ศาลอังกฤษสั่งให้ Binance ระงับบัญชี Crypto ของแฮ็กเกอร์

ศาลสูงของลอนดอนได้สั่งให้เว็บเทรดอันดับหนึ่งของโลก Binance ติดตามและระงับบัญชี Crypto ของแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการละเมิดความปลอดภัยมูลค่ากว่า 2.6 ล้านดอลลาร์ของบริษัท Fetch.ai คำสั่งดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว   หลังบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) Fetch.ai ได้ยื่นคำร้องขอต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดลอนดอนเพื่อเป็นตัวกลางขอให้บริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตอย่าง Binance ดำเนินการแกะรอยหาแฮ็กเกอร์ เพื่อระบุตัวตนและยึดสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา Fetch.ai บริษัทผู้พัฒนาระบบ AI ที่ตั้งอยู่บริษัทอยู่ในอังกฤษและสิงคโปร์ อ้างว่าพวกเขาถูกแฮ็กบัญชีคริปโตที่เปิดให้บริการโดย Binance และแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลหลายรายการ   รวมถึง Bitcoin (BTC), Binance Coin ( BNB), Tether ( USDT) และโทเค็น Fetch.ai (FET) ของตน แฮ็กเกอร์ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการขายสินทรัพย์คริปโตที่ขโมยมา โดยมอบส่วนลดเป็นจำนวนมากให้กับบุคคลที่สาม ผู้พิพากษา Pelling QC ได้อธิบายคำสั่งในบันทึกการดำเนินคดีในศาลไว้ดังนี้ : “มีการร้องขอคำสั่งให้ระงับการใช้งานบัญชีคริปโตในทั่วโลกจากผู้ที่รู้เท่าทันเกี่ยวกับการฉ้อโกง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อ้างสิทธิ์สามารถอายัดทรัพย์สินของพวกเขาได้ ซึ่งจะทำให้คำตัดสินใจของศาลมีผลบังคับใช้ได้จริง” Syedur Rahman หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Rahman Ravelli ซึ่งเป็นตัวแทนของ Fetch.ai ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า  สินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปนั้นสามารถกู้คืนได้ “เราจำเป็นต้องโยนความเชื่อที่ว่าสินทรัพย์คริปโตนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ทิ้งไป เพราะด้วยกฎและการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พวกเขาสามารถติดตาม และกู้คืนสินทรัพย์เหล่านี้ได้” โฆษกของ Binance กล่าวว่า ในขณะนี้บริษัทกำลังยื่นมือเข้ามาช่วยกู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป “Binance ระงับบัญชีที่ถูกระบุว่า มีกิจกรรมที่น่าสงสัยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความปลอดภัยของเราและมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่า พวกเขาจะได้รับการปกป้องในขณะที่ใช้แพลตฟอร์มของเรา”  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

นักเทรด Forex ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จเขาประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งจะหัดเทรด Forex หรือจะเป็นเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์ในตลาดเงินตราต่างประเทศก็ตาม ต่างก็มีความปรารถนาอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ ประสบความสำเร็จในการเทรดตลาด Forex นั่นเอง บทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องราวของนักเทรด Forex มืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการเทรด แล้วเขาใช้เทคนิคหรือวิธีการเทรดแบบไหน? วันนี้ WikiFX มาสรุปให้แล้วครับ1. Andrew Kreiger   รายชื่อนักเทรด Forex ระดับโลกที่เก่งที่สุดจะไม่มีวันสมบูรณ์หากไม่ได้กล่าวถึง Andrew Kreiger เขาเป็นบัณฑิตจาก Wharton School of Business และเข้าทำงานใน Bankers Trust ในปีค.ศ. 1986 โดย Kreiger ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและกล้าเทรดมาก ลักษณะการเทรดของเขาจะเป็นแบบ Aggressive ซึ่งผลที่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารทึ่งมากจนให้วงเงินลงทุนกับเขามากถึง 700 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ในขณะที่วงเงินลงทุนสูงสุดทั่วไปจะอยู่ที่เพียง 50 ล้านดอลลาร์เท่านั้น  หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ตกลงไปอย่างน้อย 20% Kreiger กล่าวว่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์นั้นมีมูลค่าสูงกว่าจริงมาก จึงเปิดสถานะ short เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ด้วยเลเวอเรจ 400:1 ซึ่งมากกว่ามูลค่าซื้อขายจริงของสกุลเงินนั้นในตลาดด้วยซ้ำไป และภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สกุลเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อเงินดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นถึง 5% ส่งผลให้เขาทำกำไรจากการเทรดนี้ให้กับบริษัทของเขาได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือหลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปทำงานให้กับ George Soros ในเวลาต่อมา2. Paul Tudor Jones    อีกหนึ่งในเทรดเดอร์ Forex ระดับโลกที่เก่งที่สุดก็คือ Paul Tudor Jones ซึ่งเปิดขายชอร์ตในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 ตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้ตลาดการเงินล่ม เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์แบบเดย์เทรดที่ร่ำรวยที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ด้วยมูลค่ารวมสุทธิ 4.5 พันล้านดอลลาร์ ณ ปีค.ศ. 2018 เขาเกิดเมื่อปีค.ศ. 1954 และจบการศึกษาด้วยปริญญาในด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Virginia เมื่อปีค.ศ. 1976 โดยเริ่มต้นทำงานเป็นเสมียนอยู่ในออฟฟิศเทรด  เขายอมทิ้งโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเลือกที่จะไปทำงานเป็นเทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ให้กับ NYSE จากนั้นก็ได้ตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมาชื่อว่า Tudor Investment Corporation ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 เมื่อเกิดวิกฤติตลาดขึ้น เขากลับทำกำไรจากสถานการณ์นั้นได้มากถึง 62% ด้วยการเปิดสถานะ short และยังสามารถทำเงินได้อีกถึง 100 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน และยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง เขาได้ขึ้นเป็นประธานของ NYSE ในปีค.ศ. 1992 ถึงปีค.ศ. 19953. Michael Marcus   Michael Marcus นับว่าเป็นเทรดเดอร์ Forex มืออาชีพระดับโลก โดยเขาเป็นสมาชิกก่อตั้งของ Commodities Corporation Company ด้วย Marcus เรียนรู้เรื่องการเทรดมาจาก Ed Seykota และจากนั้นก็ยังไปสอนด้านการเทรดต่อไปให้กับอีกหนึ่งเทรดเดอร์ระดับโลกอย่าง Bruce Kovner ด้วย ในยุคสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน Marcus เปิดสถานะเทรดเงินมาร์คเยอรมันมากถึงเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากธนาคารต่าง ๆ แล้ว Marcus ถือเป็นเทรดเดอร์ Forex รายใหญ่ที่สุดในตลาดเงินมาร์คเยอรมันในขณะนั้นเลยทีเดียว  นอกจาก 3 ท่านที่เราหยิบยกมาเล่าให้ฟัง ยังมีเทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จอีกมากมายที่เราไม่ได้กล่าวถึงซึ่งคุณสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการเทรดได้ แต่จงจำไว้ว่าการทำตามตัวอย่างของเทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จสามารถทำกำไรได้ทุก ๆ เดือนนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คุณก็ต้องรู้จักสร้างกลยุทธ์แผนการเทรดของตนเองขึ้นมาด้วย หมั่นศึกษาหาความรู้ และหาเทคนิคในการเทรดที่เป็นของตัวเองให้เจอ แนะนำเลยตัวช่วยในการหาข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นบทความเทคนิคที่ดีต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบโบรกเกอร์โกง เพื่อให้คุณมีความมั่นใจกับโบรกเกอร์ที่คุณใช้งานมากขึ้น แอปพลิเคชั่น WikiFX ช่วยคุณได้ สามารถดาวน์โหลดได้ ทั้ง IOS และ PlayStore ได้แล้ววันนี้ ฟรี!!!  แนะนำฟีเจอร์ “จัดอันดับโบรกเกอร์” คุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ Forex แนะนำอยู่หรือไม่ ถ้าใช้ให้ดาวน์โหลดแอพ WikiFX เพื่อตรวจสอบโบรกเกอร์หรือดูการจัดอันดับ โบรกเกอร์ Forex เพราะแอพ WikiFX ได้ตรวจสอบโบรกเกอร์และคัดสรรมาให้หมดแล้ว ว่าโบรกเกอร์ไหนดีหรือไม่ดี www.wikifx.com/th_th

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

มารู้จัก ‘KUB’ เหรียญคริปโตจาก ‘Bitkub’ ที่นักเทรดไทยต่างพูดถึง!!

เป็นที่พูดถึงกันบ่อยมากในกลุ่มนักเทรดคริปโต กับเหรียญ ‘KUB’ ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้ทำการเผาเหรียญครั้งยิ่งใหญ่ไปถึง 89% ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้น จนต้องหยิบเอาไปเมาท์กันในวงสนทนา ทั้งนี้นักเทรดมือใหม่หลายๆ คน คงกำลังงงละสิว่า ‘KUB’ มันคือเหรียญอะไรกันแน่? ดังนั้นทาง ‘Wikibit’ จะมาสรุปให้ดู  ‘KUB’ หรือ ‘Bitkub Coin’ เป็น Native Coin สัญชาติไทยแท้ ที่ถูกสร้างขึ้นบน ‘Bitkub Chain’ ซึ่งถ้าหากพูดให้คุณเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันเป็นเหรียญของ ‘Bitkub’ เว็บเทรดคริปโตชื่อดังในประเทศไทยนั่นเอง โดยผู้ที่ถือครองเหรียญนี้สามารถนำมันไปแลกเป็น Fee Credit เพื่อใช้ลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายบนกระดานเทรด ‘Bitkub’ ได้ แถมนักพัฒนาท่านไหนที่อยากจะสร้างแพลตฟอร์มบน ‘Bitkub Chain’ ก็ยังสามารถนำเอาเจ้าเหรียญ ‘KUB’ ตัวนี้ ไปเป็นค่าธรรมเนียมในการธุรกรรมบน ‘Blockchain’ ได้อีกด้วย    โดย ‘KUB’ นั้นได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านนี้เอง ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวได้ไม่นานราคาของมันก็ค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ ประกอบกับตลาดคริปโตในช่วงที่ผ่านมานี้เข้าสู่ขาลง ทำให้ราคาของมันร่วงตกลงไปอีกหลายเท่าตัว จนเป็นที่พูดถึงในกลุ่มนักเทรดไทยว่าเหรียญไทยตัวนี้ดีจริงหรือไม่?   ทั้งนี้ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านก็ได้มีประกาศจากทาง ‘Bitkub’ ว่าจะทำการเผาเหรียญตัวนี้ในวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 89% จากจำนวนที่มีอยู่ถึง 1 พันล้านเหรียญ ให้เหลือเพียง 110 ล้านเหรียญเท่านั้น ทำให้นักลงทุนต่างแตกตื่นพากันซื้อเหรียญแบบยกใหญ่ และเฝ้าจับตามองการขึ้นของราคาเหรียญดังกล่าว โดยผลสรุปว่าราคาของเหรียญ ‘KUB’ นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 110% จากช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามอนาคตของเหรียญตัวนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป   เนื่องจากเหรียญ ‘KUB’ เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ข้อมูลของมันอยู่ในช่วงระหว่างชการตรวจสอบ เพื่อบรรจุลงในแอป ‘Wikibit’ จึงไม่พบข้อมูลหากคุณไปค้นหา ทั้งนี้ในเมื่อไม่มีข้อมูลของเหรียญ เราก็มาดูข้อมูลของเจ้าของเหรียญอย่าง ‘Bitkub’ แทนดีกว่า โดย‘Bitkub’ นั้นปัจจุบันได้กลายเป็นเว็บเทรดเกรด AA ที่ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 14 ของ ‘Wikibit Rankings’ มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.46/10 คะแนน มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 6.14 พันล้านบาท ได้รับใบอนุญาตจาก SEC หรือ ก.ล.ต. ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมยังได้รับการสำรวจและเยี่ยมชม เพื่อยืนยันตัวตนจากทีม ‘Wikibit’ แล้วอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเว็บเทรดสัญชาติไทยที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้หากใครต้องการตรวจสอบข้อมูลของ ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ด้วยตัวเอง คุณสามารถตรวจสอบได้ที่ ‘Wikibit’ โหลดเลยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

5 เคล็ดลับในการลงทุนคริปโต ที่นักลงทุนส่วนใหญ่แนะนำ

" />   ฮัลโหลมือใหม่ทั้งหลายๆ ใครอยากลงทุน แล้วได้ผลกำไรดี ไม่พัง มารวมตัวกันทางนี้ เพราะ ‘Wikibit’ มีเคล็ดลับดีๆ ทั้งหมด 5 ข้อ ที่นักลงทุน ‘คริปโต’ ควรทำ!! บอกได้เลยว่า 5 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนมากประสบการณ์ต่างแนะนำ และคำนึงถึงทุกครั้งในการลงทุน (อ้างอิงจากหนังสือ Think & Trade Like a Champion : คิดและเทรดอย่างแชมป์เปี้ยน ของคุณ มาร์ค มิเนอร์วินี)  1. เดินหน้าพร้อมแผนการอยู่เสมอ    ในโลกของคริปโตนั้น มีความผันผวนของราคาสูงมาก ไหนจะความเสี่ยง และปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นทำให้การวางแผนลงทุนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งหลายๆ คนมักเข้าใจผิดในความหมายของการวางแผนล่วงหน้า เป็นการทำนายอนาคต แต่อันที่จริงแล้วมันหมายความว่า การคำถึงความเป็นไปได้ และวางแผนตั้งรับในทุกสถานการณ์ต่างหาก เช่น หากเหรียญนี้ราคาร่วงจะทำอย่างไร ถ้าราคาขึ้นจะทำไงต่อ เป็นต้น  2. ก่อนซื้อขายทุกครั้งให้นึกถึง ‘ความเสี่ยง’    นักเทรดคริปโตที่มากประสบการณ์ส่วนใหญ่ ก่อนซื้อขายทุกครั้งมักจะคำนึกถึง ‘ความเสี่ยง’ ก่อนเป็นอันดับแรก เช่น หากผิดทางไม่เป็นอย่างที่คิดจะทำอย่างไร เสียหายเท่าไหร่ ยอมรับผลที่ตามมาได้หรือไม่ เพื่อหาทางตั้งรับความเสี่ยงนั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากมือใหม่หลายๆ คนที่มักจะคิดถึงแต่ ‘ผลกำไร’ ซื้อแล้วคิดเป็นเงินเท่าไหร่ ได้เงินมาจะเอาไปซื้ออะไรดี เป็นต้น   3. รู้ ‘ข้อเท็จจริง’ ในการซื้อขายตัวเอง  การศึกษาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณอย่าลืมศึกษาตัวเองด้วย “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” มันคือความจริง ดังนั้นคุณควรทำความรู้จักตัวเองในเรื่องของการลงทุนให้มากขึ้นว่า รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เวลาถือสินทรัพย์เยอะๆ สภาพจิตใจเป็นอย่างไร เราชอบขายทำกำไรระหว่างทาง หรือสบายใจกับการถือกำไรจนสุดแนวโน้ม เป็นต้น หากคุณรู้จักตัวเองควบคู่ไปกับรู้จักข้อมูลอื่นๆ เปอร์เซ็นที่จะสำเร็จนั้นมีสูงมากขอบอก  4. คิดแบบทบต้นทบกำไร ไม่ใช่ทบความผิดพลาด    การลงทุนให้พอร์ตเราเติบโตอาจมาจากการลองผิดลองถูกอยู่ 2 รูปแบบ แบบแรกคือถูกบ่อย และพยายามควบคุมความเสี่ยงไม่ให้มีมากกว่าผลตอบแทนในทุกครั้ง อย่างที่สองก็คือผิดถูกพอ ๆ กัน แต่ครั้งที่ถูกได้กำไรมากกว่าหลายเท่า ควรทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เงินต่อเงินจนพอร์ตโตขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่หรือมือใหม่มักเลือกที่จะโฟกัสไปที่ความผิดพลาดมากกว่า เช่น ความไม่รอบครอบในการลงทุน ตลาดไม่เป็นใจ หรือไร้สติแก้ปัญหาไม่ได้เมื่อเกิดความเสียหาย เป็นต้น ซึ่งในจุดนี้จะเป็นการบั่นทอนจิตใจเมื่อเกิดความผิดพลาด จนรู้สึกกลัว หวาดระแวง หรือไม่กล้าที่ลอง อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย   5. อาวุธที่สำคัญที่สุด คือ ‘ข้อมูล’  บางคนที่ก้าวเข้ามาในตลาดคริปโต เพียงเพราะรู้แค่ว่ามันสามารถทำกำไรให้กับคุณได้อย่างมหาศาล จึงเลือกที่จะศึกษาวิธีการเล่นมากกว่า ศึกษาข้อมูลของสิ่งที่คุณจะลงทุน พอคุณเทรดเป็นแล้ว ใครแนะนำเหรียญไหน คุณก็แค่กระโดดเข้าไปลงทุน โดยไม่ศึกษาเหรียญนั้น นี่คือ ‘หายนะ’ ที่จะทำให้คุณหมดตัวนั่นเอง ดังนั้น คุณควรศึกษาเรียนรู้ และตรวจสอบมัน ไปพร้อมๆ กับวิธีการเล่น ไม่ว่าจะเป็น ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ เพราะมันจะทำให้คุณรู้จักช่องทางในการทำกำไรมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คุณสามารถเข้ามาศึกษา และตรวจสอบได้ที่แอป ‘Wikibit’ ที่เปรียบเสมือนตัวช่วย หรือคลังข้อมูลของนักลงทุน โหลดมันติดมือถือไว้ รบชนะแน่นอน  นี่เป็น 5 เคล็ดลับในการลงทุนที่นักเทรดมากประสบการณ์ส่วนใหญ่แนะนำ และคำนึงถึงทุกครั้ง หากคุณรู้แล้ว ก็อย่ามัวรอช้า รีบนำมันไปปรับใช้กับการลงทุนของตัวเอง และอย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพราะมันเป็นทั้งเกราะป้องกัน และอาวุธชั้นดี ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนบนโลกของคริปโตได้อย่างแน่นอน  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมเวลา 'ทองคำ' ลง Bitcoin จะขึ้น ราคามักจะสวนทางกัน สาเหตุเกิดจากอะไร?

สรุปว่าราคา Bitcoin กับทองคำจะวิ่งสวนทางกันตลอดเวลาหรืออย่างไร ? บทความนี้ของเราจะนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านได้ศึกษากันปัจจัยกดดันราคาทองคำในปัจจุบัน  1. แรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด  2. แรงกดดันจากความเข้มงวดของนโยบายหลังประธานเฟดแถลงว่ากรรมการเฟดได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงทันที ในขณะเดียวกันราคา Bitcoin ก็สามารถยืนได้และขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลายท่านเกิดความสงสัยว่า 2 สินทรัพย์นี้วิ่งสวนทางกันหรืออย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ มีกระแสการพูดถึงคุณสมบัติของทองคำกับ Bitcoin ว่าใกล้เคียงกัน เรียก Bitcoin ว่าเป็น Gold Digital ฉะนั้นราคาสองสินทรัพย์นี้ควรจะขึ้นหรือลงในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นของปี 2021 ที่เราพบกลับตรงกันข้ามเพราะว่า ราคาทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 นี้  ศัพท์ทางการเงินมีการวิเคราะห์ค่า Correlation ที่บอกถึงค่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ 2 ชนิดว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร ในทิศทางเดียวกัน ทิศทางต่างกัน หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนราคาทองคำและ Bitcoin มีนักวิเคราะห์นำเสนอเรื่อง Correlation เป็นตัวเลขกันพอสมควรแล้ว แต่เราอยากให้นักลงทุนเห็นภาพมากขึ้น ด้วยการดูที่ราคาแบบง่าย ๆ เลย  จากภาพประกอบด้านบนคือกราฟราคาทองคำ (เส้นสีส้ม) และ Bitcoin (เส้นสีฟ้า) ตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงเดือนมิถุนายน เพียงมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นว่า เมื่อราคา Bitcoin สูงขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทองคำก็วิ่งลงเรื่อย ๆ จุดสุดสูงของ Bitcoin ก็กลายเป็นจุดต่ำสุดขององคำเช่นเดียวกัน อย่างในไตรมาสสองนี้ เมื่อ Bitcoin ปรับฐาน ราคาทองคำก็ฟื้นกลับมาจดโดดเด่น  นั่นแปลว่าเราสามารถพิจารณาทิศทางของสินทรัพย์หนึ่งในเบื้องต้น ด้วยการดูอีกสินทรัพย์หนึ่งประกอบ เช่น เราลงทุนในทองแต่ไม่สนใจ Bitcoin เราก็สามารถดู Bitcoin ประกอบการตัดสินใจเพื่อเข้าซื้อขายทองคำได้เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ในระยะยาว  จากงานวิจัยของ Morgan Stanley ล่าสุดมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2018-2021 หากดูจากกราฟราคาอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อดูค่า Correlation (กราฟสีเทาด้านล่าง) จะเป็นบวกเสียส่วนใหญ่ แปลว่ามีความสัมพันธ์ของทิศทางราคาที่คล้ายกัน คือทองคำขึ้น Bitcoin ขึ้น เป็นต้น แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2021 ความสัมพันธ์นี้เริ่มหมดลงและเคลื่อยนไหวในทิศทางตรงกันข้ามมากขึ้น(ที่มา Morgan Stanley Research)สาเหตุที่ความสัมพันธ์เริ่มหมดลง  สาเหตุใหญ่ที่ความสัมพันธ์สองสินทรัพย์เริ่มหมดลงในปี 2021 นี้ เพราะการตีความและให้นิยามของสินทรัพย์ดิจิทัลจากสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลคือสินทรัพย์ทางเลือก เป็นสินทรัพย์เสี่ยงชนิดใหม่ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนทองคำอีกแล้ว เมื่อนิยามเปลี่ยนไป Fund Flow จะ Rotation ในทิศทางที่ตรงข้ามกัน พูดง่าย ๆ ว่าสถาบันมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Risk Asset ส่วนทองคำมองเป็น Safe Haven จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 แม้คุณสมบัติจะคล้ายคลึงกันแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นในช่วงครึ่งปีหลังอยากให้ลองจับตาดูการเคลื่อนไหวว่าจะเริ่มกลับมาวิ่งในทิศทางดียวกันได้หรือไม่  แนะนำฟีเจอร์ “จัดอันดับโบรกเกอร์” คุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ Forex แนะนำอยู่หรือไม่ ถ้าใช้ให้ดาวน์โหลดแอพ WikiFX เพื่อตรวจสอบโบรกเกอร์หรือดูการจัดอันดับ โบรกเกอร์ Forex เพราะแอพ WikiFX ได้ตรวจสอบโบรกเกอร์และคัดสรรมาให้หมดแล้ว ว่าโบรกเกอร์ไหนดีหรือไม่ดี www.wikifx.com/th_th

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมเหตุการณ์เศรษฐกิจที่ล้มเหลว ถึงทำให้คุณอยากสนใจ Bitcoin โดย SiamBlockChain

ในช่วงปีที่ผ่านมาเราได้เห็นสกุลเงินของหลาย ๆ ประเทศมีมูลค่าร่วงลดลงอย่างน่าตกใจ ยกตัวอย่างเช่นสกุลเงินลีราของเลบานอน ที่มูลค่าลดลงถึง 56% จนทำให้สกุลเงินของพวกเขาแทบกลายเป็นสิ่งไร้ค่า และนั้นเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการทดลองใช้สกุลเงินเฟียตนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผลตลอดช่วงหลายทศวรรษ   ในทางกลับกันอุปทานเหรียญของ Bitcoin จะยังคงที่ 21 ล้านเหรียญอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อของ Bitcoin ในอีกร้อยปีข้างหน้าก็จะยังคงลดน้อยลงเรื่อย ๆ อีกด้วย ในช่วงทศวรรษที่ 1500 เจนีวาได้กลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตนาฬิกาให้กับสวิส ด้วยความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของเครื่อง metronomic ที่ได้กำหนดมาตรฐานไว้ในระดับสูงสุดทำให้เจนีวามีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากมันเป็นการยากที่คุณจะมาประชุมโดยไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว เช่นเดียวกับที่ Bitcoin จะกลายสกุลเงินที่ทุกคนจำเป็นต้องมีในช่วงทศวรรษที่ 20 ในปี 2021  รัฐบาลทั่วโลกได้ใช้เครื่องมือทั้งหมดที่พวกเขามีเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และแน่นอนสิ่งนี้ได้ส่งผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นก็คือกระทบจากภาวะเฟ้อที่ทุกคนหวั่นกลัว นี่เป็นครั้งแรกที่เราเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าประเทศของเราล้มสลายในทุก ๆ มิติ สัญชาตญาณของคุณกำลังบอกคุณว่า เราอยู่ในตำแหน่งที่ล้มเหลวและเรากำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ แน่นอนว่าคุณไม่สามารถหลักหนีจากวัฏจักรระยะยาวเหล่านี้ได้ แต่โชคดีที่บทสัมภาษณ์ของนาย Peter McCormack กับ Brandon Quittem ในหัวข้อ “Bitcoin is Fourth Turning Money ” ได้ช่วยให้เราเข้าใจถึงวัฏจักรทั้งหมดได้ดียิ่งขึ้นเพื่อเตรียมรับมือสำหรับเส้นทางข้างหน้า  กระทรวงการคลังและประธาน Fed ต่างก็ทำแบบเดียวกันนี้มานานหลายทศวรรษแล้ว นั่นคือ การเพิ่มหนี้ เพิกเฉยและหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ จากนั้นก็บอกกับทุกคนว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย เราได้รับแจ้งว่าพวกเขาจำเป็นต้องพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันการรุกรานจากต่างประเทศ และเพื่อต่อสู้กับสงครามยาเสพติด แต่การกระทำเหล่านั้นได้ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ล้มเหลว เรากำลังวกกลับมาที่วัฏจักรเดิมอีกครั้ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลของเราไม่มีกลยุทธ์อื่นที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี Bitcoin สามารถเป็นทางออกให้กับเรื่องนี้ได้ โดยรายงานล่าสุดแสดงให้เห็นว่าผู้คนชาวอเมริกันอย่างน้อย 17% (46 ล้านคน) กำลังถือ Bitcoin อยู่ในปัจจุบัน   สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มสนใจใน Bitcoin มากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เลวร้าย นี่คือข้อมูลเชิงลึกจาก Stan Druckenmiller นักวิจารณ์ชอบเรียก Bitcoin ว่าเป็นโปรเจกต์แชร์ลูกโซ่ที่เต็มไปด้วยเหล่าวาฬที่รอเทขายเหรียญในกระเป๋าของพวกเขาและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อนั่นก็คือ เม่าที่หวังรวยทางลัด แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อระยะเวลา ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ เมื่อทุกคนเข้าใจเป้าหมายที่แท้จริงของ Bitcoin ในการช่วยฟื้นฟูโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจทั่วโลก

2021-08-14การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคา Bitcoin พุ่งทะลุ 47,800 ดอลลาร์

ราคาของเหรียญอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Bitcoin นั้นดูเหมือนว่าจะมีการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเช้าของวันเสาร์นี้ โดยมันได้พุ่งทะลุระดับ 47,000 ดอลลาร์ไปอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นในขณะที่หลาย ๆ คนนั้นกำลังตั้งตัวไม่ทัน ราคาของเหรียญ BTC นั้นได้มีการปรับตัวขึ้นตั้งแต่ตอนช่วงเวลาประมาณตี 3 ของวันนี้   โดยได้เพิ่มขึ้นจากจุดต่ำสุดของเมื่อวานนี้ที่ 43,902 ดอลลาร์ ขึ้นไปอยู่ที่ 47,855 ดอลลาร์ในตอนช่วงเวลาตี 3 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝั่งประเทศไทยยังหลับไหลกันอยู่ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด แต่ที่แน่ ๆ ก็คือมันเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดพอดี ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาในช่วงวันหยุดนั้นเกิดขึ้นติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ทางสยามบล็อกเชนได้รายงานไปแล้วว่าผู้ก่อตั้งบริษัทด้านกองทุนชื่อดัง Fundstrat อย่างนาย Tom Lee ได้ออกมาเผยว่าราคาของเหรียญ BTC นั้นมีโอกาสที่จะพุ่งไปแตะ 100,000 ดอลลาร์ได้ภายในสิ้นปีนี้   “หนึ่งแสนภายในสิ้นปีนั้นค่อนข้างสมเหตุสมผล” ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ Lee เคยทำนายว่าเหรียญคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกอาจพุ่งแตะระดับ 125,000 ดอลลาร์ แม้ว่าตลาดจะกลับเข้าสู่ช่วงขาลงเมื่อ Tesla (NASDAQ:TSLA) ประกาศว่าจะไม่รับการชำระเงินด้วย Bitcoin อีกต่อไป เนื่องจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วงเวลานั้น Lee กล่าวว่า : “Bitcoin อาจปรับฐานราคาลง 40-50 % ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ราคาเท่านั้น และไม่ได้ทำให้มูลค่าเปลี่ยนแปลงไป และเป้าหมายราคายังคงอยู่ที่ $100,000 เช่นเดิม” จากการทวีตในครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่านาย Lee ยังคงเชื่อมั่นในจุดยืนเดิมของเมื่อช่วงต้นปีที่ได้กล่าวไว้ว่าราคา Bitcoin จะพุ่งแตะระดับตัวเลข 6 หลัก

2021-08-14การวิเคราะห์เชิงลึก

เปิดเรื่องราว!! เหรียญ Ripple (XRP) กับคดีที่ยังไม่ได้บทสรุป!!

นักเทรดคริปโตมือใหม่ที่ติดตามข่าวสารในวงการคงจะเคยเห็นกันผ่านๆ แล้ว เกี่ยวกับข่าวคดีของเหรียญ ‘XRP’ ซึ่งเราเชื่อว่าหลายๆ คน คงจะจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แถมไม่ว่าจะมองไปที่เพจไหน ‘XRP’ ก็มักจะถูกจัดอยู่ใน 10 อันดับเหรียญที่น่าลงทุนที่สุดอยู่ดี? แม้ว่ามันจะมีคดีติดอยู่.. ว่าแต่มันคือเหรียญอะไรกันแน่? บทความนี้ทาง ‘Wikibit’ จะพาทุกคนมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน  ‘XRP’ เป็นเหรียญคริปโตสุดฮิต ที่ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทที่มีชื่อเรียกว่า ‘Ripple’ โดยมี Jed McCaleb, Ryan Fugger และ Chris Larsen เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ทั้งนี้ ‘XRP’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ลดปัญหาตัวกลางในการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและลดปัญหาค่าธรรมเนียมที่สูง  นอกจากนี้ ‘XRP’ ยังเป็นเหรียญที่มีความ Centralized สูง ทำให้คนทั่วไปไม่สามารถขุดมันขึ้นมาเองได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเหรียญที่มีประสิทธิภาพในเรื่องของความรวดเร็ว และค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าเหรียญเจ้าอื่นๆ ประกอบกับการมีอยู่อย่างจำกัดเพียง 1 แสนล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่ง 80% ของจำนวนเหรียญทั้งหมดอยู่ในกำมือของ ‘Ripple’ ที่จะทยอยปล่อยออกมา เพื่อรักษาสมดุลของตลาด ส่งผลให้มันเป็นเหรียญที่ครองใจนักลงทุนได้มาอย่างยาวนานนั่นเอง  ต่อมาในเรื่องของคดีที่มือใหม่ต่างจับต้นชนปลายไม่ถูก เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ ‘Ripple’ ถูก ก.ล.ต. สหรัฐ หรือ ‘SEC’ ฟ้องดำเนินคดี โดย ‘SEC’ กล่าวว่า ‘XRP’ เป็นในลักษณะของหลักทรัพย์หรือหุ้น ที่ไม่ได้ผ่านการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยังได้ฟ้องผู้บริหารคนปัจจุบันอีกสองคนของ ‘Ripple’ ในข้อหาขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย  โดยมีสาเหตุมาจากที่ ‘SEC’ มองว่า ‘XRP’ เป็นหลักทรัพย์ เนื่องจากเหรียญคริปโตส่วนใหญ่นั้นสามารถหามาได้ด้วยการขุด แต่ ‘XRP’ นั้นไม่ใช่ แถม ‘Ripple’ ยังถือเหรียญอยู่ในกำมือกว่า 80% และได้มีการขายเหรียญดังกล่าวออกสู่ท้องตลาด โดยมีเงินกำไรเข้าสู่บริษัท ซึ่งทาง ‘SEC’ วิเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยการขายหลักทรัพย์ที่ว่า “การขายเหรียญดิจิทัล ถือเป็นการขายหลักทรัพย์” และจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเสียก่อนซึ่ง ‘Ripple’ นั้นไม่ได้ทำจุดนี้ ทำให้เกิดการฟ้องร้องขึ้นนั้นเอง  ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ทาง ‘SEC’ กลับโดนศาลปฏิเสธการขอเข้าถึงเอกสารภายในของ ‘Ripple’ โดยทางฝั่งของ ‘Ripple’ นั้นกลับชนะในเรื่องของข้อเรียกร้องที่สามารถเข้าถึงเอกสารของ ‘SEC’ ในคริปโตตัวอื่นๆได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง ‘SEC’ ได้กล่าวว่า‘Bitcoin’ และ ‘Ether’ ไม่ใช่หลักทรัพย์ ทำให้ทาง ‘Ripple’ นั้นแย้งกลับไปว่า ‘XRP’ เช่นกันนั่นเอง พร้อมทั้งบอกว่า มีเพียงแค่ประเทศสหรัฐเท่านั้นที่มองว่า ‘XRP’ เป็นหลักทรัพย์ ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆ ก็มีการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง ‘XRP’ ตามปกติ  ทั้งนี้ถึงแม้ว่าการชนะของ ‘Ripple’ ในครั้งนี้จะยังไม่ใช่บทสรุป แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ ให้กับผู้ที่ถือครองเหรียญ ‘XRP’ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากราคาของมันนั้นค่อยๆ ดีดตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา  มาดูรีวิวเหรียญ ‘XRP’ จากแอป ‘Wikibit’ กันหน่อยว่าของเขาดีจริงหรือเปล่า? โดยเหรียญ ‘XRP’ นั้นติดอยู่อันดับที่ 8 ของ ‘Wikibit Rankings’ มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.73/10 คะแนน และมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 1.4491 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว แถมในชุดข้อมูลก็ได้มีการอัปเดตเอกสาร ‘Whitepaper’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าของเขาดีสมราคาคุยจริงๆ ส่วนใครที่กำลังสนใจเหรียญตัวนี้ หรือเหรียญอื่นๆ คุณสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลของ ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ด้วยตัวเองแบบนี้ได้ที่ ‘Wikibit’ โหลดเลยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!  ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST

2021-08-14การวิเคราะห์เชิงลึก

นลท. ไทยโวย หลังโดนเว็บเทรดคริปโต Bitmart โกง!!

โดยคำร้องเรียนของนักลงทุนท่านนี้ระบุไว้ว่า ตนนั้นได้ทำการเติมเงินเข้าไปจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะทำการซื้อเหรียญตามปกติ แต่ผลปรากฏว่า ตนไม่สามารถซื้อเหรียญได้ พอจะถอนเงินออก กลับถอนออกไม่ได้เช่นกัน เมื่อรู้ตัวว่าถูกโกงจึงรีบนำเรื่องนี้มาร้องเรียนกับทาง Wikibit เพื่อเป็นตัวอย่าง และบทเรียนให้กับนักลงทุนท่านอื่น ตัวอย่างรูปหลักฐานการร้องเรียนจากนักลงทุน   ต่อมาทาง ‘Wikibit’ จึงได้นำชื่อของ ‘BitMart’ เข้าไปค้นหาในแอปเพื่อตรวจสอบข้อมูล ซึ่งพบว่า ‘BitMart’ เป็นเว็บเทรดคริปโตเกรด AA ที่มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 5.89/10 คะแนน ได้รับใบอนุญาตอยู่ 1 เจ้า จาก FinCEN แต่ทางแอปกลับขึ้นแจ้งเตือนความเสี่ยง เนื่องจากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเว็บเทรดเจ้านี้ได้ถูกคนเข้ามาร้องเรียนมากถึง 7 ครั้ง ซึ่งเกี่ยวกับ ‘การไม่สามารถถอนเงินได้’ เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ จึงอยากขอเตือนให้นักลงทุน ‘ระวัง’ เว็บเทรดเจ้านี้เอาไว้ ถ้าหากคุณไม่อยากเสียเงินไปฟรีๆ เหมือนกับนักลงทุนที่เข้ามาร้องเรียนคนดังกล่าว   ต่อมาใครที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกโกงแบบนี้ อย่าลืมเข้ามาแชร์ให้กับนักลงทุนคนอื่นๆ ได้ศึกษา ที่แอป ‘Wikibit’ ผ่านฟีเจอร์ ‘การเปิดเผย’ ไม่ว่าคุณโดนโกงในรูปแบบไหน ก็เข้ามาร่วมแชร์ และแฉมันไปกับเราได้ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน และเป็นบทเรียนให้กับค้นที่เข้ามาศึกษาข้อมูลอีกด้วย  อย่างไรก็ตามก่อนตัดสินใจลงทุนคริปโตในเว็บเทรดใดเว็บเทรดหนึ่ง คุณต้องทำการตรวจสอบมันในแอป ‘Wikibit’ ให้ดีก่อนเสมอว่ามันมีความน่าเชื่อถือมากพอหรือไม่? มีคนเข้ามาร้องเรียนเยอะหรือเปล่า? เรื่องอะไรบ้าง? รวมถึงข้อมูลอื่นๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน ดังนั้นหากพบเจอใครที่กำลังเข้าสู่วงการคริปโตอย่าลืมแนะนำให้พวกเขาโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันตรวจสอบข้อมูลต่างๆ รวมถึงเสพข่าวสาร สาระความรู้ และกลโกงในโลกคริปโต พวกเขาจะได้ลงทุนอย่างสบายใจไม่ถูกโกง    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-13การวิเคราะห์เชิงลึก

4 สิ่งที่ควรทำ เมื่อบัญชีเทรดคริปโตของคุณ ‘โดนแฮก’

ช่วงตลาด ‘คริปโต’ ขาขึ้นแบบนี้เหล่าแฮกเกอร์ตัวดี กำลังออกปฏิบัติการกันอย่างหนัก ซึ่งนักลงทุนสามารถ  ศึกษากลอุบายของพวกมันได้ในแอป ‘Wikibit’ เพื่อเสริมความรู้เท่าทัน แต่ถ้าใครเผลอเสียท่าให้กับมัน หรือ  ‘โดนแฮก’ ก็อย่ามัวแต่นั่งเสียใจ และหันมาทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้  1. ติดต่อ ‘Call Center’ นาว!!  คุณควรตั้งสติแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เพื่อติดต่อหา ‘Call Center’ ทันที เพราะพวกเขาสามารถตรวจสอบรายละเอียด และเสนอทางออกให้กับคุณได้ ซึ่งปัจจุบันนี้เว็บเทรดคริปโตส่วนใหญ่จะมีบริการ ‘Call Center’ ดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง หากคุณมัวแต่นั่งเสียใจแล้วไม่กดโทรสะที ระวังเงินในบัญชีจะหายไปจนหมดตัว!!  2. เช็ค ‘2FA’ กับ ‘IP’ ด่วนๆ  ปัจจุบันเว็บเทรดส่วนใหญ่นั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างหลากหลายมาก แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดก็คือ ‘2FA’ (Two Factor Authentication) เพราะมีความรัดกุมที่สุด ซึ่งหากเทรดเดอร์คนไหนไม่ได้ปิดใช้งานระบบนี้ไว้ถือว่าซวยมาก เพราะคุณจะไม่สามารถตรวจสอบมันได้  ทั้งนี้คุณควรตรวจสอบว่ามีผู้ใช้งานคนอื่นพยายาม Login เข้าบัญชีของคุณหรือไม่ ถ้ามีมันจะขึ้น ‘IP’ ของผู้ใช้งานคนนั้นขึ้นมา ซึ่งคุณจะสามารถเอา ‘IP’ ตัวนั้นไปตรวจสอบได้ว่ามันถูก Login มาจากที่ใด?  3. แช่แข็งบัญชีสะ!!  หากคุณโดนแฮก!! อีกหนึ่งสิ่งที่คุณควรทำก็คือ ‘การแช่แข็งบัญชี’ เพื่อไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามายุ่งเกี่ยว วุ่นวาย หรือซุกซน กับบัญชีเทรดคริปโตของคุณ ซึ่งวิธี ‘การแช่แข็งบัญชี’ นั้นง่ายมาก เพียงแค่คุณติดต่อ หรือแจ้งไปยังฝ่ายบริการลูกค้าของเว็บเทรดที่คุณเล่น จากนั้นเว็บเทรดจะทำการดำเนินการ ‘การแช่แข็งบัญชี’ ของคุณให้ทันที  4. ‘ทำใจ’ แต่ ‘อย่าเก็บมันไว้ในใจ’  แน่นอนเมื่อบัญชีของคุณโดนแฮก ในส่วนที่เสียไปนั้นจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ ดังนั้นคุณควร ‘ทำใจ’ และเมื่อทราบสาเหตุว่าโดนแฮกจากอะไรก็จดจำมันไว้เป็นบทเรียน อีกทั้งคุณควรนำเรื่องราวของตัวเองมาแชร์ให้นักลงทุนคนอื่นๆ ได้ศึกษา เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยคุณสามารถเข้ามาแชร์ได้ที่แอป ‘Wikibit’ ผ่านฟีเจอร์ ‘การเปิดเผย’ ไม่ว่าคุณจะโดนแฮก โดนเว็บเทรดโกง หรืออื่นๆ ก็เข้ามาร่วมแชร์ และแฉมันไปกับเราได้ ‘อย่าเก็บมันไว้ในใจ’  อย่างไรก็ตามไม่มีใครอยากให้บัญชีของตัวเอง ‘โดนแฮก’ ซึ่งหากใครเผลอเสียท่าให้กับมันก็ควรทำตามวิธีทั้ง 4 ข้อนี้ เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองแล้ว มันยังเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนนักลงทุนร่วมโลกอีกด้วย และสำหรับคนที่การ์ดยังไม่ตก เราแนะนำให้โหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้เพื่อใช้ศึกษารูปแบบกลโกงต่างๆ พร้อมเสริมชุดเกราะความรู้ของตัวเองให้หนาแน่นขึ้น แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลของเว็บเทรด เหรียญ หรือ DeFi ได้อีกด้วย  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!  ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-13การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
115117
...
142