3 ปัญหา The Merge เปิดทุกข้อกังขา ที่แม้แต่คุณ ก็อาจได้รับผลกระทบ! - CryptoSiam
ผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมงกับ ‘The Merge’ อัปเกรดครั้งสำคัญของ Ethereum ที่เป็นการยกระดับเครือข่ายให้ตอบสนองผู้ใช้งานมากขึ้น ตัดข้อเสียต่างๆ ที่ต้องเผชิญมาก่อนหน้าทิ้งไป พร้อมปูทางสู่การอัปเกรดครั้งถัดๆ ไปในอนาคต โดยหลักๆ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงกลไกการยืนยันธุรกรรมหรือ Consensus Mechanism จากแบบ Proof-of-Work แบบเก่า สู่ Proof-of-Stake แบบใหม่ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการยืนยันธุรกรรมในบล็อกเชนไปอย่างสิ้นเชิง จากก่อนหน้าที่ใช้ ‘นักขุด’ ที่ใช้พลังการประมวลผลจากฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ต่างๆ เช่นการ์ดจอ หรือเครื่อง ASIC ในการยืนยันธุรกรรม มาสู่การ ‘Stake’ หรือการฝากเหรียญเข้าไปในระบบ เพื่อเป็นการยืนยันธุรกรรมแทน ‘นักขุด’ ขุดไม่ได้อีกต่อไป แน่นอนที่ระบุไปข้างต้นว่าหลังจาก The Merge เกิดขึ้นแล้ว จะไม่สามารถใช้ฮาร์ดแวร์ขุดเหรียญได้อีกต่อไป ดังนั้นคนที่ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ ก็คือ ‘นักขุด Ethereum’ ที่ลงทุนซื้อเครื่องขุดราคาแสนแพงมาแล้ว ทางเลือกที่กลุ่มนักขุดเหล่านี้สามารถทำได้ก็มีแค่เลิกขุดไปเลย กับไปหาเหรียญอื่นๆ ขุดต่อ ‘Vitalik Buterin’ ผู้สร้าง Ethereum และผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญของ The Merge ก็เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าใครยังอยากใช้ Proof-of-Work ก็ให้ไปใช้ Ethereum Classic (ETC) สิ แน่นอนว่าหลังจากนั้น Ethereum Classic ก็ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ ราคาพุ่งทะยานแซงตลาดไปอย่างไม่น่าเชื่อ กราฟ ETC ในช่วงที่ Vitalik กล่าวถึง Ethereum Classicnรูปภาพ: TradingView ไม่ใช่แค่ Ethereum Classic เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าเหรียญอื่นๆ ที่ยังทำงานแบบ Proof-of-Work อยู่จะได้รับผลพลอยได้ไปทั้งหมดโดยเฉพาะเหรียญที่มีมูลค่าทางการตลาดไม่สูง อย่างก่อนหน้าที่ The Merge จะเกิดขึ้นไม่นาน ‘FIRO’ ก็ราคาพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 37% พร้อมกับ ‘ปรมินทร์ อินโสม’ ที่ระบุชัดเจนว่าได้รับผลพลอยได้มาจากการอัปเกรด Ethereum แต่ทั้งนี้ก็ยังมีกลุ่มคนที่ยังแน่วแน่ใน Ethereum อยู่ และต้องการให้ Ethereum คงอยู่แบบเดิม จึงรวมตัวกันสร้าง ‘Ethereum PoW’ ขึ้นมา จะเรียกว่าสร้างก็ไม่ถูก กลุ่มคนเหล่านี้ (ที่คาดว่าจะประกอบด้วยนักขุดเสียส่วนใหญ่) เลือกที่จะไม่อัปเกรด ‘Node’ Ethereum ที่ตัวเองควบคุมอยู่ตามอัปเกรดใหญ่ ทำให้ Ethereum ถูกแตกออกเป็นสายใหม่ก็คือ ‘Ethereum ที่ไปตาม The Merge’ และ ‘Ethereum ที่ไม่ไปตาม The Merge’ ในชื่อ ‘Ethereum PoW’ ที่ต้องการรักษารากเหง้าเดิมในการเป็น Proof-of-Work ของ Ethereum ไว้ คล้ายกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ Ethereum Classic ที่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับวิธีการแก้ปัญหาของทีม Ethereum ในการจัดการกับ DAO Attack ในช่วงปี 2019 หลักการอัปเกรดแบบ Hard Fork ที่สามารถแยกบล็อกเชนได้nรูปภาพ: InvestopediaDecentralized น้อยลง นอกจากปัญหาที่เหล่านักขุด Ethereum ตกงานแล้ว หลายคนก็ยังมองว่า Ethereum จะมีความเป็น ‘Centralized’ หรือ ‘รวมศูนย์’ มากขึ้น และความเป็น Decentralized ลดน้อยลง จากการที่ใครก็ได้สามารถเข้ามาเป็นนักขุด ไม่ว่าจะเครื่องขุดราคาถูก ฮาร์ดแวร์ไม่แรงก็สามารถขุดได้ (ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อะไรกลับไปเท่าไรก็ตาม) แต่พอมาเป็น Proof-of-Stake ที่เป็นการฝากเหรียญเข้าไปในระบบ หรือ ‘Stake’ แทนการขุด กลับต้องใช้จำนวนเหรียญขั้นต่ำถึง 32 ETH (อ้างอิงจาก Cointelegraph) ในการเป็น Validator หรือผู้ตรวจสอบธุรกรรม (หรือนักขุดใน Proof-of-Stake นั่นเอง) ซึ่งในขณะนี้ราคา ETH อยู่ที่ 5.44 หมื่นบาท เท่ากับว่าต้องมีเงินถึง 1.74 ล้านบาท ในการเข้ามามีส่วนร่วม เป็น Validator ของ Ethereum จึงเป็นการปิดกันนักขุดรายเดิมหรือแม้แต่รายใหม่ที่ทุนไม่ถึงให้ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น Validator ได้ เท่ากับว่าผู้ที่เป็น Validator ของ Ethereum ที่เป็นรายใหญ่จะมีสัดส่วนมากขึ้น และยังสามารถเพิ่มปริมาณการ Stake ได้ง่ายกว่าการเพิ่มฮาร์ดแวร์ จึงทำให้ผู้ที่เป็น Validator รายย่อยเสียเปรียบเพิ่มขึ้นไปอีกจากทุนที่จำกัด และก็มีหลักฐานคาตา โดยหลังจากที่ The Merge