ทำไม ก.ล.ต. ถึงไม่อนุมัติให้ใบอนุญาต ‘Binance’ ในไทย?

ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่นักลงทุนหลายๆ คน ยังคงลงทุนคริปโตใน ‘Binance’ เว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของโลก ทั้งๆ ที่มันไม่ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยด้วยซ้ำ จนมีการตั้งข้อสงสัยว่า เพราะอะไรทำไม ‘Binance’ ถึงไม่ได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. บทความนี้มีคำตอบมาบอก!!  ‘Binance’ ถูกขนานนามว่าเป็นเว็บเทรดคริปโตอันหนึ่งของโลก ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2017 โดย ‘Changpeng Zhao’ ชาวไต้หวันและถือได้ว่าเป็บเว็บเทรดที่น่าเชื่อถือที่สุด เว็บหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต. สะที   โดยมีสาเหตุมาจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. แล้วพบว่า ‘Binance’ ได้เข้ามาทำธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโตในไทยโดยไม่มีใบอนุญาตของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางฝั่ง ก.ล.ต. ก็ได้ยื่นหนังสือแจ้งไปยัง ‘Binance’ ให้รีบดำเนินการในส่วนนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2564 แล้ว แต่อีกฝั่งกลับนิ่งเฉยไม่มีการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ ก.ล.ต. ต้องออกมาประกาศเตือนนักลงทุน และสั่งแบนการทำธุรกิจภายในประเทศไทยของ ‘Binance’ ในที่สุดนั่นเอง   ทั้งนี้การสั่งแบนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว เพราะมันยังมีหน่วยงานทางด้านการเงินของประเทศอื่นๆ อาทิ อังกฤษ(FCA) ญี่ปุ่น(FSA) เป็นต้น ที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อกฎหมายการดำเนินงานธุรกิจซื้อขายคริปโตภายในประเทศ แล้วพบว่า ‘Binance’ ยังไม่มีใบอนุญาตเช่นกัน จึงพากันออกประกาศเตือน โดยหวังว่าทาง ‘Binance’ จะรีบแก้ไขปัญหาในส่วนนี้  ทั้งนี้หากถามว่าการที่ ‘Binance’ ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยนั้น ส่งผลอะไรกับนักเทรดไหม? คำตอบคือ ‘มี’ แต่น้อยมากขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ เนื่องจาก ‘Binance’ เป็นเว็บเทรดที่ถูกยอมรับเป็นอย่างมากในสากล จึงมีความน่าเชื่อถือสูง แถมมีฟังค์ชันลูกเล่นต่างๆ อาทิ ระบบซื้อขายแบบP2P การเทรดแบบฟิวเจอร์ และอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย เพราะทั้งง่าย รวดเร็ว สะดวกสบาย และค่าธรรมเนียมต่ำ ส่งผลให้นักลงทุนต่างพากันเชิดใส่ ก.ล.ต. และใช้งานมันต่อไป ซึ่งผลกระทบอันน้อยนิดนั้น คือ หากคุณถูกโกง หรือเกิดปัญหาต่างๆ ที่ทำให้สูญเสีย ก็คงต้องทำใจอย่างเดียว เพราะกฎหมายในประเทศไม่สามารถช่วยคุณได้ เนื่องจากทาง ก.ล.ต. ได้ออกมาประกาศเตือนแล้ว     ต่อมาเรามาดูรีวิวเว็บเทรด ‘Binance’ จากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าจะปังสมกับอันดับหนึ่งของโลกไหม โดย ‘Binance’ เป็นกระดานเทรดคริปโตเกรด AAA ที่ติด Rangkings ของแอปอยู่ในอันดับที่ 5 มีคะแนนอยู่ที่ 9.15/10 คะแนน และมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 3,840.63 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเว็บเทรดที่น่าสนใจมากๆ แต่น่าเสียดายที่ ‘Binance’ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย จึงทำให้การเทรดคริปโตบนกระดานนี้ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศนั่นเอง  สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า “เราจะตรวจสอบยังไงว่า Exchange เจ้าไหน ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย” ในจุดนี้บอกเลยง่ายมากๆ เพียงแค่ 4 Step เท่านั้น   1. โหลดแอป ‘Wikibit’ มาไหวบนมือถือ (ได้ทั้ง IOS และAndroid ฟรี!!)  2. ไปที่หมวดหมู่ ‘กฏระเบียบระดับโลก’  3. จากนั้นคลิกไปที่คำว่า ‘ประเทศไทย’  4. เลื่อนลงมาเล็กน้อยก็จะเจอคำว่า “มีอำนาจกำกับดูแล” คุณเห็น ‘SEC’ ไหมคลิกเข้าไปเลย!!  หากทำครบ 4 Step แล้ว คุณก็จะได้รู้ว่ากระดานเทรดที่ถูกหมายในไทยมีอะไรบ้าง นอกจากนี้คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ของกระดานเทรด เหรียญ และ DeFi ได้อีกด้วย ดีขนาดนี้ช้าไม่ได้แล้วโหลดเลย!!

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

3 เหรียญซิ่ง!! มาแรงแซงทางโค้ง ที่น่าจับตามองในช่วงนี้

ช่วงนี้เหรียญดังๆ อย่าง ETH, ADA และอื่นๆ ราคากำลังพุ่งเอาๆ แบบไม่เกรงใจรัฐบาลกันทีเดียวเชียว แต่คุณหรือไม่นอกจากเหรียญดังๆ แล้ว ยังมีพวก ‘เหรียญซิ่ง’ ที่ใส่เกียร์แรง แซงทางโค้งขึ้นมาเหมือนกัน ว่าแต่ ‘เหรียญซิ่ง’ คือหยัง? แล้วมีเหรียญอะไรบ้างที่ช่วงนี้น่าจับตามอง เราไปดูพร้อมๆ กันกับ ‘Wikibit’ เลย  ‘เหรียญซิ่ง’ คือ เหรียญนอกสายตา เหรียญเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก เหรียญใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา หรือเหรียญที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนน้อยๆ แต่ราคาของมันกลับพุ่งขึ้นสูงแซงทางโค้งเหรียญดังๆ หัวกระดานอย่างน่าตกใจ อาจเป็นเพราะมีการเคลื่อนไหวของโปรเจกต์ หรือเหตุผลบางประการที่ส่งผลต่อราคาของมัน จนเข้าไปอยู่ในสายตาของนักลงทุน และเป็นที่รู้จักขึ้นมาอย่างกว้างขวางเพียงข้ามขึ้น ซึ่งเหรียญที่น่าจับตามองในช่วงนี้ได้แก่   1. Bitkub Coin(KUB)    คะแนนจากแอป Wikibit : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  มูลค่าตลาด : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  การร้องเรียน : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  ในสายตาของนักลงทุนหลายๆ คน ยังคงมองว่า ‘KUB’ ยังคงเป็น ‘เหรียญซิ่ง’ เพราะมันเพิ่งถือกำเนิดมาใหม่ได้ไม่นาน จากเว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของไทย อย่าง ‘Bitkub’ และชื่อเสียงของมันยังไม่เป็นสากลต่อตลาดคริปโตโลกเท่าไหร่นัก แต่ความซิ่งของมันก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้มันได้ทำการเผาเหรียญไปจนถึง 89% ส่งผลให้ราคาเหรียญพุ่งกลับขึ้นมาที่ 25 บาทได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่ทุกคนต้องจับตามองนั่นก็คือ  เหรียญตัวนี้กำลังมีโปรเจกต์ที่ชื่อว่า “Lock KUB & Get Bonus” ซึ่งเป็นฟังค์ชั่นใหม่ของ ‘Bitkub NEXT’ ที่จะเปิดให้ทุกคนสามารถนำเหรียญ ‘KUB’ มาล็อกไว้เพื่อรับโบนัสซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายนนี้ แถมยังมีการเปิดตัวเกม ‘Morning Moon Village’ ที่ถูกสร้างขึ้นบน ‘Bitkub Chain’ ในเร็วๆนี้ คาดว่าราคาของมันอาจสะดุ้งตัวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากการเผาเหรียญครั้งก่อนก็เป็นได้   2. Solona (SOL)  คะแนนจากแอป Wikibit : 8.05  มูลค่าตลาด : 675.687 พันล้านบาท  การร้องเรียน : 0 ครั้ง  ท่ามกลางความกระสับกระส่ายของราคาเหรียญ ‘Bitcoin’ ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็มีรายชื่อของเหรียญ ‘SOL’ ปรากฏขึ้นมา เพราะราคาของมันกำลังซิ่งอย่างฉุดไม่อยู่กว่า 70% โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ ในช่วงมีวันก่อน จากจุดเดิมที่ 58 ดอลลาร์ คราวนี้แหละเราต้องมาจับตาดูกันว่า ราคาของเหรียญตัวนี้จะไปหยุดอยู่จุดไหน  ‘Solona’ นั้นเป็นเครือข่าย ‘Blockchain’ ในเจเนอเรชันที่ 4 ที่มีจุดมุ่งหมายเข้ามาแก้ปัญหาเจเนอเรชันที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรวดเร็วในการทำธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า อีกทั้งยังสามารถปรับขนาดได้ และแม้ว่าจะมีเครือข่ายรุ่นพี่อย่าง ETH และ BSC คอยเป็นคู่แข่งอยู่นั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ‘SOL’ ลงได้ในช่วงนี้   3. Axie Infinity Shad (AXS)    เหรียญเกมชื่อดังที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักอยู่ในขนาดนี้จากช่วงที่ผ่าน หลังจากกระแสเกมคริปโตบูมขึ้น ส่งผลให้เหรียญ ‘AXS’ ที่เป็นปัจจัยหลักของเกมนี้มีราคาซิ่งขึ้นมาสูงขึ้นอย่างสั่นสะเทือนกว่า 1,300% ในระยะเวลาเพียงเดือนเศษๆ แถมคนก็ยังให้ความสนใจกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเมื่อไม่นานมานี้มันสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 77 ดอลลาร์ ถึงตอนนี้ราคาจะมีการขึ้นลงอยู่บ้างแบบน่ารักๆ ในช่วง 67 – 70 ดอลลาร์ ซึ่งทางทีมก็ยังคงวางแผนพัฒนาเกมต่อไป จนทำให้เหรียญตัวนี้มีความน่าจับตามองไม่หยอกเลยทีเดียว  นี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าวของ 3 เหรียญซิ่งที่น่าจับตามองในตอนนี้ ซึ่งหากใครสนใจอยากลงทุนกับพวกมัน หรือเหรียญอื่นๆ คุณสามารถเข้ามาศึกษา และตรวจสอบของมูลของเหรียญได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ รูปแบบกลโกงดีๆ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย โหลดเลย!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้หรือไม่!! ทำไม ‘คริปโตเคอเรนซี’ ถึงเกิดขึ้นมาบนโลก?

เพื่อนๆ นักลงทุนหลายๆ คน มักก้าวเข้ามาในวงการคริปโตได้ด้วยการรู้จัก ‘Bitcoin’ ที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของโลกสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งมันก็ไม่ผิดหากทุกคนเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า “ทำไมคริปโตเคอเรนซีถึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นมาบนโลก?” บทความนี้ ‘Wikibit’ จะมาเล่าให้ทุกคนทราบเอง!!  จุดต้นตอของการกำเนิดโลกแห่งคริปโตเคอเรนซีนั้นเริ่มขึ้นในปี 2008 ในช่วงที่ประเทศสหรัฐเกิดวิกฤตค่าเงิน USD หรือ ดอลลาร์สหรัฐ ตกต่ำเป็นอย่างมาก สหรัฐจึงเลือกใช้วิธีการอัดฉีดเงินจำนวน 3,800 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ โดยไม่ต้องใช้ทองมาประกันมูลค่าในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อทำให้จำนวนเงินที่เพิ่มเข้าไปในระบบนั้น ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ และทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย หรือใช้หนี้กันได้แบบปกติ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า “ยังไงเงิน USD ก็มีมูลค่า”   ต่อมาหลายๆ ประเทศที่เกิดภาระหนี้ต่างๆ เห็นประเทศสหรัฐทำเช่นนี้เพื่อแก้ไขปัญหา จึงเลือกที่จะทำตาม ส่งผลให้ประชาชนหลายๆ ภาคส่วนเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เราจะเชื่อถือรัฐบาลที่ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาทางการเงินของประเทศได้อย่างไร? เงินที่ผลิตเพิ่มเข้าระบบด้วยวิธีนี้มันจะไปมีมูลค่าได้อย่างไร?”  และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น ทำให้นักวิชาการต่างๆ เกิดแนวคิดเกี่ยวกับระบบการเงินที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หรือธนาคารกลาง ขึ้นมา จนถือกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สกุลเงินดิจิทัล’ หรือ ‘คริปโตเคอเรนซี’ นั่นเอง   โดยนักพัฒนาหลายๆ ท่าน ต่างพยายามนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาเพื่อสร้างตัวสกุลเงินดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครทำได้สำเร็จ เพราะทุกครั้งที่สร้างมันขึ้นมานั้น มักจะมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขตามมาเสมอ จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2008 มีนักโปรแกรมเมอร์ปริศนาที่ใช้นามแฝงว่า ‘Satoshi Nakamoto’ ได้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่ชื่อว่า ‘Bitcoin.org’ เพื่อใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับทีมนักพัฒนา ในการสร้าง ‘Whitpaper’ และให้กำเนิด ‘Bitcoin’ ที่ทำงานบนระบบ ‘Blockchain’ ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการทำธุรกรรมบนโลกได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้ แต่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ซึ่งตอบโจทย์แนวคิดข้างต้นได้อย่างดีเยี่ยม   ทั้งนี้ก็ได้มีการพัฒนาระบบของมันให้มีความสมบูรณ์ และทุกคนสามารถเข้าถึงมันได้มากขึ้น จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2009 เป็นวันแรกของโลกที่บล็อกแรกของ ‘Bitcoin’ ถูกขุดขึ้นมา โดยมีชื่อว่า ‘Genesis Block’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจโลกรวมไปถึงวงการ ‘คริปโตเคอเรนซี’ เลยก็ว่าได้   หลังจากนั้นก็เกิดซื้อขาย และขุด ‘Bitcoin’ กันเกิดขึ้นอย่างเรื่อยๆ จนทำให้แวดวงธุรกิจเริ่มหันมาสนใจ พร้อมเล็งเห็นถึงความสำเร็จ หรือประโยชน์ของนวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งพวกเขาได้นำ ‘Bitcoin’ มาเป็นต้นแบบเพื่อสร้าง ‘สกุลเงินดิจิทัล’ อื่นๆ ขึ้นมาแก้ไขปัญหาระบบทางการเงินต่างๆ บนโลก จนกลายเป็นโลกแห่งคริปโตเคอเรนซี่ในทุกวันนี้  อย่างไรก็ตามก่อนการให้กำเนิด ‘Bitcoin’ นี้จะเกิดขึ้น อาจมีสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่นๆ ปรากฏขึ้นมาก่อนก็เป็นได้ แต่ด้วยความสมบูรณ์ และตอบโจทย์ของ ‘Bitcoin’ นั้น ส่งผลให้มันถูกขนานนามจากคนทั่วโลกว่าเป็น “สกุลเงินดิจิทัลสกุลแรก แห่งโลกคริปโตเคอเรนซี่” นั่นเอง  ทั้งนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหรียญ ‘Bitcoin’ หรือเหรียญอื่นๆ สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโตได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Gadgeteer  

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

Wall Street ยังไม่พร้อมสำหรับช่วง FOMO ของ Bitcoin / SiamBlockchain

Anthony Pompliano หรือที่รู้จักในชื่อ Pomp ผู้มีประสบการณ์ด้าน Crypto และ Bitcoin Bull กำลังคาดการณ์ถึงระยะ FOMO ของ Bitcoin โดยเขากล่าวว่านักลงทุนใน Wall Street ไม่พร้อมที่จะรับมือกับมัน ในตอนใหม่ของ The Best Business Show นั้น  Pompliano กล่าวว่าเขาคาดว่าจะเกิด Bitcoin FOMO ครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ทุกคนหรือแม้แต่ผู้คนที่ไม่เคยรู้จัก Bitcoin นั้นเริ่มที่จะสนใจและพูดถึงมัน โดยสรุปคำพูดของเขาได้ว่า “มันจะมีอยู่ช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่คุณพยายามจะเข้านอนแต่ก็นอนไม่หลับและไม่สามารถหยุดคิดเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อคุณตื่นขึ้นมาคุณจะเหมือนพลาดอะไรไปบางอย่าง อีกทั้งหากคนขับรถ Uber, ช่างตัดผม, เพื่อนของคุณ และแม่ของคุณเริ่มที่จะพูดถึงสิ่งนี้ เมื่อนั้นแหละเรากำลังเริ่มเข้าสู่ช่วง FOMO เรียบร้อยแล้ว”  Pomp กล่าวว่านักลงทุนจาก Wall Street และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมไม่พร้อมที่จะทำความเข้าใจหรือใช้ประโยชน์จาก Bitcoin โดยจากข้อมูลของ BTC Bull ทำให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลอาจประสบกับช่วง FOMO ที่เกินความคาดหมายของนักลงทุนใน Wall Street “ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มคิดถึงพวก Wall Street ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกองทุน hedge, องค์กร หรือว่าเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ประเภทใด ผมคิดว่าพวกเขาไม่พร้อมกับสิ่งนี้และสิ่งนี้จะฉีกหน้าพวกเขาอย่างแน่นอน”

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

เหตุผลง่ายๆ!! ทำไมราคา ‘Bitcoin’ ตก จะทำให้ราคา ‘Altcoin’ ตกลงไปด้วย?

เพื่อนๆ นักลงทุนเคยสังเกตกันไหมว่า ทำไมเวลาที่ราคาของ ‘Bitcoin’ ตกลงมา จะทำให้ราคาของ ‘Altcoin’ หรือ เหรียญ ‘คริปโต’ อื่นๆ ในตลาดตกตามมันลงมาด้วย ถ้าหาคุณอยากรู้เหตุผลบทความนี้จาก ‘Wikibit’ มีคำตอบมาก   1. ‘Bitcoin’ คือ พระเจ้า    ‘Bitcoin’ ถือเป็นพระเจ้าในโลกของคริปโตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมันส่วนแบ่งตลาดที่สูงกว่า 60% อยากส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดของเหรียญ และด้วยส่วนแบ่งที่เยอะ เมื่อถึงเวลาที่มันจะร่วง มันก็พาเหรียญตัวอื่นๆ ที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อยๆ ร่วงลงไปด้วย แต่ก็ส่งผลไม่เสมอไปกับเหรียญบางตัวที่ในช่วงนั้นอาจจะมีโปรเจกต์ต่างๆ ที่มีอิทธิพลมากพอให้ราคาของมันพุ่งสวนทางกับ ‘Bitcoin’ ได้ ดังนั้น ‘Bitcoin’ จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของตลาดคริปโตนั่นเอง   2. คู่เทรด ‘Altcoin’ กับ ‘Bitcoin’    นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าวงการเทรดคริปโตมักเริ่มลงทุนใน ‘Bitcoin’ คู่กับเงิน ‘Fiat’ อย่าง ‘USDT’ หรือ ‘THB’ ก่อนเสมอ (BTC/USDT) และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าถือ ‘Bitcoin’ แล้วได้กำไร พวกเขาก็มักจะเริ่มแบ่งกำไรบางส่วนมาลงทุนใน ‘Altcoin’ คู่กับ ‘Bitcoin’ เป็น Step 2 ยกตัวอย่างเช่น ETH/BTC เป็นต้น ส่งผลให้ราคาเหรียญนั้นๆ ค่อยๆ พุ่งตาม ‘Bitcoin’ ไปด้วย แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ราคา ‘Bitcoin’ มีแนวโน้มที่จะตกลง จากการโดนวาฬเท หรืออื่นๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยน ‘Altcoin’ กลับไปเป็นเงิน ‘Fiat’ ที่คงมูลค่าเดิมทันที เพราะเขามองภาพรวมของตลาดจาก ‘Bitcoin’ หาก ‘Bitcoin’ ลง ‘Altcoin’ ก็อาจตามไปด้วยนั่นเอง  นี่เป็นเพียงเหตุผลง่ายที่ทาง ‘Wikibit’ สรุปมาตอบคำถามของเพื่อนๆ นักลงทุน ให้หายคาใจ แต่ก็อย่างที่บอกการขึ้นลงของราคาเหรียญอื่นๆ ในตลาดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ ‘Bitcoin’ เพียงแต่ส่วนใหญ่พวกมันมักจะขึ้นลงตาม ‘Bitcoin’ อิงจากเหตุผลข้างต้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามคุณสามารถเข้ามาศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสารสาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโต ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจากช่อง Youtube : I Learn a lot  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

ข้อควรรู้!! ‘เงินบาทดิจิทัล’ ต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ อย่างไร?

ตอนนี้ได้มีคำถามในกลุ่มนักเทรดคริปโต ที่น่าสนใจมากๆ อยู่หนึ่งคำถาม นั่นก็คือ “ ‘เงินบาทดิจิทัล’ นั้นมีความแตกต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ที่เราใช้กันทั่วไปอย่างไร?” ดังนั้นบทความนี้ ‘Wikibit’ จะมาตอบคำถามข้างต้นแบบเข้าใจง่ายๆ เพื่อไขข้อสงสัยให้กับนักลงทุนเอง  เริ่มแรกเรามารู้จักกับ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ หรือ ‘E - Money’ กันก่อนดีกว่า โดยเจ้าเงินตัวนี้ ถือว่าเป็นเงินที่ธนาคารให้การยอมรับว่าเป็นมูลค่าเงินที่ถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ที่ถูกฝังชิพบนบัตรพลาสติก หรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชัน กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำธุรกรรม ซึ่งมาพร้อมกับค่าธรรมเนียม และการดำเนินการผ่านตัวกลางอย่าง ธนาคารพาณิชย์ หรือบัตรเครดิตนั่นเอง   ต่อมา ‘เงินดิจิทัล’ หรือ ‘คริปโตเคอเรนซี่’ คือ ‘เงินเสมือนจริง’ ที่ใช้ในการเข้ารหัส เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไม่สามารถปลอมแปลง หรือทำซ้ำได้ ซึ่งมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มอิสระในการทำธุรกรรม สามารถลดข้อจำกัดของการใช้เงินสดได้ และลดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมที่ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ สร้างไว้ โดยดำเนินการบนเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ (DLT) หรือระบบ ‘Blockchain’ ซึ่งส่งผ่านมูลค่าระหว่างกันโดยไม่มีตัวกลาง ต้นทุนหรือค่าธรรมเนียมต่ำ ผู้ใช้เข้าถึงง่ายในทุกที่ทุกเวลา แต่ข้อเสียก็คือ มันกลับยังไม่ได้รับการรองรับจากธนาคารกลาง และถูกมองว่ามันจะเข้ามาทำลายเสถียรภาพระบบการเงินภายในประเทศ   ทั้งนี้ด้วยความปังปูริเย่ของ ‘เงินดิจิทัล’ ทางธนาคารกลางจึงไม่ได้ทอดทิ้งแนวคิดเหล่านี้ไปให้เสียเปล่า แต่กลับนำมันมาพัฒนาให้กลายเป็น ‘เงินดิจิทัล’ ที่ออกโดยธนาคารกลางของประเทศอย่าง ‘CBDC’ โดยของประเทศไทยนั้นมาในนามของ ‘เงินบาทดิจิทัล’ ที่มีรูปแบบการทำงานคล้ายคลึงกับ ‘เงินดิจิทัล’ ทั่วไป เพียงแต่ได้การรองรับ และอยู่ในความดูแลของธนาคารกลาง แถมยังมีการต่อยอดในการโอนเงินข้ามพรมแดนได้ และไม่ทำลายเสถียรภาพระบบการเงินภายในประเทศอีกด้วย  สรุปแล้ว ถ้าถามว่า ‘เงินบาทดิจิทัล’ ต่างจาก ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ที่เราใช้กันทั่วไปอย่างไร คำตอบแบบง่ายๆ ก็คือ มันทำงานบนระบบ‘Blockchain’ ไม่ผ่านตัวกลาง มีความรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ เข้าถึงง่าย และอยู่ในความดูแลของธนาคารกลาง ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ ตามข้อมูลข้างต้นนั่นเอง ทั้งนี้คุณสมบัติพิเศษของ ‘เงินบาทดิจิทัล’ นั้นมันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด เนื่องจากมันอยู่ในขั้นตอนระหว่างการทดลอง และปรับปรุงให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยมากที่สุด ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นเราคงต้องติดตามกันต่อไป   ต่อมาเรามาดูความคิดเห็นของนักลงทุนที่เข้ามาตอบคำถามใต้โพสต์นี้กันดีกว่า โดยส่วนใหญ่นั้นตอบว่า ต่างกันที่ ‘เงินบาทดิจิทัล’ ทำงานบน ‘Blockchain’ ไม่ได้อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของธนาคารอย่าง ‘เงินอิเล็กทรอนิกส์’ แถมข้อมูลการทำธุรกรรมยังสามารถตรวจสอบ ซึ่งต่างจากอีกเจ้าที่ยากต่อการตรวจสอบนั้นเอง  อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นเงินแบบไหนก็มีวัตถุประสงค์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรศึกษาลักษณะของรูปแบบเงินนั้นๆ ให้ดีก่อนใช้งาน หรือถ้าหากคุณสนใจที่จะลงทุนเทรดใน ‘เงินดิจิทัล(คริปโต)’ แล้วละก็ อย่าลืมโหลดแอป ‘Wikibit’ ติดมือถือไว้ เพื่อใช้มันตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อย่าง ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ก่อนตัดสินใจลงทุน แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ไว้ให้คุณได้ศึกษา จะได้พลาดท่าถูกโกงอีกด้วย  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

ออสเตรเลียยึด ‘คริปโต’ มูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์ เหตุเชื่อมโยงกับการค้ายาเสพติด

เมื่อไม่นานมานี้เจ้าหน้าที่ตำรวจวิกตอเรีย ของประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าจับกุมและยึด ‘คริปโตเคอเรนซี’ ครั้งใหญ่ในเว็บมืด เหตุมีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มูลค่ากว่า 8.5 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตามรายงานจากทางการระบุว่า การปราบปรามในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการจับกุม ‘คริปโต’ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียอีกด้วย   การดำเนินงานของหน่วยงานประมวลกฎหมายอาญานั้น เกิดขึ้นในหลายๆ แห่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมอีสต์กิปป์สแลนด์ และหน่วยสืบสวนอาชญากรรมชายฝั่งเบส ส่งผลให้สามารถจับกุมผู้ต้องหา 2 รายได้ โดยเป็นหญิง อายุ 31 ปี และชายอายุ 31 พร้อมเข้าสอบปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายได้รับการปล่อยตัวแล้ว โดยผู้ต้องหาเพศหญิงนั้นได้รับการประกันตัว เพื่อไปขึ้นศาล Seymour ต่อในวันที่ 2 มีนาคม 2022 ที่จะถึงนี้     ทั้งนี้ทางการออสเตรเลียได้เริ่มตรวจสอบแพลตฟอร์มเว็บมืดที่มีการค้ายาเสพติด ตั้งแต่ต้นปี 2564 และพบว่าเว็บไซต์ดังกล่าวนั้นมีการออนไลน์ หรือถูกเปิดขึ้นตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งในระหว่างการดำเนินงานทั่วประเทศนั้น ตำรวจได้ควบคุมทรัพย์สินต่างๆ ในเมืองคิงเลค และ ดอลลาร์ มูลค่าประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย พร้อมรถยนต์ Toyota Prado และ VW T – Cross มูลค่าประมาณ 100,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสิ่งเสพติด อย่าง กัญชา เห็ดวิเศษ MDMA ยาตามใบสั่งแพทย์ ผงสีขาว และอื่นๆ อีกด้วย   Mick Frewen หนึ่งในเจ้าหน้าที่จากกองบัญชาการปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจวิกตอเรีย ได้ออกความเห็นว่า “นี่เป็นผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง มันเป็นสิ่งทีเน้นย้ำถึงการก่ออาชญากรรมในสมัยใหม่ที่มีความร้ายแรง และมีความเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดความอันตราย และความเดือดร้อนให้กับชุมชนได้อย่างมหาศาล”  จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการรายงานรายชื่อของ ‘คริปโต’ ที่ถูกยึดออกมา เนื่องจากอยู่ในระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้มันในการตั้งข้อสังเกต และดำเนินคดีต่อไป  นี่เป็นอีกหนึ่งข่าวอาชญากรรมต่างประเทศที่ได้นำ ‘คริปโต’ เข้าไปเอี่ยว โดยทาง ‘Wikibit’ หวังว่าเพื่อนๆ นักลงทุนที่เข้ามาอ่านนั้น จะสามารถตระหนักได้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามคุณสามารถติดตามข่าวสาร สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโต ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!    แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

วิเคราะห์เหตุผลที่แบงค์ชาติเข้าซื้อ “ทองคำสำรอง” เพิ่มถึง 90 ตัน!

มีรายงานว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ซื้อทองคำสำรองเพิ่มขึ้นกว่า 90 ตัน ทำให้ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ของการซื้อทองคำโดยธนาคารกลางทั่วโลก ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2021 และเป็นการสะสมทองคำระยะสั้นที่สูงที่สุด นับตั้งแต่ประเทศโปแลนด์เข้าซื้อทองคำ 100 ตัน เมื่อปี 2019  การซื้อทองคำสำรอง 90 ตันของไทย (เพิ่มขึ้น 43.5 ตัน ในเดือนเมษายน และเพิ่มขึ้นอีก 46.5 ตันในเดือนพฤษภาคม) ทำให้ไทยมีทองคำสำรองรวมจาก 154 ตันเป็น 244 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 58.4% โดยมูลค่าทองคำของไทยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มกราคม มีทองคำรวมมูลค่า 273,869.68 ล้านบาท  กุมภาพันธ์ มีทองคำรวมมูลค่า 257,649.29 ล้านบาท  มีนาคม มีทองคำรวมมูลค่า 264,808.71 ล้านบาท  เมษายน มีทองคำรวมมูลค่า 350,293.43 ล้านบาท  พฤษภาคม มีทองคำรวมมูลค่า 467,614.67 ล้านบาท  และเดือนมิถุนายน มีทองคำรวมมูลค่า 445,226.54 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา  โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “แบงก์ชาติได้ลงทุนในรูป ”ทองคำ“ เพิ่มขึ้นจริง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลของการบริหารเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความมั่นคงปลอดภัย ผลตอบแทนที่เหมาะสม และการกระจายความเสี่ยงทั้งในรูปของสินทรัพย์และสกุลเงิน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีไว้เพียงพอ พร้อมใช้ สำหรับรองรับการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าและบริการ และการลงทุนระหว่างประเทศ (balance of payments buffer) และมุ่งรักษามูลค่าในรูปเงินตราของต่างประเทศเพื่อรักษาอำนาจซื้อของไทยในตลาดโลก (purchasing power)”  ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์ฝั่งเรากันดีกว่า ว่าแรงจูงใจที่จะทำให้ธนาคารกลางแต่ละประเทศ ต้องซื้อทองคำสำรองเพิ่มคืออะไร  1. ไม่มีอะไรน่าพึ่งพาเท่าทองคำแล้ว  ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หยวนไร้เสถียรภาพจากนโยบายดอกเบี้ยและนโยบายค่าเงินเหรียญสหรัฐก็พึ่งพาไม่ได้ ในเวลานั้นอาจไม่มีทรัพย์สินอะไรจะค้ำยันฐานะความมั่งคั่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ดีกว่า “ทองคำ” อีกแล้ว  2. กระจายความเสี่ยง  ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความวิตกเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจเพราะทองคำไม่ใช่ของ ๆ ใครคนใดคนหนึ่ง จึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงที่มาจากบุคคลที่ 3  3. เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน    เมื่อเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง เหมือนในช่วงวิกฤตโควิด-19 แบบนี้ ทองคำอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่จะมาคู่กับเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ การสะสมทองคำของธนาคารกลางมักสะท้อนถึงความรู้สึกไม่มั่นคงของนักลงทุนที่มีต่ออนาคตของเศรษฐกิจ  4. อาจเกิดขึ้นเฟ้อหนัก  เมื่อเกิดเงินเฟ้อหนักข้อ สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ จะอ่อนแอและแปรปรวนผันผวนยิ่ง แต่ทองคำยังมั่นคงอยู่ได้ เพราะเป็น Safe Heaven Asset ที่ต้องถือครองไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยง  5. เรื่องของการบริหารทุนสำรอง  การสะสมทองคำที่เพิ่มขึ้นนั้น อาจสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการบริหารจัดการทุนสำรองของประเทศไม่สามารถเดินฝ่ากระแสคลื่นลมเศรษฐกิจโลกไปได้

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

Ripple และ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยื่นคำร้องขอขยายเวลาสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม แฟน ๆ XRP ต้องรออีก

Ripple และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องร่วมกัน เพื่อขอให้ผู้พิพากษา Analisa Torres แขวงสหรัฐฯ ประจำเขตทางใต้ของนิวยอร์กขยายกำหนดระยะเวลาในการสืบค้นข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญออกไปเป็นวันที่ 12 พฤศจิกายน   Ripple จำเป็นต้องมีการขยายเวลาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมตัวให้การในคดีของนาย Brad Garlinghouse CEO และนาย Chris Larsen ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่ได้รับการเสนอชื่อให้ตกเป็นจำเลยในคดี คริปโตเคอเรนซี่ ตามรายงานระบุว่า ผู้พิพากษา Sarah Netburn ได้อนุมัติคำขอของก.ล.ต.สหรัฐฯให้เลื่อนการพิจารณาคดีออกไปอีกสองเดือนเป็นวันที่ 15 ต.ค. แล้ว   อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการสืบค้นข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญจะใช้เวลานานกว่าเกือบหนึ่งเดือน นาย James K. Filan ทนายฝ่ายจำเลยในคอนเนตทิคัต ซึ่งติดตามคดี Ripple มาอย่างใกล้ชิด เชื่อว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดนั้นเป็นการส่งสัญญาณว่า คดีนี้จะกินเวลายืดเยื้อต่อไปอีกนานหลายเดือน “จากประสบการณ์ของผม ใครก็ตามที่คิดว่าคดีนี้คลี่คลายลงในเร็ว ๆ นี้ พวกเขาควรคิดใหม่”   ผู้พิพากษา Torres ยังคงต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้บริหาร Ripple ทั้งสองเพื่อยกฟ้องคดีและการเคลื่อนไหวของนักลงทุน XRP ที่ต้องการเข้าแทรกแซง อีกทั้งยังมีข้อพิพาทด้านการสืบพบข้อมูลที่กำลังดำเนินอยู่อีกหลายกรณี โดยล่าสุดศาลเพิ่งจัดกำหนดการการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งใหม่ ซึ่งจะมีการอัพเดทในไม่ช้า

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก

อิหร่านเตรียมยกเลิกห้ามขุด BTC เอลซัลวาดอร์เตรียมใช้ Bitcoin ATM 200 ตู้

สำหนักข่าว Financial Tribune ของอิหร่าน รายงานว่า อิหร่านจะอนุญาตให้ผู้ขุด BTC กลับมาดำเนินการในประเทศได้อีกครั้ง โดยจะเริ่มตั้งแต่สุดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนนี้ โดยองค์กรผลิตไฟฟ้าของประเทศที่ชื่อ Tavanir ได้ตัดสินใจยอมให้มีการขุด Bitcoin ในประเทศเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อิหร่านได้สั่งห้ามการขุด Bitcoin เนื่องจากทางการไม่ต้องการให้เกิดภาระกับการบริโภคไฟฟ้ามาเกินไปในช่วงฤดูร้อน โดยธุริกจนี้ เพราะที่ผ่านมา จะเกิดไฟฟ้าดับบ่อย และกลุ่มธุรกิจขุด Bitcoin ก็จะโดนจับตาว่าเป็นกลุ่มที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับก่อนอันดับแรก ซึ่งนอกจาก ไฟฟ้าจะไม่พอใช้ในประเทศแล้ว อิหร่านเองก็ต้องหยุดสิ่งออกไฟฟ้าไปยังอัฟกานิสถานอีกด้วย  โดยก่อนหน้านี้ คาดการณ์กันว่า การขุด Bitcoin และทำเหมือนคริปโตในอิหร่านจะเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าตลาดที่สำคัญที่สุดในประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่จากการระงับธุรกิจดังกล่าวตั้งแต่พฤษภาคมเป็นต้นมาอาจทำให้ตัวเลขการคาดการณ์ต่ำลงกว่าเป้า  ส่วนฟากฝั่งเอลซัลวาดอร์ นาย Nayib Bukele ประธานาธิบดีแห่งเอลซัลวาดอร์ ทวีตว่า เอลซัลวาดอร์จะติดตั้งเครื่องกดเงินสด 200 ตู้ ในกว่า 50 สาขาเพื่อให้ผู้ซื้อขายเงิน Bitcoin สามารถถอนเงินสดจาก Bitcoin เป็นสกุลเงินดอลลาร์ได้เลย เริ่มตั้งแต่ 7 กันยายนนี้ และสามารถ

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
110112
...
142