สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

คะแนนดัชนีความกลัว/ความโลภ ของ Bitcoin เข้าโซนความโลภหลังราคายืนเหนือ 46,000

ท่ามกลางการฟื้นตัวล่าสุดของ Bitcoinที่กลับมายืนเหนือระดับ 46,000 ดอลลาร์ ความเชื่อมั่นในตลาดสกุลเงินดิจิตอล (crypto) เริ่มเข้าสู่ระดับที่นักลงทุนเรียกกันว่า “พื้นที่ของความโลภ”  เนื่องจากตลาดสกุลเงินดิจิตอลปรับตัวลงอย่างรุนแรงในกลางเดือนพฤษภาคม ราคาของBitcoin นั้นร่วงลงถึงต่ำกว่าระดับ 30,000 ดอลลาร์ โดยปัจจุบันบวกกลับมาที่ระดับ 16,000 ดอลลาร์และล่าสุดซื้อขายกันที่ระดับ 46,000 ดอลลาร์ ตลาดโดยรวมจึงเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน  การประเมินความคิดเห็นต่อสินทรัพย์ดิจิทัลจากนักวิเคราะห์หลายสถาบัน โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แบบสำรวจ ความผันผวน ปริมาณ และความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยที่ 0 คือความกลัวสุดขีดและ 100 แสดงถึงความโลภ  Bitcoin ได้คะแนนอยู่ที่ใกล้ 0 โดยคะแนนเด้งกลับอย่างน่าประทับใจ ดัชนี BTC เข้าสู่สถานะของความโลภที่สูงกว่า 50 ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับความโลภมากที่ 76   สถานการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin ซึ่งล่าสุดได้เพิ่มขึ้นเหนือ $48,000 ช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม  ในทำนองเดียวกัน ดัชนีความกลัวและความโลภของ Ethereum กำลังเข้าใกล้ความโลภมาก หลังจากที่สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองได้เพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่าในเวลาไม่ถึงเดือน  ราคาล่าสุดของ Ethereum อยู่ที่ 3,172.90 ดอลลาร์

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

อุทาหรณ์ถูกแฮก Crypto 1.5 ล้านบาทผ่านแอปเทรดคริปโตชื่อดังของไทย

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีนักลงทุนคริปโตท่านหนึ่งตั้งกระทู้ ‘Pantip’ ถามว่า “จะสามารถตามเงินคืนได้ไหม?” หลังถูกมือดีๆ แฮกเข้าบัญชีเว็บเทรดคริปโตเจ้าดังในไทย สูญเงินไปกว่า 1.5 ล้านบาท เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปดูพร้อมกันกับทาง ‘Wikibit’ เลย!!   จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 4.35น. ได้มีข้อความส่งเข้ามายังผู้เสียหายว่า “คุณได้มีการ Log in บัญชี ผ่าน Firefox” ซึ่งทางผู้เสียหายยอมรับว่า ตนไม่เคย Log in เข้าบัญชีเว็บเทรดเจ้าดัง หรือ Gmail ผ่านระบบของ Firefox เลยสักครั้ง   ซึ่งในเวลาต่อมาผู้เสียหายก็พบว่า เงินที่ตนได้ลงทุนเทรดคริปโตไปจำนวน 1.5 ล้านบาท หนึ่งในนั้นมี ‘Bitcoin’ อยู่จำนวน 1.022 BTC ได้ถูกโอนออกจากบัญชีไปทั้งหมด ซึ่งก่อนวันเกิดเหตุทางผู้เสียหายเล่าว่า ได้มีอีเมลจากแอปเทรดคริปโตชื่อดังส่งเข้ามา พร้อมระบุข้อความไว้ว่า “คุณได้ทำการ Log in สำเร็จแล้ว” ทั้งๆ ที่ตนยังไม่ได้ทำการ Log in แต่อย่างใด เมื่อทราบอย่างนั้นตนจึงได้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ และปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากตนยังไม่ได้ลงทุนเทรดในบัญชีดังกล่าว  จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้เสียหายได้เริ่มลงทุนเทรดคริปโตในบัญชีนี้ และรู้สึกว่าช่วงหลังๆ ได้มีคนพยายาม Log in เข้าบัญชีอยู่บ่อยๆ ตนจึงได้ทำเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อีกครั้ง พร้อมเปิดระบบ ‘2FA’ หรือการเข้าระบบแบบ 2 ขั้นตอน โดยถ้าหากมีการ Log In จะต้องทำการกดยืนยันผ่าน Gmail หรือ โทรศัพท์มือถึงของตนเท่านั้น ซึ่งก็มีการแจ้งเตือนถึงการพยายามเข้าสู่ระบบจากที่อื่น แต่ก็ไม่สำเร็จตนจึงปล่อยไป ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น   โดยเบื้องต้นทางผู้เสียหายได้ทำการตรวจสอบ ‘IP’ ที่สามารถระบุตำแหน่งของบุคคลที่ Log In เข้าบัญชีได้ และพบว่าแฮกเกอร์คนนั้นอยู่ที่จังหวัดยะลา พร้อมทั้งได้รวบรวมหลักฐานอื่นๆ เตรียมเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีในเวลาต่อมา ทั้งนี้เมื่อแจ้งกับทางฝ่ายบริการลูกค้าของเว็บเทรดเจ้านั้น ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ทางเว็บเทรดจะให้ฝ่ายเทคนิคทำการตรวจสอบให้อีกครั้ง พร้อมทำการระงับบัญชีดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้ว   เมื่อกระทู้นี้ถูกโพสต์ลงใน ‘Pantip’ ก็ได้มีนักลงทุนต่างเข้ามาแสดงความคิด โดยส่วนใหญ่มองว่า เป็นเรื่องยากมาก ที่เงินในบัญชีถูกโอนออกไปแล้ว จะสามารถตามคืนกลับมาได้ พร้อมแนะนำให้รีบเอาหลักฐานต่างๆ ไปแจ้งความกับทางตำรวจ ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ มองว่า ‘การแฮก’ ในครั้งนี้นั้นอาจเกิดขึ้นได้อยู่ 2 สาเหตุ  1. เกิดจากตัวผู้เสียหายเองที่อาจเผลอมือไปกดลิงก์ที่เป็นกับดักโดยไม่รู้ตัว จนถูกขโมยข้อมูล ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถแฮกเข้าบัญชีได้  2. อาจเกิดจากข้อผิดพลาดในด้านระบบรักษาความปลอดภัยของทางเว็บเทรดเอง  ซึ่งผลสรุปของความโชคร้ายในครั้งนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตามคุณสามารถสามารตามอ่านบทความสาระความรู้ เกี่ยวกับการถูกแฮกบัญชีจากทาง ‘Wikibit’ ได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้  อยากรู้วิธีเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีของคุณ เพื่อป้องกันการโดนแฮก คลิก!! https://www.wikibit.com/th_th/202107161154921959.html  อยากรู้ว่าควรทำอย่างไร? หากบัญชีของคุณโดนแฮก คลิก!!  https://www.wikibit.com/th_th/202108138844239067.html  แถมแอปนี้ยังเป็นตัวช่วยดีๆ ให้กับนักลงทุน ในการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากถูกโกง โหลดมันเอาไว้ลงทุนได้อุ่นใจแน่นอน!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เจ้าของกระทู้

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

‘Kristoffer Koch’ ชายผู้ถือ ‘Bitcoin’ จำนวน 5000 BTC ตั้งแต่ปี 2009 สู่เส้นทางเศรษฐ๊

นักเทรดคริปโตที่กำลังหลงใหลใน ‘Bitcoin’ ห้ามพลาด!! เพราะบทความนี้ทาง ‘Wikibit’ มีเรื่องราวดีๆ ของ ‘Kristoffer Koch’ ชายหนุ่มที่ถือครอง ‘Bitcoin’ ไว้ในมือตั้งแต่ปี 2009 สู่เส้นทางการเป็นเศรษฐีอย่างไม่รู้ตัวมาฝาก หากคุณพร้อมแล้วไปดูกันเลย!!  ‘Kristoffer Koch’ ชายหนุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมไฟฟ้า จากประเทศนอร์เวย์ ได้ตัดสินใจนำเงินจำนวน 150 โครนนอร์เวย์ ที่หามาได้ด้วยความยากลำบากไปซื้อ ‘Bitcoin’ ในจำนวน 5,000 BTC ด้วยราคาเพียงไม่ถึง 27 ดอลลาร์ ในปี 2009 (0.003 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ตามราคาในขณะนั้น) หลังจากที่เขาค้นพบ และศึกษามัน ระหว่างนั่งเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเข้ารหัส โดยหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาในอนาคตได้   ซึ่งในขณะนั้นชื่อเสียงของ ‘Bitcoin’ ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักนักในแวดวงของนักลงทุน ส่งผลให้มูลค่าของมันยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากที่ ‘Koch’ ซื้อ ‘Bitcoin’ ไปแล้ว ก็ได้มีเพื่อนเข้ามาเตือนกับเขาว่า ‘Bitcoin’ นั้นเป็นเหรียญปลอมอย่างไปยุ่ง ซึ่งเขากลับเมินเฉยต่อคำพูดนั้น พร้อมทุ่มเทความตั้งใจให้กับการทำงาน จนลืมไปเลยว่าตนนั้นได้ถือ ‘Bitcoin’ จำนวนหนึ่งไว้อยู่ในกำมือ   ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2013 ‘Koch’ ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับราคาของ ‘Bitcoin’ ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งข่าวนี้สามารถเข้าไปกระตุ้นความทรงจำของเขาได้ว่า เขาเองก็ถือ ‘Bitcoin’ ไว้ในมือเหมือนกัน “ตอนนั้นฉันคิดกับตัวเองว่า ฉันมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วยหรอ” ‘Kristoffer Koch’ กล่าว  เมื่อทราบอย่างนั้น ‘Koch’ จึงได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหารหัสผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลของเขา ซึ่งผลสุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ พร้อมตัดสินใจขาย ‘Bitcoin’ จำนวน 1,000 BTC ทิ้งไปในราคา 196 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC เพื่อซื้ออพาร์ตเมนต์สุดทันสมัยในย่านโทเยน ของเมืองออสโล และรถยนต์สำหรับตัวเองจำนวน 1 คัน ส่งผลให้ตอนนี้เขาเหลือ ‘Bitcoin’ อยู่ในมือเพียง 4,000 BTC เท่านั้น   ทั้งนี้สิ่งที่ ‘Koch’ ได้รับจากการถือ ‘Bitcoin’ ไม่ได้ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จเหมือนนักลงทุนคนอื่นๆ แต่เป็นเพียงความโชคดีที่เขาได้จากการเข้าไปค้นคว้า พบเจอ ตัดสินใจซื้อ และหวังในตัวของ ‘Bitcoin’ เพียงเท่านั้น โดยถ้าหากในปัจจุบัน ‘Koch’ ยังคงถือ 4,000 BTC นี้ไว้ในกำมืออยู่จริงๆ นั่นก็หมายความว่า เขาได้กลายเป็น 1 ในมหาเศรษฐีที่ทำกำไรจาก ‘Bitcoin’ ได้อย่างมหาศาลเลยก็ว่าได้ เพราะมูลค่าของ ‘Bitcoin’ จากปี 2009 มาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้พุ่งขึ้นมาสูงมาจากเพียง 0.003 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC เป็น 47,438 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC แทน โดยนับเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 189,752,400 ดอลลาร์ หรือประมาณราว 6,336,709,988 บาท นั่นเอง  นี่เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องราวสุดทึ่งของ ‘Kristoffer Koch’ ที่ได้เข้าไปซื้อ ‘Bitcoin’ ตั้งแต่ราคายังถูกๆ และถือมันไว้แบบยาวๆ จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะถือไว้ด้วยความหลงลืมก็ตาม แต่มันก็สร้างกำไรให้กับเขาอย่างมหาศาลได้ ดังนั้นหากนักลงทุนท่านไหนที่เขามาอ่านบทความนี้แล้วมีความคิดที่อยากจะซื้อ ‘Bitcoin’ เก็บไว้ยาวๆ เหมือนกับ ‘Koch’ ก็อย่าลืมเข้ามาตรวจสอบ และศึกษาข้อมูลของมันให้ดีก่อนซื้อ ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังได้มีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ และกลโกงต่างๆ ในวงการคริปโต ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาด ไว้ให้คุณได้เสพ วิเคราะห์ และใช้มันเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ว่าที่มหาเศรษฐีคนต่อไปพลาดไม่ได้แล้ว โหลดนาว!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

อัปเดทราคาเหรียญ Crypto กลางเดือนสิงหาคม

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังลงทุนใน Bitcoin ในช่วงนี้

รายงานใหม่จากบริษัทวิจัยบล็อคเชน Blockdata ชี้ให้เห็นว่ากว่าครึ่งของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังให้ความสนใจใน cryptocurrency และ blockchain บริษัทกล่าวว่าธนาคารยักษ์ใหญ่จำนวน 55 จาก 100 แห่งได้เริ่มลงทุนในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโตหรือ blockchain ไม่ว่าจะทั้งโดยตรงและทางอ้อม   Blockdata ยังระบุชื่อธนาคารที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดโดยพิจารณาจากจำนวนการลงทุนในบริษัทบล็อคเชน โดยอันดับหนึ่งนั้นก็คือ Barclays ธนาคารสากลของอังกฤษที่มีการลงทุนในบริษัทบล็อคเชน 19 แห่ง, ตามด้วยธนาคารเพื่อการลงทุนของอเมริกา Citigroup ที่มีการลงทุน 9 แห่ง, ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก Goldman Sachs ที่มีแปดแห่ง, บริการทางการเงินและธนาคารเพื่อการลงทุน JPMorgan Chase ที่มีเจ็ดแห่ง และธนาคารระหว่างประเทศของฝรั่งเศส   กลุ่ม BNP Paribas กับหก. บริษัทกล่าวว่าธุรกิจด้านการฝากและออมคริปโตนั้นได้รับความสนใจจากธนาคารเหล่านี้มากที่สุด “ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดที่ธนาคารลงทุนก็คือบริษัทผู้ให้บริการด้านการเก็บคริปโต แม้จะพูดมากเกี่ยวกับความเลวร้ายของ Bitcoin แต่หลายคนก็ไม่สามารถละเลยแหล่งรายได้ที่อาจเกิดขึ้นและความสำคัญของการมีตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจคริปโต จากการค้นพบของเรา ธนาคารชั้นนำ 23 แห่งจาก 100 แห่งเรียงตามจำนวนสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกำลังสร้างโซลูชันการดูแลหรือลงทุนในบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้” Blockdata ยังกล่าวอีกว่าการพัฒนาหลักสามประการทำให้ธนาคารชั้นนำหลายแห่งเริ่มให้บริการที่เกี่ยวข้องกับคริปโตแก่ลูกค้า  “ การได้เห็นเว็บกระดานเทรดสกุลเงินดิจิทัลที่มีพนักงานเพียงเศษเสี้ยวของพวกเขา ทำผลกำไรมหาศาลหรือมีค่ามากกว่าธนาคารหลายแห่ง สิ่งนี้เริ่มต้นในปี 2018 เมื่อ Binance ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนชั้นนำในขณะนั้น มีกำไรมากกว่า Deutsche Bank 54 ล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานเพียง 200 เทียบกับ 100,000 คน เมื่อไม่นานมานี้ การประเมินมูลค่าของ Coinbase นั้นสูงกว่า Goldman Sachs โดยมีพนักงานเพียง 4% ของพวกเขาเท่านั้น คำขอมากมายจากลูกค้าเพื่อให้บริการโซลูชั่น Bitcoin การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในปี 2020 ที่อนุญาตให้ธนาคารเสนอโซลูชั่นการดูแลคริปโต”  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

ศาลอังกฤษสั่งให้ Binance ระงับบัญชี Crypto ของแฮ็กเกอร์

ศาลสูงของลอนดอนได้สั่งให้เว็บเทรดอันดับหนึ่งของโลก Binance ติดตามและระงับบัญชี Crypto ของแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการละเมิดความปลอดภัยมูลค่ากว่า 2.6 ล้านดอลลาร์ของบริษัท Fetch.ai คำสั่งดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะเมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว   หลังบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) Fetch.ai ได้ยื่นคำร้องขอต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดลอนดอนเพื่อเป็นตัวกลางขอให้บริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตอย่าง Binance ดำเนินการแกะรอยหาแฮ็กเกอร์ เพื่อระบุตัวตนและยึดสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา Fetch.ai บริษัทผู้พัฒนาระบบ AI ที่ตั้งอยู่บริษัทอยู่ในอังกฤษและสิงคโปร์ อ้างว่าพวกเขาถูกแฮ็กบัญชีคริปโตที่เปิดให้บริการโดย Binance และแฮ็กเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลหลายรายการ   รวมถึง Bitcoin (BTC), Binance Coin ( BNB), Tether ( USDT) และโทเค็น Fetch.ai (FET) ของตน แฮ็กเกอร์ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการขายสินทรัพย์คริปโตที่ขโมยมา โดยมอบส่วนลดเป็นจำนวนมากให้กับบุคคลที่สาม ผู้พิพากษา Pelling QC ได้อธิบายคำสั่งในบันทึกการดำเนินคดีในศาลไว้ดังนี้ : “มีการร้องขอคำสั่งให้ระงับการใช้งานบัญชีคริปโตในทั่วโลกจากผู้ที่รู้เท่าทันเกี่ยวกับการฉ้อโกง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อ้างสิทธิ์สามารถอายัดทรัพย์สินของพวกเขาได้ ซึ่งจะทำให้คำตัดสินใจของศาลมีผลบังคับใช้ได้จริง” Syedur Rahman หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Rahman Ravelli ซึ่งเป็นตัวแทนของ Fetch.ai ได้กล่าวให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า  สินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปนั้นสามารถกู้คืนได้ “เราจำเป็นต้องโยนความเชื่อที่ว่าสินทรัพย์คริปโตนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้ทิ้งไป เพราะด้วยกฎและการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พวกเขาสามารถติดตาม และกู้คืนสินทรัพย์เหล่านี้ได้” โฆษกของ Binance กล่าวว่า ในขณะนี้บริษัทกำลังยื่นมือเข้ามาช่วยกู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป “Binance ระงับบัญชีที่ถูกระบุว่า มีกิจกรรมที่น่าสงสัยซึ่งสอดคล้องกับนโยบายความปลอดภัยของเราและมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ว่า พวกเขาจะได้รับการปกป้องในขณะที่ใช้แพลตฟอร์มของเรา”  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

นักเทรด Forex ระดับโลกที่ประสบความสำเร็จเขาประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งจะหัดเทรด Forex หรือจะเป็นเทรดเดอร์ที่มากประสบการณ์ในตลาดเงินตราต่างประเทศก็ตาม ต่างก็มีความปรารถนาอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ ประสบความสำเร็จในการเทรดตลาด Forex นั่นเอง บทความนี้จะกล่าวถึงเรื่องราวของนักเทรด Forex มืออาชีพที่มีชื่อเสียงระดับโลกซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในการเทรด แล้วเขาใช้เทคนิคหรือวิธีการเทรดแบบไหน? วันนี้ WikiFX มาสรุปให้แล้วครับ1. Andrew Kreiger   รายชื่อนักเทรด Forex ระดับโลกที่เก่งที่สุดจะไม่มีวันสมบูรณ์หากไม่ได้กล่าวถึง Andrew Kreiger เขาเป็นบัณฑิตจาก Wharton School of Business และเข้าทำงานใน Bankers Trust ในปีค.ศ. 1986 โดย Kreiger ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและกล้าเทรดมาก ลักษณะการเทรดของเขาจะเป็นแบบ Aggressive ซึ่งผลที่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารทึ่งมากจนให้วงเงินลงทุนกับเขามากถึง 700 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว ในขณะที่วงเงินลงทุนสูงสุดทั่วไปจะอยู่ที่เพียง 50 ล้านดอลลาร์เท่านั้น  หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ตกลงไปอย่างน้อย 20% Kreiger กล่าวว่าเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์นั้นมีมูลค่าสูงกว่าจริงมาก จึงเปิดสถานะ short เงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ด้วยเลเวอเรจ 400:1 ซึ่งมากกว่ามูลค่าซื้อขายจริงของสกุลเงินนั้นในตลาดด้วยซ้ำไป และภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น สกุลเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ต่อเงินดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นถึง 5% ส่งผลให้เขาทำกำไรจากการเทรดนี้ให้กับบริษัทของเขาได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือหลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปทำงานให้กับ George Soros ในเวลาต่อมา2. Paul Tudor Jones    อีกหนึ่งในเทรดเดอร์ Forex ระดับโลกที่เก่งที่สุดก็คือ Paul Tudor Jones ซึ่งเปิดขายชอร์ตในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 ตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้ตลาดการเงินล่ม เขาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์แบบเดย์เทรดที่ร่ำรวยที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ด้วยมูลค่ารวมสุทธิ 4.5 พันล้านดอลลาร์ ณ ปีค.ศ. 2018 เขาเกิดเมื่อปีค.ศ. 1954 และจบการศึกษาด้วยปริญญาในด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Virginia เมื่อปีค.ศ. 1976 โดยเริ่มต้นทำงานเป็นเสมียนอยู่ในออฟฟิศเทรด  เขายอมทิ้งโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยเลือกที่จะไปทำงานเป็นเทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ให้กับ NYSE จากนั้นก็ได้ตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมาชื่อว่า Tudor Investment Corporation ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1987 เมื่อเกิดวิกฤติตลาดขึ้น เขากลับทำกำไรจากสถานการณ์นั้นได้มากถึง 62% ด้วยการเปิดสถานะ short และยังสามารถทำเงินได้อีกถึง 100 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน และยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง เขาได้ขึ้นเป็นประธานของ NYSE ในปีค.ศ. 1992 ถึงปีค.ศ. 19953. Michael Marcus   Michael Marcus นับว่าเป็นเทรดเดอร์ Forex มืออาชีพระดับโลก โดยเขาเป็นสมาชิกก่อตั้งของ Commodities Corporation Company ด้วย Marcus เรียนรู้เรื่องการเทรดมาจาก Ed Seykota และจากนั้นก็ยังไปสอนด้านการเทรดต่อไปให้กับอีกหนึ่งเทรดเดอร์ระดับโลกอย่าง Bruce Kovner ด้วย ในยุคสมัยของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน Marcus เปิดสถานะเทรดเงินมาร์คเยอรมันมากถึงเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากธนาคารต่าง ๆ แล้ว Marcus ถือเป็นเทรดเดอร์ Forex รายใหญ่ที่สุดในตลาดเงินมาร์คเยอรมันในขณะนั้นเลยทีเดียว  นอกจาก 3 ท่านที่เราหยิบยกมาเล่าให้ฟัง ยังมีเทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จอีกมากมายที่เราไม่ได้กล่าวถึงซึ่งคุณสามารถนำไปเป็นตัวอย่างในการเทรดได้ แต่จงจำไว้ว่าการทำตามตัวอย่างของเทรดเดอร์ Forex ที่ประสบความสำเร็จสามารถทำกำไรได้ทุก ๆ เดือนนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี แต่คุณก็ต้องรู้จักสร้างกลยุทธ์แผนการเทรดของตนเองขึ้นมาด้วย หมั่นศึกษาหาความรู้ และหาเทคนิคในการเทรดที่เป็นของตัวเองให้เจอ แนะนำเลยตัวช่วยในการหาข้อมูลได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นบทความเทคนิคที่ดีต่างๆ รวมถึงการตรวจสอบโบรกเกอร์โกง เพื่อให้คุณมีความมั่นใจกับโบรกเกอร์ที่คุณใช้งานมากขึ้น แอปพลิเคชั่น WikiFX ช่วยคุณได้ สามารถดาวน์โหลดได้ ทั้ง IOS และ PlayStore ได้แล้ววันนี้ ฟรี!!!  แนะนำฟีเจอร์ “จัดอันดับโบรกเกอร์” คุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ Forex แนะนำอยู่หรือไม่ ถ้าใช้ให้ดาวน์โหลดแอพ WikiFX เพื่อตรวจสอบโบรกเกอร์หรือดูการจัดอันดับ โบรกเกอร์ Forex เพราะแอพ WikiFX ได้ตรวจสอบโบรกเกอร์และคัดสรรมาให้หมดแล้ว ว่าโบรกเกอร์ไหนดีหรือไม่ดี www.wikifx.com/th_th

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

มารู้จัก ‘KUB’ เหรียญคริปโตจาก ‘Bitkub’ ที่นักเทรดไทยต่างพูดถึง!!

เป็นที่พูดถึงกันบ่อยมากในกลุ่มนักเทรดคริปโต กับเหรียญ ‘KUB’ ที่เมื่อไม่นานมานี้ได้ทำการเผาเหรียญครั้งยิ่งใหญ่ไปถึง 89% ส่งผลให้ราคาของมันพุ่งสูงขึ้น จนต้องหยิบเอาไปเมาท์กันในวงสนทนา ทั้งนี้นักเทรดมือใหม่หลายๆ คน คงกำลังงงละสิว่า ‘KUB’ มันคือเหรียญอะไรกันแน่? ดังนั้นทาง ‘Wikibit’ จะมาสรุปให้ดู  ‘KUB’ หรือ ‘Bitkub Coin’ เป็น Native Coin สัญชาติไทยแท้ ที่ถูกสร้างขึ้นบน ‘Bitkub Chain’ ซึ่งถ้าหากพูดให้คุณเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันเป็นเหรียญของ ‘Bitkub’ เว็บเทรดคริปโตชื่อดังในประเทศไทยนั่นเอง โดยผู้ที่ถือครองเหรียญนี้สามารถนำมันไปแลกเป็น Fee Credit เพื่อใช้ลดค่าธรรมเนียมในการซื้อขายบนกระดานเทรด ‘Bitkub’ ได้ แถมนักพัฒนาท่านไหนที่อยากจะสร้างแพลตฟอร์มบน ‘Bitkub Chain’ ก็ยังสามารถนำเอาเจ้าเหรียญ ‘KUB’ ตัวนี้ ไปเป็นค่าธรรมเนียมในการธุรกรรมบน ‘Blockchain’ ได้อีกด้วย    โดย ‘KUB’ นั้นได้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านนี้เอง ซึ่งหลังจากที่เปิดตัวได้ไม่นานราคาของมันก็ค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ ประกอบกับตลาดคริปโตในช่วงที่ผ่านมานี้เข้าสู่ขาลง ทำให้ราคาของมันร่วงตกลงไปอีกหลายเท่าตัว จนเป็นที่พูดถึงในกลุ่มนักเทรดไทยว่าเหรียญไทยตัวนี้ดีจริงหรือไม่?   ทั้งนี้ในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านก็ได้มีประกาศจากทาง ‘Bitkub’ ว่าจะทำการเผาเหรียญตัวนี้ในวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 89% จากจำนวนที่มีอยู่ถึง 1 พันล้านเหรียญ ให้เหลือเพียง 110 ล้านเหรียญเท่านั้น ทำให้นักลงทุนต่างแตกตื่นพากันซื้อเหรียญแบบยกใหญ่ และเฝ้าจับตามองการขึ้นของราคาเหรียญดังกล่าว โดยผลสรุปว่าราคาของเหรียญ ‘KUB’ นั้นพุ่งสูงขึ้นถึง 110% จากช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามอนาคตของเหรียญตัวนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป   เนื่องจากเหรียญ ‘KUB’ เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน ทำให้ข้อมูลของมันอยู่ในช่วงระหว่างชการตรวจสอบ เพื่อบรรจุลงในแอป ‘Wikibit’ จึงไม่พบข้อมูลหากคุณไปค้นหา ทั้งนี้ในเมื่อไม่มีข้อมูลของเหรียญ เราก็มาดูข้อมูลของเจ้าของเหรียญอย่าง ‘Bitkub’ แทนดีกว่า โดย‘Bitkub’ นั้นปัจจุบันได้กลายเป็นเว็บเทรดเกรด AA ที่ไต่ระดับขึ้นมาอยู่ลำดับที่ 14 ของ ‘Wikibit Rankings’ มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.46/10 คะแนน มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 6.14 พันล้านบาท ได้รับใบอนุญาตจาก SEC หรือ ก.ล.ต. ไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แถมยังได้รับการสำรวจและเยี่ยมชม เพื่อยืนยันตัวตนจากทีม ‘Wikibit’ แล้วอีกด้วย ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเว็บเทรดสัญชาติไทยที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้หากใครต้องการตรวจสอบข้อมูลของ ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ด้วยตัวเอง คุณสามารถตรวจสอบได้ที่ ‘Wikibit’ โหลดเลยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

5 เคล็ดลับในการลงทุนคริปโต ที่นักลงทุนส่วนใหญ่แนะนำ

" />   ฮัลโหลมือใหม่ทั้งหลายๆ ใครอยากลงทุน แล้วได้ผลกำไรดี ไม่พัง มารวมตัวกันทางนี้ เพราะ ‘Wikibit’ มีเคล็ดลับดีๆ ทั้งหมด 5 ข้อ ที่นักลงทุน ‘คริปโต’ ควรทำ!! บอกได้เลยว่า 5 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนมากประสบการณ์ต่างแนะนำ และคำนึงถึงทุกครั้งในการลงทุน (อ้างอิงจากหนังสือ Think & Trade Like a Champion : คิดและเทรดอย่างแชมป์เปี้ยน ของคุณ มาร์ค มิเนอร์วินี)  1. เดินหน้าพร้อมแผนการอยู่เสมอ    ในโลกของคริปโตนั้น มีความผันผวนของราคาสูงมาก ไหนจะความเสี่ยง และปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นทำให้การวางแผนลงทุนล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งหลายๆ คนมักเข้าใจผิดในความหมายของการวางแผนล่วงหน้า เป็นการทำนายอนาคต แต่อันที่จริงแล้วมันหมายความว่า การคำถึงความเป็นไปได้ และวางแผนตั้งรับในทุกสถานการณ์ต่างหาก เช่น หากเหรียญนี้ราคาร่วงจะทำอย่างไร ถ้าราคาขึ้นจะทำไงต่อ เป็นต้น  2. ก่อนซื้อขายทุกครั้งให้นึกถึง ‘ความเสี่ยง’    นักเทรดคริปโตที่มากประสบการณ์ส่วนใหญ่ ก่อนซื้อขายทุกครั้งมักจะคำนึกถึง ‘ความเสี่ยง’ ก่อนเป็นอันดับแรก เช่น หากผิดทางไม่เป็นอย่างที่คิดจะทำอย่างไร เสียหายเท่าไหร่ ยอมรับผลที่ตามมาได้หรือไม่ เพื่อหาทางตั้งรับความเสี่ยงนั้นๆ ซึ่งแตกต่างจากมือใหม่หลายๆ คนที่มักจะคิดถึงแต่ ‘ผลกำไร’ ซื้อแล้วคิดเป็นเงินเท่าไหร่ ได้เงินมาจะเอาไปซื้ออะไรดี เป็นต้น   3. รู้ ‘ข้อเท็จจริง’ ในการซื้อขายตัวเอง  การศึกษาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี แต่คุณอย่าลืมศึกษาตัวเองด้วย “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” มันคือความจริง ดังนั้นคุณควรทำความรู้จักตัวเองในเรื่องของการลงทุนให้มากขึ้นว่า รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน เวลาถือสินทรัพย์เยอะๆ สภาพจิตใจเป็นอย่างไร เราชอบขายทำกำไรระหว่างทาง หรือสบายใจกับการถือกำไรจนสุดแนวโน้ม เป็นต้น หากคุณรู้จักตัวเองควบคู่ไปกับรู้จักข้อมูลอื่นๆ เปอร์เซ็นที่จะสำเร็จนั้นมีสูงมากขอบอก  4. คิดแบบทบต้นทบกำไร ไม่ใช่ทบความผิดพลาด    การลงทุนให้พอร์ตเราเติบโตอาจมาจากการลองผิดลองถูกอยู่ 2 รูปแบบ แบบแรกคือถูกบ่อย และพยายามควบคุมความเสี่ยงไม่ให้มีมากกว่าผลตอบแทนในทุกครั้ง อย่างที่สองก็คือผิดถูกพอ ๆ กัน แต่ครั้งที่ถูกได้กำไรมากกว่าหลายเท่า ควรทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เงินต่อเงินจนพอร์ตโตขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่หรือมือใหม่มักเลือกที่จะโฟกัสไปที่ความผิดพลาดมากกว่า เช่น ความไม่รอบครอบในการลงทุน ตลาดไม่เป็นใจ หรือไร้สติแก้ปัญหาไม่ได้เมื่อเกิดความเสียหาย เป็นต้น ซึ่งในจุดนี้จะเป็นการบั่นทอนจิตใจเมื่อเกิดความผิดพลาด จนรู้สึกกลัว หวาดระแวง หรือไม่กล้าที่ลอง อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย   5. อาวุธที่สำคัญที่สุด คือ ‘ข้อมูล’  บางคนที่ก้าวเข้ามาในตลาดคริปโต เพียงเพราะรู้แค่ว่ามันสามารถทำกำไรให้กับคุณได้อย่างมหาศาล จึงเลือกที่จะศึกษาวิธีการเล่นมากกว่า ศึกษาข้อมูลของสิ่งที่คุณจะลงทุน พอคุณเทรดเป็นแล้ว ใครแนะนำเหรียญไหน คุณก็แค่กระโดดเข้าไปลงทุน โดยไม่ศึกษาเหรียญนั้น นี่คือ ‘หายนะ’ ที่จะทำให้คุณหมดตัวนั่นเอง ดังนั้น คุณควรศึกษาเรียนรู้ และตรวจสอบมัน ไปพร้อมๆ กับวิธีการเล่น ไม่ว่าจะเป็น ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ เพราะมันจะทำให้คุณรู้จักช่องทางในการทำกำไรมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้คุณสามารถเข้ามาศึกษา และตรวจสอบได้ที่แอป ‘Wikibit’ ที่เปรียบเสมือนตัวช่วย หรือคลังข้อมูลของนักลงทุน โหลดมันติดมือถือไว้ รบชนะแน่นอน  นี่เป็น 5 เคล็ดลับในการลงทุนที่นักเทรดมากประสบการณ์ส่วนใหญ่แนะนำ และคำนึงถึงทุกครั้ง หากคุณรู้แล้ว ก็อย่ามัวรอช้า รีบนำมันไปปรับใช้กับการลงทุนของตัวเอง และอย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพราะมันเป็นทั้งเกราะป้องกัน และอาวุธชั้นดี ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนบนโลกของคริปโตได้อย่างแน่นอน  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไมเวลา 'ทองคำ' ลง Bitcoin จะขึ้น ราคามักจะสวนทางกัน สาเหตุเกิดจากอะไร?

สรุปว่าราคา Bitcoin กับทองคำจะวิ่งสวนทางกันตลอดเวลาหรืออย่างไร ? บทความนี้ของเราจะนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านได้ศึกษากันปัจจัยกดดันราคาทองคำในปัจจุบัน  1. แรงกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด  2. แรงกดดันจากความเข้มงวดของนโยบายหลังประธานเฟดแถลงว่ากรรมการเฟดได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับลดวงเงินในมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงทันที ในขณะเดียวกันราคา Bitcoin ก็สามารถยืนได้และขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลายท่านเกิดความสงสัยว่า 2 สินทรัพย์นี้วิ่งสวนทางกันหรืออย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ มีกระแสการพูดถึงคุณสมบัติของทองคำกับ Bitcoin ว่าใกล้เคียงกัน เรียก Bitcoin ว่าเป็น Gold Digital ฉะนั้นราคาสองสินทรัพย์นี้ควรจะขึ้นหรือลงในทิศทางเดียวกัน แต่ในความเป็นของปี 2021 ที่เราพบกลับตรงกันข้ามเพราะว่า ราคาทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 นี้  ศัพท์ทางการเงินมีการวิเคราะห์ค่า Correlation ที่บอกถึงค่าความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ 2 ชนิดว่ามีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็นอย่างไร ในทิศทางเดียวกัน ทิศทางต่างกัน หรือไม่มีความสัมพันธ์กัน ส่วนราคาทองคำและ Bitcoin มีนักวิเคราะห์นำเสนอเรื่อง Correlation เป็นตัวเลขกันพอสมควรแล้ว แต่เราอยากให้นักลงทุนเห็นภาพมากขึ้น ด้วยการดูที่ราคาแบบง่าย ๆ เลย  จากภาพประกอบด้านบนคือกราฟราคาทองคำ (เส้นสีส้ม) และ Bitcoin (เส้นสีฟ้า) ตั้งแต่ต้นปี 2021 จนถึงเดือนมิถุนายน เพียงมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นว่า เมื่อราคา Bitcoin สูงขึ้นเรื่อย ๆ ราคาทองคำก็วิ่งลงเรื่อย ๆ จุดสุดสูงของ Bitcoin ก็กลายเป็นจุดต่ำสุดขององคำเช่นเดียวกัน อย่างในไตรมาสสองนี้ เมื่อ Bitcoin ปรับฐาน ราคาทองคำก็ฟื้นกลับมาจดโดดเด่น  นั่นแปลว่าเราสามารถพิจารณาทิศทางของสินทรัพย์หนึ่งในเบื้องต้น ด้วยการดูอีกสินทรัพย์หนึ่งประกอบ เช่น เราลงทุนในทองแต่ไม่สนใจ Bitcoin เราก็สามารถดู Bitcoin ประกอบการตัดสินใจเพื่อเข้าซื้อขายทองคำได้เช่นเดียวกันความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ในระยะยาว  จากงานวิจัยของ Morgan Stanley ล่าสุดมีการกล่าวถึงความสัมพันธ์ของทองคำและ Bitcoin ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2018-2021 หากดูจากกราฟราคาอาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อดูค่า Correlation (กราฟสีเทาด้านล่าง) จะเป็นบวกเสียส่วนใหญ่ แปลว่ามีความสัมพันธ์ของทิศทางราคาที่คล้ายกัน คือทองคำขึ้น Bitcoin ขึ้น เป็นต้น แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2021 ความสัมพันธ์นี้เริ่มหมดลงและเคลื่อยนไหวในทิศทางตรงกันข้ามมากขึ้น(ที่มา Morgan Stanley Research)สาเหตุที่ความสัมพันธ์เริ่มหมดลง  สาเหตุใหญ่ที่ความสัมพันธ์สองสินทรัพย์เริ่มหมดลงในปี 2021 นี้ เพราะการตีความและให้นิยามของสินทรัพย์ดิจิทัลจากสถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่ ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลคือสินทรัพย์ทางเลือก เป็นสินทรัพย์เสี่ยงชนิดใหม่ ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อเหมือนทองคำอีกแล้ว เมื่อนิยามเปลี่ยนไป Fund Flow จะ Rotation ในทิศทางที่ตรงข้ามกัน พูดง่าย ๆ ว่าสถาบันมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Risk Asset ส่วนทองคำมองเป็น Safe Haven จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทองคำและ Bitcoin วิ่งสวนทางกันตลอดในปี 2021 แม้คุณสมบัติจะคล้ายคลึงกันแค่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นในช่วงครึ่งปีหลังอยากให้ลองจับตาดูการเคลื่อนไหวว่าจะเริ่มกลับมาวิ่งในทิศทางดียวกันได้หรือไม่  แนะนำฟีเจอร์ “จัดอันดับโบรกเกอร์” คุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ Forex แนะนำอยู่หรือไม่ ถ้าใช้ให้ดาวน์โหลดแอพ WikiFX เพื่อตรวจสอบโบรกเกอร์หรือดูการจัดอันดับ โบรกเกอร์ Forex เพราะแอพ WikiFX ได้ตรวจสอบโบรกเกอร์และคัดสรรมาให้หมดแล้ว ว่าโบรกเกอร์ไหนดีหรือไม่ดี www.wikifx.com/th_th

2021-08-15การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
114116
...
142