สาวถูก ‘Scam’ จาก ‘FB’ หลอกให้ลงทุนในเว็บเทรดคริปโตเถื่อน

ช่วงนี้ตลาด ‘คริปโต’ กำลังขาขึ้น ทำให้เหล่า ‘Scam’ ต่างทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ดังนั้นช่วงนี้เล่นโซเชียลอะไรก็ระวังตัวกันไว้ให้ดี เพราะเมื่อไม่นานมานี้ได้มีหญิงสาวรายหนึ่ง เข้ามาตั้งกระทู้ใน ‘Pantip’ ถามว่า “โดนหลอกให้ลงทุนใน ‘Bitcoin’ โดยอ้างว่าเป็นคนฮ่องกง ต้องทำยังไงได้บ้างถึงจะได้เงินคืน?” พร้อมเล่าประสบการณ์ที่เธอประสบพบเจอมา ซึ่งหลังจากที่ ‘Wikibit’ เข้าไปอ่านมานั้น ถึงกับต้องหยิบยกมาเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีให้กับผู้อ่านเลยทีเดียว  เรื่องมีอยู่ว่า หญิงสาวคนนี้ได้รู้จักเพื่อนชาวฮ่องกงชื่อว่า กอ (นามสมมุติ) ผ่านทางโซเชียลมีเดีย อย่าง ‘Facebook’ ซึ่งในช่วงแรกๆ กอ ก็ได้ทักเขามาชวนคุยทำความรู้จักกันเป็นปกติ แต่พอเวลาผ่านไปนั้ก็ได้มีการถาม และชักชวนให้เธอมาลงทุนใน ‘Bitcoin’ โดยอ้างว่ามีคุณอาเป็นคนสอนเล่น แล้วมันสามารถช่วยพยุงธุรกิจของตนได้ดีเลยทีเดียวจนเธอคล้อยตาม เพราะสมัครก็ง่ายไม่ได้ยุ่งยากอะไร   ในส่วนของขั้นตอนการสมัครนั้น กอ ได้ทำการส่งลิงก์บางอย่างมาให้เธอคลิก เพื่อเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม พร้อมแคปภาพหน้าจอส่งไปให้เขาดูทุกขั้นตอน จากนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจลองลงทุนในจำนวน 10,000 บาท ตามคำชักชวนของ กอ และได้กำไรกลับคืนมา 2,000 บาท เมื่อเวลาผ่านไป กอ ทักเธอกลับมาอีกครั้ง พร้อมแนะนำการลงทุนคริปโตตัวใหม่ที่ต้องใช้เงินสูงถึง 10.000 USDT แต่เธอตอบกลับไปว่า “ไม่มีเงิน” กอ จึงให้เธอลงเพียง 3,000 USDT (เงินบางส่วนได้มาจากการยืม) ซึ่งส่วนต่างที่เหลือ กอ จะเป็นคนช่วยลงเอง จึงทำให้เธอได้เงินมาเพิ่มในส่วนนี้  ต่อมาจากเงินในบัญชีที่มีอยู่ประมาณ 17,712 USDT กลับกลายเป็น 68,712 USDT เธอจึงตัดสินใจที่จะขาย และตั้งใจจะถอนเงินก้อนนี้ออกมาให้ได้ แต่ผลปรากฏว่ามันไม่สำเร็จ เธอไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ หากต้องการที่จะถอน เธอต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 11.600 USDT (ประมาณ 4 แสนบาท) ซึ่งจุดนี้ กอ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือประมาณ 5,000 USDT แต่ยังต้องเสียค่าอื่นๆ หยิบย่อยอีกหลายอย่าง จนเธอตัดสินใจไปยืมเงินเพื่อนสมทบ พร้อมเอารถไปเข้า ซึ่งมีดอกเบี้ยอีก 20% เพื่อนำเงินมาจ่ายส่วนที่เหลือจนหมด แต่ก็ยังไม่สามารถถอนออกได้อยู่ดี ผลสรุปคือ บัญชีถูกล็อก ฝ่ายบริการลูกค้าไม่สามารถใช้งานได้ และที่สำคัญเธอไม่สามารถติดต่อเพื่อนชาวฮ่องกงของเธอคนนี้ได้อีกต่อไป เมื่อนำเอกสารทุกอย่างไปแจ้งความก็ไม่เป็นผล เนื่องจากเงินถูกโอนออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการตั้งกระทู้ถามในครั้งนี้   หลังจากกระทู้นี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่บอกว่า ยังไงก็ไม่สามารถนำเงินกลับมาได้แล้ว ให้ทำใจ และตั้งใจทำงานหาเงินใช้หนี้ต่อไป ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ มองว่าสาเหตุของเรื่องนี้ เกิดจากความหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีความรู้ ไม่ศึกษา และไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดี จึงโดนหลอกให้ไปลงทุนในเว็บเทรดคริปโตเถื่อนนั่นเอง  อย่างไรก็เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากในวงการคริปโต ดังนั้นก่อนลงทุนทุกครั้งคุณควรนำชื่อของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ มาตรวจสอบให้ดีในแอป ‘Wikibit’ ก่อนทุกครั้ง เพื่อวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือว่าควรค่าแก่การลงทุนหรือไม่ แถมตัวแอปยังได้มีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในวงการคริปโต ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย หากคุณไม่อยากพลาดท่าให้กับกลโกง จนเป็นหนี้สินเหมือนกับหญิงสาวคนดังกล่าว คุณควรโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ รับรองลงทุนได้อย่างอุ่นใจ ไม่โดนโกงแน่นอน!!    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เจ้าของกระทู้

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

3 บุคคลที่ออกมาแสดงตัวว่าเป็น ‘Satoshi Nakamoto’ บิดาผู้สร้าง ‘Bitcoin’

‘Satoshi Nakamoto’ บิดาผู้สร้างเหรียญแม่แห่งวงการคริปโต อย่าง ‘Bitcoin’ เขาคือบุคคลลึกลับที่อ้างว่าตัวเองนั้นมาจากประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่มีข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมที่จะสามารถระบุตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้จะมี 3 บุคคล ที่พยายามออกมาแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหลักฐานต่างๆ ว่าตนนั้นคือ ‘Satoshi Nakamoto’ แต่จะมีใครกันบ้าง? มาหาคำตอบกับทาง ‘Wikibit’ ไปพร้อมๆ กันเลย!!  1. Craig Wright" />   ในปี 2016 ‘Craig Wright’ นักธุรกิจชาวออสเตรเลีย ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่กลางกรุงลอนดอนว่าตนนั้นคือ ‘Satoshi Nakamoto’ โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวยักษ์ใหญ่ของอังกฤษพร้อมกับอดีตคนวงในของ ‘Bitcoin’ ถึงประเด็นดังกล่าว จนเป็นโด่งดังในวงการคริปโต ต่อมาในปี 2019 ‘Craig Wright’ ยังได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับต้นกำเนิดของ ‘Satoshi Nakamoto’ เพื่อต้องการพิสูจน์ และยืนยันว่าเขาเองคือบิดาผู้สร้าง ‘Bitcoin’ ตัวจริง   2. Jorg Molt" />   ‘Jorg Molt’ นักธุรกิจชาวเยอรมันคนนี้ เคยอ้างตัวว่าเป็น ‘Satoshi Nakamoto’ พร้อมสร้างธุรกิจที่มีชื่อว่า ‘Satoshi School’ และโครงการ‘Bitcoin Pension’ ขึ้นมา สร้างความฮือฮาในแวดวงคริปโตเป็นอย่างมาก โดยในช่วงแรกฟอร์มของเขาก็ยังดีอยู่ แต่หลังๆ มานั้นเขากับเกมสะก่อน เนื่องจากมีการตรวจสอบพบว่า โครงการ ‘Bitcoin Pension’ ของเขานั้นเป็นการหลอกลวง สร้างความเสียหายให้นักลงทุนจำนวน 50 คน มูลค่ากว่า 1.8 ล้านยูโร ก่อนถูกจับกุมเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งโครงการดังกล่าวก็ได้ปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในปี 2020 ที่ผ่านมา  3. Debo Guido" />   ชายผู้นี้ได้อาศัยอยู่ในเบลเยียม เขาได้สงเอกสารหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงผู้พิพากษา โดยอ้างว่าตนนั้นคือ ‘Satoshi Nakamoto’ บิดาผู้สร้าง ‘Bitcoin’ โดยระบุเป็นลายมือของเจ้าตัวว่า เขาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ‘Bitcoin’ ผู้ริเริ่ม genesis block , ผู้เขียนและเรียบเรียง whitepaper และเป็นเจ้าของอีเมล GMX.com ที่ระบุไว้ว่า…  “ข้าพเจ้าขอเป็นพยานโดยจดหมายที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ผมเป็นผู้ริเริ่มและผู้สร้าง genesis block ของ ‘Bitcoin blockchain’ ผมใช้นามปากกาว่า ‘Satoshi Nakamoto’และเป็นเจ้าของอีเมล Satoshin@GMX.com เพื่อเขียนและเผยแพร่เอกสารทางเทคนิค”  ทั้งนี้เขายังระบุถึงหลักฐานอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Satoshi เพื่อใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาต่างหากที่เป็นตัวจริงไม่ใช่คนอื่น  นี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่ทาง ‘Wikibit’ ได้สรุปมาให้ผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับบุคคลที่อ้างตัวเป็น ‘Satoshi Nakamoto’ เท่านั้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันประเด็นนี้ยังคงเป็นถกเถียงกันอยู่ในแวดวงของนักลงทุนในตลาด ‘คริปโตเอคเรนซี’ และยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด แม้มีหลักฐานมายืนยัน นอนยัน หรือนั่งยัน ว่าใครกันแน่ที่เป็นบิดาผู้สร้าง ‘Bitcoin’ ตัวจริง ทั้งนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารดีๆ สาระความรู้ และกลโกงในวงการคริปโตแบบนี้ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังเป็นตัวช่วยดีๆ ให้กับนักลงทุน ในการตรวจสอบ สืบค้นข้อมูลต่างๆ ของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อีกด้วย โหลดเลยจะได้พลาด!!  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

5 แอปแนะนำสำหรับ นักลงทุนพันล้าน อยากรวยต้องรู้!

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

ทัวร์บ้าน!! ‘UPbit’ เว็บเทรดคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

ติดโควิดก็บินลัดฟ้าไปเที่ยวแดนกิมจิได้นะขอบอก!! เพราะบทความนี้ทางทีมสำรวจของ ‘Wikibit’ จะพาทุกท่านไปทัวร์บ้านของเว็บเทรดคริปโตที่ขึ้นชื่อว่าใหญ่ที่สุด และดีที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ อย่าง ‘UPbit’ บอกได้เลยว่าใครที่ลงทุนกับเจ้านี้อยู่ห้ามพลาด!!  เมื่อเครื่องแลนดิ้งแล้วในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง ย่านกังนัม กรุงโซล ประเทศเกาหลี อันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน หรือบ้านใหญ่ของ ‘UPbit’ ซึ่งบริเวณรอบด้านต่างๆ ถูกรายล้อมไปด้วยตึกสูง และมีผู้คนเดินพลุกพล่านกันเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นย่านที่มีความเจริญรุ่งเรืองสุดๆ   ต่อมาทางทีมสำรวจได้พบโลโก้ของ ‘UPbit’ ติดอยู่ตรงหน้าอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตามข้อมูลที่ทางบริษัทระบุตำแหน่งไว้ เมื่อเห็นอย่างนั้นนแล้วจึงไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปสำรวจภายในอาคารทันที  และเมื่อเดินเข้ามาภายในตัวอาคาร ทางทีมสำรวจก็ได้พบเห็นโลโก้ของ ‘UPbit’ ติดอยู่บนป้ายไดเร็กทอรีของล็อบบี้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งแสดงชื่อของเว็บเทรดคริปโตเจ้านี้เป็นภาษาเกาหลีอีกด้วย  ทั้งนี้ตัวอาคารนั้นมีระบบรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี จึงทำให้ทางทีมสำรวจไม่สามารถเดินทางไปเข้าสำรวจภายในสำนักงาน และไม่สามารถทราบถึงขนาดของธุรกิจได้ ดังนั้นหากคุณคิดที่จะลงทุนในเว็บเทรดคริปโตเจ้านี้ โปรดใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากทางทีมสำรวจของ ‘Wikibit’ ไม่สามารถยืนยันการมีตัวตนอยู่ของ ‘UPbit’ ได้อย่าง 100% ตามมาตรฐานที่เราตั้งไว้นั่นเอง “กันไว้ดีกว่าแก้เด้อพี่น้อง!!”   ไหนๆ ก็พามาทัวร์ถึงเกาหลีแล้ว ผู้เขียนจะแถมรีวิวข้อมูลดีๆ จากแอป ‘Wikibit’ ให้เป็นของแถมก็แล้วกัน!! โดยทาง ‘UPbit’ นั้น เป็นเว็บเทรดคริปโตเกรด AAA ที่ติดอยู่ในอันดับที่ 7 ของ ‘Wikibit Rankings’ มีคะแนนสะสมสูงถึง 8.92/10 คะแนน มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 286.85 พันล้านบาท ได้รับการกำกับดูแล หรือใบอนุญาตจาก RKCF, BAPPEBTI และ SEC จากประเทศไทยแล้วอีกด้วย ถือว่าเป็นเว็บเทรดคริปโตอีกเจ้าที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง  อย่างไรก็ตามเป็นที่รู้กันดีว่าเป้าหมายของการสำรวจในแต่ละครั้งนั้น ‘Wikibit’ ทำเพื่อเป็นการยืนยันการมีตัวตนของบริษัทนั้น และเยี่ยมชมว่ามีความถูกต้องตามข้อมูลที่ให้มาหรือไม่ ซึ่งมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจเลือก ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนในเว็บเทรดคริปโตต่างๆ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูล และอ่านการสำรวจเยี่ยมชมบริษัท กับทาง ‘Wikibit’ ให้ดี จะได้ไม่เสียท่า ถูกโกงในอนาคต!!  คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

Solana คืออะไร ทำไมราคาถึงพุ่งแรงกว่า 100% ในเวลาไม่กี่วัน โดย SiamBlockChain

เกือบหนึ่งปีครึ่งหลังจากการเปิดตัว mainnet beta ในเดือนมีนาคม 2020 Solana ก็ได้กลายเป็นบล็อกเชนที่ร้อนแรงที่สุดในปัจจุบัน และกลายเป็นหนึ่งในบล็อกเชน web-scale ตัวแรกของโลกบนเครือข่ายที่เร็วที่สุด ด้วยความเร็วในการทำธุรกรรมที่เคลมว่าเร็วมากถึง 50,000 TPS (ธุรกรรมต่อวินาที)   ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าของเหรียญ SOL ได้เห็นการเพิ่มขึ้นกว่า 72% และตอนนี้ได้ขยับขึ้นมาเป็นเหรียญคริปโต 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุด โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์และมีอัตราการเติบโตมากถึง 1,900% ต่อปี เครือข่าย Solana กลายเป็นที่รู้จักในนามบล็อกเชนเจเนอเรชั่นที่สี่ที่มีจุดมุ่งหมายเข้ามาแก้ปัญหาบล็อกเชนเจเนอเรชั่นที่สามผ่านทางการสร้างเครือข่ายที่รวดเร็วและสามารถปรับขนาดได้ โดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยหรือการกระจายอำนาจ   โปรโตคอลนี้ได้นำเสนอเทคโนโลยีหลัก 8 ประการที่ช่วยทำให้การทำธุรกรรมสามารถปรับขนาดตามสัดส่วนด้วยแบนด์วิดธ์ ส่งผลให้เครือข่ายได้รับความเร็วในการทำธุรกรรมและการรักษาความปลอดภัยในระดับเทียบเท่ากับองค์กร Solana คืออะไร ? Solana คือ Blockchain Web-scale, โปรโตคอลแบบ open-source และสถาบันพัฒนาแอปพลิเคชันรูปแบบกระจายอำนาจ (DApps) โปรโตคอลของ Solana นั้นรวดเร็ว ปลอดภัย และทนต่อการถูกเซ็นเซอร์ ที่ช่วยมอบความยืดหยุ่นจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิดที่จำเป็นต่อการสร้างแอปพลิเคชันในการปรับใช้กับธุรกรรมเป็นจำนวนมาก บล็อกเชนดังกล่าวได้มอบโครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายอำนาจที่ปลอดภัย สามารถปรับขนาดได้   ซึ่งจำเป็นสำหรับ DApps ในอนาคตและตลาดซื้อขายแบบกระจายอำนาจ ด้วยการใช้ประโยชน์จากชุดเทคโนโลยีการคำนวณที่ก้าวล้ำ สามารถรองรับโหนดได้หลายพันโหนด และช่วยให้ธุรกรรมสามารถปรับขนาดได้ตามสัดส่วนแบนด์วิดท์บนเครือข่าย Solana จะใช้กลไกที่สอดคล้องกันระหว่าง proof-of-stake (PoS) และ proof of history (PoH) ร่วมกัน เพื่อปรับปรุงปริมาณงานและเพิ่มความสามารถในการปรับขนาด ดังนั้นเครือข่ายจึงเคลมว่าสามารถรองรับการทำธุรกรรมได้สูงถึง 50,000 ธุรกรรมต่อวินาที (TPS)   ทำให้ Solana กลายเป็นหนึ่งในบล็อคเชนที่เร็วที่สุดในโลก เพื่อให้เข้าใจว่า Solana ทำงานอย่างไร อันดับแรกเราจะต้องพิจารณาสถาปัตยกรรมของมันก่อน โดยเนื้อหาด้านล่างจะเป็นการอธิบาย 8 นวัตกรรมหลักที่ทำให้ Solana กลายเป็น Blockchain web-scale ตัวแรกของโลก Proof of history (PoH) แม้จะมีชื่อว่า PoH แต่ทว่ามันไม่ใช่กลไกฉันทามติ PoH เป็นนาฬิกาแบบเข้ารหัส (cryptographic clock)

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

คะแนนดัชนีความกลัว/ความโลภ ของ Bitcoin เข้าโซนความโลภหลังราคายืนเหนือ 46,000

ท่ามกลางการฟื้นตัวล่าสุดของ Bitcoinที่กลับมายืนเหนือระดับ 46,000 ดอลลาร์ ความเชื่อมั่นในตลาดสกุลเงินดิจิตอล (crypto) เริ่มเข้าสู่ระดับที่นักลงทุนเรียกกันว่า “พื้นที่ของความโลภ”  เนื่องจากตลาดสกุลเงินดิจิตอลปรับตัวลงอย่างรุนแรงในกลางเดือนพฤษภาคม ราคาของBitcoin นั้นร่วงลงถึงต่ำกว่าระดับ 30,000 ดอลลาร์ โดยปัจจุบันบวกกลับมาที่ระดับ 16,000 ดอลลาร์และล่าสุดซื้อขายกันที่ระดับ 46,000 ดอลลาร์ ตลาดโดยรวมจึงเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือน  การประเมินความคิดเห็นต่อสินทรัพย์ดิจิทัลจากนักวิเคราะห์หลายสถาบัน โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แบบสำรวจ ความผันผวน ปริมาณ และความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย โดยมีการให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยที่ 0 คือความกลัวสุดขีดและ 100 แสดงถึงความโลภ  Bitcoin ได้คะแนนอยู่ที่ใกล้ 0 โดยคะแนนเด้งกลับอย่างน่าประทับใจ ดัชนี BTC เข้าสู่สถานะของความโลภที่สูงกว่า 50 ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับความโลภมากที่ 76   สถานการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของราคา Bitcoin ซึ่งล่าสุดได้เพิ่มขึ้นเหนือ $48,000 ช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม  ในทำนองเดียวกัน ดัชนีความกลัวและความโลภของ Ethereum กำลังเข้าใกล้ความโลภมาก หลังจากที่สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองได้เพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่าในเวลาไม่ถึงเดือน  ราคาล่าสุดของ Ethereum อยู่ที่ 3,172.90 ดอลลาร์

2021-08-17การวิเคราะห์เชิงลึก

อุทาหรณ์ถูกแฮก Crypto 1.5 ล้านบาทผ่านแอปเทรดคริปโตชื่อดังของไทย

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีนักลงทุนคริปโตท่านหนึ่งตั้งกระทู้ ‘Pantip’ ถามว่า “จะสามารถตามเงินคืนได้ไหม?” หลังถูกมือดีๆ แฮกเข้าบัญชีเว็บเทรดคริปโตเจ้าดังในไทย สูญเงินไปกว่า 1.5 ล้านบาท เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปดูพร้อมกันกับทาง ‘Wikibit’ เลย!!   จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 4.35น. ได้มีข้อความส่งเข้ามายังผู้เสียหายว่า “คุณได้มีการ Log in บัญชี ผ่าน Firefox” ซึ่งทางผู้เสียหายยอมรับว่า ตนไม่เคย Log in เข้าบัญชีเว็บเทรดเจ้าดัง หรือ Gmail ผ่านระบบของ Firefox เลยสักครั้ง   ซึ่งในเวลาต่อมาผู้เสียหายก็พบว่า เงินที่ตนได้ลงทุนเทรดคริปโตไปจำนวน 1.5 ล้านบาท หนึ่งในนั้นมี ‘Bitcoin’ อยู่จำนวน 1.022 BTC ได้ถูกโอนออกจากบัญชีไปทั้งหมด ซึ่งก่อนวันเกิดเหตุทางผู้เสียหายเล่าว่า ได้มีอีเมลจากแอปเทรดคริปโตชื่อดังส่งเข้ามา พร้อมระบุข้อความไว้ว่า “คุณได้ทำการ Log in สำเร็จแล้ว” ทั้งๆ ที่ตนยังไม่ได้ทำการ Log in แต่อย่างใด เมื่อทราบอย่างนั้นตนจึงได้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ และปล่อยทิ้งไว้ เนื่องจากตนยังไม่ได้ลงทุนเทรดในบัญชีดังกล่าว  จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ผู้เสียหายได้เริ่มลงทุนเทรดคริปโตในบัญชีนี้ และรู้สึกว่าช่วงหลังๆ ได้มีคนพยายาม Log in เข้าบัญชีอยู่บ่อยๆ ตนจึงได้ทำเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่อีกครั้ง พร้อมเปิดระบบ ‘2FA’ หรือการเข้าระบบแบบ 2 ขั้นตอน โดยถ้าหากมีการ Log In จะต้องทำการกดยืนยันผ่าน Gmail หรือ โทรศัพท์มือถึงของตนเท่านั้น ซึ่งก็มีการแจ้งเตือนถึงการพยายามเข้าสู่ระบบจากที่อื่น แต่ก็ไม่สำเร็จตนจึงปล่อยไป ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น   โดยเบื้องต้นทางผู้เสียหายได้ทำการตรวจสอบ ‘IP’ ที่สามารถระบุตำแหน่งของบุคคลที่ Log In เข้าบัญชีได้ และพบว่าแฮกเกอร์คนนั้นอยู่ที่จังหวัดยะลา พร้อมทั้งได้รวบรวมหลักฐานอื่นๆ เตรียมเข้าแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีในเวลาต่อมา ทั้งนี้เมื่อแจ้งกับทางฝ่ายบริการลูกค้าของเว็บเทรดเจ้านั้น ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ทางเว็บเทรดจะให้ฝ่ายเทคนิคทำการตรวจสอบให้อีกครั้ง พร้อมทำการระงับบัญชีดังกล่าวให้เรียบร้อยแล้ว   เมื่อกระทู้นี้ถูกโพสต์ลงใน ‘Pantip’ ก็ได้มีนักลงทุนต่างเข้ามาแสดงความคิด โดยส่วนใหญ่มองว่า เป็นเรื่องยากมาก ที่เงินในบัญชีถูกโอนออกไปแล้ว จะสามารถตามคืนกลับมาได้ พร้อมแนะนำให้รีบเอาหลักฐานต่างๆ ไปแจ้งความกับทางตำรวจ ทั้งนี้ทาง ‘Wikibit’ มองว่า ‘การแฮก’ ในครั้งนี้นั้นอาจเกิดขึ้นได้อยู่ 2 สาเหตุ  1. เกิดจากตัวผู้เสียหายเองที่อาจเผลอมือไปกดลิงก์ที่เป็นกับดักโดยไม่รู้ตัว จนถูกขโมยข้อมูล ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถแฮกเข้าบัญชีได้  2. อาจเกิดจากข้อผิดพลาดในด้านระบบรักษาความปลอดภัยของทางเว็บเทรดเอง  ซึ่งผลสรุปของความโชคร้ายในครั้งนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ตามคุณสามารถสามารตามอ่านบทความสาระความรู้ เกี่ยวกับการถูกแฮกบัญชีจากทาง ‘Wikibit’ ได้ตามลิงก์ด้านล่างนี้  อยากรู้วิธีเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีของคุณ เพื่อป้องกันการโดนแฮก คลิก!! https://www.wikibit.com/th_th/202107161154921959.html  อยากรู้ว่าควรทำอย่างไร? หากบัญชีของคุณโดนแฮก คลิก!!  https://www.wikibit.com/th_th/202108138844239067.html  แถมแอปนี้ยังเป็นตัวช่วยดีๆ ให้กับนักลงทุน ในการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าไม่อยากถูกโกง โหลดมันเอาไว้ลงทุนได้อุ่นใจแน่นอน!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)   ขอขอบคุณข้อมูลจาก : เจ้าของกระทู้

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

‘Kristoffer Koch’ ชายผู้ถือ ‘Bitcoin’ จำนวน 5000 BTC ตั้งแต่ปี 2009 สู่เส้นทางเศรษฐ๊

นักเทรดคริปโตที่กำลังหลงใหลใน ‘Bitcoin’ ห้ามพลาด!! เพราะบทความนี้ทาง ‘Wikibit’ มีเรื่องราวดีๆ ของ ‘Kristoffer Koch’ ชายหนุ่มที่ถือครอง ‘Bitcoin’ ไว้ในมือตั้งแต่ปี 2009 สู่เส้นทางการเป็นเศรษฐีอย่างไม่รู้ตัวมาฝาก หากคุณพร้อมแล้วไปดูกันเลย!!  ‘Kristoffer Koch’ ชายหนุ่มนักศึกษาคณะวิศวกรรมไฟฟ้า จากประเทศนอร์เวย์ ได้ตัดสินใจนำเงินจำนวน 150 โครนนอร์เวย์ ที่หามาได้ด้วยความยากลำบากไปซื้อ ‘Bitcoin’ ในจำนวน 5,000 BTC ด้วยราคาเพียงไม่ถึง 27 ดอลลาร์ ในปี 2009 (0.003 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ตามราคาในขณะนั้น) หลังจากที่เขาค้นพบ และศึกษามัน ระหว่างนั่งเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเข้ารหัส โดยหวังว่ามันจะสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขาในอนาคตได้   ซึ่งในขณะนั้นชื่อเสียงของ ‘Bitcoin’ ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักนักในแวดวงของนักลงทุน ส่งผลให้มูลค่าของมันยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากที่ ‘Koch’ ซื้อ ‘Bitcoin’ ไปแล้ว ก็ได้มีเพื่อนเข้ามาเตือนกับเขาว่า ‘Bitcoin’ นั้นเป็นเหรียญปลอมอย่างไปยุ่ง ซึ่งเขากลับเมินเฉยต่อคำพูดนั้น พร้อมทุ่มเทความตั้งใจให้กับการทำงาน จนลืมไปเลยว่าตนนั้นได้ถือ ‘Bitcoin’ จำนวนหนึ่งไว้อยู่ในกำมือ   ต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2013 ‘Koch’ ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับราคาของ ‘Bitcoin’ ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งข่าวนี้สามารถเข้าไปกระตุ้นความทรงจำของเขาได้ว่า เขาเองก็ถือ ‘Bitcoin’ ไว้ในมือเหมือนกัน “ตอนนั้นฉันคิดกับตัวเองว่า ฉันมีอะไรแบบนี้อยู่ด้วยหรอ” ‘Kristoffer Koch’ กล่าว  เมื่อทราบอย่างนั้น ‘Koch’ จึงได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหารหัสผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลของเขา ซึ่งผลสุดท้ายเขาก็ทำสำเร็จ พร้อมตัดสินใจขาย ‘Bitcoin’ จำนวน 1,000 BTC ทิ้งไปในราคา 196 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC เพื่อซื้ออพาร์ตเมนต์สุดทันสมัยในย่านโทเยน ของเมืองออสโล และรถยนต์สำหรับตัวเองจำนวน 1 คัน ส่งผลให้ตอนนี้เขาเหลือ ‘Bitcoin’ อยู่ในมือเพียง 4,000 BTC เท่านั้น   ทั้งนี้สิ่งที่ ‘Koch’ ได้รับจากการถือ ‘Bitcoin’ ไม่ได้ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จเหมือนนักลงทุนคนอื่นๆ แต่เป็นเพียงความโชคดีที่เขาได้จากการเข้าไปค้นคว้า พบเจอ ตัดสินใจซื้อ และหวังในตัวของ ‘Bitcoin’ เพียงเท่านั้น โดยถ้าหากในปัจจุบัน ‘Koch’ ยังคงถือ 4,000 BTC นี้ไว้ในกำมืออยู่จริงๆ นั่นก็หมายความว่า เขาได้กลายเป็น 1 ในมหาเศรษฐีที่ทำกำไรจาก ‘Bitcoin’ ได้อย่างมหาศาลเลยก็ว่าได้ เพราะมูลค่าของ ‘Bitcoin’ จากปี 2009 มาจนถึงปัจจุบันนี้ ได้พุ่งขึ้นมาสูงมาจากเพียง 0.003 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC เป็น 47,438 ดอลลาร์ ต่อ 1 BTC แทน โดยนับเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 189,752,400 ดอลลาร์ หรือประมาณราว 6,336,709,988 บาท นั่นเอง  นี่เป็นเพียงตัวอย่างเรื่องราวสุดทึ่งของ ‘Kristoffer Koch’ ที่ได้เข้าไปซื้อ ‘Bitcoin’ ตั้งแต่ราคายังถูกๆ และถือมันไว้แบบยาวๆ จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะถือไว้ด้วยความหลงลืมก็ตาม แต่มันก็สร้างกำไรให้กับเขาอย่างมหาศาลได้ ดังนั้นหากนักลงทุนท่านไหนที่เขามาอ่านบทความนี้แล้วมีความคิดที่อยากจะซื้อ ‘Bitcoin’ เก็บไว้ยาวๆ เหมือนกับ ‘Koch’ ก็อย่าลืมเข้ามาตรวจสอบ และศึกษาข้อมูลของมันให้ดีก่อนซื้อ ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังได้มีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ และกลโกงต่างๆ ในวงการคริปโต ที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในตลาด ไว้ให้คุณได้เสพ วิเคราะห์ และใช้มันเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ว่าที่มหาเศรษฐีคนต่อไปพลาดไม่ได้แล้ว โหลดนาว!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

อัปเดทราคาเหรียญ Crypto กลางเดือนสิงหาคม

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก

ธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลกกำลังลงทุนใน Bitcoin ในช่วงนี้

รายงานใหม่จากบริษัทวิจัยบล็อคเชน Blockdata ชี้ให้เห็นว่ากว่าครึ่งของธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังให้ความสนใจใน cryptocurrency และ blockchain บริษัทกล่าวว่าธนาคารยักษ์ใหญ่จำนวน 55 จาก 100 แห่งได้เริ่มลงทุนในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโตหรือ blockchain ไม่ว่าจะทั้งโดยตรงและทางอ้อม   Blockdata ยังระบุชื่อธนาคารที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดโดยพิจารณาจากจำนวนการลงทุนในบริษัทบล็อคเชน โดยอันดับหนึ่งนั้นก็คือ Barclays ธนาคารสากลของอังกฤษที่มีการลงทุนในบริษัทบล็อคเชน 19 แห่ง, ตามด้วยธนาคารเพื่อการลงทุนของอเมริกา Citigroup ที่มีการลงทุน 9 แห่ง, ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก Goldman Sachs ที่มีแปดแห่ง, บริการทางการเงินและธนาคารเพื่อการลงทุน JPMorgan Chase ที่มีเจ็ดแห่ง และธนาคารระหว่างประเทศของฝรั่งเศส   กลุ่ม BNP Paribas กับหก. บริษัทกล่าวว่าธุรกิจด้านการฝากและออมคริปโตนั้นได้รับความสนใจจากธนาคารเหล่านี้มากที่สุด “ตัวอย่างที่สำคัญที่สุดที่ธนาคารลงทุนก็คือบริษัทผู้ให้บริการด้านการเก็บคริปโต แม้จะพูดมากเกี่ยวกับความเลวร้ายของ Bitcoin แต่หลายคนก็ไม่สามารถละเลยแหล่งรายได้ที่อาจเกิดขึ้นและความสำคัญของการมีตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในเศรษฐกิจคริปโต จากการค้นพบของเรา ธนาคารชั้นนำ 23 แห่งจาก 100 แห่งเรียงตามจำนวนสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกำลังสร้างโซลูชันการดูแลหรือลงทุนในบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้” Blockdata ยังกล่าวอีกว่าการพัฒนาหลักสามประการทำให้ธนาคารชั้นนำหลายแห่งเริ่มให้บริการที่เกี่ยวข้องกับคริปโตแก่ลูกค้า  “ การได้เห็นเว็บกระดานเทรดสกุลเงินดิจิทัลที่มีพนักงานเพียงเศษเสี้ยวของพวกเขา ทำผลกำไรมหาศาลหรือมีค่ามากกว่าธนาคารหลายแห่ง สิ่งนี้เริ่มต้นในปี 2018 เมื่อ Binance ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนชั้นนำในขณะนั้น มีกำไรมากกว่า Deutsche Bank 54 ล้านดอลลาร์ โดยมีพนักงานเพียง 200 เทียบกับ 100,000 คน เมื่อไม่นานมานี้ การประเมินมูลค่าของ Coinbase นั้นสูงกว่า Goldman Sachs โดยมีพนักงานเพียง 4% ของพวกเขาเท่านั้น คำขอมากมายจากลูกค้าเพื่อให้บริการโซลูชั่น Bitcoin การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในปี 2020 ที่อนุญาตให้ธนาคารเสนอโซลูชั่นการดูแลคริปโต”  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-16การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
114116
...
142