สแกนเพื่อดาวน์โหลด
แพลตฟอร์มตรวจสอบ # และยืนยันการกำกับดูแลของตลาดการเงินทั่วโลก

หุ้น SanDisk ร่วงต่อเนื่อง แต่เหตุใดวอลล์สตรีทยังคาดการณ์บวก?

หุ้นของ SanDisk (SNDK) ร่วงลง 12.63% ในวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม และลดลงต่อเนื่องในช่วงหลังปิดตลาด หลังจากหุ้นหน่วยความจำกับชิปถูกเทขายอย่างกว้างขวางถึงแม้ราคาจะปรับตัวลง แต่บรรดานักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทหลายรายยังคงปรับเพิ่มหรือยืนยันเป้าหมายราคาของบริษัทนี้เหมือนเดิม  การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่านักวิเคราะห์ยังคงมั่นใจในแนวโน้มผลประกอบการของ SanDisk แม้ความผันผวนในกลุ่มหน่วยความจำจะส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มนี้อย่างมากในช่วงหลัง  ผู้สนับสนุน  ผู้สนับสนุน  นักวิเคราะห์ยังคงเชื่อมั่นในแนวโน้มขาขึ้น แม้ราคาจะร่วงลง  Citigroup ได้ยืนยันเป้าหมายราคาที่ 2,500 USD ให้กับ SanDisk โดยนักวิเคราะห์อาวุโส Asiya Merchant ได้ออกบทวิเคราะห์เชิงบวก และ ยังคงแนะนำให้ซื้อ SNDK เป้าหมายราคาดังกล่าวหมายถึงโอกาสเติบโตจากราคาปิดล่าสุดประมาณ 30%  แม้จะปรับตัวขึ้นเกือบ 600% ตั้งแต่ต้นปี SanDisk ก็ยังมีความผันผวนสูงในเดือนที่ผ่านมา ที่มาของภาพ: Trading View  นักวิเคราะห์ Amit Daryanani จาก Evercore ISI ก้าวไปไกลกว่านั้น โดยได้ปรับเป้าหมายราคาเป็น 3,100 USD จาก 1,400 USD และคงเรตติ้ง Outperform ไว้ เป้าหมายใหม่หมายถึงโอกาสเติบโตเกือบ 62% จากราคาปิดล่าสุด Daryanani เห็นว่านักลงทุนยังประเมินศักยภาพในการสร้างรายได้กับอำนาจต่อรองราคาของ SanDisk ต่ำเกินไปจนถึงปี 2027  นักวิเคราะห์ Mark Newman จาก Bernstein ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 3,000 USD จาก 1,700 USD ซึ่งเขาชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของซัพพลายเออร์หน่วยความจำในด้านการทำข้อตกลงซัพพลายระยะยาว  นักวิเคราะห์ Matthew Bryson จาก Wedbush ได้ให้สัมภาษณ์กับ MarketWatch ว่าตลาดหน่วยความจำยังคงอยู่ในจุดที่ดีมาก และกล่าวว่า Micron (MU) กับ SanDisk ต่างได้รับอานิสงส์จากดีมานด์ด้าน AI ในขณะที่ผู้ผลิตชิปไม่สามารถตอบสนองได้ทัน เนื่องจากการก่อสร้างโรงงานใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยยังคงเป็นขาขึ้นอย่างมาก  ข้อมูลจาก Stocktwits แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนรายย่อยที่อยู่ในระดับ “bullish อย่างมาก” ต่อ SNDK พร้อมกับปริมาณข้อความที่สูง ผลสำรวจที่เกี่ยวข้องจากผู้ตอบเกือบ 1,800 คน ทำให้ Micron นำหน้าในด้านผลตอบแทนที่ดีที่สุดที่ 57% ส่วน SanDisk ได้ 19% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเงินทุนที่ยังคงไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มเมมโมรี่ แม้จะเกิดการปรับฐานลง  ข้อมูลระบุว่า นักวิเคราะห์ 18 จาก 22 คน ที่ติดตาม SanDisk ต่างแนะนำ “ซื้อ” หรือ “ซื้ออย่างแรง” โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ USD2,112.32 หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นเกือบ 600% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งการปรับตัวขึ้นนี้เองได้ก่อให้เกิด ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ขึ้นใหม่ ทั่วทั้งกลุ่ม  รอบประกาศผลประกอบการถัดไปจะเป็นตัวชี้วัดว่า SanDisk จะสามารถเติบโตไปถึงเป้าหมายที่มากกว่า USD3,000 ได้หรือไม่

07-14อุตสาหกรรม

ทำไมหุ้น Bitcoin ของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนโดย Trump ถึงไม่เติบโตใน 1 ปี?

American Bitcoin Corp. (ABTC) เก็บรวบรวม Bitcoin (BTC) ได้มากกว่า 8,000 เหรียญในเดือนนี้ แต่ราคาหุ้นยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดกว่า 95% ซึ่งช่องว่างนี้ชวนให้สงสัยว่าชื่อของ Trump หรือโมเดลธุรกิจคือสาเหตุหลัก  บริษัทเดินหน้าซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องพร้อมรายงานอัตรากำไรจากการขุดที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นต่างได้เห็นราคาหุ้นร่วงลงตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกันยายน 2025  หุ้นของอเมริกันบิทคอยน์ในตระกูล Trump ดิ่งลง 95% ในรอบปี ที่มา: Yahoo Finance  ผู้สนับสนุน  ผู้สนับสนุน  ปัจจัยเสริมชื่อ Trump ที่ทำให้ราคาช่วงเปิดตัวสูงเกินจริง  สายสัมพันธ์กับตระกูล Trump ช่วยหนุนให้ American Bitcoin เปิดตัวได้ Eric Trump เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายกลยุทธ์ ในขณะที่ Donald Trump Jr. เป็นที่ปรึกษา แบรนด์ดังกล่าวดึงดูดความสนใจจากรายย่อยอย่างมากหลังควบรวมกิจการกับ Gryphon Digital Mining  บริษัทรายชื่อในตลาด Nasdaq เมื่อเดือนกันยายน 2025 โดย Forbes รายงานในภายหลังว่านักลงทุนประเมินมูลค่าบริษัทเกือบ 13.2 พันล้าน USD ในช่วงเปิดตัวในขณะที่ถือครอง Bitcoin เพียงประมาณ 270 ล้าน USD เท่านั้น  โครงสร้างบริษัทถูกซ่อนไว้เบื้องหลังเรื่องราวนี้ American Bitcoin เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นโดย Hut 8 เป็นหลัก โดย ถือครองประมาณ 80% หลังถ่ายโอนธุรกิจขุดเหมืองให้ตนเอง ด้านตระกูล Trump ถือหุ้นประมาณ 20% และสัดส่วนของ Eric Trump โดยตรงอยู่ที่ราว 6%  แต่ความสัมพันธ์เดียวกันนี้ก็ส่งผลเสียเช่นกัน ปัจจุบันข้อมูลชี้ให้เห็นว่าราคาหุ้นต่ำกว่าจุดสูงสุดมากกว่า 95%  ราคาหุ้น American Bitcoin (ABTC) ที่มา: TradingView  รายงานของ Forbes เดียวกันเปิดเผยว่ารายย่อยสูญเสียเงินราว 500 ล้าน USD ตั้งแต่เปิดตัว ตรงกันข้ามกับทุนของ Eric Trump ที่เพิ่มขึ้นราว 90 ล้าน USD เพราะกลุ่มผู้ก่อตั้งเข้าถือหุ้นตั้งแต่ต้นและได้ราคาไม่แพง  เขาได้ปฏิเสธ รายงานของ Forbes ว่าเป็นเพียงโฆษณาชวนเชื่อ อย่างไรก็ตาม ไม่มีข่าวอื้อฉาวหรือปัญหาบริหารที่อธิบายการร่วงของหุ้นนี้ได้  Since being acquired by China, @Forbes has become a political weapon and an embarrassment to journalism.  Just over a year ago, American Bitcoin did not exist. 7 Months and 25 days ago we went public on the NASDAQ. Today we hold over 7,000 Bitcoin and stand as the 16th largest… https://t.co/m7ZD8Pg0F7  — Eric Trump (@EricTrump) April 28, 2026  ติดตามเราได้ผ่าน X เพื่อรับข่าวสารล่าสุดทันที  ผู้สนับสนุน  ผู้สนับสนุน  คลังเงินสำรองที่เติบโตแม้ราคาหุ้นจะตกต่ำ  ในเชิงการดำเนินงาน American Bitcoin ยังคงทำผลงานตามเป้า โดยบริษัทได้ขุด Bitcoin ได้ 817 BTC ในไตรมาสแรก ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของบริษัท กำไรขั้นต้นยังคงอยู่ที่ประมาณ 52% แม้ราคา Bitcoin จะร่วงลงประมาณ 22% ก็ตาม ทั้งนี้บริษัทได้ รายงาน ไว้แล้ว  Eric Trump ระบุว่ากองเหมืองของบริษัทขุดได้ในราคาถูกกว่าราคาตลาดถึง 47% อย่างไรก็ตาม Forbes ได้โต้แย้งตัวเลขนี้โดยชี้ว่าต้นทุนรวมต่อ 1 coin หลังหักค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ นั้นอยู่ที่ประมาณ 90,000 USD  แต่ตลาดหุ้นกลับสะท้อนภาพในทางตรงข้าม เพราะเพื่อสนับสนุนการสะสมนี้ บริษัทต้องอาศัยการออกหุ้นเพิ่มทุนจนจำนวนหุ้นหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมาก แต่ละครั้งที่ออกหุ้นจะได้ coin

07-14อุตสาหกรรม

หุ้นญี่ปุ่นมูลค่าหายไป 82 ล้านล้านเยนใน 3 สัปดาห์: ผลจากหุ้นชิป AI ร่วงหรือปรับฐานตามกลไกตลาด?

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดลดลงอย่างรุนแรงในวันจันทร์ โดยดัชนี Nikkei 225 ร่วง 1.92% สู่ระดับ 67,242 จุด ขณะที่โพสต์ไวรัลกล่าวว่าตลาดสูญเสียมูลค่าไปแล้ว 82 ล้านล้านเยนในสามสัปดาห์ที่ผ่านมา และอธิบายการลดลงนี้ว่าเป็นการล่มสลายของตลาด  ตัวเลขที่เป็นหัวข้อนั้นค่อนข้างใกล้เคียงกับความจริง โดยดัชนีได้ร่วงลง 7.7% นับตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนที่ทำ สถิติสูงสุดไว้ที่ 72,831.73 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลปิดตลาดในวันจันทร์ชี้ให้เห็นถึงการหมุนเวียนของกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่าการล่มสลายของตลาดโดยรวม  ภาวะหุ้นชิปเกาหลีถ่วงตลาดหุ้นญี่ปุ่นร่วง  จุดศูนย์กลางของแรงขายเริ่มขึ้นที่กรุงโซล โดย KOSPI ร่วงลงมากกว่า 8% ระหว่างวัน ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีจำเป็นต้องใช้มาตรการ หยุดชั่วคราว ทั้งตลาด หุ้น SK Hynix ร่วงมากกว่า 12% ภายในเวลาเพียงสองวันหลังเข้าตลาด Nasdaq ด้วยมูลค่า 26 พันล้าน USD  แรงขายนี้แพร่กระจายโดยตรงมายังกลุ่ม AI ของโตเกียว โดย Kioxia ร่วงลง 12.9%, Murata ลดลง 8.1% และ Renesas สูญเสีย 6.2% ข้อมูล จาก Nikkei ระบุว่า Kioxia กับ Advantest เพียงสองหุ้นได้ฉุดดัชนี Nikkei ลงประมาณ 272 จุด ในขณะที่ Yaskawa Electric ดิ่งลง 14.3% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่อ่อนแอ  ราคาน้ำมันก็ยิ่งกดดันตลาดเพิ่มขึ้น น้ำมันดิบพุ่ง 4% หลังอิหร่านกลับไปปิดกั้นช่องแคบ Hormuz อีกครั้งและมีการปะทะกับกองทัพสหรัฐ Daisuke Hashizume นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Daiwa Securities เชื่อมโยงความระมัดระวังนี้กับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น  ผู้สนับสนุน  ผู้สนับสนุน  ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันขยับสูงขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทญี่ปุ่นเริ่มประกาศผลประกอบการ  ข้อกล่าวหาการล่มสลายปะทะกับสัญญาณปิดตลาด  ตัวเลขไวรัลที่ระบุการขาดทุน 2.60% ต่อวันนั้น สะท้อนภาพระหว่างวัน ดัชนีแตะจุดต่ำสุดที่ 66,635 ลดลงเกือบ 2.8% ก่อนที่แรงซื้อจะเข้ามาช่วย ตัวเลขขาดทุน 27 ล้านล้านเยนในวันเดียวสอดคล้องกับราคาต่ำสุดนั้น ไม่ใช่ราคาปิด  ขณะที่ความแข็งแกร่งของตลาดโดยรวมยังคงอยู่ ดัชนี Topix ที่กว้างกว่าลดลงเพียง 0.2% โดยธนาคารต่าง rally กัน Mitsubishi UFJ เพิ่มขึ้น 2.3% และเงินทุนหมุนเวียนจากหุ้นกลุ่ม AI ชิปมาอยู่ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ย รูปแบบนี้สอดคล้องกับสัญญาณก่อนหน้านี้ที่ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทำผลงานเหนือกว่า Big Tech และ crypto ในช่วงครึ่งปีแรก  แผนที่ความร้อน JPN225 ที่มา: Tradingview  ในทางเทคนิค ดัชนีสามารถปกป้องโซนแนวรับสำคัญที่ 66,500 ถึง 68,000 ได้เมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม หากปิดรายวันต่ำกว่าระดับนี้ จะทำให้เสี่ยงเผชิญแนวรับที่โซน 62,000 ถึง 63,500 หรือลดลงประมาณ 7% ขณะเดียวกัน RSI รายวันอยู่แถวระดับกึ่งกลางที่ 50 หลังจากแรงซื้อมากเกินไปในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาถูกรีเซ็ตลงแล้ว  กราฟรายวัน JPN225 ที่มา: Tradingviewบิทคอยน์ไม่สะทกสะท้านผลกระทบจากตลาดเอเชีย  ตลาดคริปโตแทบไม่ได้ตอบสนองแต่อย่างใด บิทคอยน์ (BTC) ซื้อขายใกล้ 62,986 USD ลดลง 1.5% ใน 24 ชั่วโมง ขณะที่มูลค่าตลาดรวมคริปโตลดลง 1.2% สู่ 2.25 ล้านล้าน USD  ความนิ่งนี้แตกต่างจากเดือนสิงหาคม 2024 อย่างสิ้นเชิง เมื่อดัชนี Nikkei ปรับตัวลงอย่างรุนแรงลากบิทคอยน์ร่วงถึง 15% ในวันเดียว นักลงทุนเฝ้ารอว่า นโยบายธนาคารกลางญี่ปุ่น จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ในวันที่ 30-31 กรกฎาคมนี้หรือไม่ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคาดว่าจะมีการปรับขึ้นสู่ 1.25% ก่อนสิ้นปี ซึ่งสถานการณ์นี้ยังส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันและความเสี่ยงทาง carry trade อยู่ ขณะที่เงินเยนแตะเกือบ 162 ต่อหนึ่ง USD  การที่หุ้นญี่ปุ่นจะกลับมามีเสถียรภาพหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการเจรจาสันติภาพที่โดฮาในสัปดาห์นี้ และรายได้ชิปหน่วยความจำที่เป็นต้นตอของความผันผวน หากสามารถปกป้องแนวรับ 66,500 ได้ จะช่วยส่งเสริมโอกาสสำหรับการปรับฐานมากกว่ากระแสร่วงหนัก

07-14อุตสาหกรรม

กฎหมายซับซ้อนขวางแผนจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin แห่งชาติของสหรัฐฯ- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่กฎหมายซับซ้อนขวางแผนจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin แห่งชาติของสหรัฐฯผู้อำนวยการสภาคริปโตแห่งทำเนียบขาวเผย โครงการจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญของรัฐบาล แต่ติดปัญหาด้านกฎหมายที่ซับซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ  Putawan Pulom  ผู้อำนวยการสภาคริปโตแห่งทำเนียบขาวเผย โครงการจัดตั้งคลังสำรอง Bitcoin ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญของรัฐบาล แต่ติดปัญหาด้านกฎหมายที่ซับซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ  Patrick Witt ผู้อำนวยการสภาคริปโตแห่งทำเนียบขาว (White House Crypto Council) เปิดเผยว่าความคืบหน้าในการจัดตั้ง “คลังสำรอง Bitcoin แห่งชาติ” (Strategic Bitcoin Reserve) ของสหรัฐฯ กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังติดปัญหาจาก “ข้อกฎหมายที่คลุมเครือ” ซึ่งขัดขวางไม่ให้โครงการเริ่มต้นได้ในทางปฏิบัติ  เขากล่าวในพอดแคสต์ Crypto in America ว่า หลายหน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวงยุติธรรม (DOJ) และ สำนักงานที่ปรึกษาด้านกฎหมาย (OLC) กำลังหารือเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และความถูกต้องตามกฎหมายของการจัดตั้งคลังสำรองนี้  “มันฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่พอเจาะลึกลงไป กลับมีบทบัญญัติกฎหมายบางข้อที่ทำให้หน่วยงานหนึ่งทำไม่ได้ แต่หน่วยงานอีกแห่งอาจทำได้” Witt กล่าว “เรายังเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้ต่อไป และยังถือเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของรัฐบาลตอนนี้”  โครงการคลังสำรอง Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามเมื่อเดือนมีนาคม 2025 เพื่อจัดตั้ง Strategic Bitcoin Reserve และ Digital Asset Stockpile ซึ่งครอบคลุมทั้ง Bitcoin และคริปโตประเภทอื่น  Donald Trump ลงนามในคำสั่งจัดตั้ง “Strategic Bitcoin Reserve and Digital Asset Stockpile” ( ที่มา : Margo Martin )คำสั่งฝ่ายบริหารถูกวิจารณ์ว่า “พูดมากกว่าทำ”  แม้จะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ในการยอมรับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัติ คำสั่งดังกล่าวกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์จากชุมชน Bitcoin ว่า “ไร้ความคืบหน้า” และ “ทำได้ไม่ตามสัญญา”  คำสั่งของ Trump กำหนดให้รัฐบาล ไม่สามารถขาย Bitcoin ที่ถือครองอยู่ได้ และจะเพิ่มจำนวน Bitcoin ในคลังสำรองได้เฉพาะจาก ทรัพย์สินที่ถูกยึดหรือริบในการดำเนินคดี เท่านั้น ซึ่งหมายความว่ารัฐบาล ไม่สามารถซื้อ Bitcoin เพิ่มในตลาดซื้อขาย ได้  Justin Bechler นักลงทุนสาย Bitcoin กล่าววิจารณ์ว่า “ความเชื่อว่ารัฐบาลกลางจะสร้างคลังสำรอง Bitcoin ขึ้นมาจริง ๆ นั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดที่เป็นรูปธรรม ไม่มีเจตนาที่จะถือสินทรัพย์จำกัดจำนวนแบบนี้อย่างจริงจัง มีแต่คำพูดลอย ๆ และการใช้ Bitcoin เพื่อสร้างภาพทางการเมืองเท่านั้น”  กระทรวงการคลังเสนอแนวทางใหม่ ซื้อ Bitcoin แบบไม่เพิ่มหนี้  ในเดือนกรกฎาคม 2025 รัฐบาล Trump ได้เผยรายงานนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัลที่รอคอยกันมานาน แต่กลับไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนสำรอง Bitcoin ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หนักขึ้น  มูลค่ารวมของคริปโตที่รัฐบาลสหรัฐถือครอง (รวมถึง Bitcoin) ในหน่วยดอลลาร์ ( ที่มา : Arkham Intelligence )  ต่อมาในเดือนสิงหาคม รัฐมนตรีคลัง Scott Bessent ได้เสนอแนวทางให้รัฐบาลสามารถซื้อ Bitcoin ได้โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณ (budget-neutral strategy) เช่น การแปลงสินทรัพย์สำรองบางส่วน เช่น ทองคำหรือเงินตราต่างประเทศ ให้กลายเป็น Bitcoin หรือการตีมูลค่าทองคำที่ถืออยู่ใหม่แล้วนำส่วนต่างกำไรไปซื้อ Bitcoin เพิ่ม  แนวทางนี้สร้างความหวังใหม่ให้กับนักลงทุนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเริ่มเข้าซื้อ Bitcoin ในตลาดซื้อขายอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญในประวัติศาสตร์การเงินของประเทศ  อ้างอิง : Cointelegraph  ติดตาม CryptoSiam  เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต  ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนการลงทุนทุกครั้ง  ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น Cryptosiam ไม่รับประกันความสมบูรณ์ ความถูกต้อง หรือความน่าเชื่อถือของข้อมูลดังกล่าว และไม่มีสิ่งใดในบทความนี้ที่ควรใช้เป็นคำแนะนำหรือชักชวน ให้ซื้อหรือขายคริปโต รวมทั้งการประเมินใดๆ ไม่มีข้อความใดในบทความที่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย วิชาชีพ การลงทุน และ/หรือทางการเงิน และ/หรือคำนึงถึงความต้องการเฉพาะ และ/หรือข้อกำหนดของแต่ละบุคคล  Cryptosiam และบริษัทในเครือ ขอปฏิเสธความรับผิด หรือความรับผิดชอบทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหาของบทความ และการดำเนินการใดๆ กับข้อมูลในบทความนั้น เป็นความเสี่ยงของผู้อ่าน และถือเป็นความเสี่ยงแต่เพียงผู้เดียว  ข่าวการลงทุนการลงทุนนักลงทุนสถาบันนักลงทุนรายใหญ่นักลงทุนลงทุนบิทคอยน์ภาวะเงินเฟ้อ สหรัฐเงินเฟ้อ สหรัฐดอลลาร์สหรัฐสหรัฐรัฐบาลสหรัฐ

01-18อุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์ชี้ Crypto ETF เตรียม “พุ่งแรง” ในปี 2026 จากดอกเบี้ยขาลงและกฎเกณฑ์สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่นักวิเคราะห์ชี้ Crypto ETF เตรียม “พุ่งแรง” ในปี 2026 จากดอกเบี้ยขาลงและกฎเกณฑ์สหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้นนักวิเคราะห์คาดปี 2026 จะเป็นปีทองของกองทุน Crypto ETF โดยอาจมีการยื่นขอเปิดตัวมากกว่า 100 กองทุน และมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิแตะหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและความชัดเจนด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ  Putawan Pulom  นักวิเคราะห์คาดปี 2026 จะเป็นปีทองของกองทุน Crypto ETF โดยอาจมีการยื่นขอเปิดตัวมากกว่า 100 กองทุน และมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิแตะหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ท่ามกลางแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและความชัดเจนด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ  ตลาด Crypto ETF กำลังถูกมองว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2026 หลังจากแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นและกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ ที่เริ่มชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจเปิดทางให้ผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาด  Eric Balchunas นักวิเคราะห์อาวุโสด้าน ETF จาก Bloomberg ประเมินว่า ในสมมติฐานแบบปกติ จะมีเงินทุนไหลเข้าสู่ Crypto ETF ราว $15,000 ล้าน ตลอดปี 2026 และอาจพุ่งแตะ $40,000 ล้าน หากตลาดเอื้ออำนวย  “ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ ETF มากขึ้น” Balchunas กล่าวกับ Cointelegraph  กระแสเงินทุนไหลเข้ารายสัปดาห์ของกองทุน Crypto ETF ในปี 2025 แหล่งข้อมูล: CoinShares  เขาเสริมว่า นักลงทุนในกองทุน ETF กลายเป็น “แรงพยุงเชิงโครงสร้าง” ให้กับราคา Bitcoin หลังพิสูจน์ความแข็งแกร่งในช่วงที่ตลาดปรับฐาน  “ในช่วงที่ราคา Bitcoin ร่วงลง 35% มีเงินออกจาก ETF เพียง 4% เท่านั้น หมายความว่า 96% ของนักลงทุนยังถือครองต่อ แม้บางสัปดาห์ยังมีเงินไหลเข้าเพิ่มด้วยซ้ำ ถือเป็นความอดทนที่น่าประทับใจ เทียบได้กับการถือหุ้นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008” Balchunas กล่าว  เขาอธิบายว่าความมั่นคงดังกล่าวมาจากฐานนักลงทุนที่มีความรู้ทางการเงินที่สูงขึ้นและมีแนวคิดการลงทุนในระยะยาว  ราคาต้นทุนเฉลี่ยของกองทุน Bitcoin ETF สหรัฐฯ ซึ่งเป็นราคาที่นักลงทุนสหรัฐฯ จ่ายเพื่อซื้อ ETF ยังคงเป็นแนวรับโครงสร้างสำคัญของราคา Bitcoin ( ที่มา : Andre Dragosch )นักลงทุนสถาบันเตรียมขยายสัดส่วนลงทุนใน Crypto ETF  Balchunas กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในเทรนด์สำคัญของปี 2026 คือการเพิ่มน้ำหนักลงทุนในกองทุน Crypto ETF จากนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Funds) ที่ปรึกษาการลงทุน (RIA) และกองทุนบริจาคของมหาวิทยาลัย  “กลุ่มนี้คือที่มาของ ‘เงินก้อนใหญ่’ ทั้งหมดในตลาด” Balchunas กล่าวเสริม  ความชัดเจนทางกฎหมายหนุนคลื่นลูกใหม่ของ Crypto ETF  ด้าน Fabian Dori ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Sygnum Bank มองว่า การออกกฎหมายในสหรัฐฯ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฉบับใหญ่ จะเป็นตัวเร่งให้มีการยื่นขอก่อตั้ง ETF ใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีหน้า  รายชื่อคำขอจัดตั้งกองทุน Crypto ETF 92 รายการที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ( ที่มา : James Seyffart )  Matt Hougan จาก Bitwise สนับสนุนความเห็นนี้ โดยระบุว่าหากร่างกฎหมายดังกล่าวผ่าน จะเปิดทางให้ ETF ที่อ้างอิงสินทรัพย์นอกเหนือจาก Bitcoin และ Ether สามารถเกิดขึ้นได้  “กองทุนที่ให้ผลตอบแทนจากการ Staking จะเป็นที่ต้องการสูง และเราจะได้เห็น ETF แบบดัชนีหรือแบบรวมหลายผลิตภัณฑ์ เกิดขึ้นในตลาดมากขึ้น” Dori กล่าว  Balchunas ยังคาดว่า จำนวน Altcoin ETF ในสหรัฐฯ อาจ “เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า” ในปีหน้า ซึ่งจะเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลเหรียญรองๆ สามารถเข้าถึงกระแสเงินทุนจากนักลงทุนในตลาดการเงินแบบดั้งเดิมได้มากยิ่งขึ้น  นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเห็นผลิตภัณฑ์ ETF ประเภท “สร้างรายได้” จากสินทรัพย์คริปโต เช่น กองทุนที่อิงรายได้จากดอกเบี้ยหรือการให้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นในปีหน้า  มูลค่ารวมอาจแตะ $400,000 ล้านในสิ้นปี 2026  นักวิเคราะห์จาก Bitfinex คาดการณ์ว่า มูลค่าทรัพย์สินรวมภายใต้การบริหาร (AUM) ของ Crypto

2025-12-27อุตสาหกรรม

70% ของนักลงทุนในตลาด Futures ถือสถานะ Long ขณะที่วาฬสะสม Ether กว่า $2 พันล้าน สัญญาณราคากำลังรอจังหวะ “เบรกเอาต์”- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่70% ของนักลงทุนในตลาด Futures ถือสถานะ Long ขณะที่วาฬสะสม Ether กว่า $2 พันล้าน สัญญาณราคากำลังรอจังหวะ “เบรกเอาต์”ข้อมูลบนบล็อกเชนล่าสุดเผย แรงซื้อจากวาฬ ETH เพิ่มสูงขึ้น แม้ราคาจะยังคงติดแนวต้าน $3,000 ขณะเดียวกันสัญญา Futures กว่า 70% อยู่ฝั่ง Long และอัตราการใช้ Leverage แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  Putawan Pulom  ข้อมูลบนบล็อกเชนล่าสุดเผย แรงซื้อจากวาฬ ETH เพิ่มสูงขึ้น แม้ราคาจะยังคงติดแนวต้าน $3,000 ขณะเดียวกันสัญญา Futures กว่า 70% อยู่ฝั่ง Long และอัตราการใช้ Leverage แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  แม้ราคาของ Ether จะยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบใต้ระดับ $3,000 แต่ข้อมูลบนบล็อกเชนกลับชี้ให้เห็นถึงแรงซื้อจากนักลงทุนรายใหญ่หรือ “วาฬ” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สัญญา Futures ทั่วโลกเริ่มเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกัน เตรียมรับการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของราคา  วาฬซื้อ ETH มูลค่ารวมกว่า $2 พันล้านในไม่กี่วัน  แพลตฟอร์มข้อมูล Lookonchain ระบ ว่า “66k ETH Borrow Whale” ได้เพิ่มการถือครองอีก 40,975 ETH หรือราว $121 ล้าน ภายในวันเดียว ส่งผลให้ยอดซื้อสะสมตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายนสูงถึง 569,247 ETH คิดเป็นมูลค่ารวม $1.69 พันล้าน  ขณะเดียวกัน กองทุน Bitmine ของ Tom Lee ก็เร่งสะสมเพิ่มเติมอีก 67,886 ETH (มูลค่า $201 ล้าน) ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และกว่า $302 ล้าน ตลอดสัปดาห์นี้  ปัจจุบัน Bitmine ถือครอง 4.06 ล้าน ETH มูลค่ารวมประมาณ $12.4 พันล้าน หรือคิดเป็น 3.37% ของอุปทานทั้งหมดของ ETH  ข้อมูลการสะสม ETH ของนักลงทุนรายใหญ่ ( ที่มา : Lookonchain/X )  ขณะที่บริษัท Trend Research ก็เพิ่งเข้าซื้อเพิ่มอีก 46,379 ETH ในสัปดาห์นี้ ทำให้ยอดถือครองรวมแตะราว 580,000 ETH แซงหน้ากองทุน Ether ขนาดใหญ่ยกเว้นเพียงบริษ้ท SharpLink Gaming และ Bitmine เท่านั้น  นักวิเคราะห์ชื่อ CW ระบุว่า วาฬกลุ่มใหญ่เหล่านี้กำลังถือ ETH ในต้นทุนที่ใกล้เคียงกับราคาตลาดปัจจุบัน  “กำไรที่ยังไม่ได้ขายของวาฬในรอบนี้แทบเป็นศูนย์ พวกเขาไม่ได้ขายทำกำไรเลย แต่กลับเพิ่มการถือครองอย่างต่อเนื่อง” CW กล่าวบน X  สัญญา Long พุ่ง 70% ขณะที่สัญญา Leverage แตะจุดสูงสุด  ข้อมูลจาก Hyblock Capital แสดงให้เห็นว่า 70% ของสถานะสุทธิในตลาด Ether ฟิวเจอร์สบน Binance อยู่ฝั่ง Long ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นว่าราคามีแนวโน้มฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว  สัดส่วนการเปิดสถานะ Long สุทธิทั่วโลกของ ETH ( ที่มา : Hyblock Capital )  ขณะเดียวกัน อัตราการใช้ Leverage โดยประมาณ (Estimated Leverage Ratio: ELR) ของ ETH ก็พุ่งแตะ 0.611 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกมา แสดงให้เห็นว่าตลาดกำลังเปิดสถานะ Leverage สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปริมาณเหรียญที่มีอยู่ในตลาดแลกเปลี่ยน  ด้านอุปทานบนกระดานเทรดกลับหดตัวต่อเนื่อง โดย สัดส่วนอุปทาน ETH บน Binance ลดลงเหลือเพียง 0.032 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 สะท้อนว่าจำนวนเหรียญที่พร้อมขายในตลาดกำลังลดลงอย่างมาก  แรงกดดันสองทางเตรียมส่งสัญญาณเบรกเอาต์  จากมุมมองทางเทคนิค ราคา ETH ยังคงเคลื่อนไหวใต้แนวต้านสำคัญที่ $3,000 และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

2025-12-25Ethereum

นักวิเคราะห์ชี้ Ether กำลัง “สะสมพลัง” หลังราคาพุ่งแตะ $3,000 สัญญาณจากวาฬและกิจกรรมบนเครือข่ายหนุนแนวโน้มขาขึ้น- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่นักวิเคราะห์ชี้ Ether กำลัง “สะสมพลัง” หลังราคาพุ่งแตะ $3,000 สัญญาณจากวาฬและกิจกรรมบนเครือข่ายหนุนแนวโน้มขาขึ้นEther ดีดตัวกลับกว่า 16% จากระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่ปริมาณเหรียญบนกระดานเทรดแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี และวาฬ Ethereum ที่ยังเดินหน้าซื้อสะสมต่อเนื่อง  Putawan Pulom  Ether ดีดตัวกลับกว่า 16% จากระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ขณะที่ปริมาณเหรียญบนกระดานเทรดแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี และวาฬ Ethereum ที่ยังเดินหน้าซื้อสะสมต่อเนื่อง  ราคา Ether ฟื้นตัวแรงในวันจันทร์ ขึ้นมายืนเหนือระดับ $3,000 อีกครั้ง หลังจากร่วงไปแตะจุดต่ำสุดรอบหลายเดือนที่ $2,620 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน โดยนักวิเคราะห์มองว่าตลาดกำลัง “สะสมพลังเพื่อเบรกขึ้น” สู่ระดับสูงใหม่  “Ethereum กำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานเพื่อเบรกขึ้นด้านบน” Michael van de Poppe ผู้ก่อตั้ง MN Capital กล่าวบน X  ข้อมูลจาก CryptoQuant แสดงให้เห็นว่าวาฬ Ethereum ที่ถือระหว่าง 10,000–100,000 ETH ได้เพิ่มการสะสมอย่างต่อเนื่องในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันถือรวมกันมากกว่า 22 ล้าน ETH ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ยอดการถือครอง Ethereum จำแนกตามมูลค่าการถือครอง ( ที่มา : holder value )  ในทางกลับกัน นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนระดับกลางกลับเป็นฝ่ายขาย ทำให้เกิดการ “เปลี่ยนมือ ” จากรายย่อยไปสู่วาฬมากกว่าจะเป็นกระแสเก็งกำไรใหม่เข้าสู่ตลาด  “วาฬที่ถือเกิน 10,000 เหรียญจะไม่ซื้อเพิ่มในช่วงตลาดขึ้น พวกเขาจะสะสมเฉพาะตอนที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น” นักวิเคราะห์ CW กล่าว  “การที่อัตราการสะสมของวาฬแตะระดับสูงสุดตลอดกาล แปลว่ารอบการขึ้นต่อไปอาจแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา”  อุปทาน ETH บนกระดานเทรดลดฮวบ สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี  ข้อมูลจาก Glassnode ยังระบุว่า ปริมาณ ETH ที่ถืออยู่บนกระดานเทรดลดลงจาก 18.5 ล้านเหรียญในเดือนกรกฎาคม เหลือเพียง 10.2 ล้านเหรียญในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ลดลงกว่า 45% ภายในเวลาไม่ถึงหกเดือน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเก้าปี  จำนวน Ethereum ที่ถูกเก็บไว้ในกระดานเทรด( ที่มา : Glassnode )  การที่เหรียญถูกถอนออกจากกระดานเทรดจำนวนมาก มักบ่งชี้ว่าผู้ถือระยะยาวกำลังย้ายไปเก็บไว้ในกระเป๋าเย็นหรือสัญญาอัจฉริยะ เพื่อถือครองระยะยาวมากกว่าขายออก  “ปริมาณ ETH บนกระดานเทรดกำลังหายไปอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณชัดเจนถึงภาวะ ‘Supply Shock’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น” นักวิเคราะห์ DustyBC Crypto กล่าวบน X  กิจกรรมบนเครือข่าย Ethereum ฟื้นตัวแรง  ข้อมูลจาก Nansen พบว่าจำนวนที่อยู่ที่ยังถูกใช้งานอยู่ เพิ่มขึ้นถึง 22% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนธุรกรรมเฉลี่ยรายเดือนเพิ่มขึ้น 16% มาอยู่ที่ 11.3 ล้านรายการต่อเดือน  จำนวนผู้ใช้งานรายวันและจำนวนธุรกรรมในรอบสัปดาห์ ( ที่มา : Nansen )  อีกทั้งข้อมูลจาก Santiment ยังเผยว่า มีการสร้างกระเป๋าใหม่เฉลี่ย 163,000 ใบต่อวันในเดือนธันวาคม เพิ่มจาก 124,000 ใบต่อวันในเดือนกรกฎาคม  “นี่คือการเติบโตที่ชัดเจนของเครือข่ายคริปโตอันดับสองของโลก” Rananjay Singh กล่าว  “การยอมรับ กำลังค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ”  นอกจากนี้ ปริมาณธุรกรรมโดยรวมยังอยู่ในระดับสูงสุดตลอดกาล และในเดือนมกราคม Ethereum กำลังจะอัปเกรดระบบเพื่อเพิ่มความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมจาก 60 ล้านเป็น 80 ล้านธุรกรรมต่อเดือน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตลาดยังไม่ได้ตอบสนองต่อข่าวนี้  “การทดสอบแนวต้านสำคัญนี้หลายครั้งบ่งชี้ว่าการเบรกขึ้นใกล้เข้ามาแล้ว” van de Poppe กล่าว  เขามองว่า หาก ETH สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวไปได้ เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ช่วง $3,650–$3,700 ขณะที่ทีม Bitcoinsensus ประเมินว่า ETH/USD ยังคงมีโอกาสไต่ขึ้นไปทดสอบระดับ $7,000  นักวิเคราะห์จาก Cointelegraph ยังเสริมว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วัน (50-day EMA) ที่ระดับ $3,150 เป็นแนวต้านสำคัญของตลาดขาขึ้น หากสามารถทะลุขึ้นได้ ราคามีโอกาสพุ่งต่อไปที่ $3,450 และทดสอบระดับ $4,000 อีกครั้งในระยะถัดไป  อ้างอิง : Cointelegraph  ภาพหน้าปก : Cryptoslate  ติดตาม CryptoSiam  เพื่อให้ไม่พลาด ทุกข่าวสาร วงการคริปโต  ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น

2025-12-23Ethereum

หุ้น BitMine Strategy และ SharpLink พุ่งแรง แซงหน้าการฟื้นตัวของตลาดคริปโต- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่หุ้น BitMine Strategy และ SharpLink พุ่งแรง แซงหน้าการฟื้นตัวของตลาดคริปโตหุ้นของบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล ปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมี BitMine นำโด่งเหนือบริษัทอื่น และยังฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดคริปโตโดยรวม ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของสถาบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  Putawan Pulom  หุ้นของบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล ปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยมี BitMine นำโด่งเหนือบริษัทอื่น และยังฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดคริปโตโดยรวม ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของสถาบันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  นักลงทุนในภาคคริปโตกลับมาให้ความสนใจกับหุ้นของบริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในงบดุล (Digital Asset Treasuries – DATs) อย่างชัดเจนในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยหุ้นกลุ่มนี้ปรับขึ้นแรงและฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดคริปโตที่ยังขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยในภาพรวม  ข้อมูลจาก Google Finance ระบุว่า BitMine Immersion Technologies เป็นผู้นำการปรับตัวของกลุ่ม DATs ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 20% หุ้น BMNR ของบริษัทดีดจากระดับต่ำกว่า 27 ดอลลาร์ไปปิดเหนือ 31 ดอลลาร์ และยังคงรักษาระดับไว้ได้ในช่วงซื้อขายนอกเวลาทำการ สอดคล้องกับราคาของ Ether ที่ปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน  ราคาหุ้น BitMine ฟื้นตัวอย่างมั่นคงในช่วงสัปดาห์นี้ ( ที่มา : Google Finance )  แม้ว่าหุ้นของ BitMine จะร่วงลงกว่า 50% ตั้งแต่ตลาดคริปโตทำจุดสูงสุดในช่วงต้นเดือนตุลาคม แต่หากมองกรอบเวลาที่นานกว่านั้น ตั้งแต่บริษัทเริ่มกลยุทธ์สะสม Ether ในเดือนมิถุนายน ราคาหุ้นยังคงเพิ่มขึ้นมากถึง 630% ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดที่ยังมีอยู่  ในฝั่งของ DAT รายใหญ่อื่น ๆ หุ้น SharpLink Gaming (SBET) ซึ่งเป็นผู้ถือ Ether รายใหญ่อันดับที่ 2 ก็ขยับขึ้นเกือบ 6% เช่นกัน ขณะที่หุ้นของ Strategy (MSTR) ที่นำโดย Michael Saylor เพิ่มขึ้น 5% ปิดที่ 179 ดอลลาร์ในวันเดียวกัน  นักวิเคราะห์การเงิน Ted Pillows ระบุว่า หุ้นของบริษัทที่ถือครอง Ether ยังไม่แสดงสัญญาณสร้างฐานราคาอย่างชัดเจน แต่หากเกิดการกลับตัวขึ้นจริง อาจเป็นตัวจุดประกายให้ราคา Ether ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญตามมา  ความร้อนแรงของหุ้น DAT ยังโดดเด่นกว่าตลาดคริปโตซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 2.1% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยมูลค่าตลาดรวมยังเคลื่อนไหวอย่างค่อยเป็นค่อยไป  BitMine ถือ Ether แตะ 3% ของซัพพลายทั้งหมด  หนึ่งในปัจจัยที่สะท้อนความแข็งแกร่งของบริษัทคือการสะสม Ether อย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะตลาดอ่อนตัว BitMine เพิ่งผ่านหมุดหมายสำคัญด้วยการถือครอง Ether คิดเป็น 3% ของซัพพลายทั้งหมด โดยประธานบริษัท Tom Lee ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทยังเดินหน้าเก็บสะสมเพิ่มเพื่อถือครองให้ถึงเป้า 5% ของซัพพลายทั้งหมดในตลาด  ตามข้อมูลจาก StrategicEthReserve บริษัททั้งหมดถือครอง Ether อยู่ที่ 3.63 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่า 1.06 หมื่นล้านดอลลาร์ และเพิ่งซื้อเพิ่มอีก 69,822 ETH ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนกลยุทธ์ “ซื้อในช่วงการปรับฐาน” ที่บริษัทยังคงทำมาอย่างสม่ำเสมอ  ความสนใจจากนักลงทุนสถาบันก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย “BMNR Bullz” เผยข้อมูลจาก Nasdaq ว่าสัดส่วนการเข้าถือหุ้น BitMine ของสถาบันเพิ่มขึ้นจาก 6% ไปสู่ 31.7% ภายในเวลาเพียง 13 วัน ซึ่งถือเป็นการไหลเข้าที่รวดเร็วผิดปกติของหุ้นกลุ่มนี้  Ether ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ราคาของ Ether ดีดขึ้นราว 3% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แตะระดับสูงสุดที่ 2,980 ดอลลาร์ ก่อนที่จะเผชิญแรงขายและปรับลงเล็กน้อย แม้จะฟื้นตัว แต่ ETH ยังลดลงกว่า 41% จากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ 4,946 ดอลลาร์  Tom Lee ให้ความเห็นว่า ความอ่อนแรงของราคาคริปโตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นผลจากสภาพคล่องที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม รวมถึงโครงสร้างราคาเชิงเทคนิคที่ยังไม่แข็งแรง ซึ่งยังคงจำกัดการฟื้นตัวในระยะสั้น

2025-11-25Ethereum

กลุ่มผู้ถือครอง ETH ระยะยาว เทขายวันละ 45,000 ETH นักวิเคราะห์ชี้มีความเสี่ยงร่วงแตะ $2,500- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่กลุ่มผู้ถือครอง ETH ระยะยาว เทขายวันละ 45,000 ETH นักวิเคราะห์ชี้มีความเสี่ยงร่วงแตะ $2,500Ether อาจเผชิญการปรับฐานลงอีกราว 23% สู่ระดับ $2,500 หากกลุ่มผู้ถือระยะยาวยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ถึงเงื่อนไขสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นจะกลับมา  Putawan Pulom  Ether อาจเผชิญการปรับฐานลงอีกราว 23% สู่ระดับ $2,500 หากกลุ่มผู้ถือระยะยาวยังคงเทขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ถึงเงื่อนไขสำคัญที่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นจะกลับมา  ตลาด Ether เผชิญแรงขายจากกลุ่มผู้ถือสินทรัพย์ระยะยาวอย่างชัดเจน โดยข้อมูลบนบล็อกเชน ชี้ว่ากลุ่มผู้ที่ถือ ETH นานกว่า 155 วันกำลังเพิ่มปริมาณการขาย หลังราคาหลุดระดับแนวรับสำคัญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  จากการวิเคราะห์ของ Glassnode โดยดูจาก Spent Volume by Age ร่วมกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 90 วัน พบว่า มี ETH ถูกโอนย้ายออกจากกระเป๋ากลุ่มผู้ถือครอง 3–10 ปีราว 45,000 ETH ต่อวัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ $140 ล้าน  Glassnode ระบุว่า “ระดับการขายของกลุ่มผู้ถือระยะยาวในครั้งนี้ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021”  ปริมาณการเคลื่อนย้าย Ethereum แยกตามระยะเวลาถือครอง ( ที่มา : Glassnode )  แรงขายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแส เงินไหลออกจาก Spot Ethereum ETF ที่เพิ่มขึ้น โดยข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ETF เหล่านี้มีเงินไหลออกสุทธิกว่า $259 ล้าน ซึ่งถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม และเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่มีกระแสเงินไหลออก  กระแสเงินทุนของ Spot Ether ETF ( ที่มา : SoSoValue )  ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงปัจจุบัน Spot Ethereum ETF มีเงินไหลออกรวมแล้วกว่า $1.42 พันล้านดอลลาร์ บ่งชี้ถึงแรงขายจากสถาบันที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับฐานของราคา ETH  สัญญาณบนบล็อกเชนสะท้อนความต้องการใช้งานเครือข่ายที่ลดลง  ข้อมูลบนบล็อกเชนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าความต้องการใช้งานเครือข่าย Ethereum กำลังอ่อนแรงลง โดยแม้ Ethereum ยังครองส่วนแบ่ง 56% ของ Total Value Locked (TVL) ทั้งตลาด แต่ TVL ก็ลดลงถึง 21% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก DefiLlama  ค่าธรรมเนียมของแต่ละบล็อกเชนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา ( ที่มา : Nansen )  ค่าธรรมเนียมของเครือข่ายสะท้อนภาพที่น่ากังวลเช่นกัน โดยรายได้จากค่าธรรมเนียมในช่วง 30 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ $27.54 ล้าน ลดลงกว่า 42% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความต้องการใช้งานเริ่มชะลอตัวลง และกดดันราคา ETH ให้ปรับตัวลดลงใกล้ระดับ $3,000  ในช่วงเดียวกัน Solana มีค่าธรรมเนียมลดลงเพียง 9.8% ขณะที่ BNB Chain ลดลง 45% ตอกย้ำภาวะตลาดที่อยู่ในเชิงลบมากขึ้น รวมถึงบรรยากาศความกลัวในตลาดที่กลับมาสู่ระดับเดียวกับช่วงการเทขายหลังการประกาศมาตรการภาษีของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อเดือนเมษายน  Bear Flag ชี้เป้าราคาที่ $2,500 หากไม่สามารถยืนเหนือ $3,000 ได้  นักวิเคราะห์จำนวนมากเตือนว่าแนวโน้มราคาในปัจจุบันแสดงสัญญาณลบ หากไม่มีสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจนในระยะสั้น โดย ระดับ $3,350 ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์ (50-week EMA) ถือเป็นแนวรับเชิงโครงสร้างที่สำคัญ  นักวิเคราะห์ Bitcoinsensus ระบุในโพสต์บน X ว่า “Ethereum หลุดเส้น 50-week EMA ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในระยะยาว หากไม่สามารถกลับขึ้นมายืนเหนือระดับนี้ได้อย่างรวดเร็ว แนวโน้มก็ยังคงเป็นขาลง”  การวิเคราะห์ของ Bitcoinsensus บนกราฟ ETH/USD รายสัปดาห์ ( ที่มา : Bitcoinsensus )  สถิติราคาครั้งก่อนชี้ว่า เมื่อ ETH หลุดระดับดังกล่าวในต้นปีที่ผ่านมา ราคาปรับตัวลดลงถึง 60% จาก $3,400 สู่ $1,380 ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน  ในกราฟรายวัน ETH ได้ยืนยันรูปแบบ Bear Flag

2025-11-15Ethereum

BitMine กว้านซื้อ Ether เพิ่ม 34% ในสัปดาห์เดียว มูลค่าคลังสะสมพุ่งแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์- CryptoSiam

ข่าวคริปโตเคอเรนซี่BitMine กว้านซื้อ Ether เพิ่ม 34% ในสัปดาห์เดียว มูลค่าคลังสะสมพุ่งแตะ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์บริษัท BitMine Immersion Technologies เดินหน้าซื้อ Ether อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มการสะสมขึ้นอีก 34% จากสัปดาห์ก่อนหน้า รวมทั้งสิ้น 110,288 ETH ขณะที่บริษัทตั้งเป้าถือครอง 5% ของอุปทานทั้งหมดในตลาด  Putawan Pulom  บริษัท BitMine Immersion Technologies เดินหน้าซื้อ Ether อย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มการสะสมขึ้นอีก 34% จากสัปดาห์ก่อนหน้า รวมทั้งสิ้น 110,288 ETH ขณะที่บริษัทตั้งเป้าถือครอง 5% ของอุปทานทั้งหมดในตลาด  บริษัท BitMine Immersion Technologies ยังคงเร่งถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลของตน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เพิ่มการสะสม Ether (ETH) ขึ้นอีก 34% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่ากลยุทธ์การลงทุนระยะยาวของบริษัทกำลังดำเนินอย่างต่อเนื่อง  ในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา BitMine เปิดเผยว่าได้ซื้อเพิ่มอีก 110,288 ETH ทำให้ยอดการถือครองรวมอยู่ที่ 3,505,723 Ether โดนมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 3,639 ดอลลาร์ต่อเหรียญ  ( ที่มา : BitMine )Tom Lee มอง Ethereum คือ “Supercycle” ระยะยาวของ Wall Street  Tom Lee ประธานบริษัท BitMine และผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat Global Advisors กล่าวว่าการร่วงลงของราคา ETH ล่าสุดเป็น “โอกาสทองในการเข้าซื้อ” พร้อมชี้ว่า Wall Street กำลังให้ความสนใจในเทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์จริงไปสู่รูปของโทเค็น (Tokenize) อย่างจริงจัง  “เห็นได้ชัดว่า Wall Street สนใจการนำสินทรัพย์จริงขึ้นสู่บล็อกเชน เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มมูลค่าใหม่ให้กับผู้ให้บริการและนักลงทุน ซึ่งนี่คือปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า Ethereum อยู่ในวัฏจักรขาขึ้นระยะยาว หรือ ‘Supercycle’ สำหรับทศวรรษต่อไป” Tom Lee กล่าว  ถือครองแล้วเกือบ 3% ของอุปทานทั้งหมด  จากข้อมูลของบริษัท ปัจจุบัน BitMine ถือครอง ETH รวมคิดเป็น 2.9% ของอุปทานทั้งหมด 120.69 ล้านเหรียญ โดยมีมูลค่ารวมราว 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยบริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนการถือครองให้ถึง 5% ของอุปทานรวมในอนาคต  BitMine ซึ่งเริ่มต้นจากธุรกิจเหมืองขุดคริปโต ได้ปรับโครงสร้างเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ดิจิทัลและคลังคริปโตขนาดใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับ Ethereum  หุ้น BitMine พุ่งกว่า 400% ตั้งแต่ต้นปี  แม้ราคา Ether ปัจจุบันจะอยู่ที่ 3,561 ดอลลาร์ ลดลง 13.4% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ BitMine ยังคงมองบวก โดย Lee เคยคาดการณ์ในเดือนตุลาคมว่า ETH จะพุ่งแตะ 10,000–12,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งหมายถึงจะต้องเพิ่มขึ้นอีกกว่า 180% จากระดับราคาปัจจุบัน  ขณะเดียวกัน หุ้นของ BitMine ภายใต้ชื่อย่อ BMNR ก็ปรับตัวแรงในปีนี้ โดยพุ่งขึ้นกว่า 400% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 ล่าสุดมีราคาซื้อขายที่ราว 41.15 ดอลลาร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท

2025-11-11Ethereum
1
...
1618
...
1000