รัฐบาลสหรัฐฯ เผยร่างกฎหมายที่จะควบคุม Cryptocurrency แล้ว

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา Don Beyer ส.ส.จากพรรคเดโมแครต ได้เป็นประธานคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจของรัฐสภา สนับสนุนร่างกฎหมายที่จะมีการควบคุมคริปโตเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัล ให้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC)  “กฎหมายดังกล่าวจะปกป้องนักลงทุนและส่งเสริมนวัตกรรมดังกล่าว ด้วยการควบรวมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแลทางการเงินที่มีอยู่” และ Beyer เสริมว่า กฎระเบียบและโครงสร้างของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในปัจจุบัน มีความคลุมเครือและเป็นอันตรายต่อนักลงทุน ผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลต้องเผชิญกับการฉ้อโกง การโจรกรรม และการครอบงำตลาดมาเป็นเวลาหลายปี   สภาครองเกรสได้เพิกเฉยต่อคำร้องจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ในการสร้างกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมมาเป็นเวลานาน ร่างกฎหมายของผมจะเริ่มกระบวนการ ที่จะช่วยให้ผู้ถือสินทรัพย์ดิจิทัลและนักลงทุนได้รับการคุ้มครองขั้นพื้นฐาน Beyer กล่าว นอกจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีแผนจะสร้างคำจำกัดความทางกฎหมายให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลและหลักทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงให้อำนาจ SEC ในการควบคุมพวกมัน นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดสำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ไม่ได้มีการบันทึกบนการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ให้รายงานต่อ Digital Asset Trade Repository ภายใน 24 ชั่วโมง  ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเพิ่มความชัดเจนให้กับสินทรัพย์และหลักทรัพย์ดิจิทัล ในคำจำกัดความของเครื่องมือทางการเงิน เพื่อกำหนดข้อกำหนดด้านกฎระเบียบอย่างเป็นทางการ รวมทั้งให้อำนาจธนาคารกลางในการออกสกุลเงินดอลลาร์ดิจิทัล และชี้แจงว่าสินทรัพย์ดิจิทัลและ Stablecoins ที่มีเงิน Fiat ค้ำอยู่ ไม่ใช่สกุลเงินอย่างถูกกฎหมายในสหรัฐฯ กฎระเบียบใหม่ดูจะทำให้ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีสั่นคลอนเล็กน้อย โดยมูลค่าการซื้อขายของบิทคอยน์ลดลง 5.2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และกำลังซื้อขายกันอยู่ที่ 39,626 ดอลลาร์ ณ ขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้  ถ้าคุณอยากเห็นประเทศของเรา ‘มีกฎหมายคุ้มครองนักลงทุน Forex’ WikiFX ขอเชิญมาผลักดันร่วมกัน ผ่านการลงชื่อในแคมเปญ “เรียกร้องให้เพิ่มกฎหมายคุ้มครองนักลงทุน Forex ในไทย” ที่ http://chng.it/nLH6SWQX5x หนึ่งเสียงของคุณ อาจจะเปลี่ยนวงการ Forex ไทยไปตลอดกาล

2021-08-02การวิเคราะห์เชิงลึก

4 เหรียญ Altcoin ที่ราคาพุ่งกว่า 90% ในสัปดาห์เดียว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายของบิทคอยน์พุ่งขึ้นแตะระดับ 40,000 ดอลลาร์อีกครั้งนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน ส่งผลให้เหรียญ Altcoins อื่น ๆ อีก 4 ตัวในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเองก็พุ่งขึ้นตามราคาของบิทคอยน์อย่างรุนแรง   1. Ardor (ARDR) ผู้ให้บริการบล็อกเชน เหรียญซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 233 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก CoinGecko เหรียญดังกล่าวมีราคาพุ่งขึ้นจาก 0.14 ดอลลาร์เป็น 0.35 ในช่วงเจ็ดวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 150% แต่อย่างไรก็ตาม ARDR ก็ยังคงมีมูลค่าการซื้อขายต่ำกว่าระดับ ATH ที่ 2.04 ดอลลาร์ 2. Bitcoin Cash ABC (BCHA) ซึ่งเป็นการ Fork ของ Bitcoin Cash (BCH) มีมูลค่าตามราคาตลาดประมาณ 863 ล้านดอลลาร์ ขยับจากระดับต่ำสุด 26.18 ดอลลาร์ เป็นระดับ 53.62 ดอลลาร์ในเวลาเพียงเจ็ดวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 104% เข้าใกล้ระดับ ATH ที่ 57.59 ดอลลาร์  3. THORchain (RUNE) โปรโตคอลสภาพคล่องแบบกระจายศูนย์ พุ่งขึ้นจาก 3.33 ดอลลาร์ ขึ้นมาที่ 6.69 ดอลลาร์ในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% และในขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ RUNE มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 6.06 ดอลลาร์ 4. Tenset (10SET) สินทรัพย์คริปโตมีราคาเพิ่มขึ้น 96% จากระดับ 1.23 ดอลลาร์เป็น 2.41 ดอลลาร์ โดยในขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ Tenset มีมูลค่าตลาดประมาณ 163 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บิทคอยน์มีมูลค่าการซื้อขายลดลง 5% ณ ขณะที่เขียนข่าวอยู่นี้ แต่ในช่วงหนึ่งสัปดาห์มูลค่าการซื้อขายของบิทคอยน์ยังคงเพิ่มขึ้น 11.6%  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-02การวิเคราะห์เชิงลึก

เทรดคริปโตฯ “เป็นการลงทุนหรือพนัน” เพราะความผันผวน

เทรดเหรียญคริปโตฯ คึกและร้อนแรงต่อเนื่อง แม้ความเสี่ยงสูง เหตุนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าถึงง่าย สะดวกกว่าการลงทุนในหุ้น เพราะไม่ต้องมีพอร์ตแถมเทรดได้ตลอดเวลา แม้ตลาดผันผวน หลายคนมอง “วิกฤติคือโอกาส” กูรูแนะหากเชี่ยวชาญให้เล่นระยะสั้น ขณะคนไทยส่วนใหญ่ซื้อแล้วถือยาวรอขายเมื่อราคาสูง อีกทั้กฎหมาย และการถือใบอนุญาตยังไม่เสถียร   ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเรียกได้ว่า 5 เดือนแรกของปี 2564 ที่ผ่านมานี้มีความร้อนแรง เพราะได้รับความสนใจของนักลงทุนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กหรือรุ่นใหญ่ ผุดขึ้นมามากมาย เนื่องจากสามารถเข้าถึงการเทรดเหรียญได้ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้น เพราะแค่เพียงมีแอพพลิเคชั่น ยืนยันตัวตน เปิดบัญชี โอนเงิน ก็สามารถเทรดเหรียญได้แล้ว อีกทั้งยังอำนวยความสะดวกให้ สามารถเทรดได้ทุกที่ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งแตกต่างกับการเปิดพอร์ตลงทุนในหุ้นที่มีข้อจำกัดในหลายๆด้าน ขณะที่สถานการณ์การเทรดเหรียญคริปโตในช่วงที่ผ่านมาก็จัดได้ว่ามีความผันผวนสูงหลังจากการร่วงลงของราคา Bitcoin ครั้งรุนแรงที่สุดปีนี้กว่า 50% ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมสกุลเงินดิจิทัลเหลืออยู่เพียง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามก็ยังมีมูลค่าสูงกว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยจากการรายงานราคาเหรียญของ CoinGecko ล่าสุด วันที่ 9 มิถุนายน 2564 ณ เวลา 22.50 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดกระแสการปรับตัวลดลงในตลาดเหรียญคริปโตอย่างหนัก โดยเหรียญ Bitcoin หรือ BTC ปรับตัวลดลงหลุดต่ำกว่าราคา 1 ล้านบาทลงไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 เมษายน ที่ผ่านมาราคา Bitcoin ปรับตัวบวกขึ้นจนราคาไปแตะที่ 2 ล้านบาท ต่อ BTC นั้่นหมายความว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน Bitcoin มีมูลค่าลดลงไปแล้วครึ่งหนึ่ง  นอกจากนี้จากรายงานของ Coindesk พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาของบิตคอยน์เกิดแรงเทขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลต่อการลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหรือ QE Tapering ขณะเดียวกันก็เกิดแรงกดดันจากรัฐบาลจีนในการออกมาตรการควบคุมเหมืองขุดคริปโทเคอร์เรนซีและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล  ขณะเดียวกันนักลงทุนรุ่นใหม่ของไทยจำนวนมากอาจทะลุ “ล้านคน” ที่เข้ามาเล่นBitcoin และCryptocurrencyอื่น ๆ ในช่วงที่เหรียญเหล่านี้ฮือฮาสุดขีดช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา น่าจะต้องขาดทุนอย่างหนัก เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั้งโลกโดยเฉพาะคนอเมริกันที่ “แห่” กันเข้ามาลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดเหรียญคริปโตต่าง ๆ ที่ “เจ็บตัว” ยิ่งกว่านักเล่นชาวไทย น่าจะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคนที่เริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดว่า การ “ทำเงินแบบง่าย ๆ” โดยการเข้าไปเล่นอะไรที่ดูเหมือนว่าจะง่ายมากในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเรื่องที่ “ยากมาก” จริงอยู่ที่ว่าราคาบิตคอยน์ในวันนี้ก็ยังสูงเป็น 4 เท่าของราคาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา และเป็น 10 เท่าของ 1.5 ปีที่ผ่านมาเมื่อCryptocurrency อยู่ที่ 120,000บาท คนเล่นที่ถือ Bitcoin มาตั้งแต่ตอนนั้นก็ยังกำไรมหาศาล และอาจจะกลายเป็นเศรษฐีอยู่ดี ดังนั้น การปรับตัวลงมาของ Bitcoin ช่วงนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง “เลิกเล่น” หรือเลิกสนใจการลงทุนในคริปโตเคอเรนซี่ที่ยังไงก็เป็น “อนาคต” ของโลกที่ “หนีไม่พ้น” ดังนั้น คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยก็น่าจะยัง “สู้” ต่อไป หลายคนอาจจะบอกว่า “วิกฤติคือโอกาส”“ปรัชญาการลงทุนหลักของผมข้อหนึ่งก็คือ ลงทุนแล้วในระยะยาวจะต้องไม่ขาดทุน หรือถ้าขาดทุนก็ต้องไม่เป็นหายนะ ผมไม่รู้ว่าอนาคตของ Bitcoin และ Cryptocurrency ทั้งหลายจะไปอย่างไรต่อ ผมรู้แต่ว่าการลงทุนในเหรียญเหล่านี้มีความเสี่ยงที่สูงมาก ดังนั้น มันจึงเหมาะกับสภาวะการเงินการลงทุนที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนที่เป็นการ ”เก็งกำไร“ ซึ่งก็คือสภาวะที่เงินเฟ้อต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ เงินล้นระบบและคนไม่รู้ว่าจะเอาเงินเก็บไปอยู่ที่ไหนซึ่งก็คือภาวะปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สภาวะนี้ก็อาจจะกำลังเปลี่ยนแปลงไป แค่ไหนผมก็ไม่รู้ ถ้าไม่มาก คนก็อาจจะเล่นกันต่อไป สภาวะการเก็งกำไรก็จะยังสูงไปอีกนาน ถ้าเป็นแบบนั้น ราคาเหรียญทั้งหลายก็อาจจะกลับมาได้ แต่ถ้าไม่ใช่ ราคาก็อาจจะยังตกต่อไปได้อีกมาก” นิเวศน์ กล่าว  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-02การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จัก ข้อเสียของ Crypto นั้นมีมากกว่าประโยชน์

Gabriel Makhlouf ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งไอร์แลนด์ เชื่อว่า cryptocurrencies อาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงินของยุโรป นอกจากนี้ เขายังระบุด้วยว่ายูโรใกล้จะเปิดตัว CBDC ของตัวเองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “ไม่ใช่คำถามว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เป็นอย่างไรและเมื่อไหร่”  ในบล็อกโพสต์ล่าสุด Gabriel Makhlouf ผู้ว่าการ CBI พูดค่อนข้างขัดแย้งเกี่ยวกับสกุลเงินเสมือนและหน้าที่ของสกุลเงิน โดยนายธนาคารชั้นนำเตือนว่าคริปโตอาจมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเงิน ยิ่งไปกว่านั้น สินทรัพย์ดิจิทัลยังขาดความโปร่งใส และมีการใช้พลังงานในระดับสูง และอาชญากรก็สามารถนำไปใช้ในการดำเนินการที่ผิดกฎหมายได้  “ข้อเสียของ crypto นั้นมีค่ามากกว่าผลประโยชน์ใดๆ”  ในทางกลับกัน Makhlouf ยกย่องเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin, Ethereum และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ โดยเขาเตือนว่าพวกเขามีศักยภาพในการลดต้นทุนการส่งในระบบการเงินและขจัดความจำเป็นในการเป็นตัวกลางในการทำธุรกรรมบางอย่าง:  “เราไม่ควรมองข้ามองค์ประกอบเชิงบวกของเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะเทคโนโลยี Distributed ledger (DLT)”  เป็นที่น่าสังเกตว่า Gabriel Makhlouf ไม่ใช่นายธนาคารชั้นนำเพียงคนเดียวที่เตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ cryptocurrencies เมื่อไม่นานมานี้ Andrew Bailey ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศอังกฤษก็เตือนว่าสินทรัพย์ดิจิทัล “ไม่มีมูลค่าที่แท้จริง” และบุคคลที่ลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้อาจสูญเสียเงินทั้งหมด  เมื่อพูดถึงสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง Gabriel Makhlouf เห็นว่าสหภาพยุโรปจะได้รับประโยชน์อย่างมากหากเปิดตัว e-euro นอกจากนี้ เขายังระบุด้วยว่า “มันจะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในสถาปัตยกรรมทางการเงิน”  แต่ Makhlouf ไม่ได้ระบุไทม์ไลน์ที่แน่นอนสำหรับการเปิดตัว แต่เขาอ้างว่ามีโอกาสที่จะปรากฏตัวในไม่ช้า โดยเขามั่นใจว่าเงินสดจะไม่หายไป แต่จะทำงานร่วมกับ e-euro  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-02การวิเคราะห์เชิงลึก

Bitkub เตรียมเผาเหรียญ KUB ทิ้ง

ภายหลังจากที่พวกเขาได้โพสต์ให้ทุกคนเตรียมดูการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว ล่าสุดทาง Bitkub ได้ออกมาประกาศเปิดตัว whitepaper V2 แล้ว และหนึ่งในแผนการนั้นก็คือการเผาเหรียญทิ้งด้วย   โดยอ้างอิงจาก Facebook ของ Bitkub Chain นั้นได้มีการประกาศเปิดตัว Whitepaper V2 ของ Bitkub Chain โดยใจความหลัก ๆ นั้นจะมีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน ลดค่า Gas ต่อธุรกรรมให้เหลือแค่ 5 Gwei Burn เหรียญ KUB ทิ้ง 89% ให้เหลืออยู่แค่ 110,000,000 KUB ฟีเจอร์ Lock & Drop ให้คุณฝากเหรียญ KUB ไว้บนผลิตภัณฑ์ Bitkub NEXT เพื่อได้รับรางวัลเป็นเหรียญคริปโต   และของรางวัลอื่น ๆ นำไปแลกสินค้าและบริการจากพันธมิตรของ Bitkub ได้ ปัจจุบันราคาเหรียญของ KUB นั้นอยู่ที่ 19 บาท โดยเพิ่มขึ้นมาจากระดับ 13.36 บาทที่เป็นจุดต่ำสุดของวันนี้ ไปแตะจุดสูงสุดที่ 19.91 บาท นับว่าเป็นก้าวใหญ่ของการตัดสินใจของ Bitkub เลยทีเดียว โดยเฉพาะการลด supply ของเหรียญตัวเองลงให้เหลือแค่ 110,000,000 KUB จากเดิมที่เคยมีอยู่ราว ๆ 2 พันล้านเหรียญ ซึ่งนั่นหมายความว่าในอนาคต เหรียญนี้จะหายากมากขึ้นนั่นเอง โดยการเผาเหรียญนั้นจะมีขึ้นในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และแฟนพันธุ์แท้ของ Bitkub ไม่ควรพลาดกิจกรรมดังกล่าว  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-02การวิเคราะห์เชิงลึก

ระวัง!! 5 กับดักทางจิตวิทยา เลี่ยงให้ได้ถ้าอยากลงทุนคริปโตแบบปังๆ

‘จิตวิทยา’ เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวกับความคิด และจิตใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของแต่ละคน ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญต่อการลงทุนในคริปโตเป็นอย่างมาก เพราะทุกการคาดหวัง และการตัดสินใจก่อนลงทุน ล้วนมีความเสี่ยงเสมอ ซึ่งนั่นคือต้นตอที่ทำให้เกิด ‘กับดักทางจิตวิทยา’ ดังต่อไปนี้  1 การทอดสมอทางความคิด    การทอดสมอทางความคิด (Anchoring) คือ การที่เราปักใจเชื่อในข้อมูลหรือความรู้สึกครั้งแรกมากกว่าปกติ จนเราใช้ความรู้เหล่านั้นในการตัดสินใจมากเกินไป จนเป็นการตัดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่น เมื่อ 2 ปีก่อน คุณชื่นชอบเหรียญตัวหนึ่งมากๆ จึงศึกษาและลงทุนกับมัน จนมาถึงปัจจุบัน เหรียญตัวนั้นไม่ได้มีความดีเด่นอย่างแต่ก่อนแล้ว กราฟราคาพุ่งดิ่งลงด้วยซ้ำ แต่คุณก็ยังเลือกที่ซื้อมันเพิ่มนั่นเอง  วิธีการหลีกเลี่ยงกับดักตัวนี้ เราแนะนำให้คุณรู้จักมีการยืดหยุ่นทางความคิด เปิดใจต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นปัจจุบัน และทำความเข้าใจว่าสิ่งที่ดีในอดีตมันสามารถล้มหายตายจากได้ในอนาคต     2. ต้นทุนจม    ต้นทุนจม (Sunk Cost) คือ มูลค่าต่างๆ ที่เราเสียไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่ทำใจยอมรับได้ยาก หรือไม่ยอมรับมัน และแน่นอนมันมีผลต่อการตัดสินใจในครั้งต่อไป ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ไม่ควรนำต้นทุนนี้มานั่งนึกถึงแล้ว จึงจะสามารถดำเนินการลงทุนต่อไปได้  วิธีการหลีกเลี่ยงกับดักตัวนี้ คือ การทำใจยอมรับการสูญเสียจากข้อผิดพลาดของตรง แล้วเรียนรู้กับมัน ระมัดระวังในการลงทุนในครั้งต่อไปให้มากขึ้น หรือไม่ก็เลิกคิดถึงมันไปสะ แล้วเดินหน้าต่อไปอย่างกล้าหาญ  3. การเลือกมองแต่ความคิดเห็นที่เหมือนกัน    การเลือกมองแต่ความคิดเห็นที่เหมือนกัน(Confimation Seeking) เป็นสิ่งที่อันตรายมากต่อการลงทุนในตลาดคริปโต เพราะหากสิ่งที่คุณคิดเป็นสิ่งที่ผิด แล้วมีคนมาเตือนคุณแต่คุณเลือกที่จะไม่ฟัง เพราะคุณเลือกที่จะฟังแต่คนที่เห็นด้วยกับคุณ มันอาจจะนำพาคุณไปสู่ความสูญเสียก็เป็นได้  วิธีการเลี่ยงกับดักตัวนี้ คือ การเปิดใจยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น หากมีคนเตือนแสดงว่าสิ่งที่คุณกำลังตัดสินใจนั้นมีความเสี่ยงแล้ว คุณควรมีแผนสำรองไว้เสมอ ดังนั้นอย่าละเลยเสียงที่ต่างเด็ดขาด    4. มีความมั่นใจที่มากเกินไป    มีความมั่นใจที่มากเกินไป (Overconfidence) มักเป็นบ่อเกิดของหายนะในการลงทุน เพราะเมื่อคนเคยประสบความสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่ง ความมั่นใจจะพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า แถมเงินในการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้นตามเช่นกัน จนเกิดความโลภ ละเลย เพิกเฉย ไม่รอบคอบ ต่อความเสี่ยง และกฎเกณฑ์ต่างๆ รวมถึงคำเตือนจากคนรอบข้างอีกด้วย  วิธีการเลี่ยงกับดักตัวนี้ ลดความมั่นใจของคุณลงมา และมีสติในการลงทุนให้มากๆ รับฟังคำแนะนำของผู้ เพียงเท่านี้ความสำเร็จในครั้งที่สองก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม  5. การเป็นอุปสรรคต่อตนเอง    การเป็นอุปสรรคต่อตนเอง (Self – Handicapping Bias) มันคือ การที่เราผิดพลาดในการลงทุน แต่ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น นักลงทุนมักมองหาปัจจัยอื่นๆ มารองรับแทนเสมอ หรือโยนความผิดให้สิ่งอื่นๆ เช่น เสพสื่อแล้วมองว่าเหรียญตัวนี้จึงกระโดดใครไปลงทุน ผลสุดท้ายโดนขายขาดทุนยับ ก็มานั่งโทษสื่อเจ้าโน้น เจ้านี้ โดยไม่คำนึงเลยว่าตัวเองนั้นเป็นคนตัดสินใจลงทุน โดยไม่ตรวจสอบให้ดี ซึ่งกับดักตัวนี้มันจะทำให้นักลงทุนก้าวอยู่กับที่ ไม่มีความก้าวหน้า เพราะไม่รู้จักยอมรับ และเรียนรู้ที่จะแก้ไขมัน  วิธีการเลี่ยงกับดักตัวนี้ คือ การที่คุณหัดยอมรับ และเรียนรู้ในข้อผิดพลาดของตัวเอง เพื่อใช้มันเป็นภูมิคุ้มกันให้เกิดความระมัดระวังในการลงทุนครั้งต่อไป เพราะในโลกของคริปโตนั้น หากคุณทำได้ก็จะประสบความสำเร็จในวันข้างหน้า  นี่คือ 5 กับดักทางจิตวิทยาในโลกของคริปโต หากใครกำลังตกหลุมพรางเหล่านี้แก้ไขมันสะ และอย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันในการตรวจสอบข้อมูลก่อนการลงทุนทุกครั้ง และเสพข่าวสารดีๆ รู้เท่าทันกลโกง จะได้ไม่พลาดตกลงไปในกลับดักที่ตัวเองเป็นคนขุดอย่างไม่รู้ตัว!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอบคุณข้อมูลจาก : Moneybuffalo

2021-08-01การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปเหตุการ ปั่นราคาทองคำ ครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา /โดย ลงทุนแมน

พอพูดถึง Black Friday หลายคนอาจนึกถึงวันที่ร้านค้าต่าง ๆ ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ที่สุดของปี ซึ่งตามธรรมเนียมของชาวอเมริกันนั้น จะจัดขึ้นวันศุกร์หลังวันขอบคุณพระเจ้าของชาวอเมริกันในเดือนพฤศจิกายน  แต่สำหรับเรื่องราวในวงการการลงทุนนั้น “Black Friday” เป็นอีกวันแห่งประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่มีเหตุการณ์อื้อฉาวในโลกการลงทุนเกิดขึ้น ซึ่งตรงกับ วันศุกร์ที่ 24 กันยายน ปี 1869 หรือเมื่อ 152 ปีที่แล้ว ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เป็นถึงน้องเขยของ คุณ Ulysses S. Grant ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐอเมริกา อีกด้วย เหตุการณ์อื้อฉาวทางการเงินในครั้งนั้นเป็นอย่างไร ? จะเล่าให้ฟัง  ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์อื้อฉาวในครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองในช่วงระหว่างปี 1861-1865 ระหว่างรัฐทางตอนเหนือกับรัฐทางตอนใต้ เพราะความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องการใช้แรงงานทาส ผลจากสงครามนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้หลายชีวิตต้องสูญเสียเลือดเนื้อ แต่ยังตามมาด้วยภาระหนี้สินของภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาทำการกู้เงินจำนวนมากเพื่อมาใช้ระหว่างเกิดสงคราม  ต่อมาในปี 1869 คุณ Ulysses S. Grant ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 18   เขาถูกคาดหวังว่า จะเป็นคนที่เข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ให้กลับมาเหมือนช่วงก่อนที่จะเกิดสงคราม และหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของเขาคือ การลดภาระหนี้ที่รัฐบาลก่อไว้ รัฐบาลของประธานาธิบดี Grant ตั้งเป้าจะขายทองคำที่รัฐบาลถือครองอยู่จำนวนมาก เพื่อนำเงินไปไถ่ถอนพันธบัตร  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาต้องคำนึงในตอนนั้นก็คือ การนำทองคำออกมาขายจำนวนมาก จะมีผลกดดันให้ราคาทองคำนั้นลดต่ำลง และในเวลานี้เองที่มีตัวละครสำคัญ เพิ่มขึ้นมาอีก 4 คน นั่นคือ  - Jay Gould นักธุรกิจเจ้าของกิจการรถไฟ และนักเก็งกำไรในตลาดการเงิน  - James Fisk นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และยังเป็นนักการเงินหัวหมอในตลาดหุ้นวอลล์สตรีต  - Abel Corbin บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และนักการเงิน ที่สำคัญก็คือ Abel Corbin คนนี้ ยังเป็นน้องเขยของคุณ Ulysses S. Grant ที่เป็นประธานาธิบดีอยู่ในขณะนั้นอีกด้วย  - Daniel Butterfield อดีตนายทหารผ่านศึก และนักธุรกิจชื่อดัง  เมื่อมีข่าวว่ารัฐบาลกำลังวางแผนจะขายทองคำครั้งใหญ่มาใช้หนี้ Jay Gould และ James Fisk ก็เริ่มวางแผนการบางอย่าง ด้วยความที่ทั้งคู่รู้จักกับ Abel Corbin นักการเงินที่เป็นน้องเขยของคุณ Ulysses S. Grant ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในตอนนั้น Jay Gould และ James Fisk จึงพยายามขอร้องให้ Abel Corbin ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว แนะนำพวกเขาให้รู้จักกับประธานาธิบดี Grant โดยเป้าหมายของทั้งคู่ ก็เพื่อจะเข้าถึงข้อมูลวงใน และเข้ามามีอิทธิพลเกี่ยวกับนโยบายการซื้อขายทองคำของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น  สุดท้าย Jay Gould และ James Fisk ก็มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ ประธานาธิบดี Grant ตามต้องการ Jay Gould และ James Fisk ได้ใช้มาดนักธุรกิจที่ดูมีความรู้ด้านการเงินและเศรษฐกิจ หว่านล้อมและแนะนำให้ตัวละครอีกตัว ซึ่งก็คือ Daniel Butterfield อดีตนายทหารผ่านศึก และนักธุรกิจชื่อดัง ได้เข้าไปมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในกระทรวงการคลัง  ด้วยความที่ Daniel Butterfield เป็นอดีตทหารที่ผ่านสงครามกลางเมืองที่ได้รับการยกย่อง อีกทั้งยังเป็นนักธุรกิจที่มีความรู้ด้านการเงิน และทั้ง 3 คน ยังรู้จักกับ Abel Corbin ที่เป็นน้องเขยของเขาอีก สุดท้าย ประธานาธิบดี Grant ก็ได้ปรึกษากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และยินยอมแต่งตั้งให้ Daniel Butterfield เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังในที่สุด เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน Jay Gould และ James Fisk ก็ตกลงจะให้สินบนแก่ Daniel Butterfield แลกกับการได้รู้ข้อมูลวงในว่า รัฐบาลจะขายทองคำในช่วงเวลาไหน ทั้งคู่ยังได้เข้าพูดคุยกับประธานาธิบดี Grant หลายครั้ง   และทุกครั้งจะพยายามบอกว่า ราคาทองคำที่สูงขึ้น จะช่วยทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนลง ซึ่งเป็นการช่วยเกษตรกรชาวอเมริกัน ให้สามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปขายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น พูดง่าย ๆ คือ โน้มน้าวไม่ให้รัฐบาลรีบขายทองคำออกมาก่อน ในขณะเดียวกัน Jay Gould และ James Fisk ก็อาศัยความเป็นคนกว้างขวางในวงการนักลงทุน มาบอกเล่ากลุ่มนักลงทุนหลายคนว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกา จะยังไม่ขายทองคำจำนวนมากออกสู่ตลาด เพราะต้องการให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงก่อน  นักลงทุนที่ลงทุนในทองคำหลาย ๆ คนที่เชื่อคำบอกเล่าของทั้งสองคน ก็เริ่มเข้าซื้อทองคำมากขึ้น และเริ่มบอกปากต่อปากกันไปทั่วตลาดว่า ราคาทองกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแน่นอน ด้วยความที่ Jay

2021-07-31การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้จักตำนาน ผจก.กองทุนฯ ที่เก่งที่สุดในโลก ‘Peter Lynch’

ปีเตอร์ ลินช์ คือตำนานนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนรวม เขาบริหารกองทุนที่มีชื่อว่ากองทุนมาเจลลัน (Magellan Fund) ซึ่งอยู่ภายใต้สังกัดของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนฟิเดลลิตีอินเวสเมนส์ (Fidelity Investments) ผลงานการบริหารกองทุนมาเจลลันของลินช์ ระหว่างปี 1977 - 1990 ทำผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยต่อปีได้ 29.2% ต่อปี ในช่วงที่เขาบริหารกองทุนกองทุนของลินช์ เติบโตจาก 18 ล้านเหรียญเป็น 14,000 ล้านเหรียญ จากความสำเร็จของเขา ทำให้เขาได้ออกหนังสือหลายเล่ม เล่มที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ One Up on Wall Street  ลินช์บอกว่า เคล็ดลับที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการลงทุนคือ การทำงานหนัก บ่อยครั้งที่เขาต้องทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ นั่งอ่านข้อมูลกับกองเอกสารมหึมา เพื่อให้ได้ข้อมูลดี ๆ แม้เขาจะประสบความสำเร็จในการทำงาน เจ้านายและลูกค้าจะชื่นชอบ แต่ทำให้เขาไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว โดยเฉพาะลูก ๆ มากนัก เขาพลาดโอกาสไปรับ ส่งลูก ไม่ได้ไปดูการแสดงของลูกที่โรงเรียนหลายครั้ง วันหนึ่งระหว่างที่เขานั่งทำงาน เขาเริ่มรู้สึกถึงความตายและคิดว่า เขาควรจะใช้เวลาไปกับครอบครัวและลูกมากกว่านี้ ทำให้ช่วงกลางปี 1990 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 46 ปี เขาตัดสินใจที่จะไปบอกลากับเจ้านายเขาเขาได้รับข้อเสนอให้บริหารกองทุนที่เล็กลง เพื่อจะได้มีเวลามากขึ้นพร้อมกับรายได้ที่มากขึ้น แต่เขาได้ปฏิเสธข้อเสนอเหล่านี้ไป  แนวคิดด้านการลงทุน โดยเฉพาะในหุ้นของลินซ์ ตกผลึกมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ผ่านประสบกาณ์อันโชกโชนของเขา และต่อไปนี้คือแนวคิด ที่คุณควรจดจำ  1. ในโลกของธุรกิจ ถ้าคุณเก่ง คุณจะทำถูก 6 ใน 10 ครั้ง ไม่มีใครทำถูก 9 ใน 10 ครั้งแน่นอน และการแข่งขันมันไม่สนุกหรอก ที่สนุกคือการกินรวบ (ผูกขาดทางธุรกิจ)  2. การลงทุนในหุ้นไม่ใช่การเสี่ยงโชค!! เพราะมันมีธุรกิจอยู่เบื้องหลัง  3. การนั่งวิเคราะห์ถกเถียงเรื่องการลงทุนนั้นไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ดีที่สุดคือลงมือทำซะ  4. เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ที่ชอบทำอะไรเสี่ยง ๆ และสนุก ๆ  5. หากคุณประสบความสำเร็จในการลงทุนแล้ว เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งคุณจะมีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือ เป็นทาสของเงินโดยการหมกมุ่นกับการทำให้เงินงอกเงยมากขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือสองคือปล่อยให้เงินที่คุณหามาได้นั้นรับใช้คุณ  แนวคิดทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ จากแนวคิดของปีเตอร์ ลินซ์ ยังมีข้อคิดอีกมากมายที่น่าเรียนรู้ ไว้โอกาสหน้าเราจะมานำเสนอกันอีกนะ หากชอบคอนเทนต์แบบนี้ก็ต้องไม่พลาดที่จะดาวน์โหลดแอป WikiFX มาไว้อ่านกัน ทั้งบทความแรงบันดาลใจ วิเคราะห์ตลาดการลงทุน และอีกมากมายสารพัด โหลดฟรีนะ ปฏิบัติ!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-07-31การวิเคราะห์เชิงลึก

‘ตลาดมืด’ กับ ‘Bitcoin’ เรื่องราวสีดำที่นักเทรดคริปโตควรรู้!!

เหรียญมีสองด้านฉันใด โลกก็มีสองสีฉันนั้น ไม่เว้นแต่ในโลกของ ‘Bitcoin’ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันนั้นสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ตลาดมืด’ ได้เหมือนกัน    ‘ตลาดมืด’ ไม่ใช่ตลาดตอนกลางคืนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่มันคือ ตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าที่ผิดกฎหมาย ในเรื่องของราคา หรือตัวสินค้าเอง ซึ่งเกิดจากผลการควบคุมราคาสินค้าโดยรัฐบาล เช่น การกำหนดราคาขั้นสูงของสินค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น ในกรณีนี้จะก่อให้เกิดการขาดแคลนหรือความต้องการส่วนเกินขึ้น หากไม่สามารถควบคุมได้ไม่ทั่วถึงจะทำให้มีการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันในราคาที่สูงกว่ารัฐบาลกำหนดไว้   ‘Bitcoin’ และ การฟอกเงิน    เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันเป็นอย่างมากว่ามันสามารถทำได้จริงหรือไม่? เพราะ ‘Bitcoin’ นั้นถูกเชื่อว่ามีส่วนพัวพันเกี่ยวกับการฟอกเงินอยู่บ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เคยมีอดีตนักเทรดคริปโตและผู้บริหารเว็บเทรดชื่อดัง ของรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกจับกุม และตัดสินจำคุกนานถึง 41 เดือน โทษฐานฟอกเงินผ่าน ‘Bitcoin’ ที่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นต้น  ทั้งนี้การที่มันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้ง่าย เนื่องจากมันมีจุดเด่นตรงที่ ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรเลยในการเปิดบัญชี ทำให้ตกเป็นเครื่องของการฟอกเงินได้ง่าย ซึ่งแตกต่างจากการเปิดบัญชีเงินสดทั่วไปที่ต้องมีการใช้เอกสาร บัตรประจำตัวประชาชนต่างๆ เพื่อปกกันการฟอกเงิน   ‘Bitcoin’ และ การซื้อขายของผิดกฎหมาย    เป็นที่รู้กันดีว่า ‘Bitcoin’ สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูง และมีอิสระในการทำธุรกรรม เปิดบัญชีก็ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารยืนยันตัว จนทำให้มันถูกใช้เป็นเครื่องในการแลกเปลี่ยนสินค้าผิดกฎหมายในตลาดมืดได้ เช่น ยาเสพติด อาวุธสงคราม เป็นต้น ตามเว็บไซต์ต่างๆ เพราะยากต่อการตรวจสอบข้อมูล มากกว่าการใช้ทำธุรกรรมทั่วไปที่สามารถตรวจสอบ   ‘Bitcoin’ และ เครื่องมือก่ออาชญากรรม    ‘Bitcoin’ ช่วงนี้กำลังมาแรงมากๆ ยิ่งเข้าสู่ช่วงตลาดขาขึ้นแบบนี้ มันจึงเป็นกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีของกลุ่มอาชญากรที่ทำงานอยู่ในมุมมืด หรือประกอบธุรกิจสีดำ ต่างพากันออกมาหาวิธีเพื่อใช้ ‘Bitcoin’ ในการหลอกลวงนักลงทุนหัวอ่อน ที่มีความโลภ และไม่ชอบตรวจสอบข้อมูลจนกลายเป็นเหยื่อของกลโกง เพื่อสร้างกำไรให้กับตัวเองได้อย่างมหาศาล ซึ่งมักจะมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น  1. การปั่นราคา ให้คนเกิดความสนใจเข้ามาลงทุน พอราคาเหรียญขึ้นก็เทขาย  2. Romance Scam แฝงตัวมาตามแอปหาคู่ ชักชวนให้ลงในแอปเทรดคริปโตเถื่อน  3. Rug pull หลอกลวงให้ลงทุน แล้วโอนเงินออกพร้อมชิ่งหนีไป  4. Fake ICOs การระดมทุม สร้างแอปพลิเคชัน ให้คนมาลงทุนเป็นสกุลเงินคริปโต แล้วสร้างเหรียญแจกคืน  5. แชร์ลูกโซ่ สร้างแพลตฟอร์มขึ้นมา โฆษณาเกินจริง ให้คนมาลงทุน แล้วฉกเงินหนี  นี่เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องราวอีกด้านของ ‘Bitcoin’ ที่ถูกหยิบยกมานำเสนอ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้คุณยังลงทุนใน ‘Bitcoin’ หรือตลาดคริปโตได้อย่างสบายใจ ก็คือ ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ หรือหากใครไม่อยากตกเป็นเหยื่อของกลโกง ก็อย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้แล้วใช้มันตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญ’ และโครงการ ‘DeFi’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตขอข่าวสาร สาระความรู้ กลโกงต่างๆ เกี่ยวกับคริปโต ให้คนได้เสพอีกด้วย  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ เป็น ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญ’ และโครงการ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-30การวิเคราะห์เชิงลึก

3 เหตุผล ที่ทำไมนักเทรดคริปโต ถึงต้องเริ่มใช้แอป ‘Wikibit’ ได้แล้ว

ดูเหมือนหลายๆ คนกำลังสงสัยว่า ทำไม? เทรดเดอร์คริปโตในประเทศไทย ถึงนิยมใช้ ‘Wikibit’ กันในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และเฟซบุ๊กแฟนเพจ มันดีอย่างไร? บทความนี้เรามีเหตุผลดีๆ 3 ข้อมาบอก!!  1. หมดห่วงเรื่องกลโกง    คุณจะหมดห่วงในเรื่องของกลโกงไปได้เลย เพราะ ‘Wikibit’ สามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญ’ หรือโครงการ ‘DeFi’ ได้ โดยมันได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ และมีคะแนนความน่าเชื่อถือไว้ให้คุณอีกด้วย หากตัวไหนมีประวัติไม่ดี หรือมีการร้องเรียนเยอะ ทาง ‘Wikibit’ จะมีบทลงโทษคือการหักคะแนนความน่าเชื่อถือออก ไปจนถึงการกาตัวแดงเตือนความเสี่ยงให้นักลงทุนรู้กันไปเลยว่าโกง! เลี่ยงได้เลี่ยง! ทั้งนี้ตัวแอปยังได้มีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ กลโกงต่างๆ เพื่อเสริมเกาะความรู้เท่าทันให้กับคุณในการลงทุน  เพราะช่วงที่ตลาดคริปโตกำลังเข้าสู่ขาขึ้น แต่เศรษฐกิจในประเทศกำลังตกต่ำแบบนี้ ไม่แปลกที่กลโกง หรือ แฮกเกอร์ต่างๆ จะออกระบาดหลอกคนไปทั่ว จนมีข่าวฉาวออกมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น ได้มีการจับกุมกลุ่ม ‘Hybrid Scam’ ที่เป็นชาวต่างชาติ และคนไทย หลังจากเข้ามาหลอกให้คนเข้าไปลงทุนในแอปเทรดคริปโตเถื่อน ผ่านแอปหาคู่ ก่อนชิ่งเงินหนีไป สร้างความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท เป็นต้น   2. เช็คข้อมูล ดูราคา เสพข่าวสาร ได้ในที่เดียว    ในช่วงตลาดขาขึ้นแบบนี้นักลงทุนหลายๆ คน คงกำลังมองหาเหรียญใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจ เหมาะแก่การลงทุนเพิ่ม แต่จะมามัวนั่งหาข้อมูลอีกเว็บหนึ่ง ไปดูกราฟราคาอีกเว็บหนึ่ง เสพข่าวสารของเหรียญนั้นอีกเว็บหนึ่งคงลำบากแย่ ในจุดนี้ ‘Wikibit’ เคลียร์ได้สบายมาก เพียงแค่คุณนำชื่อเหรียญที่คุณสนใจมาค้นหาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลต่างๆ ‘Whitepaper’ คะแนนความน่าเชื่อถือ กราฟราคา และข่าวสารของเหรียญนั้นๆ ก็จะปรากฏขึ้นให้ทันที สะดวกสบายรวดเร็วขนาดนี้ ไม่มีทางพลาดโอกาสในการทำกำไรแน่นอน  3. การตรวจสอบธุรกรรม    การตรวจสอบธุรกรรม หรือ ‘Wikibit Blockchain’ นั้น เป็นฟีเจอร์ใหม่บนเว็บไซต์ ‘Wikibit’ ที่คุณไม่ควรพลาด ยิ่งในช่วงนี้มักมีข่าวออกมาว่า วาฬหรือนักลงทุนรายใหญ่มีการโอนเงินไปนู่นไปนี่ คุณรู้ไหมข่าวพวกนี้ส่งผลต่อราคาในตลาดมากๆ หากคุณมัวแต่รอข่าวสารออกมา เพราะไม่มีแหล่งข้อมูลในการตรวจสอบธุรกรรมบอกได้เลยว่าช้า ไม่ทันกิน!! กว่าจะรู้ราคาก็ขึ้นจนตกรถไปแล้ว หรือไม่ก็ขาดทุน ยับเพราะโดนเทขายไปแล้วแต่ข่าวเพิ่งออก ดังนั้นฟีเจอร์นี้ตอบโจทย์มาก ไม่ว่าจะธุรกรรมเล็ก หรือใหญ่ คุณสามารถตรวจสอบมัน และวิเคราะห์แนวโน้มของราคา เพื่อวางแผนในการลงทุนได้ก่อนใคร (แอบกระซิบนักลงทุนหลายๆคน ที่ประสบความสำเร็จเขาก็ใช้วิธีตรวจสอบธุรกรรม เพื่อวางแผนในการลงทุนนะขอบอก)  พอไหมเอ่ย? 3 เหตุผลปังๆ แบบนี้ พอจะตอบคำถามในใจของนักเทรดคริปหลายๆ คนในช่วงนี้ได้หรือเปล่า? หากรู้แล้วว่ามันดีขนาดนี้ ก็อย่าลืมนึกถึง ‘Wikibit’ ก่อนตัดสินใจลงทุน!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-07-30การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
120122
...
142