สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

‘Ref Wayne’ เศรษฐีผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เทรดเดอร์ Forex วัยรุ่นทั่วโลก!

“วัยรุ่นทุกคนคิดว่าจะมีเงินหนึ่งล้านในบัญชีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แต่ Ref Wayne เป็นคนที่ไม่เพียงแต่ฝันถึงมัน แต่ยังไล่ตามความฝันของเขาเพื่อทำให้เป็นจริง” เขาคือวัยรุ่นธรรมดา ๆ ที่เริ่มเทรด Forex ตั้งแต่ยังอยู่ ม.3 และใช้เวลา 3 ปี ทำกำไรหลักล้านเหรียญ! (ราว ๆ 33 ล้านบาท)  Wayne เกิดมาในครอบครัวธรรมดา ๆ ในเมือง Soweto ประเทศแอฟริกาใต้ เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ ชีวิตของเขาคือการไปโรงเรียน ทำการบ้าน และช่วยเหลือครอบครัวของเขา จนกระทั่งเขารู้จักการซื้อขาย Forex เมื่อตอนที่เขาอยู่เกรดเก้า หรือ ม.3 นั่นเอง โดย Wayne เริ่มเทรด Forex เมื่ออายุเพียง 16 ปี ขณะที่เขาขายซิมการ์ดเพื่อหาเลี้ยงชีพไปด้วย โดย Wayne ทำเงินล้านแรกเมื่ออายุ 19 ปีและกลายเป็นมหาเศรษฐีในอีกสามปี ปัจจุบันเขาเป็นบุคคลสำคัญในด้านการซื้อขาย Forex ในแอฟริกาใต้และทั่วโลก  ในขณะที่เรียนอยู่มัธยม Wayne ได้เริ่มสนใจในการซื้อขาย Forex และสกุลเงินดิจิทัล จากวันนั้น เขาตัดสินใจว่าเขาต้องการทำอะไรในชีวิตและสิ่งที่เขาอยากจะเป็นในอนาคต ดังนั้นเขาจึงลาออกจากโรงเรียน 9 ตอนแรกเขาเริ่มขายซิมการ์ดในท้องถิ่นเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่ก็รู้ดีว่าคงทำอาชีพนี้ได้ไม่นานแน่  โชคดีที่ตอนนี้เขาได้พบกับ David Schwartz ผู้แนะนำ Wayne เกี่ยวกับการเทรด Forex และอธิบายรายละเอียดทั้งหมด คุณเดวิดเองก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเทรด ดังนั้นจึงไม่ยากสำหรับเขาที่จะทำให้ Ref เข้าใจตลาดนี้ แน่นอนว่าเขาชอบแนวคิดนี้ และเริ่มเข้ามาในเส้นทางนี้ตามเส้นทางของกูรู  เขาเริ่มซื้อขายเมื่ออายุเพียง 16 ปี เป็นเวลาที่เด็กส่วนใหญ่ไม่มีความคิดเกี่ยวกับอนาคตหรืออาชีพของตน เขาสร้างรายได้ล้านแรกเมื่ออายุเพียง 19 ปีผ่านการซื้อขาย และกลายเป็นมหาเศรษฐีเมื่ออายุ 22 ปี วัยรุ่นทุกคนคิดว่าจะมีเงินหนึ่งล้านในบัญชีอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต แต่ Ref Wayne เป็นคนที่ไม่เพียงแต่ฝันถึงมัน แต่ยังไล่ตามความฝันของเขาเพื่อทำให้เป็นจริง  วันนี้ Ref Wayne กลายเป็นผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียง ผู้ใจบุญ และเป็นนักเขียน เขาสอนผู้ชมทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการซื้อขายและกลายเป็นเศรษฐีเช่นเดียวกับเขา เขายังเป็นนักพูดที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นนักปรัชญาผู้มั่งคั่งอีกด้วย เขาทำบริการให้คำปรึกษาแก่บริษัทต่าง ๆ ผ่านการสัมมนา โดยเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการซื้อขาย Forex จะสามารถจัดการกับปัญหาว่างงานจำนวนมากในแอฟริกาใต้  คาดว่าวันนี้เขาเป็นเจ้าสินทรัพย์มูลค่าสุทธิอย่างน้อย 500 ล้านเหรียญ (ราว ๆ 1.6 หมื่นล้าน) และกลายเป็นแรงบัลดาลใจให้วัยรุ่นทั่วโลก เขาทำให้เห็นว่าในโลก Forex นั้น อายุไม่มีผลกับความสำเร็จ ไม่ว่าคุณอายุเท่าไหร่ ถ้ามุ่งมั่นตั้งใจ คุณอาจจะเป็นเศรษฐีคนต่อไปก็ได้นะ : ) ถ้าหากคุณชอบเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน มารับแรงบันดาลใจกันได้ทุกวันแบบง่าย ๆ แค่มีแอป WikiFX โหลดฟรี แล้วมาอ่านกันใหม่นะ!

2021-08-27การวิเคราะห์เชิงลึก

ก.ล.ต. เตือนคนไทยระวัง แพลตฟอร์ม StorageCity

ก.ล.ต. เตือนประชาชนให้ระมัดระวังถูกชักชวนให้ลงทุนกับ StorageCity Platform เนื่องจากบริษัทไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และไม่ได้อยู่ระหว่างยื่นขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.  สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า “เราจะตรวจสอบยังไงว่า Exchange เจ้าไหน ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย” ในจุดนี้บอกเลยง่ายมากๆ เพียงแค่ 4 Step เท่านั้น  1. โหลดแอป ‘Wikibit’ มาไหวบนมือถือ (ได้ทั้ง IOS และAndroid ฟรี!!)  2. ไปที่หมวดหมู่ ‘กฏระเบียบระดับโลก’  3. จากนั้นคลิกไปที่คำว่า ‘ประเทศไทย’  4. เลื่อนลงมาเล็กน้อยก็จะเจอคำว่า “มีอำนาจกำกับดูแล” คุณเห็น ‘SEC’ ไหมคลิกเข้าไปเลย!!  หากทำครบ 4 Step แล้ว คุณก็จะได้รู้ว่ากระดานเทรดที่ถูกหมายในไทยมีอะไรบ้าง นอกจากนี้คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ของกระดานเทรด เหรียญ และ DeFi ได้อีกด้วย ดีขนาดนี้ช้าไม่ได้แล้วโหลดเลย!!  ตามแหล่งข่าวประชาสัมพันธ์ที่ทางสยามบล็อกเชนได้รับมาในวันนี้ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแจ้งเบาะแสและตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ลงทุนกับ StorageCity Platform ใน StorageCity DotLive และ StorageCity DotFund ผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์บริษัท เฟซบุ๊ก ยูทูป และไลน์ โดยระบุว่า StorageCity DotLive ให้บริการให้เช่าพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยี Cloud และ StorageCity DotFund จะให้บริการตัวกลางด้านคราวด์ฟันดิง รวมทั้งอ้างว่าอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อขอรับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมมนาหลายครั้งเพื่อชักชวนประชาชน  ก.ล.ต. ขอแจ้งว่า StorageCity Platform ไม่ได้เป็นผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาต จึงไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และไม่ได้อยู่ระหว่างยื่นขอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ดังนั้น ก.ล.ต. จึงขอให้ผู้ลงทุนระมัดระวัง หากถูกชักชวนให้ลงทุน  ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลหรือผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ได้ทางเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th ในหัวข้อ Investor Alert รวมทั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาต ได้ในหัวข้อ สินทรัพย์ดิจิทัล หรือทางแอปพลิเคชัน SEC Check First หากมีข้อสอบถามหรือมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัย โปรดติดต่อได้ที่ “ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต.” โทร. 1207 เพื่อการตรวจสอบในเชิงลึกต่อไป  ในกรณีที่ ก.ล.ต. ตรวจพบว่ามีการกระทำอันเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 หรือ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ผู้กระทำผิดอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และหากเข้าข่ายการกระทำที่อาจผิดกฎหมายอื่น ก.ล.ต. มีกระบวนการในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

2021-08-27การวิเคราะห์เชิงลึก

ตรุกีวุ่น เกิดฉ้อโกง Dogecoin มูลค่าความเสียหายกว่า 3.9 พันล้านบาท

สื่อข่าวตุรกีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนการฉ้อโกงเหรียญ Dogecoin ที่ได้จากการขุด ด้วยวิธี “Rug pull” เพื่อโกยเงินจากนักลงทุนมูลค่ากว่า 119 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.9 พันล้านบาท   รายงานเมื่อวันที่ 23 ส.ค. จากช่อง TV100 ระบุว่า ทางการได้ระบุตัวคนร้ายที่ใช้นามที่ใช้นามแฝงว่า “Turgut V” ซึ่งอาจเป็นผู้ต้องสงสัยในโปรเจกต์นี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่า Turgut และผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 11 คนสามารถรวบรวมเหรียญ Dogecoin ได้จำนวนเกือบ 350 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่ากว่า 119 ล้านดอลลาร์ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย   มีรายงานว่า Turgut ได้เรียกร้องเงินลงทุนจากชาวตุรกีจำนวน 1,500 คน ด้วยการสร้างแรงจูงใจเกี่ยวกับการ “ ขุด” เหรียญ Dogecoin ในสถานที่หรูหราผ่านทางกลุ่ม Telegram และอ้างว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนคืน 100% ภายใน 40 วัน และจะรายงานผลตอบแทนประมาณ 3 เดือน ในช่วงสามเดือนแรกดูเหมือนว่าการดำเนินการจะไปอย่างราบรื่น โดยนักลงทุนรายแรก ๆ ได้รับผลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่มูลค่ารวมของโครงการพุ่งแตะ 350 ล้าน Dogecoin ในช่วงเดือนที่ 4 กองทุนก็หายตัวไปอย่างลึกลับ  สำนักงานอัยการสูงสุดในเขตชานเมือง Küçükçekmece ของตุรกี กำลังเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างขมักเขม้นเพื่อหาตัวนาย Turgut และผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 11 คนของเขา โดยเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งห้ามไม่ให้นาย Turgut เดินทางออกนอกประเทศแล้ว และคาดว่าจะเจอตัวเขาในไม่ช้า

2021-08-27การวิเคราะห์เชิงลึก

NFT ของ Visa อาจส่งผลกระทบต่อ Ethereum อย่างมาก โดย SiamBlockchain

ตลาด cryptocurrency ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจาก Bitcoin มีมูลค่าถึง 50,000 ดอลลาร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วอย่าง Cardano ที่ปรับฐานมาอยู่บริเวณ 2.5 ดอลลาร์   โดยทำให้นักลงทุนต่างหมกมุ่นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาตลอดเวลา อย่างไรก็ตามท่ามกลางความโกลาหลทั้งหมดใน Ethereum ตลาด NFT กลับได้รับความสนใจจากบริษัทบัตรเครดิตระดับโลกอย่าง วีซ่า (Visa) ที่เข้ามาซื้อ NFT อย่าง CryptoPunk จากคอลเลกชันของ Larva Labs โดยวีซ่าซื้อมันมาในราคา 150,000 ดอลลาร์ตามความตั้งใจที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรม NFT และบล็อกเชนที่กำลังเติบโต Ethereum และ NFT มีความสำคัญอย่างไร?   ที่ผ่านมา Visa เปิดรับแนวคิดเรื่อง NFT และหาโอกาสมากมายจากทั้งสองฝ่าย ตามทฤษฎีแล้ว NFT มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในด้านความบันเทิง การค้าปลีก และโซเชียลมีเดีย โดยตลาด NFT ได้ดึงดูดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้จำนวนมากภายในปีนี้ Visa ตระหนักดีว่าในอนาคตอาจจะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเพื่อประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีขึ้นและอำนวยความสะดวกในการซื้อขาย NFT อย่างราบรื่นโดยไม่มีตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ตอนนี้ตลาด NFT ส่วนใหญ่ยังคงถูกซื้อขายบนเครือข่ายของ Ethereum ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้ Ethereum นั้นอยู่ในยุคทองอย่างแท้จริง โดยวีซ่าอาจะเข้ามาในฐานะเครือข่ายการประมวลผลการชำระเงิน ซึ่งหมายถึงการบันทึกธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum เหมือนกับ Anchorage ในขณะนี้หากวีซ่าต้องการเข้ามาขับเคลื่อนตลาด NFT อย่างแท้จริง  อาจจะต้องพิจาณาถึงแนวคิดของระบบการชำระเงินแบบ centralized ในบัญชีแยกประเภทแบบ decentralized Kosala Hemachandra CEO ของ MyEtherWallet แบ่งปันมุมมองที่คล้ายกัน โดยผู้บริหารอ้างว่า Ethereum เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนสถาบันมาโดยตลอด ตอนนี้กำลังขยายไปยังสินทรัพย์อื่น ๆ ที่สร้างขึ้นบนเครือข่าย Ethereum และเขาเชื่อว่านักลงทุนสถาบันกำลังมองหาและเข้าใจถึงพลังของ DeFi ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้พลังของ NFT สามารถแทนที่ปัญหาต่าง ๆ ในตลาดกระแสหลักที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของปลอม อย่างไรก็ตามวีซ่าถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในด้านการชำระเงินระดับโลกมาแล้ว ซึ่งหากต้องการเข้ามาอยู่ในตลาด  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-27การวิเคราะห์เชิงลึก

สรุปคดีความระหว่าง Ripple กับก.ล.ต.สหรัฐฯ โดย SiamBlockChain

จากคดีความการฟ้องร้องอันโด่งดังในวงการคริปโตเมื่อปลายปี 2020 ระหว่างโจกท์อย่างก.ล.ต.สหรัฐฯ และจำเลยทั้ง 3 ได้แก่ บริษัท Ripple Labs, CEO นาย Brad Garlinghouse และผู้ร่วมก่อตั้งนาย Chris Larsen จนถึงวันนี้มีความคืบหน้าอย่างไร   ทาง Siam Blockchain ได้รวบรวมความเคลื่อนไหวตั้งแต่เริ่มต้นการฟ้องร้องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งกินระยะเวลากว่า 8 เดือนแล้วมาให้ได้ติดตามกัน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การฟ้องร้องของก.ล.ต.สหรัฐฯ ต่อบริษัท Ripple ในสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง XRP สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 6 ของโลกที่เข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนกับทางก.ล.ต.สหรัฐฯ และยังมีข้อกล่าวหาอื่น ๆ ต่อ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Ripple ในการซื้อขาย XRP ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอีกด้วย เหตุใด XRP จึงเข้าข่ายเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน? เอกสารจากทางก.ล.ต.สหรัฐฯ ระบุว่า XRP นั้นมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาการลงทุน (Investment Contract)   ซึ่งตามข้อกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางได้ระบุไว้ว่า “สัญญาการลงทุนนั้นเป็นหมวดหมู่หนึ่งของหลักทรัพย์” ทำให้สิ่งนี้อาจเข้าข่ายการซื้อขายหลักทรัพย์โดนผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีการโฆษณาชวนเชื่อจากทาง Ripple ให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่าจะสามารถทำให้เหรียญ XRP นั้นประสบความสำเร็จได้ในอนาคต ซึ่งการโฆษณาเหล่านี้มีลักษณะเข้าข่ายคำอธิบายในสัญญาการลงทุน เป็นเหตุให้มีการสรุปเบื้องต้นและฟ้องร้องว่า XRP นั้นเป็น” หลักทรัพย์” มิใช้ “สกุลเงิน”   นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาไปถึง CEO อย่าง Brad Garlinghouse และผู้ก่อตั้งร่วม Chris Larsen ในการชักจูงตลาดและสามารถควบคุมสภาพตลาดของเหรียญ XRP ได้ ส่งผลให้บุคคลทั้งสองมีการซื้อขายเหรียญ XRP ไปเป็นมูลค่ารวมกันกว่า 600 ล้านดอลลาร์ และบริษัท Ripple มีรายได้จากการขาย XRP กว่า 1.39 พันล้านดอลลาร์ตลอดระยะเวลา 8 ปีทีผ่านมา ย้อนไทม์ไลน์คดีความสุดยืดเยื้ออันโด่งดัง 22 ธันวาคม 2020 ก.ล.ต.สหรัฐฯ ยื่นคำร้องต่อศาลถึงการกระทำผิดกฎหมายของจำเลยทั้ง 3 โดยมีความยาวของเอกสารกว่า 71 หน้ากระดาษ  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-08-27การวิเคราะห์เชิงลึก

ทำไม ก.ล.ต. ถึงไม่อนุมัติให้ใบอนุญาต ‘Binance’ ในไทย?

ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่นักลงทุนหลายๆ คน ยังคงลงทุนคริปโตใน ‘Binance’ เว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของโลก ทั้งๆ ที่มันไม่ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยด้วยซ้ำ จนมีการตั้งข้อสงสัยว่า เพราะอะไรทำไม ‘Binance’ ถึงไม่ได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. บทความนี้มีคำตอบมาบอก!!  ‘Binance’ ถูกขนานนามว่าเป็นเว็บเทรดคริปโตอันหนึ่งของโลก ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2017 โดย ‘Changpeng Zhao’ ชาวไต้หวันและถือได้ว่าเป็บเว็บเทรดที่น่าเชื่อถือที่สุด เว็บหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ได้รับการอนุมัติจาก ก.ล.ต. สะที   โดยมีสาเหตุมาจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. แล้วพบว่า ‘Binance’ ได้เข้ามาทำธุรกิจเป็นศูนย์ซื้อขายคริปโตในไทยโดยไม่มีใบอนุญาตของประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางฝั่ง ก.ล.ต. ก็ได้ยื่นหนังสือแจ้งไปยัง ‘Binance’ ให้รีบดำเนินการในส่วนนี้ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2564 แล้ว แต่อีกฝั่งกลับนิ่งเฉยไม่มีการเคลื่อนไหว ส่งผลให้ ก.ล.ต. ต้องออกมาประกาศเตือนนักลงทุน และสั่งแบนการทำธุรกิจภายในประเทศไทยของ ‘Binance’ ในที่สุดนั่นเอง   ทั้งนี้การสั่งแบนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว เพราะมันยังมีหน่วยงานทางด้านการเงินของประเทศอื่นๆ อาทิ อังกฤษ(FCA) ญี่ปุ่น(FSA) เป็นต้น ที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อกฎหมายการดำเนินงานธุรกิจซื้อขายคริปโตภายในประเทศ แล้วพบว่า ‘Binance’ ยังไม่มีใบอนุญาตเช่นกัน จึงพากันออกประกาศเตือน โดยหวังว่าทาง ‘Binance’ จะรีบแก้ไขปัญหาในส่วนนี้  ทั้งนี้หากถามว่าการที่ ‘Binance’ ไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยนั้น ส่งผลอะไรกับนักเทรดไหม? คำตอบคือ ‘มี’ แต่น้อยมากขึ้นอยู่กับดวงล้วนๆ เนื่องจาก ‘Binance’ เป็นเว็บเทรดที่ถูกยอมรับเป็นอย่างมากในสากล จึงมีความน่าเชื่อถือสูง แถมมีฟังค์ชันลูกเล่นต่างๆ อาทิ ระบบซื้อขายแบบP2P การเทรดแบบฟิวเจอร์ และอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทย เพราะทั้งง่าย รวดเร็ว สะดวกสบาย และค่าธรรมเนียมต่ำ ส่งผลให้นักลงทุนต่างพากันเชิดใส่ ก.ล.ต. และใช้งานมันต่อไป ซึ่งผลกระทบอันน้อยนิดนั้น คือ หากคุณถูกโกง หรือเกิดปัญหาต่างๆ ที่ทำให้สูญเสีย ก็คงต้องทำใจอย่างเดียว เพราะกฎหมายในประเทศไม่สามารถช่วยคุณได้ เนื่องจากทาง ก.ล.ต. ได้ออกมาประกาศเตือนแล้ว     ต่อมาเรามาดูรีวิวเว็บเทรด ‘Binance’ จากแอป ‘Wikibit’ กันดีกว่า ว่าจะปังสมกับอันดับหนึ่งของโลกไหม โดย ‘Binance’ เป็นกระดานเทรดคริปโตเกรด AAA ที่ติด Rangkings ของแอปอยู่ในอันดับที่ 5 มีคะแนนอยู่ที่ 9.15/10 คะแนน และมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ 3,840.63 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเว็บเทรดที่น่าสนใจมากๆ แต่น่าเสียดายที่ ‘Binance’ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย จึงทำให้การเทรดคริปโตบนกระดานนี้ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศนั่นเอง  สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า “เราจะตรวจสอบยังไงว่า Exchange เจ้าไหน ได้รับการอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย” ในจุดนี้บอกเลยง่ายมากๆ เพียงแค่ 4 Step เท่านั้น   1. โหลดแอป ‘Wikibit’ มาไหวบนมือถือ (ได้ทั้ง IOS และAndroid ฟรี!!)  2. ไปที่หมวดหมู่ ‘กฏระเบียบระดับโลก’  3. จากนั้นคลิกไปที่คำว่า ‘ประเทศไทย’  4. เลื่อนลงมาเล็กน้อยก็จะเจอคำว่า “มีอำนาจกำกับดูแล” คุณเห็น ‘SEC’ ไหมคลิกเข้าไปเลย!!  หากทำครบ 4 Step แล้ว คุณก็จะได้รู้ว่ากระดานเทรดที่ถูกหมายในไทยมีอะไรบ้าง นอกจากนี้คุณยังสามารถตรวจสอบข้อมูลอื่นๆ ของกระดานเทรด เหรียญ และ DeFi ได้อีกด้วย ดีขนาดนี้ช้าไม่ได้แล้วโหลดเลย!!

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

3 เหรียญซิ่ง!! มาแรงแซงทางโค้ง ที่น่าจับตามองในช่วงนี้

ช่วงนี้เหรียญดังๆ อย่าง ETH, ADA และอื่นๆ ราคากำลังพุ่งเอาๆ แบบไม่เกรงใจรัฐบาลกันทีเดียวเชียว แต่คุณหรือไม่นอกจากเหรียญดังๆ แล้ว ยังมีพวก ‘เหรียญซิ่ง’ ที่ใส่เกียร์แรง แซงทางโค้งขึ้นมาเหมือนกัน ว่าแต่ ‘เหรียญซิ่ง’ คือหยัง? แล้วมีเหรียญอะไรบ้างที่ช่วงนี้น่าจับตามอง เราไปดูพร้อมๆ กันกับ ‘Wikibit’ เลย  ‘เหรียญซิ่ง’ คือ เหรียญนอกสายตา เหรียญเล็กๆ ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก เหรียญใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา หรือเหรียญที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนน้อยๆ แต่ราคาของมันกลับพุ่งขึ้นสูงแซงทางโค้งเหรียญดังๆ หัวกระดานอย่างน่าตกใจ อาจเป็นเพราะมีการเคลื่อนไหวของโปรเจกต์ หรือเหตุผลบางประการที่ส่งผลต่อราคาของมัน จนเข้าไปอยู่ในสายตาของนักลงทุน และเป็นที่รู้จักขึ้นมาอย่างกว้างขวางเพียงข้ามขึ้น ซึ่งเหรียญที่น่าจับตามองในช่วงนี้ได้แก่   1. Bitkub Coin(KUB)    คะแนนจากแอป Wikibit : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  มูลค่าตลาด : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  การร้องเรียน : ยังไม่มีข้อมูลบนแอป  ในสายตาของนักลงทุนหลายๆ คน ยังคงมองว่า ‘KUB’ ยังคงเป็น ‘เหรียญซิ่ง’ เพราะมันเพิ่งถือกำเนิดมาใหม่ได้ไม่นาน จากเว็บเทรดคริปโตอันดับหนึ่งของไทย อย่าง ‘Bitkub’ และชื่อเสียงของมันยังไม่เป็นสากลต่อตลาดคริปโตโลกเท่าไหร่นัก แต่ความซิ่งของมันก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะเมื่อไม่นานมานี้มันได้ทำการเผาเหรียญไปจนถึง 89% ส่งผลให้ราคาเหรียญพุ่งกลับขึ้นมาที่ 25 บาทได้อีกครั้ง แต่สิ่งที่ทุกคนต้องจับตามองนั่นก็คือ  เหรียญตัวนี้กำลังมีโปรเจกต์ที่ชื่อว่า “Lock KUB & Get Bonus” ซึ่งเป็นฟังค์ชั่นใหม่ของ ‘Bitkub NEXT’ ที่จะเปิดให้ทุกคนสามารถนำเหรียญ ‘KUB’ มาล็อกไว้เพื่อรับโบนัสซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายนนี้ แถมยังมีการเปิดตัวเกม ‘Morning Moon Village’ ที่ถูกสร้างขึ้นบน ‘Bitkub Chain’ ในเร็วๆนี้ คาดว่าราคาของมันอาจสะดุ้งตัวขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากการเผาเหรียญครั้งก่อนก็เป็นได้   2. Solona (SOL)  คะแนนจากแอป Wikibit : 8.05  มูลค่าตลาด : 675.687 พันล้านบาท  การร้องเรียน : 0 ครั้ง  ท่ามกลางความกระสับกระส่ายของราคาเหรียญ ‘Bitcoin’ ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา อยู่ดีๆ ก็มีรายชื่อของเหรียญ ‘SOL’ ปรากฏขึ้นมา เพราะราคาของมันกำลังซิ่งอย่างฉุดไม่อยู่กว่า 70% โดยขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลใหม่ที่ระดับ 80 ดอลลาร์ ในช่วงมีวันก่อน จากจุดเดิมที่ 58 ดอลลาร์ คราวนี้แหละเราต้องมาจับตาดูกันว่า ราคาของเหรียญตัวนี้จะไปหยุดอยู่จุดไหน  ‘Solona’ นั้นเป็นเครือข่าย ‘Blockchain’ ในเจเนอเรชันที่ 4 ที่มีจุดมุ่งหมายเข้ามาแก้ปัญหาเจเนอเรชันที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความรวดเร็วในการทำธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า อีกทั้งยังสามารถปรับขนาดได้ และแม้ว่าจะมีเครือข่ายรุ่นพี่อย่าง ETH และ BSC คอยเป็นคู่แข่งอยู่นั้น แต่ก็ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ‘SOL’ ลงได้ในช่วงนี้   3. Axie Infinity Shad (AXS)    เหรียญเกมชื่อดังที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นที่รู้จักอยู่ในขนาดนี้จากช่วงที่ผ่าน หลังจากกระแสเกมคริปโตบูมขึ้น ส่งผลให้เหรียญ ‘AXS’ ที่เป็นปัจจัยหลักของเกมนี้มีราคาซิ่งขึ้นมาสูงขึ้นอย่างสั่นสะเทือนกว่า 1,300% ในระยะเวลาเพียงเดือนเศษๆ แถมคนก็ยังให้ความสนใจกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเมื่อไม่นานมานี้มันสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 77 ดอลลาร์ ถึงตอนนี้ราคาจะมีการขึ้นลงอยู่บ้างแบบน่ารักๆ ในช่วง 67 – 70 ดอลลาร์ ซึ่งทางทีมก็ยังคงวางแผนพัฒนาเกมต่อไป จนทำให้เหรียญตัวนี้มีความน่าจับตามองไม่หยอกเลยทีเดียว  นี่เป็นเพียงข้อมูลคร่าวของ 3 เหรียญซิ่งที่น่าจับตามองในตอนนี้ ซึ่งหากใครสนใจอยากลงทุนกับพวกมัน หรือเหรียญอื่นๆ คุณสามารถเข้ามาศึกษา และตรวจสอบของมูลของเหรียญได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ รูปแบบกลโกงดีๆ ไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย โหลดเลย!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

รู้หรือไม่!! ทำไม ‘คริปโตเคอเรนซี’ ถึงเกิดขึ้นมาบนโลก?

เพื่อนๆ นักลงทุนหลายๆ คน มักก้าวเข้ามาในวงการคริปโตได้ด้วยการรู้จัก ‘Bitcoin’ ที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของโลกสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งมันก็ไม่ผิดหากทุกคนเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า “ทำไมคริปโตเคอเรนซีถึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นมาบนโลก?” บทความนี้ ‘Wikibit’ จะมาเล่าให้ทุกคนทราบเอง!!  จุดต้นตอของการกำเนิดโลกแห่งคริปโตเคอเรนซีนั้นเริ่มขึ้นในปี 2008 ในช่วงที่ประเทศสหรัฐเกิดวิกฤตค่าเงิน USD หรือ ดอลลาร์สหรัฐ ตกต่ำเป็นอย่างมาก สหรัฐจึงเลือกใช้วิธีการอัดฉีดเงินจำนวน 3,800 ล้านดอลลาร์ เข้าสู่ระบบ โดยไม่ต้องใช้ทองมาประกันมูลค่าในการแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อทำให้จำนวนเงินที่เพิ่มเข้าไปในระบบนั้น ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ และทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย หรือใช้หนี้กันได้แบบปกติ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่า “ยังไงเงิน USD ก็มีมูลค่า”   ต่อมาหลายๆ ประเทศที่เกิดภาระหนี้ต่างๆ เห็นประเทศสหรัฐทำเช่นนี้เพื่อแก้ไขปัญหา จึงเลือกที่จะทำตาม ส่งผลให้ประชาชนหลายๆ ภาคส่วนเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เราจะเชื่อถือรัฐบาลที่ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาทางการเงินของประเทศได้อย่างไร? เงินที่ผลิตเพิ่มเข้าระบบด้วยวิธีนี้มันจะไปมีมูลค่าได้อย่างไร?”  และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น ทำให้นักวิชาการต่างๆ เกิดแนวคิดเกี่ยวกับระบบการเงินที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาล หรือธนาคารกลาง ขึ้นมา จนถือกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สกุลเงินดิจิทัล’ หรือ ‘คริปโตเคอเรนซี’ นั่นเอง   โดยนักพัฒนาหลายๆ ท่าน ต่างพยายามนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาเพื่อสร้างตัวสกุลเงินดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบขึ้น แต่ก็ยังไม่มีใครทำได้สำเร็จ เพราะทุกครั้งที่สร้างมันขึ้นมานั้น มักจะมีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไขตามมาเสมอ จนเวลาผ่านมาถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2008 มีนักโปรแกรมเมอร์ปริศนาที่ใช้นามแฝงว่า ‘Satoshi Nakamoto’ ได้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่ชื่อว่า ‘Bitcoin.org’ เพื่อใช้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับทีมนักพัฒนา ในการสร้าง ‘Whitpaper’ และให้กำเนิด ‘Bitcoin’ ที่ทำงานบนระบบ ‘Blockchain’ ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการทำธุรกรรมบนโลกได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้ แต่ทุกคนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ซึ่งตอบโจทย์แนวคิดข้างต้นได้อย่างดีเยี่ยม   ทั้งนี้ก็ได้มีการพัฒนาระบบของมันให้มีความสมบูรณ์ และทุกคนสามารถเข้าถึงมันได้มากขึ้น จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2009 เป็นวันแรกของโลกที่บล็อกแรกของ ‘Bitcoin’ ถูกขุดขึ้นมา โดยมีชื่อว่า ‘Genesis Block’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจโลกรวมไปถึงวงการ ‘คริปโตเคอเรนซี’ เลยก็ว่าได้   หลังจากนั้นก็เกิดซื้อขาย และขุด ‘Bitcoin’ กันเกิดขึ้นอย่างเรื่อยๆ จนทำให้แวดวงธุรกิจเริ่มหันมาสนใจ พร้อมเล็งเห็นถึงความสำเร็จ หรือประโยชน์ของนวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งพวกเขาได้นำ ‘Bitcoin’ มาเป็นต้นแบบเพื่อสร้าง ‘สกุลเงินดิจิทัล’ อื่นๆ ขึ้นมาแก้ไขปัญหาระบบทางการเงินต่างๆ บนโลก จนกลายเป็นโลกแห่งคริปโตเคอเรนซี่ในทุกวันนี้  อย่างไรก็ตามก่อนการให้กำเนิด ‘Bitcoin’ นี้จะเกิดขึ้น อาจมีสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่นๆ ปรากฏขึ้นมาก่อนก็เป็นได้ แต่ด้วยความสมบูรณ์ และตอบโจทย์ของ ‘Bitcoin’ นั้น ส่งผลให้มันถูกขนานนามจากคนทั่วโลกว่าเป็น “สกุลเงินดิจิทัลสกุลแรก แห่งโลกคริปโตเคอเรนซี่” นั่นเอง  ทั้งนี้คุณสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเหรียญ ‘Bitcoin’ หรือเหรียญอื่นๆ สาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโตได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจาก : Gadgeteer  

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

Wall Street ยังไม่พร้อมสำหรับช่วง FOMO ของ Bitcoin / SiamBlockchain

Anthony Pompliano หรือที่รู้จักในชื่อ Pomp ผู้มีประสบการณ์ด้าน Crypto และ Bitcoin Bull กำลังคาดการณ์ถึงระยะ FOMO ของ Bitcoin โดยเขากล่าวว่านักลงทุนใน Wall Street ไม่พร้อมที่จะรับมือกับมัน ในตอนใหม่ของ The Best Business Show นั้น  Pompliano กล่าวว่าเขาคาดว่าจะเกิด Bitcoin FOMO ครั้งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ทุกคนหรือแม้แต่ผู้คนที่ไม่เคยรู้จัก Bitcoin นั้นเริ่มที่จะสนใจและพูดถึงมัน โดยสรุปคำพูดของเขาได้ว่า “มันจะมีอยู่ช่วงประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่คุณพยายามจะเข้านอนแต่ก็นอนไม่หลับและไม่สามารถหยุดคิดเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อคุณตื่นขึ้นมาคุณจะเหมือนพลาดอะไรไปบางอย่าง อีกทั้งหากคนขับรถ Uber, ช่างตัดผม, เพื่อนของคุณ และแม่ของคุณเริ่มที่จะพูดถึงสิ่งนี้ เมื่อนั้นแหละเรากำลังเริ่มเข้าสู่ช่วง FOMO เรียบร้อยแล้ว”  Pomp กล่าวว่านักลงทุนจาก Wall Street และสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมไม่พร้อมที่จะทำความเข้าใจหรือใช้ประโยชน์จาก Bitcoin โดยจากข้อมูลของ BTC Bull ทำให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลอาจประสบกับช่วง FOMO ที่เกินความคาดหมายของนักลงทุนใน Wall Street “ดังนั้น เมื่อคุณเริ่มคิดถึงพวก Wall Street ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกองทุน hedge, องค์กร หรือว่าเป็นผู้จัดการสินทรัพย์ประเภทใด ผมคิดว่าพวกเขาไม่พร้อมกับสิ่งนี้และสิ่งนี้จะฉีกหน้าพวกเขาอย่างแน่นอน”

2021-08-26การวิเคราะห์เชิงลึก

เหตุผลง่ายๆ!! ทำไมราคา ‘Bitcoin’ ตก จะทำให้ราคา ‘Altcoin’ ตกลงไปด้วย?

เพื่อนๆ นักลงทุนเคยสังเกตกันไหมว่า ทำไมเวลาที่ราคาของ ‘Bitcoin’ ตกลงมา จะทำให้ราคาของ ‘Altcoin’ หรือ เหรียญ ‘คริปโต’ อื่นๆ ในตลาดตกตามมันลงมาด้วย ถ้าหาคุณอยากรู้เหตุผลบทความนี้จาก ‘Wikibit’ มีคำตอบมาก   1. ‘Bitcoin’ คือ พระเจ้า    ‘Bitcoin’ ถือเป็นพระเจ้าในโลกของคริปโตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมันส่วนแบ่งตลาดที่สูงกว่า 60% อยากส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดของเหรียญ และด้วยส่วนแบ่งที่เยอะ เมื่อถึงเวลาที่มันจะร่วง มันก็พาเหรียญตัวอื่นๆ ที่มีส่วนแบ่งตลาดน้อยๆ ร่วงลงไปด้วย แต่ก็ส่งผลไม่เสมอไปกับเหรียญบางตัวที่ในช่วงนั้นอาจจะมีโปรเจกต์ต่างๆ ที่มีอิทธิพลมากพอให้ราคาของมันพุ่งสวนทางกับ ‘Bitcoin’ ได้ ดังนั้น ‘Bitcoin’ จึงเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของตลาดคริปโตนั่นเอง   2. คู่เทรด ‘Altcoin’ กับ ‘Bitcoin’    นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าวงการเทรดคริปโตมักเริ่มลงทุนใน ‘Bitcoin’ คู่กับเงิน ‘Fiat’ อย่าง ‘USDT’ หรือ ‘THB’ ก่อนเสมอ (BTC/USDT) และเมื่อถึงเวลาที่พวกเขารู้สึกว่าถือ ‘Bitcoin’ แล้วได้กำไร พวกเขาก็มักจะเริ่มแบ่งกำไรบางส่วนมาลงทุนใน ‘Altcoin’ คู่กับ ‘Bitcoin’ เป็น Step 2 ยกตัวอย่างเช่น ETH/BTC เป็นต้น ส่งผลให้ราคาเหรียญนั้นๆ ค่อยๆ พุ่งตาม ‘Bitcoin’ ไปด้วย แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ราคา ‘Bitcoin’ มีแนวโน้มที่จะตกลง จากการโดนวาฬเท หรืออื่นๆ นักลงทุนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยน ‘Altcoin’ กลับไปเป็นเงิน ‘Fiat’ ที่คงมูลค่าเดิมทันที เพราะเขามองภาพรวมของตลาดจาก ‘Bitcoin’ หาก ‘Bitcoin’ ลง ‘Altcoin’ ก็อาจตามไปด้วยนั่นเอง  นี่เป็นเพียงเหตุผลง่ายที่ทาง ‘Wikibit’ สรุปมาตอบคำถามของเพื่อนๆ นักลงทุน ให้หายคาใจ แต่ก็อย่างที่บอกการขึ้นลงของราคาเหรียญอื่นๆ ในตลาดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ ‘Bitcoin’ เพียงแต่ส่วนใหญ่พวกมันมักจะขึ้นลงตาม ‘Bitcoin’ อิงจากเหตุผลข้างต้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามคุณสามารถเข้ามาศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสารสาระความรู้ และรูปแบบกลโกงต่างๆ ในโลกของคริปโต ได้ที่แอป ‘Wikibit’ แถมตัวแอปยังสามารถใช้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้อีกด้วย ตัวช่วยดีๆ แบบนี้ นักลงทุนคริปโตคนไหนยังไม่โหลดติดมือถือไว้ ถือว่าพลาดมากๆ!!!  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ เป็นแอปที่คุณสามารถใช้ตรวจสอบ ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญคริปโต’ และ ‘DeFi’ ได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่กดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้น ‘Whitepaper’ แถมตัวแอปยังมีการอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และรูปแบบกลโกงในวงการคริปโตไว้ให้คุณได้ศึกษาอีกด้วย ถือว่าครบจบในแอปเดียว โหลดเลย!!   ติดตามข้อมูลข่าวสารวงการคริปโต พร้อมตรวจสอบ Exchange ทั่วโลก รวบรวมข้อมูล Shitcoin และโครงการเถื่อน ได้ที่….  App : “WikiBit” (ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ฟรี!)  Facebook : https://www.facebook.com/Wikibit.th/ (กด SEE FRIST เพื่อที่คุณจะไม่พลาดข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ จากทางเพจ)  ขอขอบคุณข้อมูลจากช่อง Youtube : I Learn a lot  

2021-08-25การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
109111
...
142