สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

ข้อควรรู้!! ‘เงินบาทดิจิทัล’ ต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ อย่างไร?

ตอนนี้ได้มีคำถามในกลุ่มนักเทรดคริปโต ที่น่าสนใจมากๆ อยู่หนึ่งคำถาม นั่นก็คือ “ ‘เงินบาทดิจิทัล’ นั้นมีความแตกต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ที่เราใช้กันทั่วไปอย่างไร?” ดังนั้นบทความนี้ ‘Wikibit’ จะมาตอบคำถามข้างต้นแบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อไขข้อสงสัยให้กับนักลงทุนเอง  เริ่มแรกเรามารู้จักกับ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ หรือ ‘E - Money’ กันก่อนดีกว่า โดยเจ้าเงินตัวนี้ ถือว่าเป็นเงินที่ธนาคารให้การยอมรับว่าเป็นมูลค่าเงินที่ถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ถูกฝังชิพบนบัตรพลาสติก หรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชัน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำธุรกรรม ซึ่งมาพร้อมกับค่าธรรมเนียม และการดำเนินการผ่านตัวกลางอย่าง ธนาคารพาณิชย์ หรือบัตรเครดิตนั่นเอง   ต่อมา ‘เงินดิจิทัล’ หรือ ‘คริปโตเคอเรนซี่’ คือ ‘เงินเสมือนจริง’ ที่ใช้ในการเข้ารหัส เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไม่สามารถปลอมแปลง หรือทำซ้ำได้ ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มอิสระในการทำธุรกรรม สามารถลดข้อจำกัดของการใช้เงินสดได้ และลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมที่ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ สร้างไว้ โดยดำเนินการบนเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ (DLT) หรือระบบ ‘Blockchain’ ซึ่งส่งผ่านมูลค่าระหว่างกันโดยไม่มีตัวกลาง ต้นทุนหรือค่าธรรมเนียมต่ำ ผู้ใช้เข้าถึงง่ายในทุกที่ทุกเวลา แต่ข้อเสียก็คือ มันกลับยังไม่ได้รับการรองรับจากธนาคารกลาง และถูกมองว่ามันจะเข้ามาทำลายเสถียรภาพระบบการเงินภายในประเทศ   ทั้งนี้ด้วยความปังปูริเย่ของ ‘เงินดิจิทัล’ ทางธนาคารกลางจึงไม่ได้ทอดทิ้งแนวคิดเหล่านี้ไปให้เสียเปล่า แต่กลับนำมันมาพัฒนาให้กลายเป็น ‘เงินดิจิทัล’ ที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศอย่าง ‘CBDC’ โดยของประเทศไทยนั้นมาในนามของ ‘เงินบาทดิจิทัล’ ที่มีรูปแบบการทำงานคล้ายคลึงกับ ‘เงินดิจิทัล’ ทั่วไป เพียงแต่ได้การรองรับ และอยู่ในความดูแลของธนาคารกลาง แถมยังมีการต่อยอดในการโอนเงินข้ามพรมแดนได้ และไม่ทำลายเสถียรภาพระบบการเงินภายในประเทศอีกด้วย  สรุปแล้ว ถ้าถามว่า ‘เงินบาทดิจิทัล’ ต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ที่เราใช้กันทั่วไปอย่างไร คำตอบแบบง่ายๆ ก็คือ มันทำงานบนระบบ‘Blockchain’ ไม่ผ่านตัวกลาง มีความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่าย และอยู่ในความดูแลของธนาคารกลาง ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ตามข้อมูลข้างต้นนั่นเอง ทั้งนี้คุณสมบัติพิเศษของ ‘เงินบาทดิจิทัล’ นั้นมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เนื่องจากมันอยู่ในขั้นตอนระหว่างการทดลอง และปรับปรุงให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยมากที่สุด ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไป   ต่อมาเรามาดูความคิดเห็นของนักลงทุนที่เข้ามาตอบคำถามใต้โพสต์นี้กันดีกว่า โดยส่วนใหญ่นั้นตอบว่า ต่างกันที่ ‘เงินบาทดิจิทัล’ ทำงานบน ‘Blockchain’ ไม่ได้อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารอย่าง ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ แถมข้อมูลการทำธุรกรรมยังสามารถตรวจสอบ ซึ่งต่างจากอีกเจ้าที่ยากต่อการตรวจสอบนั้นเอง  อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเงินแบบไหนก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรศึกษาลักษณะของรูปแบบเงินนั้นๆ ให้ดีก่อนใช้งาน หรือถ้าหากคุณสนใจที่จะลงทุนเทรดใน ‘เงินดิจิทัล(คริปโต)’ แล้วละก็ อย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่าง ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ก่อนตัดสินใจลงทุน แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ไว้ให้คุณได้ศึกษา จะได้พลาดท่าถูกโกงอีกด้วย  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

ออสเตรเลียยึด ‘คริปโต’ มูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์ เหตุเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด

เมื่อไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิกตอเรีย ของประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าจับกุมและยึด ‘คริปโตเคอเรนซี’ ครั้งใหญ่ในเว็บมืด เหตุมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มูลค่ากว่า 8.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตามรายงานจากทางการระบุว่า การปราบปรามในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการจับกุม ‘คริปโต’ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียอีกด้วย   การดำเนินงานของหน่วยงานประมวลกฎหมายอาญานั้น เกิดขึ้นในหลายๆ แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมอีสต์กิปป์สแลนด์ และหน่วยสืบสวนอาชญากรรมชายฝั่งเบส ส่งผลให้สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 รายได้ โดยเป็นหญิง อายุ 31 ปี และชายอายุ 31 พร้อมเข้าสอบปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยผู้ต้องหาเพศหญิงนั้นได้รับการประกันตัว เพื่อไปขึ้นศาล Seymour ต่อในวันที่ 2 มีนาคม 2022 ที่จะถึงนี้     ทั้งนี้ทางการออสเตรเลียได้เริ่มตรวจสอบแพลตฟอร์มเว็บมืดที่มีการค้ายาเสพติด ตั้งแต่ต้นปี 2564 และพบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นมีการออนไลน์ หรือถูกเปิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งในระหว่างการดำเนินงานทั่วประเทศนั้น ตำรวจได้ควบคุมทรัพย์สินต่างๆ ในเมืองคิงเลค และ ดอลลาร์ มูลค่าประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมรถยนต์ Toyota Prado และ VW T – Cross มูลค่าประมาณ 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสิ่งเสพติด อย่าง กัญชา เห็ดวิเศษ MDMA ยาตามใบสั่งแพทย์ ผงสีขาว และอื่นๆ อีกด้วย   Mick Frewen หนึ่งในเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจวิกตอเรีย ได้ออกความเห็นว่า “นี่เป็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มันเป็นสิ่งทีเน้นย้ำถึงการก่ออาชญากรรมในสมัยใหม่ที่มีความร้ายแรง และมีความเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความอันตราย และความเดือดร้อนให้กับชุมชนได้อย่างมหาศาล”  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการรายงานรายชื่อของ ‘คริปโต’ ที่ถูกยึดออกมา เนื่องจากอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้มันในการตั้งข้อสังเกต และดำเนินคดีต่อไป  นี่เป็นอีกหนึ่งข่าวอาชญากรรมต่างประเทศที่ได้นำ ‘คริปโต’ เข้าไปเอี่ยว โดยทาง ‘Wikibit’ หวังว่าเพื่อนๆ นักลงทุนที่เข้ามาอ่านนั้น จะสามารถตระหนักได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคุณสามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโต ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!    แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

วิเคราะห์เหตุผลที่แบงค์ชาติเข้าซื้อ “ทองคำสำรอง” เพิ่มถึง 90 ตัน!

มีรายงานว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ซื้อทองคำสำรองเพิ่มขึ้นกว่า 90 ตัน ทำให้ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของการซื้อทองคำโดยธนาคารกลางทั่วโลก ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 และเป็นการสะสมทองคำระยะสั้นที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ประเทศโปแลนด์เข้าซื้อทองคำ 100 ตัน เมื่อปี 2019  การซื้อทองคำสำรอง 90 ตันของไทย (เพิ่มขึ้น 43.5 ตัน ในเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้นอีก 46.5 ตันในเดือนพฤษภาคม) ทำให้ไทยมีทองคำสำรองรวมจาก 154 ตันเป็น 244 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 58.4% โดยมูลค่าทองคำของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มกราคม มีทองคำรวมมูลค่า 273,869.68 ล้านบาท  กุมภาพันธ์ มีทองคำรวมมูลค่า 257,649.29 ล้านบาท  มีนาคม มีทองคำรวมมูลค่า 264,808.71 ล้านบาท  เมษายน มีทองคำรวมมูลค่า 350,293.43 ล้านบาท  พฤษภาคม มีทองคำรวมมูลค่า 467,614.67 ล้านบาท  และเดือนมิถุนายน มีทองคำรวมมูลค่า 445,226.54 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา  โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “แบงก์ชาติได้ลงทุนในรูป ”ทองคำ“ เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลของการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความมั่นคงปลอดภัย ผลตอบแทนที่เหมาะสม และการกระจายความเสี่ยงทั้งในรูปของสินทรัพย์และสกุลเงิน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีไว้เพียงพอ พร้อมใช้ สำหรับรองรับการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าและบริการ และการลงทุนระหว่างประเทศ (balance of payments buffer) และมุ่งรักษามูลค่าในรูปเงินตราของต่างประเทศเพื่อรักษาอำนาจซื้อของไทยในตลาดโลก (purchasing power)”  ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์ฝั่งเรากันดีกว่า ว่าแรงจูงใจที่จะทำให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศ ต้องซื้อทองคำสำรองเพิ่มคืออะไร  1. ไม่มีอะไรน่าพึ่งพาเท่าทองคำแล้ว  ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หยวนไร้เสถียรภาพจากนโยบายดอกเบี้ยและนโยบายค่าเงินเหรียญสหรัฐก็พึ่งพาไม่ได้ ในเวลานั้นอาจไม่มีทรัพย์สินอะไรจะค้ำยันฐานะความมั่งคั่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ดีกว่า “ทองคำ” อีกแล้ว  2. กระจายความเสี่ยง  ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความวิตกเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจเพราะทองคำไม่ใช่ของ ๆ ใครคนใดคนหนึ่ง จึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่มาจากบุคคลที่ 3  3. เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน    เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในช่วงวิกฤตโควิด-19 แบบนี้ ทองคำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จะมาคู่กับเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ การสะสมทองคำของธนาคารกลางมักสะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตของเศรษฐกิจ  4. อาจเกิดขึ้นเฟ้อหนัก  เมื่อเกิดเงินเฟ้อหนักข้อ สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ จะอ่อนแอและแปรปรวนผันผวนยิ่ง แต่ทองคำยังมั่นคงอยู่ได้ เพราะเป็น Safe Heaven Asset ที่ต้องถือครองไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง  5. เรื่องของการบริหารทุนสำรอง  การสะสมทองคำที่เพิ่มขึ้นนั้น อาจสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการบริหารจัดการทุนสำรองของประเทศไม่สามารถเดินฝ่ากระแสคลื่นลมเศรษฐกิจโลกไปได้

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

Ripple และ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยื่นคำร้องขอขยายเวลาสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม แฟน ๆ XRP ต้องรออีก

Ripple และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องร่วมกัน เพื่อขอให้ผู้พิพากษา Analisa Torres แขวงสหรัฐฯ ประจำเขตทางใต้ของนิวยอร์กขยายกำหนดระยะเวลาในการสืบค้นข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญออกไปเป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน   Ripple จำเป็นต้องมีการขยายเวลาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมตัวให้การในคดีของนาย Brad Garlinghouse CEO และนาย Chris Larsen ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ได้รับการเสนอชื่อให้ตกเป็นจำเลยในคดี คริปโตเคอเรนซี่ ตามรายงานระบุว่า ผู้พิพากษา Sarah Netburn ได้อนุมัติคำขอของก.ล.ต.สหรัฐฯให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปอีกสองเดือนเป็นวันที่ 15 ต.ค. แล้ว   อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการสืบค้นข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญจะใช้เวลานานกว่าเกือบหนึ่งเดือน นาย James K. Filan ทนายฝ่ายจำเลยในคอนเนตทิคัต ซึ่งติดตามคดี Ripple มาอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดนั้นเป็นการส่งสัญญาณว่า คดีนี้จะกินเวลายืดเยื้อต่อไปอีกนานหลายเดือน “จากประสบการณ์ของผม ใครก็ตามที่คิดว่าคดีนี้คลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ พวกเขาควรคิดใหม่”   ผู้พิพากษา Torres ยังคงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้บริหาร Ripple ทั้งสองเพื่อยกฟ้องคดีและการเคลื่อนไหวของนักลงทุน XRP ที่ต้องการเข้าแทรกแซง อีกทั้งยังมีข้อพิพาทด้านการสืบพบข้อมูลที่กำลังดำเนินอยู่อีกหลายกรณี โดยล่าสุดศาลเพิ่งจัดกำหนดการการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งใหม่ ซึ่งจะมีการอัพเดทในไม่ช้า

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

อิหร่านเตรียมยกเลิกห้ามขุด BTC เอลซัลวาดอร์เตรียมใช้ Bitcoin ATM 200 ตู้

สำหนักข่าว Financial Tribune ของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านจะอนุญาตให้ผู้ขุด BTC กลับมาดำเนินการในประเทศได้อีกครั้ง โดยจะเริ่มตั้งแต่สุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนนี้ โดยองค์กรผลิตไฟฟ้าของประเทศที่ชื่อ Tavanir ได้ตัดสินใจยอมให้มีการขุด Bitcoin ในประเทศเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อิหร่านได้สั่งห้ามการขุด Bitcoin เนื่องจากทางการไม่ต้องการให้เกิดภาระกับการบริโภคไฟฟ้ามาเกินไปในช่วงฤดูร้อน โดยธุริกจนี้ เพราะที่ผ่านมา จะเกิดไฟฟ้าดับบ่อย และกลุ่มธุรกิจขุด Bitcoin ก็จะโดนจับตาว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับก่อนอันดับแรก ซึ่งนอกจาก ไฟฟ้าจะไม่พอใช้ในประเทศแล้ว อิหร่านเองก็ต้องหยุดสิ่งออกไฟฟ้าไปยังอัฟกานิสถานอีกด้วย  โดยก่อนหน้านี้ คาดการณ์กันว่า การขุด Bitcoin และทำเหมือนคริปโตในอิหร่านจะเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าตลาดที่สำคัญที่สุดในประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จากการระงับธุรกิจดังกล่าวตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นมาอาจทำให้ตัวเลขการคาดการณ์ต่ำลงกว่าเป้า  ส่วนฟากฝั่งเอลซัลวาดอร์ นาย Nayib Bukele ประธานาธิบดีแห่งเอลซัลวาดอร์ ทวีตว่า เอลซัลวาดอร์จะติดตั้งเครื่องกดเงินสด 200 ตู้ ในกว่า 50 สาขาเพื่อให้ผู้ซื้อขายเงิน Bitcoin สามารถถอนเงินสดจาก Bitcoin เป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้เลย เริ่มตั้งแต่ 7 กันยายนนี้ และสามารถ

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

เตือนภัยกลโกงในระบบ ‘P2P’ บน ‘Binance’

ใครที่เทรดคริปโตและทำการซื้อขายเหรียญในระบบ ‘P2P’ บน ‘Binance’ เว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของโลกมารวมตัวกันทางนี้!! เพราะ ‘Wikibit’ มีบทเรียนราคาแพง ‘ถูกโกง’ ในระบบ ‘P2P’ จากช่อง ‘Youtube’ หรือ เพจ ‘ลองลงทุน’ มาฝาก หากคุณอยากรู้ว่าเขาโกงกันอย่างไรไปดูกันเลย  ทั้งนี้ต้องบอกก่อนว่าการซื้อขายในระบบ ‘P2P’ นั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยกรณีจากช่อง ‘ลองลงทุน’ นั้น ‘Scams’ จะอยู่ในฝั่งของผู้ซื้อที่เข้ามาเปิดร้าน โปรโมทรับซื้อเหรียญด้วยเรทราคาที่สูงกว่าปกติ ซึ่งในขณะนั้นราคาเหรียญจะเฉลี่ยอยู่ที่ 32 บาท ต่อ 1 USDT แต่ 2 ร้าน นี้ ให้เรทราคาอยู่ที่ 39.55 บาท ต่อ 1 USDT ซึ่งหมายความว่าหากเรานำเหรียญไปขายแล้ว จะได้เงินเยอะกว่าไปขานให้กับร้านอื่นๆ นั่นเอง   ซึ่งช่อง ‘ลองลงทุน’ เล่าว่า เพื่อนของเขาพอเห็น 2 ร้านนี้ให้เรทราคาดีจึงตัดสินใจเข้าไปทำการขายเหรียญให้กับร้านดังกล่าว โดยทางร้านระบุไว้ว่า เขาเป็นผู้รับซื้อเหรียญจากต่างประเทศ ดังนั้นจึงมีในเรื่องของระยะเวลาในการโอนเงินเข้าบัญชีของผู้ซื้ออยู่ประมาณ 1 – 3 ชั่วโมง หรือ 1 วัน เงินถึงจะเข้าบัญชีของผู้ขาย ซึ่งเพื่อนของเจ้าของช่องก็ไม่ได้คิดอะไร จึงได้ทำตามข้อตกลงของทางร้าน   หลังจากตลกลงซื้อขายเสร็จสิ้นทางร้านได้ส่งหลักฐานการโอนเงิน หรือสลิปมาให้เพื่อนของเขา ซึ่งมีชื่อธนาคาร ยอดการโอนเงินต่างๆ ที่เหมือนจริงมากๆ เมื่อได้สลิปแล้ว เพื่อนของเขาจึงกดปล่อยเหรียญให้กับร้านตามจำนวนที่ตกลงซื้อขายกันไว้ ทั้งๆ ที่ยอดเงินจากการโอนยังไม่เข้าบัญชีของตนเลยด้วยซ้ำ ผลสุดท้ายก็ถูกโกง เงินไม่เข้า สูญเงินกว่า 1 แสนบาท  ต่อมาเมื่อเพื่อนรู้ว่าตัวเองกำลังถูกโกงนั้น จึงได้ติดต่อไปยังฝ่ายบริการลูกค้าของ ‘Binance’ พร้อมส่งหลักฐานการซื้อขายทั้งหมดไปให้ ซึ่งทางฝ่ายบริการลูกค้าตอบกลับมาว่า ในส่วนของการปล่อยเหรียญนั้นมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของเราทั้งหมด ดังนั้นเจ้าของช่องจึงเอ่ยปากเตือนทุกคนว่า   เพื่อนๆ ต้องตรวจสอบยอดเงินให้ดีก่อนเสมอว่าเงินที่โอนมานั้นเข้าบัญชีของเราแล้วหรือยัง หากเข้าแล้วจึงสามารถปล่อยเหรียญได้ ถ้าหากยังก็ไม่ควรที่จะกดปล่อยเหรียญให้กับเขาโ  ดยเด็ดขาด เพราะพวก ‘Scams’ มักจะใช้ระยะเวลาโอนเงินที่มาจากประเทศในการหลอกลวงเรานั่นเอง  ทั้งนี้เจ้าของช่องยังกล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า “ทางเว็บเทรดอย่าง ‘Binance’ ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย แต่ความผิดนั้นมันอยู่ที่ตัว ‘Scams’ ที่เข้ามาโกง และตัวเราเองที่ปล่อยเหรียญให้เขาไป แบบไม่ตรวจสอบดูให้ดีก่อน จึงอยากให้เพื่อนๆ ระวัง และตรวจสอบตัวเลขยอดเงินต่างๆ ไว้ให้ดี”   นี่เป็นบทเรียนจากการซื้อขายเหรียญบนระบบ ‘P2P’ และไม่ตรวจสอบให้ดี สุดท้ายเมื่อเสียเงินไปแล้วก็ยากที่จะตาม จะถามหาคนผิดก็คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเราที่ไม่รอบคอบ ดังนั้นทาง ‘Wikibit’ จึงอยากให้นักลงทุนเก็บเรื่องราวกลโกงดังกล่าวไว้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าควรมีสติ และตรวจสอบให้ดีก่อนทุกครั้ง จะไม่พลาดท่าถูกโกง อย่างไรก็ตามบทความข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในวงการคริปโตนั้นยังมีอีกมากมาย หลายรูปแบบ ให้คุณได้ติดตาม และศึกษาเพื่อเสริมความรู้เท่าทัน ในแอป ‘Wikibit’ โหลดมันติดมือถือไว้ ลงทุนอย่างสบายใจ ไม่ถูกโกงแน่นอน!!  ดูคลิปฉบับเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=LGueVfsD-7k  คุณสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับระบบซื้อขายแบบ ‘P2P’ ได้ที่ : https://www.wikibit.com/th_th/202108064284894710.html  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ลองลงทุน  

2021-08-24การวิเคราะห์เชิงลึก

แฮกเกอร์จ้างคนในองค์กรด้วย ‘Bitcoin’ ปล่อยไวรัสคุกคามบริษัท

อะไรกันครับเนี่ย!! นี่มันคือมิติใหม่แห่งวงการอาชญากรโลกหรือเปล่า? เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการตรวจพบแฮกเกอร์ชาวไนจีเรีย มีพฤติกรรมที่พยายามจะจ้างพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง ด้วยเงินกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ในรูปแบบของ ‘Bitcoin’ เพื่อให้ปล่อยไวรัส ‘แรนซัมแวร์’ ที่ชื่อว่า ‘Black Kingdom’ ป่วนองค์กร หวังเรียกค่าไถ่!!  “ผู้ร้ายส่งข้อความบอกกับพนักงานว่า หากพวกเขาสามารถปรับใช้ ‘แรนซัมแวร์’ บนคอมพิวเตอร์ของบริษัทหรือเซิร์ฟเวอร์ Windows ได้สำเร็จ พวกเขาจะได้รับเงิน 1 ล้านดอลลาร์เป็น ‘Bitcoin’ หรือ 40% ของค่าไถ่ ประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ที่สันนิษฐานไว้” ‘Abnormal Security’ กล่าวในรายงาน  โดยจากข้อมูลของผู้ร้ายยังระบุไว้อีกว่า พนักงานจะใช้วิธีในการติดตั้งไวรัส‘แรนซัมแวร์’ ทั้งแบบกายภาพ หรือระยะไกลก็ได้ ซึ่งผู้ร้ายจะมีวิธีการติดต่อสองวิธีหากพนักงานสนใจ นั่นคือบัญชีอีเมล Outlook และชื่อผู้ใช้โทรเลขนั่นเอง   ต่อมา ‘Black Kingdom’ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘DemonWare’ และ ‘DEMON’ คือ ‘แรนซัมแวร์’ ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อพบว่าเคยมีผู้ร้ายใช้มันจากข้อบกพร่องของ ‘ProxyLogon’ ที่ส่งผลกระทบต่อ Microsoft Exchange Servers เพื่อทำให้ระบบติดไวรัสแรนซัมแวร์   อ่านมาถึงจุดนี้หลายๆ คนคงสงสัยว่าเจ้า ‘แรนซัมแวร์’ มันคืออะไรกันแน่? แล้วมันสร้างความปั่นป่วนให้กับองค์ได้ย่างไร? ทาง ‘Wikibit’ จะอธิบายให้ฟัง โดย ‘แรนซัมแวร์’ นั้นเป็น ‘มัลแวร์’ ประเภทหนึ่งที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลเหมือนกับมัลแวร์ทั่วไป แต่ ‘แรนซัมแวร์’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเข้ารหัส และล็อกไฟล์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพ เสียง ข้อความ เอกสารต่างๆ หากถูกล็อกแล้วจำเป็นต้องใช้รหัสเพื่อขอการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งสาเหตุที่ผู้ร้ายใช้ ‘แรนซัมแวร์’ ป่วนองค์กรในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะ ‘เรียกค่าไถ่’ เป็นเงินจำนวนมหาศาล สำหรับการขอรหัสเข้าถึงไฟล์ ที่บริษัทผู้โชคร้ายจำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้ได้มันมานั่นเอง   แต่จุดที่น่าตกใจก็คือผู้ร้ายกลับใช้ ‘Bitcoin’ ในการพยายามต่อรองกับทางพนักงาน เพื่อให้ปล่อยไวรัส ‘แรนซัมแวร์’ เข้าสู่ระบบขององค์กรดังกล่าว ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ที่ดีของ ‘Bitcoin’ ว่ามันสามารถใช้เป็นเครื่องในการก่ออาชญากรรมได้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงความคิดที่จะนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ของผู้ร้ายเท่านั้น ในด้านที่ดีของ ‘Bitcoin’ ยังมีให้เห็นอีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งคุณสามารถติดตามข่าวสารดีๆ สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมแอปนี้ยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย หากรู้ว่าดีขนาดนี้แล้วอย่ารอช้าโหลดเลย!!    แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : enterpriseitpro.net

2021-08-24การวิเคราะห์เชิงลึก

เปิดเรื่องราว ‘Charles Hoskinson’ สู่การเป็นบิดาแห่ง Cardano(ADA)

" />    ช่วงนี้เหรียญ ‘ADA’ กำลังมาแรงแซงทางโค้ง เนื่องจากราคาของมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจาก 44.58 บาทต่อ 1 ADA ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม เป็น 95 บาทต่อ 1 ADA ในตอนนี้ (24 สิงหาคม 2564) ซึ่งบทความก่อนหน้านี้ ‘Wikibit’ ได้นำเสนอเรื่องราวของ ‘ADA’ ไปแล้ว ดังนั้นครั้งนี้หากจะไม่พูดถึงเรื่องราวชอง ‘Charles Hoskinson’ บิดาผู้สร้าง ‘ADA’ ก็คงจะไม่ได้ ว่าแต่จุดเริ่มต้นของชานคนนี้เป็นอย่างไร? ไปดูพร้อมๆกันเลย!!  จุดเริ่มต้นของ ‘Charles Hoskinson’ เกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2013 เขาตัดสินลาออกจากอาชีพพนักงานที่ปรึกษา เพื่อเดินทางเขาสู่วงการ ‘Blockchain’ ตามความสนใจของเขา โดนได้เริ่มต้นก่อตั้งโรงเรียนออนไลน์ที่มีชื่อ ‘Bitcoin Education Project’ ตอนนั้นเขาบอกว่า “พ่อของฉันคิดว่าฉันบ้าไปแล้ว แต่ฉันตอบไปว่าไม่ ฉันเข้าใจทุกอย่างแล้ว”   ด้วยเหตุนี้ ‘Hoskinson’ จึงได้พบกับ ‘Vitalik Buterin’ หลังจากนั้นไม่นาเขาก็ได้กลายเป็น 1 ใน 8 ผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Ethereum’ แต่เมื่อเวลาผ่านไปความขัดแย้งก็เกิดขึ้นในที่ประชุม เพราะ ‘Hoskinson’ ต้องการยอมรับการร่วมทุนและสร้างนิติบุคคลที่แสวงหาผลกำไรด้วยโครงสร้างการปกครองที่เป็นทางการมากขึ้น แต่ทางด้านของ ‘Buterin’ กลับต้องการให้ ‘Ethereum’ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้วย Open source การกำกับดูแลแบบกระจายอำนาจ เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน จึงส่งผลให้ ‘Hoskinson’ ตัดสินใจออกจาก ‘Ethereum’ ในปี 2014 “ตอนนั้นฉันค่อนข้างโมโหร้าย และ Ether ขึ้นไปมีมูลค่าตามตลาดถึง 120 พันล้านดอลลาร์ ฉันจะไปรู้อะไรละ?” ‘Hoskinson’ กล่าว  6 เดือนหลังจากนั้น ‘Hoskinson’ ได้รับการติดต่อจากอดีตเพื่อร่วมงานจาก ‘Ethereum’ อย่าง ‘Jeremy Wood’ ให้จัดตั้งโครงการใหม่ขึ้นมาที่ใช้ชื่อว่า ‘IOHK’ บริษัทวิศวกรรมที่สร้างคริปโตเคอเรนซี่และบล็อคเชนสำหรับองค์กร หน่วยงานของรัฐ และสถาบันการศึกษา ทั้งนี้ด้วยการลงทุนเริ่มต้นและการระเบิดของตลาดคริปโต ทำให้ ‘IOHK’ ได้รับทุนสนับสนุนมานานหลายทศวรรษ   ต่อมาพวกเขาได้ใช้พื้นฐานแนวทางหลักแรกที่ขับเคลื่อนโครงการ ด้วยการวิจัยทางวิชาการที่ผ่านการตรวจสอบสร้าง ‘Cardano’ ขึ้นมาเป็นโครงการหลัก และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ อีกมากมาย เพื่อใช้มันแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตจริงตามจุดประสงค์ในการสร้าง จนเป็นที่มาของ ‘Cardano(ADA)’ ซึ่งตัว ‘Hoskinson’ เองมักจะพูดโอ้อวดว่าเหรียญหรือโปรเจกต์ของตัวเองนั้นเจ๋งอย่างนั้นอย่างนี้ แถมได้ขนานนาม ‘Cardano(ADA)’ ว่าเป็น ‘Ethereum Killer’ จนเป็นที่จับตามองในกลุ่มนักลงทุนมาจนถึงทุกวันนี้   ไหนๆ ก็พูดถึงเจ้าของเหรียญแล้ว เรามาดูความปังปูริเย่ของเหรียญ ‘Cardano’ หรือ ‘ADA’ ในแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่ามันจะเด็ดดวงคุ้มค่าต่อการจับตามองมาแค่ไหน? โดย ‘Cardano(ADA)’ นั้นเป็นเหรียญที่ติด ‘Wikibit Rankings’ ในลำดับที่ 18 มีคะแนนสะสมอยู่ที่ 8.54/10 คะแนน แถมมีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.1473 ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นเหรียญที่โปรไฟล์ดีอีกหนึ่งเหรียญเลยดีเดียว  อย่างไรก็ตามนี่เป็นเรื่องราวของบิดาผู้สร้างเหรียญ ‘ADA’ อย่าง ‘Charles Hoskinson’ ที่ทาง ‘Wikibit’ สรุปมานำเสนอ ซึ่งถ้าหากใครอ่านแล้วเริ่มมีความคิดที่อยากจะลงทุนในเหรียญ ‘ADA’ แล้วละก็ อย่าลืมเข้ามาศึกษา และตรวจสอบข้อมูลของมัน หรือเหรียญอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่แอป ‘Wikibit’ เพราะแอปนี้เขาสแตนบายข้อมูลดีๆ รอให้คุณมาศึกษาได้อย่างถึงเครื่องแล้ว แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ กลโกงต่างๆ ในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้เสพอีกด้วย คุณพระ!! โหลดแอปเดียวได้ครบขนาดนี้ รอช้าไม่ได้แล้วนะเพื่อนๆ  คุณสามารถตามอ่านบทความของเหรียญ ‘ADA’ ได้ที่ : https://www.wikibit.com/th_th/202108189134198341.html  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก

2021-08-24การวิเคราะห์เชิงลึก

เช็คด่วน! ดวงนักเทรด 12 ราศี ท้ายปี 64!

เอาล่ะ ผ่านมากว่าครึ่งปีแล้ว เทรดเดอร์ Forex เป็นยังไงกันบ้าง ที่ผ่านมาดวงเฮงหรือเจ๊งกันไปแล้ว ใครที่ยังคิดว่าโชคไม่เข้าข้างก็อย่าเพิ่งท้อกันนะ วันนี้เราจะมาอัพเดตดวงช่วงท้ายปี 64 กัน อาจจะพอมีหวังกันบ้าง ราศีไหนมาดี ราศีไหนเหนื่อยหน่อย ไปดูกัน!  ราศีมีน (15 มีนาคม-13 เมษายน)  เป็นราศีที่จะได้พบกับความท้าทาย ถือเป็นข่าวดีที่คุณจะมีพื้นที่ให้ได้แสดงฝีมือ การเทรด Forex ของคุณอาจไม่ได้ราบรื่นมาก อาจเจอวันที่ผันผวนจนต้องงัดทุกกลยุทธ์มาใช้ แต่สุดท้ายคุณอาจจะมีลุ้นกำไรครั้งใหญ่จากความท้าทายครั้งนั้น  ราศีกันย์ (17 กันยายน-17 ตุลาคม)  เป็นราศีที่พ้นเคราะห์ไปแล้ว ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ดวงดาวมีพลัง ความวุ่นวายหายไป การลงทุนของคุณที่เคยล้มลุกคลุกคลานอาจจะยืนได้มั่นคงขึ้น แต่ขอเตือนให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่งลงทุนแบบเทเงินก้อนใหญ่ เพราะคุณยังมีรายจ่ายที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน  ราศีมังกร (15 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)  เป็นราศีที่มีข่าวดีเรื่องการเงิน เทรด Forex ไปไม่เหนื่อย ความมั่นทางคงรายได้ และอาจจะมีโอกาสใหม่ ๆ เข้ามา คนที่อยากทดลองใช้กลยุทธ์ใหม่ ๆ เปลี่ยนสไตล์การเทรดบ้าง ช่วงนี้อาจจะเหมาะให้คุณทดลองทำ เพราะผลลัพธ์อาจเข้าข้างคุณ  ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)  มีราหูเข้าอยู่ด้วยกันทั้งปี แต่มีผลดีในเรื่องการงาน การเงิน ครึ่งปีแรกสวนกระแส อาจไม่ดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ดีกว่าราศีอื่น และดีต่อเนื่องสู่ครึ่งปีหลัง ดวงเสริมให้ติดต่อกับต่างประเทศ การเทรด Forex นี่เหมือนจะเหมาะมากกับคนราศีนี้ แต่เตือนราหูเข้าทั้งปีให้ระวังเรื่องของคดีความ เรื่องการฟ้องร้อง ให้ตรวจสอบโบรกเกอร์ Forex ที่ใช้ให้ดี ว่าใบอนุญาตรึเปล่า เคยมีคดีหลอกลวงอะไรหรือไม่ ระวังตัวด้วย  ราศีเมถุน (15 มิถุนายน-16 กรกฎาคม)  เป็นราศีที่จะมีข่าวดีเข้ามาในเรื่องของการเงิน เป็นช่วงที่การเงินปังมาก หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง หากวางแผนระบบเทรดแบบใหม่ ๆ ขอให้สบายใจได้ ว่ามันน่าจะเป็นไปได้ด้วยดี จะทำให้ฐานะทางการเงินของคุณมีความมั่นคง แต่ไม่มีโชคลาภนะ ทุกอย่างจะขึ้นกับความรู้ และความสามารถของคุณ  ราศีตุลย์ (18 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)  ข่าวดีของราศีตุลย์เน้นเรื่องโชคลาภ จังหวะดวงมาก็อาจได้กำไรจากการเทรดแบบไม่คาดฝัน ใครที่รู้สึกว่าเงินที่รออยู่มันติดขัดช่วงปีหลังจังหวะดวงดาวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เริ่มเห็นเงินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น อย่าเพิ่งท้อกันนะ เพราะมันใกล้ถึงเวลาของคุณแล้ว  ราศีธนู (16 ธันวาคม-14 มกราคม)  จังหวะดวงดาวเน้นเรื่องเงินก้อน อาจได้จากเทรดที่กล้าเรียก Leverage สูงขึ้น ออก Lot ใหญ่ขึ้น แต่ต้องย้ำว่าไม่ใช่โชคลาภ แต่ได้เงินจากความเก่ง และจังหวะมันใช่ สิ่งที่ต้องเตือนคืออาจจะมีความผิดพลาดในการเจรจา ความเข้าใจผิด ตอนเลือกโบรกเกอร์ก็ต้องดูเงื่อนไข ดูข้อบังคับต่าง ๆ ให้ดีละกัน ไม่งั้นเดี๋ยวตอนถอนจะยุ่งเอา  ราศีกรกฎ (17 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)  ช่วงปลายปีการเงินมีพลังหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง รายได้เป็นกอบเป็นกำ ที่เคยติดขัดเคยถูกโกงถูกเบี้ยวมาก็ลองไปทวง ๆ ดู ถ้าถอนเงินจากโบรกเกอร์ไม่ได้ซักทีลองไปทวงอีก ถ้าไม่ได้ก็รวมตัวเข้าแจ้งความเลย ราศีกรกฎ ดวงการเงินเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี ด้วยน้ำพักน้ำแรง แต่ไม่ใช่โชคลาภ ดังนั้นก็จัดเป็นอีกหนึ่งราศีที่จะรวยเพราะการฝึกฝน และความพยายาม  ราศีเมษ (14 เมษายน-14 พฤษภาคม)  ต้องเตือนเรื่องคนรอบตัวในการทำงาน IB โบรกเกอร์ หรือคนที่เกี่ยวข้องในการเทรดของคุณ อาจเป็นอุปสรรคในการทำเงิน ให้ระวังไว้หน่อย จะทำอะไรต้องปรึกษาคนเยอะ ๆ หาข้อมูลแน่น ๆ ก่อน แต่เค้าว่ากันว่าราศีนี้ดวงเรื่องรักกำลังมานะ คู่ครองของคุณอาจเป็นที่ปรึกษาที่ดี ช่วยให้ผ่านปัญหาไปได้  ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)  หาเงินได้เยอะขึ้น สวนกระแสคนอื่น มีข่าวดีเรื่องรายได้ มั่นคงทางการเงิน โดยมักจะดีไปอีกหากมีการลงทุนร่วมกับคนอื่น ใครที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าอยากลงทุนกองทุนต่าง ๆ อาจจะดี ใน Forex ก็มีกองทุน PAMM ซึ่งถ้าจะลองก็ต้องดูดี ๆ นะ ดูว่าโบรกเกอร์น่าเชื่อถือรึเปล่า ไม่งั้นจากดีจะเป็นซวยแทน  ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-14 มีนาคม)  มีความก้าวหน้าขึ้น แม่จะมีอุปสรรค มีปัญหาอยู่บ้าง แต่เหนื่อยตอนนี้อาจจะมีข่าวดีเข้ามาในอนาคต จะเริ่มหาเงินได้เยอะสวนกระแสคนอื่น โอกาสเฮง เทรดปัง ไม่ใช่โชคลาภ แต่เป็นมีรายได้จากผลตอบแทนที่ตั้งใจไว้ แต่เตือนหน่อยว่า ต.ค. จะเป็นเดือนแห่งการเสียเงิน เวลาลงทุนเทรด อันนี้ต้องรอบคอบให้มาก ๆ เพราะมันเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าที่เคยลงทุนมา เซฟ ๆ หน่อย  ราศีพฤษภ (15 พฤษภาคม-14 มิถุนายน)  พ.ย. – ธ.ค. จะมีเรื่องความแรงของพระราหู ที่อยู่กับราศีพฤษภทั้งปี แต่จะแรงมาก ๆ ช่วง พ.ย.-ธ.ค. ทำให้การเงินแล้วแต่ดวงบางคนราหูเข้าก็รวยรับโชคจากออนไลน์ โชคจากต่างประเทศ ซึ่งเทรด Forex น่าจะส่งผลดี แต่ระวังเรื่องการถูกโกง คดีความฟ้องร้องเรื่องการเงิน

2021-08-24การวิเคราะห์เชิงลึก

‘บิตคอยน์’ปรับตัวขึ้นเคลื่อนไหวที่49,000 ดอลล์

การเคลื่อนไหวในแดนบวกช่วงเช้าวันนี้ของบิตคอยน์ มีขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้ (23ส.ค.)เพย์พาล ผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์สัญชาติสหรัฐ ประกาศว่า เตรียมให้บริการซื้อขายและจัดเก็บสกุลเงินดิจิทัลสำหรับลูกค้าในประเทศอังกฤษ โดยจะเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป  ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เพย์พาลขยายการให้บริการด้านสกุลเงินดิจิทัลไปยังต่างประเทศ หลังจากเริ่มให้บริการดังกล่าวในสหรัฐเมื่อเดือนต.ค. 2563  บริการด้านสกุลเงินดิจิทัลของเพย์พาลจะทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อขายบิตคอยน์, อีเธอเรียม หรือไลท์คอยน์ได้ด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1 ปอนด์ นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถติดตามราคาสกุลเงินดิจิทัลได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดนี้  การที่จะให้บริการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกันกับในสหรัฐนั้น เพย์พาลต้องพึ่งพาบริษัท Paxos ซึ่งเป็นบริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัลจากนิวยอร์ก โดยเพย์พาลระบุว่า บริษัทได้ติดต่อกับหน่วยงานกำกับดูแลของอังกฤษที่เกี่ยวข้องแล้วเพื่อขอเปิดตัวบริการนี้  เพย์พาลเผยว่า การเข้าสู่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลของบริษัทนั้นมุ่งเน้นไปที่การเปิดทางให้คนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในตลาดได้ง่ายขึ้น  นายโฮเซ เฟอร์นันเดซ ดา พอนเต ผู้บริหารระดับสูงของเพย์พาลกล่าวว่า “เหรียญและโทเคนเหล่านี้มีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่มีเพียงผู้ใช้ที่ใช้งานระบบที่ซับซ้อนได้เท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงเหรียญและโทเคนเหล่านี้ได้ การมีสกุลเงินดิจิทัลบนแพลตฟอร์มของเราจะช่วยให้ผู้ใช้มีจุดเริ่มต้นที่ใช้งานได้อย่างดี”

2021-08-24การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
110112
...
142