สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

'บิทคอยน์'บวก1.33%เคลื่อนไหวที่ 32,982 ดอลล์

เมื่อวันพุธ(14ก.ค.)บริษัท Ark Investment Management ซึ่งบริหารงานโดยนางเคธี วูด ได้เทขายหุ้นบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของจีน เนื่องจากเล็งเห็นผลกระทบของการที่รัฐบาลจีนเดินหน้ากวาดล้างบริษัทเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทที่นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ  Ark Innovation ETF ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารโดยนางเคธี วูด ได้ปรับลดน้ำหนักการถือครองหุ้นบริษัทเทคโนโลยีของจีนลงสู่ระดับต่ำกว่า 1% จากระดับ 8% ตั้งแต่เดือนก.พ.ปีนี้ ขณะที่กองทุน Ark Next Generation Internet ETF ได้ลดการถือครองหุ้นบริษัทเทคโนโลยีจีนลงเหลือ 5.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2557 ส่วนกองทุน ETF ของ Ark ที่มุ่งเน้นลงทุนในเทคโนโลยีด้านการเงิน (ฟินเทค) ยังคงถือครองหุ้นบริษัทเทคโนโลยีในระดับเดิมที่ 18%  “ดิฉันคิดว่านี่เป็นเรื่องของการปรับกลยุทธ์การลงทุน โดยเมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่าแล้ว ดิฉันคิดว่าหุ้นเหล่านี้มีมูลค่าลดลง และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง” นางเคธี วูดกล่าว โดยระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีจีนที่ Ark ปรับลดการถือครองหุ้นนั้น รวมถึงบริษัทเทนเซนต์ โฮลดิ้งส์ และ JD.com  การที่กองทุน EFT ของ Ark Investment ได้ปรับลดการถือครองหุ้นบริษัทเทคโนโลยีของจีนนั้น สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่รัฐบาลจีนดำเนินการตรวจสอบบริษัทในภาคส่วนนี้ ซึ่งรวมถึงการที่จีนมีคำสั่งให้ถอดแอปพลิเคชันของบริษัทตีตีชูสิง (DiDi Chuxing) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถรับส่งสัญชาติจีน ออกจากแพลตฟอร์มแอปสโตร์ของจีน โดยอ้างว่า ตีตีชูสิงทำการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายของจีน โดยคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพียง 4 วันหลังจากตีตีชูสิงเริ่มเปิดทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ก  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-07-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ย้อนรอยกลโกง!! คดีชาวสวีเดนขโมย ‘Bitcoin’ กว่า 521 ล้านบาท ล่าสุดถูกตัดสินจำคุก 15 ปี

ช่วงนี้กลโกงกำลังระบาดหนักในวงการคริปโตไทย ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากความเชื่อคนง่าย และไม่ศึกษาให้ดีก่อนคิดลงทุนจนกลายเป็นเหยื่อ ดังนั้นบทความนี้ ‘Wikibit’ ขอหยิบยกคดีของหนุ่มชาวสวีเดนที่ขโมย ‘Bitcoin’ กว่า 521 ล้านบาท มาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ ให้นักลงทุนได้ตระหนักคิดก่อนการลงทุน  เมื่อไม่นานมานี้ชาวสวีเดนที่มีชื่อว่า Roger Nils-Jonas Karlsson ได้ยอมรับสารภาพว่า ตนนั้นได้ทำการโฆษณาชักชวนคนกว่า 3,575 คน ให้เข้าร่วมโครงการ ‘Bitcoin’ ที่เป็นแชร์ลูกโซ่ จากการสอบสวนพบว่าเขานั้นได้ยักยอกเงินไปกว่า 16 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 521 ล้านบาท) ในระหว่างปี 2012 – 2019 และล่าสุดศาลได้ตัดสินจำคุกกว่า 15 ปีแล้ว   ย้อนไปในปี 2012 Karlsson และบริษัท Eastern Metal Securities (EMS) ของเขาได้เริ่มล่อลวงผู้คนให้มาลงทุน โดยสัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนในการลงทุนต่อหุ้น 100 ดอลลาร์ เป็นทองคำกว่า 1.15 กิโลกรัม หรือมูลค่าประมาณ 45,000 ดอลลาร์ในขณะนั้น  นอกจากนี้ยังได้มีการให้เงินปลอมๆกับเหยื่อ พร้อมรับรองว่าเงินของพวกเขาที่ลงทุนมานั้นปลอดภัยดี ซึ่งเงินส่วนใหญ่นั้นเป็นรูปแบบของเงินคริปโตเคอเรนซี ต่อมาเขาก็ได้ทำการล่อลวงคนแบบนี้ไปเรื่อย จนถูกจับกุมในปี 2019 โดยเขาได้รับสารภาพว่า การหลอกลวงที่เป็นเวลายาวนานนี้ เขาแค่ต้องการนำเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยส่วนตัวเท่านั้น  “การสอบสวนคดีฉ้อโกงของ Roger Karlsson ได้เผยให้เห็นถึงแผนการชั่วร้ายที่กินเวลานานกว่าทศวรรษ ซึ่ง Karlsson ได้เพ่งเล็งไปยังเหยื่อหลายพันคนรวมถึงผู้อาวุโสที่มีความเสี่ยงทางการเงิน เพื่อขโมยทรัพย์สินของพวกเขา และทั้งหมดนั้นทำไปเพียงเพราะการใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยทั้งคอนโดหรูและวันหยุดพักผ่อนในต่างประเทศ”  ถือว่าเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์การฉ้อโกงที่เจ็บแสบที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้คนที่ตกเป็นเหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นนักลงทุนที่ถูกความโลภครอบนำ หรือเป็นเพียงประชาชนที่ขาดความรู้ โดยทั้ง 2 กลุ่มคนนั้นได้ละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุดของการลงทุนไป นั่นก็คือ ‘การตรวจสอบข้อมูล’ นั่นเอง  ดังนั้นต่อไปนี้หากเจอใครที่เข้ามาชักชวนให้ลงทุนในลักษณะที่เวอร์เกินจริง สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ ตรวจสอบข้อมูลบริษัทให้ดี ว่าบริษัทมันมีอยู่จริงไหม? มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน? ด้วยการโหลดแอป ‘Wikibit’ ไว้บนมือถือ เพราะมันสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ แถมตัวแอปยังได้รวบรวมข่าวสาร สาระความรู้กลโกงต่างๆ เกี่ยวกับวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษา เพื่อเสริมเกาะความรู้เท่าทัน จะได้ไม่ถูกโกงอีกด้วย อย่าช้าโหลดเลย!!  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-14การวิเคราะห์เชิงลึก

แอปเทรดคริปโตที่ติด 'บัญชีดำ' ห้ามใช้ในปี 2021

2021-07-14การวิเคราะห์เชิงลึก

‘สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย’ แสดงจุดยืน หลัง ‘DeFi’ ทำพิษ

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับ ‘DeFi’ บนแพลตฟอร์มฃอง ‘Binance Smart Chain’ อย่าง เหรียญ ‘Genesis’ ออกมา เนื่องจากราคาของมันตกลงอย่างรวดเร็ว หลังจากโดนนักพัฒนาเทขาย สร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนหลายราย  โดยล่าสุดทางผู้เสียหายได้สอบถามกับทาง ‘สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย’ ที่สร้างขึ้นจากการรวมตัวของเจ้าเว็บเทรดคริปโตในไทย ถึงการเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างเจ้าของโปรเจกต์กับทางนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ซึ่งทางสมาคมฯ ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนถึงกรณีดังกล่าวว่า  “ในการจัดตั้งสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยนั้นมีเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการให้ความรู้แก่ผู้คน และด้วยจุดยืนนี้ทางสมาคมฯ จึงไม่สามารถเข้าไปเป็นตัวกลางในการดำเนินการกรณีพิพาทดังกล่าวได้ รวมถึงไม่สามารถเป็นตัวแทนในการรับสินทรัพย์ใดๆ แทนผู้เสียหายหรือผู้ที่ถูกพาดพิงได้”  ซึ่งถ้าผู้เสียหายต้องการจะเรียกร้องความเป็นธรรม ทางสมาคมฯ ก็มีความยินดีที่จะช่วยแนะนำการประสานงานไปยังหน่วยงานราชการที่มีความเกี่ยวข้อง รวมถึงหากมีการฟ้องร้องหรือข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญ สมาคมก็มีความยินดีที่จะส่งตัวแทนในการให้ความรู้และความเข้าใจแก่เจ้าพนักงาน เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น   อีกทั้งยังได้กล่าวเตือนนักลงทุนไทยที่สนใจการลงทุนในระบบ ‘DeFi’ นั้นจำเป็นศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะลงทุน เนื่องจาก ‘DeFi’ เป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และมีความเสี่ยงที่นักลงทุนหลายคนอาจจะยังไม่ทราบ ได้แก่  1.ความเสี่ยงจาก Smart Contract เนื่องจากแพลตฟอร์ม ‘DeFi’ นั้นคือชุดคำสั่งโปรแกรมที่ทำงานอยู่บน ‘Blockchain’ ที่จะทำงานตามที่ระบุไว้เท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าชุดคำสั่งที่เขียนนั้นจะไม่มีโอกาสผิดพลาด แม้ว่าแพลตฟอร์มนั้นอาจจะมีการ Audit จากบริษัทที่น่าเชื่อถือแล้วก็ตาม  2. ความเสี่ยงจากผู้พัฒนา แพลตฟอร์ม ‘DeFi’ นั้นมีความคล้ายคลึงกับระบบบริษัทที่ผู้ถือหุ้นนั้นสามารถลงความเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงบริษัทได้ แม้ว่าแพลตฟอร์มที่มีมูลค่าสูงนั้นอาจจะให้คนที่ถือเหรียญทั่วไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ แต่บางแพลตฟอร์มที่มีขนาดเล็กบางครั้งอำนาจในการตัดสินใจนั้นอาจจะมาจากบุคคลหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ นอกจากนี้หากบริษัทเกิดความเสียหายก็มีโอกาสที่ผู้พัฒนาอาจจะละทิ้งโครงการและก่อให้เกิดความเสียหายต่อนักลงทุน  3. ความเสี่ยงจากมูลค่าเหรียญ ไม่ว่าจะเป็นโครงการ ‘DeFi’ หรือเป็นโปรเจกต์ใดๆที่อยู่บนโลกสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นล้วนเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนเรื่องมูลค่าของเหรียญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการที่มีอายุไม่นานหรือมีมูลค่าน้อยนั้นความผันผวนส่งผลมากขึ้นจากมูลค่าที่น้อย นักลงทุนจึงควรศึกษาคุณสมบัติของเหรียญให้ดีก่อนการลงทุน  อย่างไรก็ตามทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ โดยเฉพาะการลงทุนในระบบ ‘DeFi’ ดังนั้นหากคุณมีความสนใจการลงทุนในรูปแบบนี้ คุณไม่ควรหลงเชื่อคำคน ที่เข้ามาโฆษณาหรือชักชวน แต่คุณควรที่จะศึกษา และตรวจสอบมันให้ดีก่อนลงทุนทุกครั้ง ซึ่งการโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ อุ่นใจกว่าแน่นอน เพราะแอปนี้สามารถใช้ตรวจสอบข้อมูล ‘DeFi’ ได้ แถมตัวแอปยังได้รวบรวมข่าวสาร สาระความรู้กลโกงต่างๆ เกี่ยวกับวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษา เพื่อเสริมเกาะความรู้เท่าทัน จะได้ไม่ถูกโกงอีกด้วย อย่าช้าโหลดเลย!!    แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย

2021-07-14การวิเคราะห์เชิงลึก

โปรเจ็ก DeFi “ChainSwap” ถูกแฮ็กกว่า 248 ล้านบาท / Siamblockchain

โปรโตคอลบน Decentralized finance ( DeFi) ที่มีชื่อว่า “ChainSwap” เพิ่งประกาศว่าพวกเขาถูกใช้ประโยชน์จากการโจมตีโทเค็น ASAP ซึ่งเป็นเหรียญประจำแพลตฟอร์ม ส่งผลให้โปรโตคอลสูญเงินกว่า 8 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 248 ล้านบาท และทำให้ราคาเหรียญร่วงลดลงทันทีกว่า 30% ก่อนที่จะมีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาในภายหลัง   ทันทีที่ทราบเรื่อง ทีมงานของ ChainSwap โพสต์ทวีตเตือนให้ผู้ใช้หยุดซื้อโทเค็น ASAP เป็นการชั่วคราว ในช่วงระหว่างที่ทีมงานดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับการแฮ็ก การโจมตีในครั้งนี้ เป็นผลทำให้เหรียญในแพลตฟอร์มบางตัวเช่น WILD สูญเสียมูลค่าเกือบทั้งหมดก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาในภายหลัง โดยราคาของ WILD นั้นลดลงกว่า 99.8% หลังจากที่มีการโจมตี ChainSwap ChainSwap คืออะไร ? ChainSwap เป็นสะพานเชื่อมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับ multiple chain สะพานนี้จะรองรับเครือข่าย Ethereum, MATIC และ Binance Smart Chain โดยช่วยให้ผู้ใช้สามารถซื้อขายโทเค็นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคนกลางหรือบุคคลที่สามเช่นกระดานแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง   ChainSwap ช่วยให้ผู้ถือเหรียญสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญคริปโตจากบล็อกเชนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องผ่านเว็บเทรดแบบรวมศูนย์อย่าง Binance ยกตัวอย่างเช่น ผู้ถือสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญของตนที่อยู่บนบล็อกเชน Ethereum กับเหรียญที่อยู่ใน Binance Smart Chain ได้โดยไม่ต้องฝากเหรียญในกระดานแลกเปลี่ยน ซึ่งนั่นหมายความว่านักเทรดสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญได้หลากหลาย chain ในคราวเดียวไม่ว่าจะเป็นโทเค็นแบบใดก็ตาม นอกจากนี้ ChainSwap ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนเหรียญที่ไม่ได้ถูกลิสต์ในกระดานแลกเปลี่ยนใด ๆ ในแพลตฟอร์มได้ตลอดเวลาอีกด้วย ซึ่งวิธีนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในการซื้อขายเหรียญ Altcoin ขนาดเล็กในตลาด แต่ด้วยสิ่งนี้ เหรียญ Altcoin ขนาดเล็กจำนวนมากบน ChainSwap จึงได้รับผลกระทบไปด้วย หลังจากที่แพลตฟอร์มถูกแฮ็ก  ที่มา :Siamblockchain

2021-07-14การวิเคราะห์เชิงลึก

ฮือฮา!! นลท. ตื่นตัว หลัง ‘Binance’ นัดเผาเหรียญ ‘BNB’ 15 ก.ค. นี้ ว่าแต่มันคืออะไรกันแน่?

นักลงทุนสาวก ‘BNB’ กำลังตื่นตัว หลังจาก ‘Binance’ ได้ออกกำหนดนัดหมายเผาเหรียญ ‘BNB’ ในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ส่งผลให้นักลงทุนแห่กันซื้อเหรียญ จนตอนนี้ราคาพุ่งขึ้นถึง 10,301 บาท จากต้นเดือนที่มีราคาอยู่ที่ 9,435 บาท ซึ่งมือใหม่หลายๆ คนคงกำลังสงสัยกันอยู่ ว่า การเผาเหรียญมันคืออะไรกันแน่!!  การเผาเหรียญ คือ การลด ‘Supply’ ของเหรียญให้เหลือน้อยลง แต่ไม่ใช่ทุกเหรียญที่มีการเผา เพราะการเผาเหรียญจะขึ้นอยู่กับผู้พัฒนา หรือเจ้าของเหรียญที่เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ ตั้งแต่สร้าง โดยเราสามารถอ่านข้อมูลได้ใน ‘Whitepaper’ ของเหรียญนั่นเอง (คุณสามารถตามอ่าน ‘Whitepaper’ ของเหรียญต่างๆได้ที่แอป ‘Wikibit’) ซึ่งใน ‘Whitepaper’ บางส่วนของ ‘Binance’ ได้มีการระบุไว้ว่า  “ในทุก ๆ ไตรมาส พวกเราจะใช้กำไรของบริษัท 20 เปอร์เซ็นต์ ในการซื้อโทเคน BNB คืน และเผาทำลายมันทิ้ง ซึ่งกระบวนนี้จะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าพวกเขาจะทำการซื้อคืนเหรียญได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของจำนวน Supply เหรียญ BNB ที่มีอยู่ทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 100 ล้านเหรียญ BNB ทุก ๆ การซื้อคืนธุรกรรมจะปรากฏบน ‘Blockchain’ พวกเราจะทำลาย BNB ไปเรื่อย ๆ จนกว่า BNB จะเหลือเพียง 100 ล้านล้าน BNB”   ทั้งนี้หลายๆ ครั้งที่มีการประกาศว่าจะเผาเหรียญ นั้นหมายถึงการลดปริมาณของเหรียญลง ส่งผลให้นักลงทุนมักพากันแห่ซื้อ จนราคาพุ่งขึ้นสูง หลังจากนั้นเมื่อถึงวันเผามักจะมีนักลงทุนหลายๆ คนที่ขายเหรียญคืน เพื่อเอากำไร ซึ่งการขึ้นลงของราคานั้น ต้องขอบอกก่อนเลยว่าไม่เป็นไปตามที่กล่าวไว้เสมอไป ขอขอบคุณรูปภาพจาก : Binance    โดยสถิติจากการเผาเหรียญ ‘BNB’ ปี 2564 นั้น ครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 16 ที่การเผาเหรียญจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2564 นี้ตามกำหนด ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นคงต้องติดตามผลกันต่อไป  - ในครั้งที่ 15 ‘Binance’ ได้ทำการเผาไปในวันที่ 16 เมษายน โดยจำนวนเหรียญที่ทำลายคือ 1,099,888 BNB รวมมูลค่า 595 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 19,040,000,000 บาท) ซึ่งตอนเผาเหรียญ ‘BNB’ มีราคาอยู่ที่ 541.25 ดอลลาร์ (ประมาณ 17,320 บาท) และในช่วงต้นสัปดาห์ของการเผาเหรียญนั้นมีราคาสูงถึง 640 ดอลลาร์ (ประมาณ 19,840 บาท)  - ในครั้งที่ 14 ‘Binance’ ได้ทำการเผาเหรียญไปในวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา จำนวนเหรียญที่ทำลายคือ 3,619,888 BNB รวมมูลค่ากว่า 165 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,280,000,000 บาท) ซึ่งตอนเผาเหรียญ ‘BNB’ มีราคาอยู่ที่ 45.80 ดอลลาร์ (1494.50 บาท)   หมายเหตุ : การหาค่าเงินบาท นั้นขึ้นอยู่กับค่าเงินดอลลาร์ในปัจจุบัน (1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32 บาท)   มาดูรีวิวเหรียญ ‘BNB’ จากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง!! โดยเหรียญ ‘BNB’ ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 35 ของ Ranking มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.29/10 คะแนน ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.59 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว และที่สำคัญมี ‘Whitepaper’ อัปเดตให้อ่านฟรีได้แล้วที่แอป ‘Wikibit’ หากใครอยากรู้ข้อมูลความเป็นมาของเหรียญต่างๆ เพิ่มเติมจาก ‘Whitepaper’ อย่าลืมโหลดแอปแล้วเข้ามาอ่านกันได้เลย   ทั้งนี้คุณรู้ไหมว่านักลงทุน ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน และสร้างกำไรมหาศาลได้นั้น เขามักจะศึกษา และรู้ข่าวสารล่วงหน้าก่อนตัดสินใจลงทุนนั่นเอง ซึ่งทางแอป ‘Wikibit’ นั้นมีอีกหนึ่งฟีเจอร์เด็ด อย่าง ‘ปฏิทินเหรียญ’ ที่จะคอยแจ้งเตือน

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำความรู้จัก!! เหรียญในตระกูล ‘Bitcoin’ มีอะไรบ้าง? ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร?

หากพูดถึง ‘Bitcoin’ นักลงทุนทุกคนก็คงรู้จักกันดี เพราะมันคือเหรียญแม่แห่งวงการคริปโต ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายระบบการทำธุรกรรมแบบเก่าทิ้งไป ผ่านระบบ ‘Blockchain’ แต่ทุกคนรู้ไหมว่า ตอนนี้เหรียญแม่ของเรานั้น ได้ให้กำเนิดลูกๆ ของมันออกมาวิ่งเล่นบนกระดานเทรดแล้ว แต่จะมีเหรียญอะไรบ้าง และพวกมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ไปดูกันเลย!!  ในปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้พัฒนาระบบ ‘Bitcoin’ ได้ทำการ ‘Hard Fork’ หรือ การอัปเดตซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจาก ‘Bitcoin’ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนั้น ส่งผลให้ระบบเกิดความล่าช้า และมีความคล่องตัวน้อยในการทำธุรกรรม ซึ่งหลังจากการ ‘Hard Fork’ นั้น ‘Bitcoin’ ก็ได้ให้กำเนิดเหรียญใหม่ขึ้นมา   1. Bitcoin Cash (BCH)    เหรียญนี้เกิดจากนักพัฒนากลุ่มหนึ่งที่กังวลถึงข้อจำกัดด้านความเร็วและการใช้งานในระดับใหญ่ จึงจัดการแยกมันออกจาก ‘Bitcoin’ และอัพเกรดมันให้มีความแตกต่าง เช่น  - บล็อกของ ‘Bitcoin Cash’ เก็บข้อมูลได้มากกว่า ‘Bitcoin’ ทำให้ความเร็วในการประมวลผลมีมากขึ้นและค่าธรรมเนียมถูกกว่า  - ค่าธรรมเนียมที่ถูกและโอนถ่ายได้เร็ว ทำให้ ‘Bitcoin Cash’ เป็นตัวกลางในการรับจ่ายเงินที่ดีกว่า ‘Bitcoin’   2. Bitcoin SV (BSV)    ‘Bitcoin SV’ (BSV) มีชื่อเต็มๆ ว่า Bitcoin Satoshi Vision มันเป็นเหรียญที่นักพัฒนาสร้างขึ้นมาเพื่อตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของ ‘Satoshi Nakamoto’ ผู้สร้าง ‘Bitcoin’ โดยการคืนค่าคุณสมบัติของโปรโตคอล ‘Bitcoin’ ดั้งเดิม พร้อมพัฒนาให้บล็อกมีขนาดใหญ่ไม่จำกัด แถมยังมีความปลอดภัยในระบบมากกว่า ‘Bitcoin’ อีกด้วย   3. Bitcoin Gold (BTG)    มันเป็นเหรียญที่กลุ่มนักพัฒนาสร้างขึ้นมาเพื่อมีเป้าหมายเด่นๆ อยู่ 2 อย่าง คือ  1. ‘Bitcoin gold’ นั้นต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของการขุดโดยการทำให้เครื่อง ASIC หรือเครื่องขุดที่มีอานุภาพทรงพลังมากที่สุดในปัจจุบัน และมีราคาแพงมากที่สุดไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป  2. พวกเขาต้องการที่จะดึงดูดผู้คนให้เขามาในระบบนี้ในระยะยาว และหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถปลดเครือข่ายของ ‘Bitcoin’ ออกจากบริษัทใหญ่ๆที่เป็นผู้ผลิตและผู้สร้างเครื่อง ASIC ที่กำลังผูกขาดตลาดการขุดอยู่ในตอนนี้  ทั้งนี้ ‘Bitcoin gold’ จะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ ‘Bitcoin’ มีความเป็น decentralized อีกครั้ง ซึ่งโปรเจกต์นี้จะทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึง ‘Bitcoin’ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย  สรุปง่ายๆ ก็คือ เจ้า 3 เหรียญนี้ นั้นได้ถูกพัฒนามาบน Blockchain ของ ‘Bitcoin’ ผ่านการ ‘Hard Fork’ เพื่อแก้ไขจุดด้อยในการทำงานต่างๆ ซึ่งนี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ ของเหรียญในตระกูล ‘Bitcoin’ เท่านั้น  หากคุณอ่านแล้วรู้สึกอยากลงทุน และต้องการรู้เรื่องราวของมันมากกว่านี้ เราแนะนำให้คุณอ่าน ‘Whitepaper’ ได้ที่แอป ‘Wikibit’ เพราะแอปนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้พวกคุณแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มูลค่าตลาด อันดับความนิยม กราฟการขึ้นลงของราคา ‘Whitepaper’ และข่าวสารต่างๆ ของเหรียญอีกด้วย รับรองสะดวกสบาย ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากแน่นอน!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

ราศึที่กำลังดวกตกในการเทรด 'คริปโต'

โดยสาเหตุส่วนใหญ่จากการถูกโกง มักเกิดจากการไม่มีสติในการลงทุน การขาดความรู้ และหลงเชื่อคนอื่นง่ายๆ โดยไม่ผ่านการตรวจสอบ จนกลายเป็นเหยื่อแบบไม่รู้ตัว  ทริคดีๆ!!  คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ไม่ต้องไปแก้กรรมทำบุญที่ไหน เพียงแต่มีสติ และระมัดระวังในการลงทุน ซึ่งเราขอแนะนำให้คุณโหลดแอป WikiBit ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันในการตรวจสอบข้อมูล แอปเทรดคริปโต เหรียญคริปโต และ DeFi ให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง  แถมตัวแอปยังได้รวบรวมสาระความรู้ และกลโกงต่างๆ  ในโลกคริปโตเคอเรนซี่ไว้ให้คุณได้ศึกษา เพื่อเสริมเกาะความรู้เท่าทันให้กับคุณอีกด้วย โหลดเลยจะได้ไม่ถูกโกง!!

2021-07-13การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุป ‘ยูทูปเบอร์โกง60ล้าน’ ที่สะเทือนทั้งวงการ ‘DeFi’

ร้อนไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ กับประเด็นการฉ้อโกงในโลกของ DeFi ที่มี Youtuber สายขาวชื่อดังเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อวันหยุดที่ผ่านเรื่องราวเหล่านี้ได้เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากใน ‘ทวิตเตอร์’ ผ่านแฮชแท็ก ‘ยทบโกง60ล้าน’ โดยมีผู้ใช้งานรายหนึ่งได้ออกมาทวิต เพื่อสรุปเรื่องราวดังกล่าว แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ‘Wikibit’ จะมาเล่าให้ฟัง!!  จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากมี ‘influencer’ สายฟาร์มท่านหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงพอสมควรออกมาประกาศชักชวนให้คนไปลงทุนใน ‘เหรียญ ก’ โดยบอกว่า “เขานั้นคัดมาแล้วดีจริงๆ ไม่โกงแน่นอน ถ้าโกงเอาขวานมาจามหัวได้เลย” ส่งผลให้มีคนจำนวนมากนำเงินมาลงทุน ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้มี ‘เหรียญ ข’ และ ‘เหรียญ ค’ เกิดขึ้นตามมาจากการแจกในแอร์ดรอป ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ทุกเหรียญนั้นสำคัญหมดให้ถือไว้ใช้ในการฟาร์ม”  โดยต่อมามีคนจับได้ว่า มีการเทขายเหรียญดังกล่าวขึ้น ส่งผลให้ราคาเหรียญตกลง และมีผู้เสียหายจำนวนมาก จึงได้มีการพูดคุยกันในกลุ่มของ ‘Telegram’ ถึงกรณีดังกล่าว เพื่อทำการคาดคั้นหาตัวคนเทขายเหรียญในครั้งนี้ ผลสรุปที่ได้คือ ทาง ‘influencer’ ยอมรับว่า นักพัฒนาเป็นคนเทขาย  ทั้งนี้การลงทุนใน DeFi คุณจำเป็นจะต้องมีกระเป๋าเงินดิจิทัล ไว้ใช้ในการเก็บเหรียญ ซึ่งนักพัฒนาคนดังกล่าวนั้นมีกระเป๋าดิจิทัลอยู่ในมือทั้งหมด 10 ใบ หนึ่งในนั้นเป็นชื่อของ ‘Youtuber’ ชื่อดัง โดยทาง ‘influencer’ นั้นบอกว่า “ตนไม่ได้มีความผิดอะไรในเรื่องนี้ เพราะตนเป็นแค่นักลงทุน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขากลับเป็นเจ้าของเหรียญ และเป็นผู้ถือ ‘Private Key’ คู่กับนักพัฒนาคนนั้นนั่นเอง  อีกทั้งทาง ‘influencer’ ยังได้มีการพูดบ่ายเบี่ยงในเรื่องของการนำเงินเยียวยามาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย จนถึงขั้นมีการกรอกแบบฟอร์ม และมีการนัดแนะไว้ว่าจะสิ้นสุดภายในช่วงเย็นของวันพุธที่ผ่านมา จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังเงียบ และไม่มีการอัปเดตใดๆ  ต่อมาทางด้านของ ‘Youtuber’ ชื่อดังนั้นก็ได้ออกมาโพสต์ชี้แจ้งถึงกรณีดังกล่าว ผ่านทางสตอรี่ไอจี ของตนแล้วว่า “เรื่องที่เกิดขึ้นผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมแค่รู้จักกับทางเจ้าของเหรียญ โดยการที่ผมอยากศึกษาเกี่ยวกับโลก ‘DeFi’ ซึ่งทางเจ้าของเหรียญได้ขอให้ผมมาช่วยแปลภาษาเท่านั้น และผมไม่มีส่วนรู้เห็น หรือการตัดสินใจใดๆ ในเหรียญนี้เลย”  อย่างไรก็ตามจุดจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร กฎหมายจะสามารถเข้ามาช่วยผู้เสียหายในเรื่องใดได้บ้าง เราคงต้องรอติดตามกันต่อไป ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียในครั้งนี้ก็คือ การกระโดดเข้าไปลงทุน ตามคำพูดของคนอื่น โดยไม่ศึกษา หรือตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน ซึ่งทุกคนเห็นไหมว่ามันสร้างความลำบาก และความเจ็บช้ำให้กับผู้เสียหายขนาดไหน  นอกจากนี้ยังมีกลโกงอื่นๆ อีกมากมายที่คุณไม่รู้ และอาจกลายเป็นเหยื่อให้กับมัน ยกตัวอย่างเช่น เคสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีข่าวนักลงทุนราว 50 คน รวมตัวกันประท้วงเพื่อขอความช่วยเหลือหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังโดนนักต้มตุ๋มจากแอปหาคู่ เขามาหลอกชักชวนให้ไปลงทุน ก่อนโกงเงินและชิ่งหนีหายไป ซึ่งสาเหตุหลักๆ ล้วนมากจากการฟังคนอื่นมากกว่าการศึกษาข้อมูล หรือตรวจสอบด้วยตัวเอง  ดังนั้นหากคุณคิดที่จะลงทุนเพื่อหวังผลกำไร และไม่อยากเสียทั้งเงิน และเวลาแล้วละก็อย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันในการตรวจสอบ Exchange Token หรือ DeFi ของคุณก่อนลงทุนทุกครั้ง ‘เช็คให้ดี’ จะได้ไม่ถูกโกง!!  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่า Exchange ที่คุณเลือกมีใบอนุญาต และมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่าเหรียญที่คุณสนใจนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ให้ผลตอบแทนมากน้อยแค่ไหน และการขึ้นลงของราคาเป็นอย่างไร คุ้มไหมที่จะลงทุน  - ‘เช็คบนแอป WikiBit’ ว่า DeFi ที่คุณต้องการจะลงทุนนั้นปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน มี Audit มาการันตีหรือไม่ เคยมีข่าวไม่ดีหรือเปล่า และที่สำคัญมีแนวโน้มมากน้อยแค่ไหนที่มันจะเติบโตขึ้น  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ Exchange Token และ DeFi ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!  ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปศึก!! ‘Binance’ โดนประเทศไหนโจมตีบ้าง?

เป็นที่รู้กันดีว่ากระดานเทรดอันดับหนึ่ง ขวัญใจนักลงทุนคริปโตทั่วโลกอย่าง ‘Binance’ กำลังดวงตก มีเคราะห์หนัก เพราะโดนหน่วยงานทางการเงินจากหลายๆ ประเทศรุมโจมตีจนต้องระงับการให้บริการชั่วคราวอย่าเลี่ยงไม่ได้ ว่าแต่มีประเทศไหนบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลย!!  1. ประเทศอังกฤษ   เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ทาง Financial Conduct Authority (FCA) จากอังกฤษ ได้ออกมาประกาศ ระงับการซื้อขายคริปโต บนแพลตฟอร์มของ ‘Binance’ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต ในการประกอบธุรกิจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในประเทศ พร้อมออกมาเตือนนักลงทุนอีกด้วยว่า ให้ระวังความผันผวนในตอนนี้ และอย่าหลงเชื่อโฆษณาต่างๆ บนสื่อออนไลน์  2. ประเทศญี่ปุ่น   ในวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 ทาง Financial Services Agency (FSA) ในญี่ปุ่น ได้ออกคำเตือนไปยัง ‘Binance’ โดยกล่าวว่า “บริษัทได้มีการให้บริการแลกเปลี่ยนคริปโตในประเทศโดยไม่ได้มีการลงทะเบียน” ซึ่งทาง ‘Binance’ ได้ออกมาปฏิเสธว่าตนไม่ได้ดำเนิดการตามข้อกล่าวหา บนเว็บเทรดในประเทศญี่ปุ่น และไม่ได้มีการออกชักชวนผู้ในญี่ปุ่นแต่อย่างใด  3. ประเทศไทย   เมืองไทยของเราก็ไม่น้อยหน้าใครนะขอบอก เพราะเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมากล่าวโทษ ‘Binance’ ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถึงการให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ในประเทศโดยไม่ได้รับการอนุญาต แถมยังได้มีการโฆษณาชักชวนให้คนไทยไปลงทุน ผ่านช่องทางเผยแพร่ข่าวสารของ ‘Binance’ อีกด้วย  4. ประเทศจีน   ล่าสุดในวันที่ 8 กรกฎาคม แดนมังกรได้ทำการแบน ‘Binance’ ด้วยการระงับการใช้งานแล้วทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามคริปโตที่สำคัญของจีน รวมถึงการกำจัดอุตสาหกรรมการขุด ‘Bitcoin’ ในประเทศ  อย่างไรก็ตาม ‘Binance’ นั้นไม่ได้นิ่งเฉยกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาทาง CEO ของ ‘Binance’ ได้ออกมาประกาศว่า เขาได้ทำการเพิ่มทีมกฎหมาย และความเข้มงวดขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อแก้เกม และทำให้สถานการณ์ต่างๆ นั้นดีขึ้น   ไหนๆ ก็พูดถึง ‘Binance’ กันแล้ว เรามาดูรีวิวของมันจากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าดีจริงไหม โดย‘Binance’ เป็นกระดานเทรดคริปโตเกรด AAA ที่ติด Rangkings ของแอปอยู่ในอันดันที่ 5 มีคะแนนอยู่ที่ 9.14/10 คะแนน และมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 1,405.82 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเว็บเทรดที่น่าสนใจมากๆ แต่น่าเสียดายที่ ‘Binance’ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย จึงทำให้การเทรดคริปโตบนกระดานนี้ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศนั่นเอง  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ Exchange Token และ DeFi ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-07-12การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
126128
...
142