ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นแตะ 60,000 ดอลลาร์ หลังมีรายงานเกี่ยวกับ Bitcoin

ดูเหมือนว่าราคา Bitcoin นั้นจะพุ่งแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน อ้างอิงข้อมูลจากเว็บเทรด Bitstamp การพุ่งขึ้นของราคาในวันนี้ ทำให้เหรียญคริปโตเบอร์หนึ่งของโลกอยู่ห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาลเพียงแค่ 7% เท่านั้นจากระดับ 64,804 ดอลลาร์ ของเมื่อวันที่ 14 เมษายน ในขณะเดียวกันมูลค่าตลาดของ Bitcoin ก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ การพุ่งขึ้นของราคาล่าสุดนี้เกิดขึ้น หลังจากสื่อข่าวระดับ Bloomberg ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีท่าทีต่อต้านกองทุน Bitcoin ETF Future และนั้นหมายความว่ากองทุน Bitcoin ETF แบบ Future ตัวแรกน่าจะเปิดให้เริ่มมีการซื้อขายกันภายในสัปดาห์หน้า

2021-10-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ก่อนจะยิ่งใหญ่แบบทุกวันนี้ เหล่ามหาเศรษฐีทำอะไรเป็นอาชีพแรก?

แน่นอนว่าเราทุกคนรู้จักชื่อของ ‘มหาเศรษฐีระดับโลก’ เหล่านี้ รู้ว่าพวกเขาประสบความสำเร็จจากการทำอะไร แต่คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า คนรวยที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้เริ่มต้นได้ยังไง? วันนี้เราจะพาไปดูอาชีพแรกของพวกเขากัน!   1. Warren Buffett - เด็กส่งหนังสือพิมพ์    วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มทำงานในอาณาจักรมูลค่าพันล้านดอลลาร์เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็ก ตอนอายุ 13 บัฟเฟตต์มีงานแรกในการดำเนินธุรกิจจัดส่งหนังสือพิมพ์ เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ เขาเริ่มต้นธุรกิจเครื่องพินบอลตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น โดยมองหาโอกาสทางธุรกิจทุกที่ที่เขาไป และสำเร็จการศึกษาในวิทยาลัยด้วยกำไร 10,000 ดอลลาร์จากการร่วมทุนทางธุรกิจของเขา ไม่น่าแปลกใจที่วันนี้หลายคนมองหาคำแนะนำทางการเงินของ Warren Buffett   2. Elon Musk – วิศวกรรมซอฟต์แวร์    ผู้ก่อตั้งเทสลาคนนี้ เป็นแฟนตัวยงของเทคโนโลยีและอวกาศมาโดยตลอด ตอนที่เขาอายุเพียง 12 ขวบ มัสค์เขียนโค้ดสำหรับวิดีโอเกมแนวอวกาศที่เรียกว่า “บลาสตาร์” ซึ่งเขาขายให้กับ PC and Office Technology magazine ในราคา 500 ดอลลาร์ (เมื่อเร็วๆ นี้ วิศวกรซอฟต์แวร์จาก Google ได้นำโค้ดดังกล่าวมาสร้างเกมขึ้นใหม่เพื่อเล่นบนเครื่องที่ทันสมัย) มัสก์เติบโตขึ้นมาในแอฟริกาใต้ และต่อมาได้อพยพไปแคนาดาเมื่ออายุ 17 ปี และเริ่มทำงานเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์   3. Bill Gates – โปรแกรมเมอร์    บิล เกตส์ ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วยเหตุผลที่เขาหลงใหลในเทคโนโลยีตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ งานแรกของเขาคือการเป็นโปรแกรมเมอร์หรือนักเขียนโปรแกรม ของ TRW ในช่วงปีสุดท้ายของเขาในโรงเรียนมัธยมปลาย ปัจจุบัน Gates เป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถให้ผลตอบแทนได้จริง ในปี 2008 เขาลาออกจากงานประจำของ Microsoft เพื่อมุ่งความสนใจไปที่งานการกุศลของเขาผ่านมูลนิธิ Bill s Bezos เริ่มทำงานที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดในไมอามีเมื่ออายุเพียง 16 ปี และมักจะกล่าวว่าเขาได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของธุรกิจจากประสบการณ์นั้น นั่นคือ การย้ายสิ่งต่างๆ จากผู้ขายไปยังลูกค้าอย่างรวดเร็วโดยไม่สร้างความเสียหายให้กับพวกเขา   5. Mark Zuckerberg - วิศวกรรมซอฟต์แวร์    มาร์คยังอยู่ในวิทยาลัยขณะที่เขาก่อตั้ง Facebook แต่เขาก็ประสบความสำเร็จอีกหลายอย่างในเส้นทางนี้ ตอนเรียนมัธยม มาร์คได้สร้างซอฟต์แวร์แนะนำเพลงชื่อ Synapse ซึ่งคล้ายกับ Pandora ในปี 2002 บริษัทซอฟต์แวร์หลายแห่ง รวมทั้ง Microsoft และ AOL แสดงความสนใจในการซื้อ Synapse แต่เขาเลือกที่จะไปลงทะเบียนเรียนที่ Harvard University แทน ห้าปีต่อมา Microsoft ซื้อหุ้น 1.6% ใน Facebook ในราคา 240 ล้านดอลลาร์  เราทุกคนรู้ดีว่าการเริ่มต้นเป็นเด็กหนังสือพิมพ์ วิศวกร หรือพ่อครัว ไม่ได้การันตีว่าคุณจะเป็นมหาเศรษฐี แต่สิ่งที่น่าสนใจของเศรษฐีเหล่านี้ก็คือ พวกเขาค้นพบความหลงใหลในบางสิ่งตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การลงทุน หรือเรื่องอื่น ๆ ถ้าแพชชั่นมากพอ ทุกอย่างก็เป็นไปได้!  กลับมาพบกับเรื่องราวสนุก ๆ เทคนิค กลยุทธ์ และข่าวสารในตลาด Forex พร้อมประสบการณ์ดี ๆ แรงบันดาลใจจากคนสำคัญจากทั่วโลกแบบนี้ได้ที่แอป WikiFX ที่นี่ที่เดียว ดาวน์โหลดแอป WikiFX ไว้รอเลยนะ โหลดฟรี มีให้อ่านทุกวัน!  

2021-10-15การวิเคราะห์เชิงลึก

Coinbase เตือนรัฐบาลสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะล้าหลัง เนื่องจากความล้มเหลวในการควบคุม Crypto

เว็บเทรดคริปโตอับดับหนึ่งของสหรัฐฯ Coinbase ได้เสนอข้อแนะนำการกำกับดูแลต่อสภาคองเกรส เพื่อส่งเสริมการอภิปรายเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ตามบล็อกโพสต์ของ Coinbase เมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า กรอบการทำงานที่เรียกว่า ข้อเสนอนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล:  การปกป้องความเป็นผู้นำทางการเงินของอเมริกา (dApp) มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการอุตสาหกรรม crypto อย่างเหมาะสมในสหรัฐอเมริกา ข้อเสนอของ Coinbase มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาวิวัฒนาการทางอินเทอร์เน็ตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบล็อคเชนและการกระจายอำนาจ นอกจากนี้แล้วเว็บเทรดยังพยายามที่จะให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่ที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย ในการให้ข้อเสนอแนะ Coinbase ระบุว่า บริษัทได้มีการปรึกาษหารือกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในแวดวงอุตสาหกรรมคริปโต ผู้สร้างโปรเจกต์ ผู้นำทางความคิด และผู้กำหนดนโยบายทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา ตามโพสต์บล็อกของบริษัท Coinbase กล่าวเน้นย้ำว่าภาค crypto นั้นมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ควบคู่ไปกับผู้ใช้มากกว่า 300 ล้านคนทั่วโลก  ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องควบคุมอุตสาหกรรมแห่งนี้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแยกแยะปัจจัยต่าง ๆ เช่น การชำระเงินที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลด้วย จากข้อมูลของ Coinbase กฎระเบียบของสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นควรอยู่ภายใต้กรอบการทำงานที่แตกต่างกัน ควบคู่ไปกับหน่วยงานกำกับดูแลที่กำหนดไว้สำหรับภาคส่วนนั้น ๆ “เพื่อหลีกเลี่ยงการกำกับดูแล กฎระเบียบที่กระจัดกระจายและไม่สอดคล้องกันกับนวัตกรรม ความรับผิดชอบของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลควรถูกวางให้กับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางเพียงแห่งเดียว อำนาจเหล่านี้จะรวมถึงขั้นตอนการลงทะเบียนใหม่สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตลาดกลางสำหรับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (MDA) และเป็นระบบที่เหมาะสมเพื่อแจ้งเตือนนักลงทุน” Coinbase กล่าว เสี่ยงที่จะล้าหลัง  ในขณะเดียวกัน Coinbase ตั้งข้อสังเกตว่ากรอบการกำกับดูแลในอุดมคติ ควรส่งเสริมการทำงานร่วมกันและการแข่งขันที่มีความยุติธรรม เว็บเทรดกล่าวเตือนว่า ความล้มเหลวในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมแห่งนี้อย่างเหมาะสม อาจทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงล้าหลัง เมื่อต้องแข่งขันกับขอบเขตอำนาจศาลอื่น ๆ Coinbase ยืนยันว่าความล้มเหลวในการกำกับดูแลได้กีดกันไม่ให้เม็ดเงินมูลค่านับล้านหลั่งไหลเข้ามาสู่ระบบการเงินของประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคนอเมริกันส่วนใหญ่กำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบบการเงินแบบดั้งเดิม Coinbase ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายการเงินในปัจจุบันที่ร่างขึ้นมาในช่วงทศวรรษที่ 1930 นั้นเก่าล้าสมัย เมื่อนำมาปรับใช้กับภาค crypto ที่กำลังจะปฏิวัติวงการ รายงานดังกล่าวมีขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากที่บริษัทร่วมทุนระดับโลก Andreessen Horowitz ได้ยื่นข้อแนะนำเกี่ยวกับวิธีการควบคุมอินเทอร์เน็ตในยุคหน้า ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีบล็อคเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล

2021-10-15การวิเคราะห์เชิงลึก

ผู้เชี่ยวชาญเผย ผลตอบแทน Bitcoin สูงเกินกว่าที่นักลงทุนจะเพิกเฉยแล้ว

ราคา Bitcoin ได้รับแรงหนุนจากการมองโลกในแง่ดีใกล้ทะยานเข้าสู่ระดับ 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งมันไม่น่าจะจบลงแค่นี้ เนื่องจากนักลงทุนยากที่จะเพิกเฉยต่อผลตอบแทนที่เกินปกติของสกุลเงินดิจิตอลที่เป็นที่นิยม ในขณะที่มันกลายเป็นสินทรัพย์สำรองที่ได้รับการยอมรับ  BTC/USD เพิ่มขึ้น 0.81% เป็น 57,438 ดอลลาร์  เกรก คิง ซีอีโอของ Osprey Funds ให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับ Investing.com ว่า ในขณะที่กิจกรรมบนเครือข่าย Bitcoin ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ผลตอบแทนที่สูงขึ้นไม่สัมพันธ์กับการลงทุนแบบดั้งเดิม เช่น หุ้นและพันธบัตร จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการยอมรับของนักลงทุน  “ในขณะที่ผลกระทบของเครือข่ายเกิดขึ้นและผู้เข้าร่วมจำนวนมากขึ้น ให้เข้าสู่ระบบบล็อกเชนจะผลักดันผลตอบแทนที่เกินมาตรฐานและความผันผวนตามมา คิง กล่าว ”นักลงทุนมักแสวงหาแหล่งผลตอบแทนที่ไม่สัมพันธ์กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขาได้กำไร  แต่การเดินทางของสกุลเงินดิจิตอลได้รับความนิยมในการสร้างตัวเองให้เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยยังมีจำเป็นต้องปูทางเพื่อให้คนสามารถเข้าถึง Bitcoin ได้มากขึ้น  การเดินทางของสกุลเงินดิจิตอลซึ่งสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดโดยไม่ต้องพึ่งคนกลาง จำเป็นต้องพึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่จะนำนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาสู่ตลาด   เช่นเดียวกับความสะดวกในการเข้าถึงทองคำ ในที่สุดทุกคน “ที่ต้องการเข้าถึง Bitcoin จะสามารถทำได้ เมื่อถึงตอนนั้นเราจะถึงจุดสมดุล” คิง กล่าว  “แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น เนื่องจากสถาบันหลักยังต้องทำความเข้าใจตลาดสกุลเงินดิจิตอล และตรวจสอบจนสบายใจพอที่จะลงทุนกับ Bitcoin ได้” คิงกล่าวเสริม  อย่างไรก็ตาม บางคนเชื่อว่าศักยภาพของ Bitcoin นั้นจำกัด เนื่องจากมูลค่าตามราคาตลาดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านเหรียญ อาจไม่มีที่ว่างพอให้ราคาวิ่งได้ เมื่อมันแย่งส่วนแบ่งตลาดของทองคำไปแล้วประมาณ 10 ล้านล้านดอลลาร์  แต่ต่างจากทองคำ Bitcoin มีอะไรให้มากกว่าการเก็บมูลค่าเฉย ๆ  “ความสามารถในการพกพา การแบ่งแยก และการแพร่หลายของ Bitcoin ในหลาย ๆ ด้านนั้นเหนือกว่าทองคำ อาจมีสถานการณ์ที่มูลค่าตลาดของ Bitcoin สูงกว่าทองคำ” คิง กล่าวปิดท้าย

2021-10-15การวิเคราะห์เชิงลึก

เงินเดือนหลักหมื่น ทำเงินหลักแสน ด้วยการเทรด Forex & คริปโต

Forex คือตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุด และมีสภาพคล่องมากที่สุดในโลก เป็นตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยการแลกเปลี่ยนสกุลเงินหนึ่ง กับอีกสกุลเงินหนึ่ง กำไรมาจากส่วนต่างของค่าเงินในการขายในแต่ละครั้ง นอกจากสกุลเงิน ยังเปิดให้เทรดสินทรัพย์อื่น ๆ มากมายเช่น ทองคำ น้ำมัน และคริปโต  4 Step ลงทุน Forex  1. เปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่ไว้ใจได้  2. ฝากเงินเข้าไป ขั้นต่ำเพียง 300 บาท  3. เลือกคู่เงินที่จะเทรด กำหนดค่าต่าง ๆ แล้วกดเปิดออเดอร์  4. ถ้าคิดว่าได้กำไรพอใจแล้ว กดปิดออเดอร์  Forex เงินน้อยก็เทรดได้!  เงินน้อยก็ทำกำไรจาก Forex ได้โดยไม่มีเงื่อนไขแอบแฝง โบรกเกอร์ Forex ส่วนใหญ่กำหนดขั้นต่ำในการ  เปิดบัญชีไว้ที่ 300 บาทเท่านั้น เหมาะกับคนที่อยากเริ่มลงทุนด้วยเงินน้อย ๆ ถ้าเทียบกับการซื้อหุ้น อันนั้นคุณ  ต้องใช้เงินต่ำ ๆ ในการเริ่มต้นถึง 5,000 บาท Forex จึงเป็นตลาดที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้  ความเสี่ยงของตลาด Forex  สำหรับประเทศไทย Forex ยังไม่มีกฏหมายรองรับ แต่ไม่ได้ผิดกฏหมาย เพียงแต่คุณมีสิทธิ์โดนโกงจากโบรกเกอร์ Forex เถื่อน ทำให้เทรดเดอร์ ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงเอง  จึงต้องลงทุนกับโบรกเกอร์ Forex ที่มีใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น ใบอนุญาตเหมือนเป็นยันต์  กันโกง เป็นสิ่งที่จะการันตีความปลอดภัยว่าไว้ใจได้ ส่วนการเทรดกับโบรกเกอร์เถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาต เหมือนเอาเงินไปลงทุนกับโจร ซึ่งแนะนำให้ใช้แอพ WikiFX ตรวจสอบโบรกเกอร์ Forex !  รู้จักตลาดคริปโต  Cryptocurrency หรือ “สกุลเงินดิจิตอล” กำลังได้รับความสนใจจากบรรดานักลงทุนในปัจจุบัน บางครั้งคริปโต  ถูกเรียกว่า “สกุลเงินเสมือน” แบ่งออกเป็นสกุลเงินต่าง ๆ มากมาย เช่น บิทคอยน์ เป็นต้น  คริปโตทำกำไรโดยการซื้อถูกขายแพง เหมือนกับทองคำ โดยคุณสามารถเทรดคริปโตได้ ทุกวัน 24 ชม. ทั้งนี้ยังสามารถเทรดคริปโต ผ่านโบรกเกอร์ Forex ได้อีกด้วย  คริปโตเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่ มีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็น ‘แอปเทรดคริปโต’ ‘เหรียญ’ หรือโครงการ ‘DeFi’ ก็ตุ๋นคนมาทั่วโลกแล้ว  แนะนำแอป WikiFX แอปสำหรับสาย ‘FOREX’ รวบรวมข้อมูลโบรกเกอร์ทั่วโลกไว้ที่เดียว ตรวจสอบใบอนุญาต ดูรีวิวข้อมูลความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ Forex เปรียบเทียบค่าสเปรดโบรกเกอร์แบบเรียลไทม์  แนะนำแอป WikiBit แอปสำหรับสาย ‘คริปโต’ บริการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ Exchange, โทเค็น, ข้อมูลโครงการ รวมถึงตรวจสอบการร้องเรียนความเสี่ยง และติดตามข่าวสารบล็อกเชนทั่วโลก

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก

กูรูด้านภาษีในไทย เสนอให้ไทยยกเลิกภาษี Crypto

ท่ามกลางกระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Cryptocurrency ที่กำลังร้อนแรงในปัจจุบัน สำหรับในประเทศไทยเองก็มีผู้ที่ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากที่ได้เข้าถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล รวมถึงการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคริปโตเคอเรนซีหรือโทเคนดิจิทัล  สำหรับการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนประเภทนี้ ประเทศไทยได้มีการออกกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ในการเสียภาษีของนักลงทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 19 พ.ศ.2561 ซึ่งมีผลใช้บังคับมานับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 แล้ว ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน แนวทางปฏิบัติเพื่อการจัดเก็บภาษีจากเงินได้ประเภทดังกล่าวอาจจะยังมีคำอธิบายหรือตัวอย่างในการจัดเก็บภาษีไม่มากนักก็ตาม  อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากฎหมายการจัดเก็บภาษีคริปโตจะมีออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ถึงกระนั้นทางด้านกูรูภาษีชื่อดังในไทยก็รู้สึกไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเก็บภาษีคริปโตดังกล่าว และได้แนะนำให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บภาษี คริปโต พร้อมชี้ให้เห็นว่ามันมีผลเสียมากกว่าผลดี  เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา นาย ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ CEO และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ iTAX ซึ่งเป็นโซลูชันด้านภาษีที่ช่วยให้ทุกอย่างเกี่ยวกับภาษีเป็นเรื่องง่ายสำหรับชาวไทย ได้ออกมาเสนอให้ประเทศไทยยกเว้นการเก็บภาษีคริปโตบนเฟสบุ๊คส่วนตัวของเขา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้  จากข้อความข้างต้น นาย ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ทุกวันนี้คนไทยได้หันไปใช้เว็บเทรดคริปโตในต่างประเทศอย่าง Binance กันเยอะมากขึ้น และเงินก็ได้ไหลออกนอกประเทศไปแล้ว ด้วยวิธีการในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การแลกเปลี่ยนแบบ P2P ซึ่งในตรงจุดนี้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมหรือจัดเก็บภาษีได้อย่างแน่นอน  ดังนั้นนาย ยุทธนา จึงเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนกลายไปเป็น Hub สำหรับการเทรดคริปโตแทน หรือให้การสนับสนุนคริปโตอย่างเต็มที่ไปเลย เพราะสิ่งนี้ทำให้คนไทยหันกลับมาซื้อขายคริปโตในเว็บเทรดของไทยกันมากขึ้นนั่นเอง  แน่นอนว่ารัฐบาลอาจไม่ได้รับเงินภาษีจากนักเทรดรายย่อยโดยตรง แต่ในส่วนที่รัฐบาลจะได้รับกลับไปก็คือ เงินลงทุนที่จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ในเว็บเทรดคริปโตของไทย และรัฐบาลจะสามารถเรียกเก็บเงินภาษีคริปโตได้จากผู้ประกอบการเหล่านี้แทน  ในขณะเดียวกันด้านบริษัทเว็บเทรดคริปโตก็จะมีกำไรมากขึ้น จากค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย แม้จะเสียภาษีในไทยเพิ่มขึ้น แต่พวกเขาก็สามารถนำกำไรในส่วนนี้มาพัฒนาต่อยอดบริษัทให้ก้าวไกลไปสู้ในระดับโลกได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ Win Win ทั้งสองฝ่าย  นอกจากนี้นาย ยุทธนา ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากเราเป็น hub เรื่องนี้ได้ เราน่าจะดึงดูดบุคคลากรต่างประเทศให้สนใจเข้ามาทำงานให้บริษัทไทยได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพวกเขาทำงานอยู่ในบริษัทไทย ได้เงินเดือนสูง ๆ รัฐบาลไทยก็จะสามารถเรียกเก็บภาษีเงินได้จากค่าจ้างของบุคคลเหล่านี้ได้ด้วย แม้ว่าบุคลากรเหล่านี้จะไม่ต้องเดินทางเข้ามาในไทยเลยก็ตาม  แอปพลิเคชั่น ‘Wikibit’ มีฟีเจอร์โดนๆ สำหรับนักลงทุน อย่าง การตรวจสอบ Exchange และ Token เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในการลงทุนของคุณนั้นง่ายขึ้น เพียงแค่คุณกดค้นหาเท่านั้น ข้อมูลที่คุณควรรู้ก็จะปรากฏขึ้นมาแบบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น คะแนนความน่าเชื่อถือจากแอป ใบอนุญาต ข้อมูลโครงการ การเยี่ยมชมจากเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการมีอยู่ของบริษัทนั้นตามที่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง ก.ล.ต. เพื่อขอใบอนุญาต ถือว่าครบจบในแอปเดียว อย่ารอช้าโหลดเลย!

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก

ราคา Bitcoin ฟื้นตัวพุ่งจ่อ 2 ล้านบาทอีกแล้วเช้านี้!

ดูเหมือนว่านักเทรดคริปโตนั้นจะได้เห็นความผันผวนอย่างรุนแรงเกิดขึ้น นับตั้งแต่ช่วงเมื่อวานนี้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เว็บเทรดเบอร์หนึ่งของโลก Binance ประกาศเพิกถอนคู่เทรดเหรียญคริปโตกับสกุลเงินหยวน แม้ความผันผวนจะส่งผลทำให้ราคร่วงลงอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าตอนนี้ราคา Bitcoin ก็ดูเหมือนจะมีการฟื้นตัวกลับขึ้นมาบ้างแล้ว  หลังจากที่ร่วงลงไปแตะระดับ 54,000 ดอลลาร์ในช่วงเมื่อวาน กราฟ BTCUSD จาก TradingView เผยให้เห็นว่ากราฟราคา Bitcoin นั้นได้พุ่งขึ้นไปแตะ 58,000 ดอลลาร์อย่างรุนแรงบน Coinbase เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาในวันนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่นักเทรดดีใจได้เพียงแค่สั้น ๆ  เนื่องจากแนวต้านทางวิทยาที่ระดับ 6 หมื่นดอลลาร์(2ล้านบาท)กำลังใกล้เข้ามาแล้ว และหลายคนเชื่อที่ระดับราคานี้ทำให้ Bitcoin มีความผันผวนที่รุนแรงเกิดขึ้นอีกครั้ง ปัจจุบันราคาของ Bitcoin นั้นมีการซื้อขายอยู่ที่ 58,100 ดอลลาร์ อ้างอิงจาก TradingView เพิ่มขึ้น 3.25% จากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก

เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียสามารถสั่งยึด Crypto ที่พัวพันกับอาชญากรรมได้ภายใต้กฎหมายใหม่

ฝ่ายนิติบัญญัติของออสเตรเลียเริ่มมีท่าทีที่จริงจังมากขึ้นเกี่ยวกับภัยคุกคามจาก ransomware พร้อมประกาศเพิ่มบทลงโทษขั้นหนักสำหรับผู้กระทำความผิด การกำหนดมาตรการใหม่และการแก้ไขร่างกฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาลกลางเมื่อวันที่ 13 ต.ค. เกิดขึ้น หลังจากการโจมตีทางไซเบอร์บริษัทเอกชนและหน่วยงานของภาครัฐในออสเตรเลียเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว  การโจมตีเหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจของออสเตรเลียเสียหายไปเป็นมูลค่าร่วมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์อ้างอิงตามรายงาน มาตรการใหม่นี้จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจในการสั่งยึดหรือหยุดยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินในสกุลเงิน Crypto ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยไม่ต้องคำนึงถึงประเทศต้นทาง รัฐบาลออสเตรเลียได้ตั้งเป้าที่จะปรับปรุงกฎหมายในปัจจุบันให้มีความทันสมัยขึ้น เพื่อให้ทางการสามารถกู้คืนสินทรัพย์ crypto ที่ถูกขโมยไปโดยอาชญากรไซเบอร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนาง Karen Andrews กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อขัดขวางการกำหนดเป้าหมายไปยังธุรกิจในออสเตรเลีย “กฎหมายใหม่ที่เข้มงวดนี้จะเพิ่มบทลงโทษให้กับเหล่าอาชญากรทางไซเบอร์ ด้วยการโจมตีไปที่ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารของพวกเขา” เธอกล่าวเสริม หน่วยเฉพาะกิจจากหลายหน่วยงานที่เรียกว่า Operation Orcus ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคมเพื่อเข้าจัดการปัญหากับการโจมตีของแรนซัมแวร์ ซึ่งการโจมตีส่วนใหญ่นั้นมีต้นกำเนิดในประเทศรัสเซีย โดยใช้มัลแวร์ เช่น REvil หรือ DarkSide ในการเข้ารหัสหรือขโมยข้อมูล จากนั้นจึงเรียกค่าไถ่เหยื่อเป็นสกุลเงินดิจิทัล  เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการโจมตีแรนซัมแวร์เกิดขึ้นหลายครั้ง และได้มีการกำหนดเป้าหมายไปยังบริษัทเอกชนในประเทศออสเตรเลีย เช่น Uniting Care Queensland บริษัทโรงงานผลิตเบียร์ Lion, Nine Entertainment, NSW Labor Party, Toll Holdings และ BlueScope Steel การโจมตีบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์ JBS ในช่วงเดือนพฤษภาคมทำให้บริษัทต้องสั่งปิดโรงงานกว่า 47 แห่งในออสเตรเลีย ฝ่ายนิติบัญญัติในสหรัฐอเมริกากำลังเพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าในการจัดการกับแรนซัมแวร์ โดยเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren ได้นำเสนอกฎหมายการเปิดเผยข้อมูลการเรียกค่าไถ่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของสกุลเงินดิจิทัลจากการถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ และเมื่อวันที่ 6 ต.ค. บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อคเชน Chainalysis ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทสืบสวนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต Excygent เพื่อช่วยรัฐบาลในการต่อสู่กับแรนซัมแวร์อีกด้วย

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก

SHIB ทะยานสู่เหรียญอันดับที่ 11 ของโลก

SHIB กลายเป็นเหรียญอันดับที่ 11 ของโลก ตามข้อมูลของ CoinGecko ได้แสดงข้อมูลว่า Shiba Inu ได้เพิ่มไปสู่อันดับสูงสุดที่อันดับ 11 ของโลกตามมูลค่าตลาดของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งไล่ตาม Dogecoin อย่างใกล้ชิดที่ยังคงอยู่ในอันดับ 10 แม้ว่าตอนนี้ SHIB จะลดลงเหลืออันดับ 12 แล้วก็ตาม ทำให้ตอนนี้มูลค่าตลาดรวมนั้นคงอยู่ที่ 14,556,605,530 ดอลลาร์  โดยตามหลัง Dogecoin ที่มีมูลค่าตลาดรวม 29,941,879,540 ดอลลาร์ อย่า่งไรก็ตามความนิยมของ Shiba Inu ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบน Twitter โดยอ้างอิงจากข้อมูลบนบัญชีทวีตเตอร์ว่า CoinTrendz โดยเหรียญมีมดังกล่าวได้แซงหน้าเหรียญชื่อดังอย่าง Bitcoin, Ethereum, Dogecoin, ADA และ Altcoins 10 อันดับแรกอื่น ๆ Bitcoin ตั้งเป้า 80,000 ดอลลาร์ เมื่อสองวันก่อนในวันที่ 11 ต.ค. สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกในที่สุดก็สามารถราคา 57,000 ดอลลาร์ได้ แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างมหาศาลมากกว่า 90% หลังจากที่ร่วงลงสู่ระดับ 29,856 ดอลลาร์ในวันที่ 20 กรกฎาคม  โดย Vijay Ayyar หัวหน้าเว็บกระดานเทรด Luno เชื่อว่าหาก Bitcoin ยังคงสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น มีความเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่จะแตะ 80,000 ดอลลาร์หรือ 85,000 ดอลลาร์ ทั้งนี้สำนักข่าว Bloomberg ได้แชร์แผนภูมิด้วยรูปแบบ Head and Shoulders ที่กลับด้าน ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่ BTC จะเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 79,000 ดอลลาร์หรือ 80,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ ในกระทู้ล่าสุดของ Eric Balchunas หัวหน้านักวิเคราะห์ ETF บน Twitter ได้แสดงความคิดเห็นในหัวข้อ

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก

IMF เตือน Crypto อาจกำลังเป็นภัยต่อเสถียรภาพการเงินโลก

ในรายงานความมั่นคงทางการเงินทั่วโลกประจำปี 2564 International Monetary Fund หรือ IMF กล่าวว่า แม้ปัจจุบัน cryptocurrency จะยังไม่เป็นภัยคุกคามต่อระบบการเงินระหว่างประเทศ แต่ “ความเสี่ยงนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรอบการปฏิบัติงานและกฎระเบียบทั่วไปอาจยังไม่เพียงพอในเขตอำนาจศาลส่วนใหญ่” เพื่อแก้ไขความไม่เพียงพอเหล่านั้น IMF ได้เรียกร้องให้มี “มาตรฐานระดับโลกสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสามารถช่วยป้องกัน ”ความเสี่ยง ที่แพร่ไปสู่ตลาดอื่น ๆ ได้  ในวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา IMF ได้เผยแพร่บทความรายงานถึงความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมคริปโตอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมทางการเงินทั่วไป โดยบทความนี้เขียนถูกโดยเจ้าหน้าที่ของ IMF 3 คน ได้แก่ Dimitris Drakopoulos, Fabio Natalucci และ Evan Papageorgiou ซึ่ง 2 คนเป็นมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูง และอีกหนึ่งคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอาวุโส โดยบทความนี้ได้ชี้ไปถึงผลกระทบของคริปโตและปัญหาต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในปัจจุบัน  เมื่อพูดถึงความเสี่ยงของผู้บริโภคนั้น IMF ระบุว่า ปัญหาการล่มของเว็บเทรดคริปโตในช่วงที่ตลาดผันผวนอย่างหนักนั้นอาจไม่ได้ก่อนให้เกิดผลกระทบเชิงลบชัดเจน แต่ในอนาคตปัญหานี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของตลาดคริปโต อย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่ ส.ส.สหรัฐ Elizabeth Warren ก็เคยได้ออกมากล่าววิพากษ์วิจารณ์เว็บเทรดระดับโลกอย่าง Coinbase (NASDAQ:COIN) ที่ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงเงินของพวกเขาในแพลตฟอร์มได้ในขณะที่ตลาดกำลังเกิดความผันผวนสูง ในขณะที่เรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์, การหลบหนีภาษี และการใช้พลังงาน ก็เป็นหัวข้อสำคัญที่ IMF กังวลอยู่เช่นกัน รวมไปถึงในเรื่องของระบบทางการเงิน ที่ทาง IMF มองว่าการเติบโตของเหรียญคริปโตกลุ่ม ‘Stablecoin’ นั้นอาจกลายมาเป็นต้นตอของปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาในระบบทางการเงิน  นอกจากนี้ การย้ายอพยพเหมืองขุด crypto ออกจากจีนไปยังตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อาจสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้พลังงานของประเทศนั้น ๆ ด้วย สุดท้ายนี้ IMF ได้ร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันการฉวยโอกาสจากความแตกต่างของมาตรการกำกับดูแล เนื่องจากธรรมชาติของคริปโตที่ไม่มีพรมแดนเป็นอุปสรรค ดังนั้นผู้ร่างกฎหมายต่าง ๆ ก็ควรจะต้องคำนึงถึงเรื่องการประสานงานข้ามพรมแดนเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น และยกระดับการกำกับดูแลและการบังคับใช้ของข้อกฎหมายให้มากยิ่งขึ้น

2021-10-14การวิเคราะห์เชิงลึก
1
...
9597
...
142