สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

เทรดเดอร์หนุ่มปั้นพอร์ตจาก 5 หมื่นเป็น 30 ล้านใน 3 ปี ได้ดีเพราะมีครู!

‘Tim Grittani’ เริ่มซื้อขายหุ้นเพนนีด้วยเงิน 1,500 ดอลลาร์ (ราว ๆ 5 หมื่นบาท) ตามบทเรียนของกูรูหุ้นเพนนี ‘Tim Sykes’ โดย Grittani ทำกำไรได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ (ราว ๆ 33 ล้านบาท) ใน 3 ปี! ตอนนั้นเขาอายุ 24 ปีเท่านั้น!  ประมาณสามปีก่อนหน้า Tim Grittani ตัดสินใจเริ่มซื้อขายหุ้นด้วยเงินออมที่มีอยู่ 1,500 ดอลลาร์ โดยไม่ได้ซื้อขายหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงอย่าง Apple (AAPL) หรือ Ford (F) แต่กลับซื้อขายหุ้นเพนนี ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กมากที่ปกติแล้วจะมีราคาต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ โดยเขาเป็นคนแรกที่ยอมรับกลยุทธ์ที่เสี่ยงแบบนี้ และย้ำว่าใช้ไม่ได้กับทุกคนนะ!  “ฉันซื้อขายทุกวันมาเกือบสามปีแล้ว และมันก็เป็นกระบวนการที่ช้ามากในแต่ละวัน” Grittani เล่าว่าเขาใช้เวลาทั้งวันอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อซื้อขายหุ้นในเวลาที่เหมาะสม บางครั้งเขาก็เข้าและออกจากหุ้นภายในไม่กี่นาที และระยะเวลาที่นานที่สุดที่เขาเคยถือหุ้นคือสองสามวัน  ทำไมต้องเทรดหุ้นเพนนี? บริษัทเหล่านี้มีการซื้อขายกันแบบเบาบาง มักจะซื้อขายแบบ Over The Counter (OTC) หรือซื้อขายกันเองโดยตรงนอกตลาดหลักทรัพย์ แทนที่จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่อย่างตลาดหุ้นนิวยอร์ก ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เตือนว่า “นักลงทุนในหุ้นเพนนี ควรเตรียมใจว่าพวกเขาอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด”  นอกจากนี้ หุ้นเพนนียังขึ้นชื่อเรื่อง pump-and-dump คือการที่นักต้มตุ๋นซื้อหุ้นแล้วโปรโมตให้คนอยากซื้อเยอะ ๆ เมื่อราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นเกินจริง นักต้มตุ๋นจะขายหุ้นของตน ปล่อยให้นักลงทุนสูญเสียกันไป  แต่ Grittani สามารถทำกำไรได้เพราะ เขารู้ว่าต้องมองหาอะไร และรู้วิธีสร้างรายได้จากการหลอกลวงสุดปั่นนี้ โดยอันที่จริง การเทรดที่ผลักดันมูลค่าพอร์ตโฟลิโอของเขาให้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์เป็นการเดิมพันสั้น ๆ กับบริษัทที่ตกเป็นเป้าหมาย pump-and-dump เมื่อนักลงทุนชอร์ตหุ้น พวกเขายืมหุ้นและขายโดยหวังว่าจะซื้อคืนในภายหลังในราคาที่ต่ำกว่าและเก็บส่วนต่างไว้  Grittani เรียนรู้เกี่ยวกับหุ้นเพนนีจาก Tim Sykes ที่เปลี่ยนเงิน 12,000 ดอลลาร์เป็นล้านดอลลาร์ ด้วยการซื้อขายหุ้นเงินระหว่างเรียนในวิทยาลัย โดย Sykes ได้สอนกลยุทธ์ของเขาผ่านการขายจดหมายข่าวการสอนและบทเรียนวิดีโอ โดยGrittani ได้รู้จัก Sykes เป็นครั้งแรกในต้นปี 2011 เมื่อตอนที่เขาเรียนวิชาเอกการเงิน ที่ Marquette University ใน Milwaukee  ก่อนหน้านี้ในวิทยาลัย Grittani เล่นโป๊กเกอร์และเดิมพันเกมกีฬาเพื่อสร้างรายได้ เขามีโชคอยู่บ้าง รวมถึงการชนะ 9,000 ดอลลาร์ จากการเดิมพันกีฬา แต่เขาสูญเสียสิ่งนั้นไปตลอดหนึ่งปีและตัดสินใจว่าเขาต้องเลิกเล่นการพนัน ดังนั้นเขาจึงลองลงทุน “ฉันเริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีด้วยเงิน $500 เพื่อดูว่าฉันจะทำยังไงได้บ้าง” Grittani กล่าว “แต่ภายในไม่กี่สัปดาห์ ฉันสูญเสียเงินในบัญชีไปครึ่งหนึ่งและตัดสินใจว่าฉันต้องการความช่วยเหลือจากใครซักคน”  Grittani หาบทเรียนในอินเทอร์เน็ตและในที่สุดก็เจอ Sykes เขาใช้เวลาสองสามเดือนเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีของ Sykes และเริ่มซื้อขายในที่สุด สองสามเดือนแรกนั้นยากมาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาอยู่ในหลุม 1,300 ดอลลาร์ แต่ภายในหกเดือน Grittani ทำการเทรดที่ชนะอย่างครั้งใหญ่ครั้งแรก  หลังจากได้รับอีเมลเกี่ยวกับสิ่งที่เขารู้สึกว่า เป็นแผนการ pump-and-dump ที่กำหนดเป้าหมายไปที่ Amwest Imaging แล้ว Grittani ก็ทุ่มเงิน 3,000 ดอลลาร์ให้กับบริษัทนี้ เมื่อคิดว่ามันจะพังในที่สุด เขาจึงขายเงินเดิมพันของเขาภายใน 10 นาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะได้กำไร 70% หรือ 2,000 ดอลลาร์  “นั่นคือหุ้นเพนนีที่มีความผันผวน เมื่อมีการโปรโมท กุญแจสำคัญคือการซื้อพวกเขาก่อนฝูงชน” Grittani กล่าว แต่ทาง Grittani และ Sykes ต่างก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่อชี้ให้เห็นว่าการซื้อขายหุ้นเพนนีไม่เหมือนกับการลงทุนระยะยาว นี่ไม่ใช่กลยุทธ์สำหรับบัญชีเกษียณอายุของคุณ Sykes บอกว่า “ฉันคิดว่ามันเป็นส่วนใหญ่สำหรับคนที่เป็นนักพนัน แต่ที่คาสิโน คุณเล่นด้วยอัตราต่อรองต่ำ สำหรับหุ้นเพนนี มีรูปแบบที่คาดเดาได้มาก”  เมื่ออายุ 24 Grittani ได้รับผลกำไรจากการซื้อขายนับล้าน แต่เขากล่าวว่า เขาต้องการไปถึงจุดที่มูลค่าสุทธิส่วนตัวของเขาเกิน 1 ล้านเหรียญ (ตอนนั้นเขาประเมินว่าตัวเองมีมูลค่า 650,000 ดอลลาร์) จนตอนนี้ Grittani น่าจะมีอายุได้ 30 กว่า ๆ แล้ว น่าจะทำเป้าหมายนี้สำเร็จไปได้หลายปีแล้ว!  ในตลาด Forex ก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากสิ่งที่ Grittani เจอ การที่คุณจะเอาชนะมันได้ คือคุณต้องรู้ให้เหนือตลาด และวิธีเดียวที่จะทำได้ คือศึกษาให้มากพอ ใครอยากเทรด Forex แล้วยังไม่เจออาจารย์เจ๋ง ๆ เราขอแนะนำนี่เลย อาจารย์ WikiFX ซึ่งเป็นแอปที่รวบรวมเทคนิค ความรู้และบทวิเคราะห์

2021-08-20การวิเคราะห์เชิงลึก

พีระมิดความเสี่ยงตลาดลงทุน! ตลาดไหนน่ากลัวกว่ากัน!

FOREX  - เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงสูงสุด อัตราแลกเปลี่ยนมีความอ่อนไหวมากต่อปัจจัยรอบตัว ทำให้ราคามีความผันผวนสูง หากคาดการณ์ผิดก็ทำให้ขาดทุนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว  - ยังไม่มีโบรกเกอร์ FOREX ในไทย ต้องเทรดผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ ยังไม่มีการรองรับอย่างถูกกฎหมายในไทย ทำให้มีโอกาสถูกหลอกได้หากเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีมาตรฐาน  - มิจฉาชีพมักนำ Forex มาบังหน้าหลอกให้คนลงทุน ทั้ง ๆ ที่แท้จริงคือแชร์ลูกโซ่  2. CRYPTOCURRENCY  - ราคามีความผันผวนสูงมาก ค่าเงินของคริปโตแปรผันจากความต้องการ หากตลาดสามารถสร้างความต้องการทำให้สกุลเงินนั้นได้รับความนิยม มูลค่าของสกุลเงิน นั้น ๆ ก็จะพุ่งสูงขึ้น  - เป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ ยังถูกถกเถียงเรื่องความเชื่อมั่น และยังไม่เป็นที่ยอมรับในบางประเทศ  3. หุ้น  - ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลประกอบการบริษัท หากบริษัทเกิดการขาดทุนจนล้มละลาย อาจจะไม่ได้เงินคืนและสูญเสียเงินที่ลงทุนไป  - มีเรื่องของสภาวะตลาดมากมาย ที่ส่งผลต่อบริษัท และไม่อาจควบคุมได้  4. กองทุนรวม  ความเสี่ยงมีหลายระดับ ขึ้นอยู่ว่าไปลงทุนในสินทรัพย์อะไร เช่น ถ้ากองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งลงทุนเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ก็มีความเสี่ยงต่ำสุด แต่ถ้าไปลงทุนในหุ้นกู้ ความเสี่ยงก็ขยับขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนกองทุนผสมที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง ถ้ากองทุนหุ้น ความเสี่ยงจะอยู่ขั้นสูง แต่ถ้ากองทุนที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน จะมีความเสี่ยงสูงมาก  5. สลากออมทรัพย์  ออกมาโดยธนาคารรัฐต่างๆ เช่น สลากออมสิน สลาก ธอส. ทำให้มีความเสี่ยงต่ำ มั่นใจได้ว่าเงินต้นจะไม่หาย ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด และยังได้ลุ้นรางวัลที่ออกทุกเดือนโดยมีรางวัลใหญ่เป็นเงินหลักล้านบาทอีกด้วย

2021-08-20การวิเคราะห์เชิงลึก

มารู้จัก!! ‘เหรียญ Shiba (SHIB)’ กับฉายา ‘Doge Killer’ แห่งวงการคริปโต

ใครที่เป็นสาวกเหรียญมีมสุดน่ารักห้ามพลาดเด็ดขาด! เพราะบทความนี้ทาง ‘Wikibit’ จะมาแนะนำอีกหนึ่งเหรียญมีมที่หลายๆ คนต่างพูดถึงอย่าง เหรียญ ‘Shiba Inu’ เหรียญที่เปรียบเสมือนญาติห่างๆ กับ ‘Dogecoin’ พร้อมรีวิวดีๆ จากทางแอป ‘Wikibit’ หากพร้อมแล้วไปดูกันเลย  ‘Shiba Inu’ หรือ ‘SHIB’ เป็นเหรียญสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายอำนาจที่ถูกสร้างขึ้นมาบทแพลตฟอร์มของ ‘Ethereum’ ในเดือนสิงหาคมปี 2020 โดยบุคคลปริศนาที่ใช้นามแฝงว่า ‘Ryoshi’ ซึ่งมีจุดประสงค์ในการสร้าง คือ เพื่อทดลองการสร้างชุมชนที่เกิดขึ้นเองในรูปแบบกระจายอำนาจ โดยเลียนแบบมาจาก ‘Dogecoin’   เนื่องจากมันมีต้นแบบการสร้างมาจาก ‘Dogecoin’ ทำให้รูปลักษณ์ และระบบการทำงานของเหรียญนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยนำเสนอมาในรูปแบบของสุนัขสายพันธุ์ ‘ชิบะ อินุ’ แต่ทางด้านของ ‘Shiba Inu’ กลับถูกสร้างขึ้นมาอย่างจริงจังมากกว่า‘Dogecoin’ ดังนั้นตัวผู้สร้างเองจึงให้ฉายากับเหรียญ ‘Shiba Inu’ ว่าเป็น ‘Doge Killer’ แห่งวงการคริปโตนั่นเอง   ต่อมา ‘Shiba Inu’ เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจาก วิตาลิก บูเทอร์ริน หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Ethereum’ และมหาเศรษฐีคริปโตได้นำมันไปบริจาคให้กับประเทศอินเดีย เพื่อช่วยเหลือภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ‘Covid19’ รวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาเหรียญดังกล่าวเริ่มพุ่งขึ้นสูงเรื่อยๆ โดยครั้งหนึ่งราคาของมันเคยสูงถึง 1,500% จนนักลงทุนต่างพากันจับตามองในเวลาต่อมา   ทั้งนี้เรามาดูรีวิวดีๆ จากแอป ‘Wikibit’ กันหน่อยดีกว่าว่าโปรไฟล์ของเจ้าเหรียญมีมนี้จะเป็นอย่างไร? โดยเหรียญ ‘Shiba Inu’ หรือ ‘SHIB’ นั้นติดอยู่อันดับที่ 44 ของ ‘Wikibit Rankings’ มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.13/10 คะแนน และมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 106.652 พันล้านบาท จึงถือว่าเป็นเหรียญที่ดีอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นหากใครที่กำลังสนใจที่จะลงทุนกับเจ้าเหรียญมีมตัวนี้ หรือเหรียญอื่นๆ คุณสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลของ ‘เว็บเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ด้วยตัวเองแบบนี้ได้ที่ ‘Wikibit’ โหลดเลยฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!!    คุณเองก็สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ในวงการคริปโตได้ เพียงแค่กดติดตามเพจ ‘Wikibit.TH’ แล้วโหลดแอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ไว้ให้อีกด้วย เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-20การวิเคราะห์เชิงลึก

แบงก์ชาติเตรียมทดสอบ ‘เหรียญดิจิทัลไทย’

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วางแผนที่จะทดสอบสกุลเงินดิจิทัลกับประชาชนทั่วไปในไตรมาสที่สองของปี 2565 เพื่อเป็นทางเลือกในการชำระเงิน โดยประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดย นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ทรงคุณวุฒิ (ผู้ช่วยผู้ว่าการ) ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยการศึกษาถึงผลกระทบ Retail CBDC ต่อภาคการเงินไทย  และผลสำรวจความเห็นจากสาธารณชน ต่อแนวทางการพัฒนา Retail CBDC ผ่านรายงาน “The Way Forward for Retail Central Bank Digital Currency in Thailand” ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2564 เพื่อนำมาพิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนา Retail CBDC และทดสอบใช้งานจริง (Pilot Test) โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ การศึกษาผลกระทบของ Retail CBDC ต่อภาคการเงินไทย ผลการศึกษาชี้ว่า การออกแบบและการพัฒนา Retail CBDC ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   ต้องไม่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อการส่งผ่านนโยบายการเงิน การทำงานของระบบสถาบันการเงิน และเสถียรภาพโดยรวมของภาคการเงินไทย โดยจะมีลักษณะสำคัญ คือ รูปแบบคล้ายเงินสด และไม่จ่ายดอกเบี้ย อาศัยตัวกลาง เช่น สถาบันการเงิน ในการแลกเปลี่ยน Retail CBDC กับประชาชน และ มีเงื่อนไขหรือระยะเวลาสำหรับการแลกเปลี่ยน Retail CBDC จำนวนมาก ๆ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันกับเงินฝากหรือเกิดการโยกย้ายเงินฝากปริมาณมากอย่างรวดเร็วจากสถาบันการเงิน   ซึ่งจะกระทบต่อการทำหน้าที่ตัวกลางในการรับเงินฝากและให้กู้ยืม รวมถึงการบริหารสภาพคล่องของระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าความต้องการใช้ Retail CBDC ของประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และ Retail CBDC จะเข้ามาเป็นอีกทางเลือกในการชำระเงินให้กับประชาชน โดยอาจถูกใช้ทดแทนเงินสดและ e-money ได้บางส่วนในระยะต่อไป ผลสำรวจความเห็นจากสาธารณชน จากผลสำรวจ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางการพัฒนา Retail CBDC ของ ธปท. และมองว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่ปลอดภัย เปิดกว้างต่อการเข้าถึงและการแข่งขันในอนาคต นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวทางการออกแบบ Retail CBDC  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-20การวิเคราะห์เชิงลึก

'บิตคอยน์'เพิ่ม3.67%เคลื่อนไหวที่ 46,000 ดอลล์

บิตคอยน์เพิ่ม3.67%เคลื่อนไหวที่ 46,000 ดอลล์  ราคาบิตคอยน์ เทรดที่เว็บไซต์คอยน์เดสก์ เมื่อเวลา 06.00 น.ของวันนี้ (20 ส.ค.)ปรับตัวขึ้น 3.67% เคลื่อนไหวที่ 46,373.61 ดอลลาร์

2021-08-20การวิเคราะห์เชิงลึก

ฝากเงินบน ธนาคาร หรือ Defi ดีกว่ากันนะ

2021-08-19การวิเคราะห์เชิงลึก

ข้อควรรู้!! ‘เทรดคริปโต’ แล้วได้กำไร ต้องเสียภาษีหรือไม่?

“เทรดคริปโตแล้วได้กำไรต้องเสียภาษีหรือไม่?” เป็นอีกหนึ่งคำถามที่เทรดเดอร์ ทั้งมือใหม่ และมือเก่า กำลังสงสัย และต้องการคำตอบเป็นอย่างมาก ดังนั้น ‘Wikibit’ จะเป็นคนมาเป็นตอบคำถาม และอธิบายแบบง่ายๆ ให้คุณได้เข้าใจเอง  คำตอบ คือ ‘คริปโตเคอเรนซี่’ ถูกจัดเป็น ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ไม่ใช่สกุลเงิน ดังนั้นกำไรจากการเทรด เงินปันผล หรือผลประโยชน์จากการถือครองมันจำเป็นต้อง ‘เสียภาษี 15%’ ด้วยนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 ข้อดังนี้  1. หากเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล แล้วได้กำไรจากการเทรด จะโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% จากกำไรส่วนต่าง ตาม ‘เงินได้’ 40(4)(ฌ)  2. หากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือไว้มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์ หรือส่วนแบ่งกำไรให้แก่ผู้ถือ จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% จากส่วนแบ่งกำไรหรือผลประโยชน์นั้นด้วย ตาม‘เงินได้’ มาตรา 40(4)(ซ)  นอกจากนี้ผลกำไรจากการเทรดคริปโตยังถือว่าเป็นเงินได้ประเภทที่ 4 ซึ่งประเมินมันมาในรูปของ ดอกเบี้ย และเงินปันผล รวมถึงรายได้ลักษณะเดียวกันที่ทำให้ผู้รับเงินมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และเงินได้ประเภทที่ 4 จะไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายใดๆ ได้เลย แม้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริง เช่น ค่าเครื่องขุด, ค่าไฟฟ้า, ค่าเช่าด้วย เป็นต้น   ตัวอย่างการหักภาษี  ขาย ‘Bitcoin’ ได้กำไร 100,000 บาท  หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% = 100,000 x 15% = 15,000 บาท  จะเหลือกำไรที่เราได้ = 100,000 - 15,000 = 85,000 บาท  อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีของคริปโตตามกฎหมายนั้น ยังคงมีความคลุมเครือในหลายๆ จุด ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องแก้ไข และชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าจะเก็บภาษีในส่วนนี้อย่างไรให้ถูกต้องและเป็นธรรมมากที่สุด เมื่อมองในด้านของผู้เสียภาษีแล้ว ถ้าหากคุณเทรดคริปโตแล้วได้กำไรเยอะๆ อยากจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย คุณก็สามารถนำหลักฐานการซื้อขายต่างๆ ไปยื่นเสียภาษีให้ถูกต้องได้ แต่สำหรับคนที่ขาดทุน ก็อย่าไปเครียดเรื่องภาษีเลย เพราะคุณไม่จำเป็นต้องจ่ายมันอยู่แล้วนั่นเอง   นี่เป็นอีกหนึ่งสาระความรู้ดีๆ เกี่ยวกับวงการคริปโตที่ทาง ‘Wikibit’ ได้ไปรวบรวมแล้วมาสรุป ให้นักลงทุนได้อ่านแบบเข้าใจง่ายๆ ซึ่งคุณสามารถติดข่าวสาร สาระความรู้ดีๆ แบบนี้ได้ เพียงแค่โหลดแอป ‘Wikibit’ ไว้ในมือถือเท่านั้น เมื่อมีการอัปเดต แอปจะทำการแจ้งเตือนคุณทันที รับรองไม่มีพลาด แถมตัวแอปยังมีฟีเจอร์ที่เป็นตัวช่วยชั้นดีให้กับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบข้อมูล ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ อีกด้วย ซึ่งฟีเจอร์นี้มันสามารถบอกข้อมูลต่างๆ ที่มีความน่าเชื่อถือสูง ใช้สำหรับการวิเคราะห์ ประกอบการพิจารณาเพื่อตัดสินใจก่อนลงทุนของคุณได้อย่างดีเยี่ยม เป๊ะ! ปัง! ขนาดนี้ใครไม่โหลดถือว่าพลาด!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : taxbugnoms, salehere

2021-08-19การวิเคราะห์เชิงลึก

ไม่รู้ถือว่าพลาด!! “แก๊งตีสาม” ในวงการคริปโตหมายถึงอะไรกันแน่?

" />    ดูเหมือนว่ามือใหม่ที่ก้าวเข้ามาในวงการคริปโตได้ไม่นานกำลังให้ความสนใจกับคำว่า ‘แก๊งตีสาม’ จากเทรดเดอร์ในกลุ่มคริปโตเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นโพสต์ข้อความถามกันเลยทีเดียว ว่าแต่มันหมายถึงอะไรกันแน่? บทความนี้ ‘Wikibit’ มีคำตอบมาบอก!!  “แก๊งตีสาม” คือ คำที่เทรดเดอร์มักใช้เรียกแก๊งค์ กลุ่มคน องค์กร กองทุนเดย์เทรด ของชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อขายคริปโตกันตอนเวลาตีสามของประเทศไทย ส่งผลให้ราคาตลาดในช่วงเวลานั้นขึ้นลงสุดเหวี่ยงกันอยู่บ่อยครั้ง แล้วเมื่อเทรดเดอร์ไทยตื่นขึ้นมาเปิดกราฟดูต้อนรับเช้าอันสดใส ก็มักจะพบกับการเปลี่ยนสีของกราฟอย่างไม่คาดคิดไปตามชะตากรรม ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้กำเนิดคำว่า “แก๊งตีสาม” นั้นสามารถอธิบายได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้   1. ‘ตลาดปิด’ ช่วงเวลาตีสามของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศสหรัฐแล้ว จะเท่ากับช่วงเวลา 4 โมงเย็นแบบพอดิบพอดี ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดกองทุนต่างๆ ปิด ส่งผลให้กลุ่มเดย์เทรดทั้งหลายต่างเข้ามาซื้อขายเพื่อสรุปยอดในแต่ละวัน ถึงแม้ว่าตลาดคริปโตจะเปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงก็ตาม แต่ชาวต่างชาติเขามักอิงการเทรดตามเวลาของตลาดกองทุนนั่นเอง  2. นายทุนใหญ่เป็นเหตุ นายทุนใหญ่ๆ กระเป๋าหนักส่วนใหญ่มักมาจากตลาดหุ้น ซึ่งลักษณะการซื้อขายของพวกเขานั้นมักอิงตามเวลาตลาดกองทุน ดังนั้นในช่วงตลาดปิด อย่างเวลาตีสามของประเทศไทย จึงกลายเป็นช่วงเวลาฮอตฮิตที่นายทุนใหญ่เข้ามาซื้อขายคริปโตกัน ส่งผลให้ราคามีความโลดโพ้นอย่างหนักในช่วงเวลานั้นนั่นเอง   3. หลักตามภูมิศาสตร์ ถ้าดูแผนที่โลก ทางฝั่งตะวันออกจากญี่ปุ่นไปจนถึงอังกฤษมีลักษณะที่ เป็นแนวยาว ส่งผลให้เวลาค่อยๆ ผ่าน ไปแต่ละประเทศ ‘timezone’ ไม่เท่ากัน แต่ทางฝั่งของสหรัฐนั้นมีลักษณะเป็น แนวตั้งแคบ ใช้แค่ 2 ‘timezone’ หลักๆ จากเหนือ จรด อเมริกาใต้ จึงเกิดการซื้อขายพร้อมๆ กัน ในหลายๆ ประเทศ  4. นักเทรดรายได้สูง นักเทรดที่ใช้ ‘timezone’ เดียวกับทางฝั่งสหรัฐนั้น มักมีอัตรารายได้ หรือค่าตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับประเทศ หากพูดง่ายๆ ก็คือ มีทุนเยอะจนกลายเป็นแหล่งเจ้ามือ และเมื่อพวกเขาทำการซื้อขายพร้อมๆ กัน ในช่วงตลาดปิด จึงไม่แปลกราคาตลาดในช่วงตีสามของประเทศไทยจะสุดเหวี่ยงขนาดนี้  อย่างไรก็ตาม “แก๊งตีสาม” ก็ได้กลายเป็นข้อเสียเปรียบให้กับเทรดเดอร์ชาวไทย เนื่องจากตลาดคริปโตนั้นอิงตามการซื้อขายเฉลี่ยจากทั่วโลก และประเทศไทยก็เปรียบเสมือนคนกลุ่มน้อย ที่ไม่สามารถสู้แรงคนกลุ่มมากได้ ดังนั้นหากคุณคิดที่จะหาโอกาสในการทำกำไรจากจุดนี้ ก็คงต้องตื่นมานั่งเฝ้ากราฟกันอย่างบ้าคลั่งในช่วงตีสามนั่นเอง หรืออีกทางที่ง่ายกว่านั้น ก็คือ การโหลดแอป ‘Wikibit’ มาไว้ในมือถือ เพื่อใช้มันตรวจสอบข้อมูลของเหรียญ เสพข่าวสาร วิเคราหะสถานการณ์ต่างๆ ในวงการคริปโตก็สามารถสร้างโอกาสในการทำกำไรอื่นๆ ได้อีกเพียบ ไม่ต้องแคร์ “แก๊งตีสาม” อีกต่อไป!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)

2021-08-19การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้ก่อตั้ง ADA ชนะเดิมพันมูลค่า $50,000 จากการเปิดตัวสัญญา

นาย Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano ชนะเดิมพันมูลค่า $50,000 ที่ก่อนหน้านี้ได้พนันกันว่าเครือข่ายของ Cardano จะเปิดตัวสัญญา smart contract ก่อนวันที่ 1 ตุลาคมหรือไม่ ราคาของ Cardano ได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ก่อนการนำสัญญา smart contract มาปรับใช้บนเครือข่าย   โดยราคาได้เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาทะลุ 2 ดอลลาร์อย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าประสิทธิภาพด้านราคานั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของทีมในการเปิดตัวสัญญา smart contract บนเครือข่าย ในขณะเดียวกัน Polymarket เว็บไซต์การพนันคริปโตที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถเดิมพันผลลัพธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ดูเหมือนจะเปิดให้พนันกันว่า ADA จะเปิดตัวสัญญา Smart contract ภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้หรือไม่ การเดิมพันนี้ได้ดึงดูดความสนใจของนาย Hoskinson ซึ่งในตอนแรกเขากล่าวตอบสนองเกี่ยวกับเรื่องนี้บนทวีตของเขาว่า “มันทำให้ผมตลกจริง ๆ” และต่อมาไม่นานทาง Polymarket ก็ได้ตอบกลับทวีตของ Hoskinson   โดยกล่าวว่า Cardano จะไม่มีสัญญา Smart contract ภายในวันที่ 1 ตุลาคม และผมยินดีที่จะเดิมพันเงิน $50,000 บนแพลตฟอร์ม กฎของการเดิมพันระบุว่า เงินรางวัลทั้งหมดจะถูกมอบให้องค์กรการกุศลที่ผู้ชนะเป็นคนเลือก การ Hardfork ที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้านั้นจะเป็นการนำสัญญา Smart contract มาปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนาย Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้งได้ให้คำมั่นสัญญาว่าทันทีที่การ Hard Fork เสร็จสมบูรณ์สัญญา Smart contract จะสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง ซึ่งนี้จะช่วยให้ Cardano สามารถแข่งขันบล็อกเชนตัวอื่น ๆ เช่น Ethereum, Binance Smart chain ด้วยแอปพลิเคชันการเงินแบบกระจายอำนาจ ( DeFi) ของตัวเอง Polymarket กล่าวยอมรับว่า Hoskinson ชนะการเดิมพันในครั้งนี้

2021-08-19การวิเคราะห์เชิงลึก

'บิตคอยน์'บวกเคลื่อนไหวที่ 44,000 ดอลล์

บิตคอยน์บวกเคลื่อนไหวที่ 44,000 ดอลล์ราคาบิตคอยน์ เทรดที่เว็บไซต์คอยน์เดสก์ เมื่อเวลา 06.10 น.ของวันนี้ (19ส.ค.)ปรับตัวขึ้น 0.65% เคลื่อนไหวที่ 44,836.94 ดอลลาร์

2021-08-19การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
112114
...
142