันทีที่ผลการประชุมถูกเผยแพร่ออกมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq ต่างติดลบราว 1% ส่วนตลาดคริปโตเคอร์เรนซีก็ตอบสนองเล็กน้อยโดยราคาพี่ใหญ่อย่าง Bitcoin ร่วงลงแตะจุดต่ำสุดในรอบวันที่ระดับ $38,000 ก่อนรีบาวน์กลับมายืนที่ระดับ 39,000 ในขณะที่เขียนบทความนี้ ราคาทองคำร่วงยับหลังการประชุม อาจส่งผลดีต่อตลาดคริปโต? หลังจากการลงมติในที่ประชุมเสร็จสิ้นให้มีการคงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นและปรับขึ้นภายหลังภายในปี 2023 ราคาทองคำก็ตอบสนองอย่างรุนแรงโดยมีการร่วงลงตลอดทั้งคืนตั้งแต่การประชุมเริ่มต้นขึ้นจากระดับ 1,860 USD/Oz สู่จุดต่ำสุดในรอบเดือนที่ 1,800 USD/Oz ก่อนที่จะรีบาวน์ขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลออกจากสินทรัพย์การลงทุนยอดนิยมอย่างทองคำและหุ้น ไปสู่สินทรัพย์หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ หรือแม้แต่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ทำไมต้องเป็นตลาดคริปโตเคอร์เรนซี? เนื่องจากตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในโลกของการลงทุนหรือเก็งกำไรในปีนี้ จะเห็นได้จากบริษัทระดับโลก Tesla (NASDAQ:TSLA) หรือ MicroStrategy เข้ามาเป็นผู้เล่นในสนาม อีกทั้งนักลงทุนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก Ray Dalio ก็เข้ามาถือครอง Bitcoin เช่นกัน เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินจำนวนมากและความเชื่อมั่นเริ่มไหลเข้ามาในตลาดคริปโตบ้างแล้ว แน่นอนว่าเม็ดเงินอาจจะไม่ได้เข้าสู่ตลาดคริปโตทั้งหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ตลาดคริปโตเป็นตลาดที่ผู้คนหันมาสนใจกันมากขึ้นทุกวัน อีกทั้งมูลค่าตลาดโดยรวมยังไม่สูงมากนัก หากมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งของตลาดหุ้นหรือทองคำไหลเข้ามา ก็อาจช่วยให้ตลาดแห่งนี้เติบโตได้อีกมหาศาล Bitcoin จะเป็นทางเลือกการลงทุนและเก็งกำไรในยุคใหม่ เดิมทีผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างทองคำ อสังหาฯ และหุ้น เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมในโลกของการลงทุน แต่ปัจจุบันตลาดคริปโตได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ตลาดการลงทุนแบบดั้งเดิมอาจถูกแบ่งสัดส่วนเม็ดเงินเข้ามาในตลาดคริปโต ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ อาจส่งผลให้ตลาดคริปโตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการลงทุนในยุคใหม่นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น ประกอบกับสถานการณ์ราคา Bitcoin ในปัจจุบันดูเหมือนจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดือนที่แล้วที่ร่วงลงอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งในปีนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าการร่วงลงของราคาทองคำ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามายังตลาด Bitcoin ก็เป็นได้ เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งสองชนิดนี้ได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ประกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ มีบทบาทคล้ายคลึงกันในเรื่องของการเป็น Store of Value ไม่แน่ความสัมพันธ์นี้อาจบ่งบอกได้ถึงเม็ดเงินที่กำลังแย่งกันอยู่ว่าจะเข้าไปที่ตลาดแห่งใด
5 วิธีการเลือกลงทุนในเหรียญคริปโต มือใหม่เลือกยังไงให้กำไรเพียบ!!
มือใหม่หลายๆ คนมักสงสัยว่า “การที่ลงทุนในเหรียญคริปโตมีวิธีเลือกยังไงบ้าง ถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดี” บทความนี้แอดจึงขอหยิบยกวิธีการเลือกเหรียญแบบง่ายๆ แต่กำไรงามๆ มาฝาก 1. รู้จักตัวเอง สิ่งแรกเลยที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทุนในเหรียญ คือ รู้จักตัวเอง เริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองแล้วตอบมันสะ!! -คุณมีต้นทุนเท่าไหร่? คำถามนี้เพื่อใช้วางแผนในการลงทุน ว่าคุณเหมาะที่ลงทุนในเหรียญแบบไหน -เงินที่นำมาใช้ในการลงทุนเป็นเงินเย็นหรือไม่? เพราะในโลกของคริปโตนั้นมีความผันผวนสูง จึงตามมาด้วยเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน -คุณมีเป้าหมายอะไร? คุณอยากได้กำไรเยอะๆ กล้าได้ กล้าเสีย และเงินที่ใช้ลงทุนเป็นเงินเย็น คำตอบนี้คุณเหมาะที่จะเล่นแบบถือยาว แต่ถ้าหากคุณกลัวจะเสีย และเงินที่ใช้ลงทุนนั้นมีน้อย หรือไม่ใช่เงินเย็น คุณเหมาะที่จะเล่นแบบถือสั้นค่อยๆ สะสมกำไรไปเรื่อยๆนั่นเอง 2. ดูไอเดียของเหรียญ คิดง่ายๆว่าเราเป็นเหมือนนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนใน Startup เราคงไม่ไปลงทุนกับโปรเจกต์เหรียญที่ไอเดียดูไร้อนาคตใช่ไหม กลับกันถ้าเป็นไอเดียที่น่าสนใจ ที่จะสามารถพลิกโฉมตลาดได้และเติบโตแบบติดจรวด เราคงทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ได้ลงทุนกับไอเดียนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าไอเดียน่าสนใจหรือไม่ และเข้ามาแก้ปัญหาอะไร ลองตั้งคำถามดูว่าโปรเจกต์มีความแปลกใหม่อะไร? ทำไมถึงต้องใช้ Blockchain? เพราะมีโปรเจกต์มากมายที่ไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ บางโปรเจกต์อาศัยคำว่า ‘Blockchain’ แค่จะดึงดูดนักลงทุน ในความเป็นจริงแล้ว ‘Blockchain’ อาจจะไม่เหมาะสมในการใช้งานแบบนี้ก็เป็นได้ 3. ขนาดตลาด แต่ละโปรเจกต์นั้นแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราต้องมาดูว่าขนาดตลาดที่โปรเจกต์นี้เข้าไปนั้นใหญ่ขนาดไหน ทุกโปรเจกต์อาจจะบอกว่าขนาดตลาดคือทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงในด้านธุรกิจแล้ว เราต้องมาดูความสามารถในการเจาะตลาดแรกๆ ของโปรเจกต์นั้นๆด้วย ซึ่งโปรเจกต์ที่ดีนั้นจะมีการวางตัวในตลาดอย่างชัดเจน เราจะมองเห็นได้ว่ามันจะเริ่มที่ไหน จะขยายไปที่ไหนได้ ตัวอย่างเช่น Omise Go (OMG) ที่เริ่มจากตลาดไทย และเป้าหมายคือแถบ ASEAN ถึง ASIA ทั้งหมด 4. แผนงานในอนาคต โปรเจกต์ส่วนใหญ่นั้นจะมี Roadmap อยู่บนเว็บ บนบล็อก หรือบน ‘whitepaper’ ซึ่งตัว Roadmap นั้นจะช่วยให้เราพอเข้าใจถึงสิ่งที่ทางทีมงานวางแผนไว้ล่วงหน้า ถึงแม้อาจจะไม่ได้ตามนั้น อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าโปรเจกต์ที่ไม่มีแผนงานเป็นชิ้นเป็นอัน เราควรพยายามที่จะลงทุนในโปรเจกต์ที่ให้ความสำคัญกับ Roadmap ไม่ต่างกับธุรกิจจริงๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้ Roadmap อาจจะสวยหรู ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำได้อย่างที่พูด เราก็ต้องควรระวังและคอยจับตาดูในเรื่องนี้ด้วย 5. ผลประโยชน์ของผู้ถือเหรียญ เหรียญที่เราถือมันมีไว้ทำอะไร? เมื่อเราลงทุนกับอะไรเราย่อมต้องการผลตอบแทน ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องเข้าใจว่าผู้ถือเหรียญจะได้รับผลประโยชน์อะไร -บางเหรียญจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือ จากรายได้ = ยิ่งรายได้เยอะ มูลค่าเหรียญควรเพิ่ม -บางเหรียญเป็นเชื้อเพลิง ไว้จ่ายแลกกับการใช้ platform นั้น = platform ยิ่งใหญ่ เหรียญยิ่งมีมูลค่า -บางเหรียญอาจจะเป็นแค่ store of value = คนให้ความเชื่อมั่นกับสกุลเงินนี้ เหรียญก็ยิ่งมีมูลค่า หากเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหรียญมันจะมีมูลค่ามายังไง เราไม่ควรไปร่วมลงทุนด้วยแม้ว่ามันจะดูดีขนาดไหน เพราะมันอาจจะเป็นโปรเจกต์ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ถือเหรียญ โปรเจกต์ที่ดีนั้นควรอธิบายถึงประโยชน์ของการถือเหรียญนั้น ไม่ว่าจะใน Whitepaper หรือบนเว็บ สรุปง่ายๆ ก็คือการที่คุณจะเลือกลงทุนในเหรียญๆ หนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือก ก็คือข้อมูล คุณควรศึกษาข้อมูลของเหรียญนั้นๆ ก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เหมาะสำหรับการลงทุนที่คุณต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณสามารถหาอ่านๆ ได้ตาม ‘Whitepaper’ อย่ามัวแต่สนใจกราฟจนลืมศึกษาข้อมูลแอดขอเตือน ดังนั้นแอดจึงขอแนะนำแอป ‘Wikibit’ ที่จะช่วยให้คุณตรวจข้อมูลของเหรียญที่คุณสนใจได้ แถมยังรวบรวม ‘Whitepaper’ ของเหรียญไว้ให้คุณแล้ว เพียงแค่คุณกดค้นหาชื่อของเหรียญที่คุณสนใจเท่านั้น ข้อมูลต่างๆ ก็จะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คะแนนจากแอป มูลค่าราคาตลาด ข่าวสารต่างๆ ของเหรียญ เป็นต้น อยากดูเหรียญไหนก็ค้นหาเหรียญนั้น ง่ายๆ สะดวกสบายไม่ยุ่งยาก มือใหม่ทั้งหลายโหลดติดเครื่องไว้ ช่วยทำกำไรได้แน่นอน!! ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่…. App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!) Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)
ไหวไหมถ้า Ethereum จะถ้าชิงเป็นสกุลเงินอันดับหนึ่งแทน Bitcoin?
จากวันที่บิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 มาจนถึงวันนี้ปี 2021 เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้เรามีสกุลเงินดิจิทัลมากถึง 10,332 สกุลเงินแล้ว นอกจากบิทคอยน์ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนทองคำของโลกดิจิทัล เรายังมีอีเธอเรียมที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนแพลตฟอร์มผู้ก่อให้เกิดการต่อยอดในโลกคริปโตฯ จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า DeFi ในปัจจุบัน หรือแม้แต่สายเน้นศรัทธาไม่เน้นมูลค่า หลักการณ์และเหตุผลใดๆ โลกคริปโตฯ ก็มีเหรียญอย่างโดจคอยน์เอาไว้ให้คุณได้ลองลงทุนรับความเสี่ยงเล่นๆเป้าหมายและการใช้งานของบิทคอยน์และอีเธอเรียมนั้นต่างกัน จุดกำเนิดของบิทคอยน์เริ่มต้นมาจากคนหรือกลุ่มคนที่ใช้นามแฝงว่า ‘ซาโตชิ นากาโมโตะ’ ต้องการปลดแอกระบบการเงินออกจากภาครัฐ เขามีแนวคิดว่าการปล่อยให้อำนาจการควบคุมเงินอยู่ที่ภาครัฐเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และควรเป็นเจตจำนงเสรีของแต่ละบุคคลที่ต้องการแลกเปลี่ยนเงินตรากันโดยไม่มีตัวกลางมาควบคุม ดังนั้นเขาจึงสร้างสกุลเงินกลางขึ้นมาบนระบบบล็อกเชนที่จะให้คนในระบบสามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมกันเอง โอนบิทคอยน์ที่เป็นตัวแทนของการแลกเปลี่ยนมูลค่าระหว่างกันเอง โดยที่ไม่มีคนกลาง (อย่างเช่นธนาคารกลาง) เข้ามาควบคุม และเพื่อต่อต้านความสามารถในการพิมพ์เงินอย่างไร้ขีดจำกัดของธนาคารกลาง ซาโตชิจึงได้กำหนดให้บิทคอยน์มีเหรียญอยู่ในระบบเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น มีความสามารถในการย่อยเหรียญตัวเองให้มีจำนวนลดลงเมื่อเหรียญถูกขุดมากขึ้น จากที่มีการคำนวณ การแบ่งเหรียญครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในปี 2024 การที่บิทคอยน์มีจำนวนจำกัดจึงทำให้มันกลายเป็นสินทรัพย์ที่จะมีมูลค่าเมื่อปริมาณลดลง และนั่นคือสิ่งที่บิทคอยน์กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ว่ากันว่าตอนนี้เหรียญบิทคอยน์ที่มีอยู่ในระบบได้ถูกขุดออกมาแล้วประมาณ 90% หรือคิดเป็น 18.6 ล้านเหรียญบิทคอยน์ สำหรับอีเธอเรียมนั้นมีเป้าหมายการใช้งานที่ต่างจากบิทคอยน์โดยสิ้นเชิง อีเธอเรียมไม่ต้องการเป็นสกุลเงินกลางตัวใหม่ของโลก แต่ต้องการเป็นพื้นที่แพลตฟอร์มที่เปิดให้คนที่สนใจในโลกสกุลเงินดิจิทัลมาต่อยอด สร้างสรรระบบการเงินบนแพลตฟอร์มของอีเธอเรียม แม้แต่รูปแบบการเกิดมาของเหรียญระหว่างบิทคอยน์และอีเธอเรียมก็ยังต่างกัน บิทคอยน์ใช้สิ่งที่เรียกว่า “Proof of Work (PoW)” เป็นแหล่งกำเนิดเหรียญ ในขณะที่อีเธอเรียมใช้ “Proof of Stake (PoS)” อันที่จริง การเติบโตของอีเธอเรียมมีบทบาทกับโลกคริปโตมาโดยตลอด ในปี 2017 ตอนที่บิทคอยน์กำลังทะยานขึ้นสู่ $20,000 ในตอนนี้คนก็ใช้แพลตฟอร์มของอีเธอเรียมในการทำ ICO หรือการให้คนมาถือเหรียญของตนเหมือนกับการถือหุ้น และในปี 2021 นี้ อีเธอเรียมก็ได้เปิดประสบการณ์การลงทุนในโลกดิจิทัลแบบใหม่ เมื่อเราสามารถ ฝาก กู้ ยืม ทำธุรกรรมได้เหมือนกับโลกปกติในโลกที่มีชื่อว่า “Decentralized Finance (DeFi)” อีเธอเรียมมีโอกาสไปได้ไกลกว่าบิทคอยน์ เชื่อว่าเล่ามาถึงตรงนี้หลายคนคงจะเห็นภาพกันแล้วว่าอีเธอเรียมยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกมากในโลกอนาคต ในขณะที่บิทคอยน์ทำหน้าที่เป็นเพียงสกุลเงินกลางที่นอกจากเก็บรักษามูลค่าแล้ว ก็ไม่สามารถทำอะไรเพิ่มได้อีก แต่สำหรับอีเธอเรียมนั้นกลับยังสามารถต่อยอดในโลกของสกุลเงินดิจิทัลได้อีกไกล อย่างเช่นที่เราได้เห็นการเติบโตของโลก DeFi ในทุกวันนี้ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผมเชื่อว่าอีกไม่นานอีเธอเรียมจะต้องสามารถกินส่วนแบ่งทางการตลาดจากบิทคอยน์มาได้มากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่บิทคอยน์ยังคงอยู่ที่เดิม แต่อีเธอเรียมกลับเปิดพื้นที่ให้กับความคิดสร้างสรร และนวัตกรรมในโลกทางการเงิน หรือการใช้บล็อกเชนในรูปแบบใหม่ๆ มากมาย DeFi คือความหวังใหม่สำหรับอีเธอเรียมอย่างแท้จริง ยิ่งวงการ DeFi เติบโตมากเท่าไหร่ บทบาทของอีเธอเรียมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น หากว่าสุดท้ายแล้วคริปโตเคอเรนซี่สามารถเข้ามาแทนที่สิ่งที่โลกการเงินในรูปแบบเดิมๆ สามารถทำได้ อีเธอเรียมก็จะกลายเป็นผู้ครองโลกและยกระดับวงการคริปโตฯ ให้ขึ้นไปอีกขั้น ถึงแม้ว่าอีเธอเรียมจะเกิดมาหลังบิทคอยน์ มีประวัติศาสตร์น้อยกว่า แต่ในแง่ของการต่อยอดต้องยอมรับว่าอีเธอเรียมสามารถไปได้ไกลกว่าบิทคอยน์มาก ข้อดีอย่างหนึ่งที่อีเธอเรียมจะเป็นต่อมากกว่าบิทคอยน์ในอนาคตคือการใช้ “Proof of Stake”เป็นโปรโตคอลหลัก เพราะ PoS นั้นไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่ PoW ของบิทคอยน์ทำ ยิ่งทำให้อีเธอเรียมมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้คนยุคปัจจุบันที่หันไปทางไหนก็มีแต่คนให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ยิ่งถ้าได้อีลอน มักส์มาสนับสนุนอีก (ส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเขาจะมา) จะยิ่งทำให้มูลค่าของเหรียญอีเธอเรียมมีค่ามากขึ้น นโยบายของบริษัทเทสลาที่รักษ์โลกนั้นสอดคล้องกับ PoS และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามอีเธอเรียมก็เหมือนกับสกุลเงินอื่นๆ ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของอีเธอเรียมคือไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองเรื่องการใช้พลังงานสะอาดแล้ว เหลือเพียงเรื่องของกฎหมายและความปลอดภัยเท่านั้นที่ยังจะต้องผ่านความท้าทายของกระแสโลก จะเป็นอย่างไรหากรัฐบาลเป็นคนยื่นข้อเสนอขอเข้ามาควบคุมอีเธอเรียมเอง? หรือภาครัฐจะสามารถสร้างระบบการเงินที่เลียนแบบโมเดล DeFi? นี่คือช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับโลกการเงินเป็นอย่างมาก