ฮือฮา!! นลท. ตื่นตัว หลัง ‘Binance’ นัดเผาเหรียญ ‘BNB’ 15 ก.ค. นี้ ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่?

นักลงทุนสาวก ‘BNB’ กำลังตื่นตัว หลังจาก ‘Binance’ ได้ออกกำหนดนัดหมายเผาเหรียญ ‘BNB’ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ส่งผลให้นักลงทุนแห่กันซื้อเหรียญ จนตอนนี้ราคาพุ่งขึ้นถึง 10,301 บาท จากต้นเดือนที่มีราคาอยู่ที่ 9,435 บาท ซึ่งมือใหม่หลายๆ คนคงกำลังสงสัยกันอยู่ ว่า การเผาเหรียญมันคืออะไรกันแน่!!  การเผาเหรียญ คือ การลด ‘Supply’ ของเหรียญให้เหลือน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกเหรียญที่มีการเผา เพราะการเผาเหรียญจะขึ้นอยู่กับผู้พัฒนา หรือเจ้าของเหรียญที่เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ตั้งแต่สร้าง โดยเราสามารถอ่านข้อมูลได้ใน ‘Whitepaper’ ของเหรียญนั่นเอง (คุณสามารถตามอ่าน ‘Whitepaper’ ของเหรียญต่างๆได้ที่แอป ‘Wikibit’) ซึ่งใน ‘Whitepaper’ บางส่วนของ ‘Binance’ ได้มีการระบุไว้ว่า  “ในทุก ๆ ไตรมาส พวกเราจะใช้กำไรของบริษัท 20 เปอร์เซ็นต์ ในการซื้อโทเคน BNB คืน และเผาทำลายมันทิ้ง ซึ่งกระบวนนี้จะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกเขาจะทำการซื้อคืนเหรียญได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน Supply เหรียญ BNB ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 100 ล้านเหรียญ BNB ทุก ๆ การซื้อคืนธุรกรรมจะปรากฏบน ‘Blockchain’ พวกเราจะทำลาย BNB ไปเรื่อย ๆ จนกว่า BNB จะเหลือเพียง 100 ล้านล้าน BNB”   ทั้งนี้หลายๆ ครั้งที่มีการประกาศว่าจะเผาเหรียญ นั้นหมายถึงการลดปริมาณของเหรียญลง ส่งผลให้นักลงทุนมักพากันแห่ซื้อ จนราคาพุ่งขึ้นสูง หลังจากนั้นเมื่อถึงวันเผามักจะมีนักลงทุนหลายๆ คนที่ขายเหรียญคืน เพื่อเอากำไร ซึ่งการขึ้นลงของราคานั้น ต้องขอบอกก่อนเลยว่าไม่เป็นไปตามที่กล่าวไว้เสมอไป ขอขอบคุณรูปภาพจาก : Binance    โดยสถิติจากการเผาเหรียญ ‘BNB’ ปี 2564 นั้น ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 16 ที่การเผาเหรียญจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 นี้ตามกำหนด ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามผลกันต่อไป  - ในครั้งที่ 15 ‘Binance’ ได้ทำการเผาไปในวันที่ 16 เมษายน โดยจำนวนเหรียญที่ทำลายคือ 1,099,888 BNB รวมมูลค่า 595 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 19,040,000,000 บาท) ซึ่งตอนเผาเหรียญ ‘BNB’ มีราคาอยู่ที่ 541.25 ดอลลาร์ (ประมาณ 17,320 บาท) และในช่วงต้นสัปดาห์ของการเผาเหรียญนั้นมีราคาสูงถึง 640 ดอลลาร์ (ประมาณ 19,840 บาท)  - ในครั้งที่ 14 ‘Binance’ ได้ทำการเผาเหรียญไปในวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา จำนวนเหรียญที่ทำลายคือ 3,619,888 BNB รวมมูลค่ากว่า 165 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,280,000,000 บาท) ซึ่งตอนเผาเหรียญ ‘BNB’ มีราคาอยู่ที่ 45.80 ดอลลาร์ (1494.50 บาท)   หมายเหตุ : การหาค่าเงินบาท นั้นขึ้นอยู่กับค่าเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน (1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32 บาท)   มาดูรีวิวเหรียญ ‘BNB’ จากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง!! โดยเหรียญ ‘BNB’ ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 35 ของ Ranking มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.29/10 คะแนน ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.59 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว และที่สำคัญมี ‘Whitepaper’ อัปเดตให้อ่านฟรีได้แล้วที่แอป ‘Wikibit’ หากใครอยากรู้ข้อมูลความเป็นมาของเหรียญต่างๆ เพิ่มเติมจาก ‘Whitepaper’ อย่าลืมโหลดแอปแล้วเข้ามาอ่านกันได้เลย   ทั้งนี้คุณรู้ไหมว่านักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน และสร้างกำไรมหาศาลได้นั้น เขามักจะศึกษา และรู้ข่าวสารล่วงหน้าก่อนตัดสินใจลงทุนนั่นเอง ซึ่งทางแอป ‘Wikibit’ นั้นมีอีกหนึ่งฟีเจอร์เด็ด อย่าง ‘ปฏิทินเหรียญ’ ที่จะคอยแจ้งเตือน

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำความรู้จัก!! เหรียญในตระกูล ‘Bitcoin’ มีอะไรบ้าง? ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?

หากพูดถึง ‘Bitcoin’ นักลงทุนทุกคนก็คงรู้จักกันดี เพราะมันคือเหรียญแม่แห่งวงการคริปโต ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายระบบการทำธุรกรรมแบบเก่าทิ้งไป ผ่านระบบ ‘Blockchain’ แต่ทุกคนรู้ไหมว่า ตอนนี้เหรียญแม่ของเรานั้น ได้ให้กำเนิดลูกๆ ของมันออกมาวิ่งเล่นบนกระดานเทรดแล้ว แต่จะมีเหรียญอะไรบ้าง และพวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ไปดูกันเลย!!  ในปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาระบบ ‘Bitcoin’ ได้ทำการ ‘Hard Fork’ หรือ การอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก ‘Bitcoin’ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น ส่งผลให้ระบบเกิดความล่าช้า และมีความคล่องตัวน้อยในการทำธุรกรรม ซึ่งหลังจากการ ‘Hard Fork’ นั้น ‘Bitcoin’ ก็ได้ให้กำเนิดเหรียญใหม่ขึ้นมา   1. Bitcoin Cash (BCH)    เหรียญนี้เกิดจากนักพัฒนากลุ่มหนึ่งที่กังวลถึงข้อจำกัดด้านความเร็วและการใช้งานในระดับใหญ่ จึงจัดการแยกมันออกจาก ‘Bitcoin’ และอัพเกรดมันให้มีความแตกต่าง เช่น  - บล็อกของ ‘Bitcoin Cash’ เก็บข้อมูลได้มากกว่า ‘Bitcoin’ ทำให้ความเร็วในการประมวลผลมีมากขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกกว่า  - ค่าธรรมเนียมที่ถูกและโอนถ่ายได้เร็ว ทำให้ ‘Bitcoin Cash’ เป็นตัวกลางในการรับจ่ายเงินที่ดีกว่า ‘Bitcoin’   2. Bitcoin SV (BSV)    ‘Bitcoin SV’ (BSV) มีชื่อเต็มๆ ว่า Bitcoin Satoshi Vision มันเป็นเหรียญที่นักพัฒนาสร้างขึ้นมาเพื่อตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของ ‘Satoshi Nakamoto’ ผู้สร้าง ‘Bitcoin’ โดยการคืนค่าคุณสมบัติของโปรโตคอล ‘Bitcoin’ ดั้งเดิม พร้อมพัฒนาให้บล็อกมีขนาดใหญ่ไม่จำกัด แถมยังมีความปลอดภัยในระบบมากกว่า ‘Bitcoin’ อีกด้วย   3. Bitcoin Gold (BTG)    มันเป็นเหรียญที่กลุ่มนักพัฒนาสร้างขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายเด่นๆ อยู่ 2 อย่าง คือ  1. ‘Bitcoin gold’ นั้นต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของการขุดโดยการทำให้เครื่อง ASIC หรือเครื่องขุดที่มีอานุภาพทรงพลังมากที่สุดในปัจจุบัน และมีราคาแพงมากที่สุดไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป  2. พวกเขาต้องการที่จะดึงดูดผู้คนให้เขามาในระบบนี้ในระยะยาว และหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถปลดเครือข่ายของ ‘Bitcoin’ ออกจากบริษัทใหญ่ๆที่เป็นผู้ผลิตและผู้สร้างเครื่อง ASIC ที่กำลังผูกขาดตลาดการขุดอยู่ในตอนนี้  ทั้งนี้ ‘Bitcoin gold’ จะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ ‘Bitcoin’ มีความเป็น decentralized อีกครั้ง ซึ่งโปรเจกต์นี้จะทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึง ‘Bitcoin’ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย  สรุปง่ายๆ ก็คือ เจ้า 3 เหรียญนี้ นั้นได้ถูกพัฒนามาบน Blockchain ของ ‘Bitcoin’ ผ่านการ ‘Hard Fork’ เพื่อแก้ไขจุดด้อยในการทำงานต่างๆ ซึ่งนี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ ของเหรียญในตระกูล ‘Bitcoin’ เท่านั้น  หากคุณอ่านแล้วรู้สึกอยากลงทุน และต้องการรู้เรื่องราวของมันมากกว่านี้ เราแนะนำให้คุณอ่าน ‘Whitepaper’ ได้ที่แอป ‘Wikibit’ เพราะแอปนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้พวกคุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มูลค่าตลาด อันดับความนิยม กราฟการขึ้นลงของราคา ‘Whitepaper’ และข่าวสารต่างๆ ของเหรียญอีกด้วย รับรองสะดวกสบาย ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากแน่นอน!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

ราศึที่กำลังดวกตกในการเทรด 'คริปโต'

โดยสาเหตุส่วนใหญ่จากการถูกโกง มักเกิดจากการไม่มีสติในการลงทุน การขาดความรู้ และหลงเชื่อคนอื่นง่ายๆ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ จนกลายเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว  ทริคดีๆ!!  คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ไม่ต้องไปแก้กรรมทำบุญที่ไหน เพียงแต่มีสติ และระมัดระวังในการลงทุน ซึ่งเราขอแนะนำให้คุณโหลดแอป WikiBit ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันในการตรวจสอบข้อมูล แอปเทรดคริปโต เหรียญคริปโต และ DeFi ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง  แถมตัวแอปยังได้รวบรวมสาระความรู้ และกลโกงต่างๆ  ในโลกคริปโตเคอเรนซี่ไว้ให้คุณได้ศึกษา เพื่อเสริมเกาะความรู้เท่าทันให้กับคุณอีกด้วย โหลดเลยจะได้ไม่ถูกโกง!!

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุป ‘ยูทูปเบอร์โกง60ล้าน’ ที่สะเทือนทั้งวงการ ‘DeFi’

ร้อนไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ กับประเด็นการฉ้อโกงในโลกของ DeFi ที่มี Youtuber สายขาวชื่อดังเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อวันหยุดที่ผ่านเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากใน ‘ทวิตเตอร์’ ผ่านแฮชแท็ก ‘ยทบโกง60ล้าน’ โดยมีผู้ใช้งานรายหนึ่งได้ออกมาทวิต เพื่อสรุปเรื่องราวดังกล่าว แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ‘Wikibit’ จะมาเล่าให้ฟัง!!  จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากมี ‘influencer’ สายฟาร์มท่านหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงพอสมควรออกมาประกาศชักชวนให้คนไปลงทุนใน ‘เหรียญ ก’ โดยบอกว่า “เขานั้นคัดมาแล้วดีจริงๆ ไม่โกงแน่นอน ถ้าโกงเอาขวานมาจามหัวได้เลย” ส่งผลให้มีคนจำนวนมากนำเงินมาลงทุน ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มี ‘เหรียญ ข’ และ ‘เหรียญ ค’ เกิดขึ้นตามมาจากการแจกในแอร์ดรอป ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ทุกเหรียญนั้นสำคัญหมดให้ถือไว้ใช้ในการฟาร์ม”  โดยต่อมามีคนจับได้ว่า มีการเทขายเหรียญดังกล่าวขึ้น ส่งผลให้ราคาเหรียญตกลง และมีผู้เสียหายจำนวนมาก จึงได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มของ ‘Telegram’ ถึงกรณีดังกล่าว เพื่อทำการคาดคั้นหาตัวคนเทขายเหรียญในครั้งนี้ ผลสรุปที่ได้คือ ทาง ‘influencer’ ยอมรับว่า นักพัฒนาเป็นคนเทขาย  ทั้งนี้การลงทุนใน DeFi คุณจำเป็นจะต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ไว้ใช้ในการเก็บเหรียญ ซึ่งนักพัฒนาคนดังกล่าวนั้นมีกระเป๋าดิจิทัลอยู่ในมือทั้งหมด 10 ใบ หนึ่งในนั้นเป็นชื่อของ ‘Youtuber’ ชื่อดัง โดยทาง ‘influencer’ นั้นบอกว่า “ตนไม่ได้มีความผิดอะไรในเรื่องนี้ เพราะตนเป็นแค่นักลงทุน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขากลับเป็นเจ้าของเหรียญ และเป็นผู้ถือ ‘Private Key’ คู่กับนักพัฒนาคนนั้นนั่นเอง  อีกทั้งทาง ‘influencer’ ยังได้มีการพูดบ่ายเบี่ยงในเรื่องของการนำเงินเยียวยามาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย จนถึงขั้นมีการกรอกแบบฟอร์ม และมีการนัดแนะไว้ว่าจะสิ้นสุดภายในช่วงเย็นของวันพุธที่ผ่านมา จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเงียบ และไม่มีการอัปเดตใดๆ  ต่อมาทางด้านของ ‘Youtuber’ ชื่อดังนั้นก็ได้ออกมาโพสต์ชี้แจ้งถึงกรณีดังกล่าว ผ่านทางสตอรี่ไอจี ของตนแล้วว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมแค่รู้จักกับทางเจ้าของเหรียญ โดยการที่ผมอยากศึกษาเกี่ยวกับโลก ‘DeFi’ ซึ่งทางเจ้าของเหรียญได้ขอให้ผมมาช่วยแปลภาษาเท่านั้น และผมไม่มีส่วนรู้เห็น หรือการตัดสินใจใดๆ ในเหรียญนี้เลย”  อย่างไรก็ตามจุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร กฎหมายจะสามารถเข้ามาช่วยผู้เสียหายในเรื่องใดได้บ้าง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไป ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียในครั้งนี้ก็คือ การกระโดดเข้าไปลงทุน ตามคำพูดของคนอื่น โดยไม่ศึกษา หรือตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน ซึ่งทุกคนเห็นไหมว่ามันสร้างความลำบาก และความเจ็บช้ำให้กับผู้เสียหายขนาดไหน  นอกจากนี้ยังมีกลโกงอื่นๆ อีกมากมายที่คุณไม่รู้ และอาจกลายเป็นเหยื่อให้กับมัน ยกตัวอย่างเช่น เคสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีข่าวนักลงทุนราว 50 คน รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอความช่วยเหลือหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังโดนนักต้มตุ๋มจากแอปหาคู่ เขามาหลอกชักชวนให้ไปลงทุน ก่อนโกงเงินและชิ่งหนีหายไป ซึ่งสาเหตุหลักๆ ล้วนมากจากการฟังคนอื่นมากกว่าการศึกษาข้อมูล หรือตรวจสอบด้วยตัวเอง  ดังนั้นหากคุณคิดที่จะลงทุนเพื่อหวังผลกำไร และไม่อยากเสียทั้งเงิน และเวลาแล้วละก็อย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันในการตรวจสอบ Exchange Token หรือ DeFi ของคุณก่อนลงทุนทุกครั้ง ‘เช็คให้ดี’ จะได้ไม่ถูกโกง!!  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่า Exchange ที่คุณเลือกมีใบอนุญาต และมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่าเหรียญที่คุณสนใจนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ให้ผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน และการขึ้นลงของราคาเป็นอย่างไร คุ้มไหมที่จะลงทุน  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่า DeFi ที่คุณต้องการจะลงทุนนั้นปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน มี Audit มาการันตีหรือไม่ เคยมีข่าวไม่ดีหรือเปล่า และที่สำคัญมีแนวโน้มมากน้อยแค่ไหนที่มันจะเติบโตขึ้น  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ Exchange Token และ DeFi ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!  ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปศึก!! ‘Binance’ โดนประเทศไหนโจมตีบ้าง?

เป็นที่รู้กันดีว่ากระดานเทรดอันดับหนึ่ง ขวัญใจนักลงทุนคริปโตทั่วโลกอย่าง ‘Binance’ กำลังดวงตก มีเคราะห์หนัก เพราะโดนหน่วยงานทางการเงินจากหลายๆ ประเทศรุมโจมตีจนต้องระงับการให้บริการชั่วคราวอย่าเลี่ยงไม่ได้ ว่าแต่มีประเทศไหนบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลย!!  1. ประเทศอังกฤษ   เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ทาง Financial Conduct Authority (FCA) จากอังกฤษ ได้ออกมาประกาศ ระงับการซื้อขายคริปโต บนแพลตฟอร์มของ ‘Binance’ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ พร้อมออกมาเตือนนักลงทุนอีกด้วยว่า ให้ระวังความผันผวนในตอนนี้ และอย่าหลงเชื่อโฆษณาต่างๆ บนสื่อออนไลน์  2. ประเทศญี่ปุ่น   ในวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 ทาง Financial Services Agency (FSA) ในญี่ปุ่น ได้ออกคำเตือนไปยัง ‘Binance’ โดยกล่าวว่า “บริษัทได้มีการให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโตในประเทศโดยไม่ได้มีการลงทะเบียน” ซึ่งทาง ‘Binance’ ได้ออกมาปฏิเสธว่าตนไม่ได้ดำเนิดการตามข้อกล่าวหา บนเว็บเทรดในประเทศญี่ปุ่น และไม่ได้มีการออกชักชวนผู้ในญี่ปุ่นแต่อย่างใด  3. ประเทศไทย   เมืองไทยของเราก็ไม่น้อยหน้าใครนะขอบอก เพราะเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมากล่าวโทษ ‘Binance’ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถึงการให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ในประเทศโดยไม่ได้รับการอนุญาต แถมยังได้มีการโฆษณาชักชวนให้คนไทยไปลงทุน ผ่านช่องทางเผยแพร่ข่าวสารของ ‘Binance’ อีกด้วย  4. ประเทศจีน   ล่าสุดในวันที่ 8 กรกฎาคม แดนมังกรได้ทำการแบน ‘Binance’ ด้วยการระงับการใช้งานแล้วทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามคริปโตที่สำคัญของจีน รวมถึงการกำจัดอุตสาหกรรมการขุด ‘Bitcoin’ ในประเทศ  อย่างไรก็ตาม ‘Binance’ นั้นไม่ได้นิ่งเฉยกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง CEO ของ ‘Binance’ ได้ออกมาประกาศว่า เขาได้ทำการเพิ่มทีมกฎหมาย และความเข้มงวดขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อแก้เกม และทำให้สถานการณ์ต่างๆ นั้นดีขึ้น   ไหนๆ ก็พูดถึง ‘Binance’ กันแล้ว เรามาดูรีวิวของมันจากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าดีจริงไหม โดย‘Binance’ เป็นกระดานเทรดคริปโตเกรด AAA ที่ติด Rangkings ของแอปอยู่ในอันดันที่ 5 มีคะแนนอยู่ที่ 9.14/10 คะแนน และมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 1,405.82 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเว็บเทรดที่น่าสนใจมากๆ แต่น่าเสียดายที่ ‘Binance’ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย จึงทำให้การเทรดคริปโตบนกระดานนี้ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศนั่นเอง  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ Exchange Token และ DeFi ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก

รอราคาเหรียญคริปโตขึ้น นานเหมือนกับรออะไร ?

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก

Binance เตรียมเผาเหรียญ BNB ในเดือนนี้ ชุมชนคาดสัปดาห์หน้า

อีกหนึ่งสิ่งที่นักลงทุนคริปโตกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันอย่างใจจดจ่อก็คือการเผาเหรียญ Binance Coin ( BNB) ของทาง Binance ที่จะมีขึ้นทุก ๆ เดือนแรกของไตรมาส ซึ่งในตอนนี้เราได้อยู่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2021 แล้ว และนั่นหมายความว่าเรากำลังจะได้เห็นการเผาเหรียญดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ การเผาเหรียญ BNB แต่ละครั้งส่งสัญญาณอะไร เมื่อมีการเผาเหรียญเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดเลยนั่นก็คือจำนวน Supply ของเหรียญ BNB ในตลาดลดลง  ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของทางผู้พัฒนาที่ระบุไว้ใน Whitepaper ตั้งแต่แรกแล้วว่าพวกเขาต้องการที่จะจำกัดจำนวนอุปทานของเหรียญในตลาดให้อยู่ที่ 100 ล้านเหรียญ BNB เพียงเท่านั้น ในทุก ๆ ไตรมาส พวกเราจะใช้กำไรของบริษัท 20 เปอร์เซ็น ในการซื้อโทเคน BNB คืน และเผาทำลายมันทิ้ง ซึ่งกระบวนนี้จะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกเขาจะทำการซื้อคืนเหรียญได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน Supply เหรียญ BNB ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 100 ล้านล้านเหรียญ BNB   ทุก ๆ การซื้อคืนธุรกรรมจะปรากฏบน Blockchain พวกเราจะทำลาย BNB ไปเรื่อย ๆ จนกว่า BNB จะเหลือเพียง 100 ล้านล้าน BNB ข้อความบางส่วนที่ระบุไว้ใน Whitepaper เพื่อไม่ให้จำนวนเหรียญมีมากจนเกินไปในระบบ ทาง Binance ได้เริ่มดำเนินการเผาเหรียญมาตั้งแต่ปี 2017 รวมแล้ว 14 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งราคาก็มีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันไป หนึ่งในครั้งที่สำคัญที่สุดคือครั้งที่ 14 ที่มีการเผาเหรียญมากที่สุดและมีมูลค่ามากที่สุดอีกด้วย เป็นการส่งสัญญาณว่าราคาของเหรียญพร้อมจะตอบสนองในเชิงบวก   เนื่องจากการลด Supply จะส่งผลดีในระยะยาวต่อเหรียญ อีกทั้งเป็นการป้องกันการเฟ้อของเหรียญและยังเพื่อเพิ่มมูลค่าไปในตัวเหรียญอีกด้วย นอกจากนี้ในอดีตที่ผ่านมานั้นราคาของเหรียญดังกล่าวมักจะมีความผันผวนไปในทิศทางบวกก่อนการเผาเหรียญเสมอ ดังนั้นในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราจะได้เห็นมันเป็นไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกัน เผาเหรียญ BNB สัปดาห์หน้า? นักเทรดในชุมชนคริปโตต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาการเผาเหรียญ BNB ที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ โดยหนึ่งในนั้นคาดการณ์ว่าเราอาจจะได้เห็นการเผาเหรียญ  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก

เผย!! 5 เหตุผล ว่าทำไมคุณควรเทรดคริปโต ในช่วง ‘Covid19’

ในช่วง ‘Covid19’ ระบาดแบบนี้ หลายๆ คนกำลังลำบาก เพราะพิษเศรษฐกิจที่แย่ บางคนตกงาน ขาดรายได้ หนี้สินก็เต็มไปหมด!! ดังนั้น ‘Wikibit’ จึงอยากแนะนำให้ใครหลายๆ คนที่กำลังมองหารายได้ ลองแบ่งเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ มาลงทุนในคริปโตเคอเรนซี ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีจากเหตุผลดังต่อไปนี้   1. เปิดบัญชีง่าย เทรดได้ทันที!!    การเปิดบัญชีนั้น มีจุดแข็งอยู่ที่ทุกอย่างสามารถดำเนินการบนเครือข่ายออนไลน์ได้ ด้วยการผูกกับบัญชีธนาคารที่เรามีเงินเก็บไว้ ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องออกไปธนาคาร เพื่อเผชิญกับโรคภัย หรือเซ็นเอกสารๆ บลาๆ ให้ยุ่งยาก แถมใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น คุณก็จะสามารถเปิดบัญชีและเทรดคริปโตได้ทันที!!  2. กำลังเข้าสู่ตลาดกระทิง(ขาขึ้น)    คุณรู้หรือไม่ว่า? หลังจากที่ราคาของคริปโตร่วงลงไปเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้พวกมันกำลังเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัว และกำลังมุ่งหน้าสู่ตลาดขาขึ้น ในขณะเดียวกันที่ตลาดหุ้น และน้ำมันนั้นโดนพิษจากโควิดโจมตีอย่างย่อยยับ ส่งผลให้ราคาของพวกมันตอนนี้ยังต่ำอยู่ จนไม่น่าลงทุนเอาสะเลย   3. ซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง    สำหรับคนที่มีเวลาน้อย หรือมีเวลาไม่แน่นอน เราขอบอกว่าตลาดคริปโตนั้นตอบโจทย์มาก เพราะมันเปิดให้คุณใช้บริการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหมดกังวลเรื่องกลัวไม่ทันตลาดเปิดปิดไปได้เลย แถมมีเงินแค่หลักร้อยก็สามารถเริ่มเทรดเพื่อทำกำไรได้แล้ว  4. ราคาเหวี่ยงแรง เหมาะแก่การเกร็งกำไร    คริปโตเคอเรนซีเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง บางครั้งอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายใน 24 ชั่วโมง จึงเป็นโอกาสที่จะเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาได้ง่ายกว่าสินทรัพย์ที่แทบไม่มีความเคลื่อนไหวนั่นเอง   5. มีสินค้ามากมายให้เลือกเทรด  นอกจาก ‘Bitcoin’ ที่มีมาร์เกตแคปสูงสุด และได้รับความนิยมมากที่สุดแล้ว ยังมี ‘Altcoin’ (เหรียญคริปโตอื่นๆ) ให้เลือกลงทุนอีกด้วย โดยเฉพาะบางตัวที่กำลังเติบโต หรืออัพเกรดระบบใหม่แล้ว จะส่งผลให้ราคาของมันสูงขึ้น จนบางครั้งก็สามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนได้มากกว่าเหรียญแม่อย่าง ‘Bitcoin’ อีกด้วย ศึกษากันให้ดี!!  อย่างไรก็ตามทุกการลงทุนมีความเสี่ยง หากศึกษาไม่ดีคุณอาจจะขาดทุน หรือถูกโกงได้ แต่คุณอย่าเพิ่งกังวลไปเรามีตัวช่วยมาบอก เพียงแค่คุณโหลดแอป ‘Wikibit’ ไว้บนมือถือก็สามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ Exchange Token และ DeFi ได้อย่างง่ายดายแล้ว แถมคุณยังสามารถเสพข่าวสารต่างๆ ในวงการคริปโตได้ทันต่อเหตุการณ์อีกด้วย ช้าไม่ได้แล้วโหลดเลย!!   คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange Token และ DeFi ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-11การวิเคราะห์เชิงลึก

3 บริษัทอสังหาที่รับชำระด้วยคริปโต

2021-07-11การวิเคราะห์เชิงลึก

มือใหม่ควรรู้!! ‘Coin’ VS ‘Token’ กับความเหมือนที่แตกต่าง

" />   คำว่า ‘Coin’ และ ‘Token’ แปลว่า ‘เหรียญ’ สิ่งนี้ใครๆ ก็รู้ และมักใช้มันสลับกัน ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรถ้าหากคุณอยากจะใช้ แต่จริงๆ แล้วทั้ง 2 คำนี้มีความหมายที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจน ถ้าหากคุณเข้าใจในความแตกต่าง มันจะทำให้คุณนั้นมองเห็นภาพรวมมากขึ้นว่ากำลังลงทุนกับอะไร    เหรียญ ‘Coin’ คือ สกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยมีบล็อกเชนเป็นของตัวเอง มีบทบาทเหมือนเงินทั่วไปที่เราใช้แลกเปลี่ยนกันในปัจจุบัน เพียงแต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล และมีโปรเจกต์ที่สามารถพัฒนาได้ในอนาคต โดยความแตกต่างของพวกมันจะขึ้นอยู่กับ ขนาดของเครือข่าย ปริมาณของเหรียญ และประสิทธิภาพในการทำงานเป็นต้น  ทั้งนี้นอกจากจะใช้ในการเกร็งกำไรบนกระดานเทรดได้แล้ว พวกมันยังสามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้เสมือนเงินจริงๆ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้า หรือร้านอาหารมากมายที่รับเหรียญคริปโตเหล่านี้ในการชำระค่าสินค้า ยกตัวอย่างเหรียญ ‘Coin’ เช่น Bitcoin (BTC), Ethereum(ETH), Dogecoin(DOGE) เป็นต้น   ในส่วนของเหรียญ ‘Token’ นั้นคือ สกุลเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาบนเครือข่ายบล็อกเชนอื่นๆ ไม่มีเครือข่ายเป็นของตัวเอง ด้วยการเขียน Smart Contract เพื่อสร้าง dApps หรือ DeFi ซึ่งผู้สร้างสามารถเลือกเครือข่ายบล็อกเชนได้ด้วยตัวเอง อย่าง Ethereum, Binance Smart Chain เป็นต้น  โดย ‘Token’ สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการได้เหมือนกับ ‘Coin’ แต่พวกมันมีความพิเศษเฉพาะตามที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น การมอบสิทธิ์ต่างๆ ให้เข้าถึงในระบบ DeFi หรือผูกกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อให้มีมูลค่าคงที่ ยกตัวอย่างเหรียญ ‘Token’ เช่น Tether(USDT), Yearn Finance(YFI), Uniswap(UNI) และอื่นๆ   เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจความเหมือนที่แตกต่างของพวกมันทั้สองแล้ว ซึ่งทุกครั้งที่คุณลงทุนนั้นควรตรวจสอบพวกมันให้ดีก่อนเสมอ ด้วยการโหลดแอป ‘Wikibit’ ไว้ในมือถือ เพราะแอปนี้มีฟีเจอร์ใช้ตรวจสอบเหรียญ ‘Coin’ และ ‘Token’ เพื่อเช็คข้อมูล หรืออ่าน Whitepaper ของพวกมัน รับรองไม่ว่าจะเหรียญแบบไหนมีครบหมด นอกจากนี้ยังใช้สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ Exchange และเสพข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในวงการคริปโตได้อีกด้วย ปังขนาดนี้ช้าไม่ได้แล้ว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-11การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
127129
...
142